สุขภาพดีในทุกทริป

ด้วย 10 เทคนิคระหว่างเดินทาง
การเดินทางไปสู่จุดหมายของแต่ละคนย่อมผ่านเรื่องราวต่างๆ มากมาย และการจะไปถึง
ปลายทางให้ได้อย่างราบรื่นนั้น ที่สุดแล้วย่อมต้องอาศัย “สุขภาพ” ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่ขาดไม่ได้

หนุ่มๆ นักเดินทางทั้งหลายอาจมีเทคนิคส่วนตัวที่จะทำให้การเดินทางของตัวเองราบรื่นและสะดวกที่สุด ซึ่งการ “เตรียมตัว” ก็เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นการเตรียมตัวที่ดีนอกจากเรื่องของรายละเอียด การเดินทางอย่างตั๋วเดินทาง การจองที่พัก และอาหารการกินระหว่างทางแล้ว 10 อันดับ การเตรียมรับมือกับอาการที่อาจเกิดขึ้นได้จากการเดินทางที่พบบ่อยก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยได้ อาการที่ทำให้นักเดินทางส่วนใหญ่รู้สึกไม่สะดวกสบายนักหรือถึงขั้นเป็นอุปสรรคได้มีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน ดังนี้

- ง่วง
- เมื่อยล้า
- ไม่สบายท้อง
ทั้ง 3 เป็นเรื่องยอดนิยมที่อาจเกิดได้ในการเดินทางทุกรูปแบบไม่ว่าจะโดยรถยนต์ เรือ หรือเครื่องบิน นอกจากนั้นใครที่ต้องเดินทางไกลข้ามแผ่นดินต่างถิ่นข้ามทวีปอาจมีอาการแถมคือ “Jet Lag” ซึ่งเกิดจากการผิดเวลาข้ามไทม์โซนไปไกลของสมองซึ่งไม่ว่าจะเป็นอาการใดก็ล้วนกวนใจนักเดินทางได้ทั้งนั้น ที่สำคัญคืออาจทำให้เกิดอาการ “ขยาด” การเดินทางขึ้นได้ ยิ่งถ้าเกิดกับผู้ร่วมเดินทางที่เราหวังให้
ไปด้วยกันเป็นทริปแห่งความสุขก็อาจจะกลับกลายเป็น Sick Trip ต้องนั่งฟื้นวิชาปฐมพยาบาลกันยามเจ็บป่วยเป็นทริปที่จดจำไปนาน ซึ่งการจะทำให้การเดินทางแต่ละครั้งสนุกและเป็น Trip of a Lifetime ได้ก็อยู่ที่ “ฝีมือ” ในการป้องกันความเสี่ยงเหล่านี้ เพียงแค่คุณมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ บางประการ
จากความ “ใส่ใจ” และ “ไม่ประมาท” ก็สามารถทำให้ทุกทริปน่าประทับใจได้ครับ

ขอให้ท่านที่รักลองมาดูเทคนิคระหว่างการ เดินทางดังต่อไปนี้ครับ

10 หนทางสร้างสุขในทุกทริป
1 กาแฟ เครื่องดื่มทรงพลังที่ช่วยให้คนนั่งหลังพวงมาลัยหรือคนโดยสารเองสดชื่นตื่นตัวได้ดีเพราะในกาแฟมีคาเฟอีนที่ทรงฤทธิ์ในการกระตุ้นร่างกายดังที่ทราบกันดีแล้ว จากการศึกษาที่รายงานโดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดชี้ว่าคาเฟอีนยังไปยับยั้งเคมีอะดีโนซีนจึงทำให้สมองของเราตื่นตัวมาก นอกจากนั้นยังมีสารต้านอนุมูลอิสระดีๆ อย่าง “กรดคลอโรจีนิก” ในกาแฟอีกด้วย แต่ขอให้ดื่มในปริมาณที่ไม่มากเกินไปนะครับ อย่าง 1-2 แก้วต่อวันก็ยังพอไหว เพราะถ้าเกินจากนั้นก็อาจทำให้คุณไม่สนุกได้

2 อาหารแก้เมา อาการเมารถ เมาเรือ เมาเครื่องบิน อาจทำให้ทริปดีๆ หมดสนุกได้ น่าเห็นใจคนช่างเมา
ที่บางคนเซนซิทีฟขนาดขับรถวนขึ้นที่จอดก็ “มึน” แล้ว ในเรื่องนี้มีของกินที่พอช่วยได้ครับ ลองหา “ขิง” หรือ “น้ำขิง” มารับประทาน อาจเป็นโจ๊กใส่ขิงมื้อเช้า ก่อนออกเดินทางหรือหาลูกอมขิงมาอมไว้ก่อน ส่วนจะเป็นขิงแก่หรือขิงอ่อนก็ไม่ว่ากัน นอกจากนี้ยังมีการศึกษาว่า “วิตามินบี 6” ช่วยเรื่องอาการมึนและคลื่นไส้ด้วย

3 ระวังของเค็ม จัดอันดับ การกินเค็มระหว่างเดินทางนอกจากทำให้คุณหิวน้ำบ่อยและต้องหาห้องน้ำแล้ว ยังอาจทำให้รู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลียได้ด้วย มีการสำรวจพบว่าอาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องบินมีทั้งดีต่อสุขภาพและต้องระวัง โดยเฉพาะอาหารที่ “เค็ม” และ “มัน” เช่น ถั่วอบเกลือที่เสิร์ฟบนเครื่องหรือขนมกรุบกรอบที่มีรสเค็ม ซึ่งสิ่งเหล่านี้นอกจากพาให้ความดันนักเดินทางขึ้นได้แล้ว โซเดียมยังทำให้ “บวม” ได้ง่ายตามที่ต่างๆ เช่น ขาทั้งสองข้างเวลาเดินทางด้วยครับ

4 ระวังอาหารที่ทำให้ท้องอืด ของทอดและของมันคือสีสันระหว่างเดินทางโดยเฉพาะคนที่ไปกับเพื่อนฝูงเพื่อเฮฮาทว่าของมันอาจไปปลุกอาการป่วยให้กำเริบในทริปได้ โดยโรคที่ควรจับตาคือกรดไหลย้อน ลำไส้แปรปรวน และโรคกระเพาะอาหาร นอกจากนั้นอาหารมันๆ ยังมีส่วนทำให้ใช้เวลานานในการย่อย จึงอาจทำให้ท้องอืดและรู้สึกไม่สบายท้องได้นานหลายชั่วโมง สำหรับอาหารชวนท้องอืดที่ควรเลี่ยง
ได้แก่ น้ำอัดลม พิซซ่า ถั่ว ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี หอมใหญ่ หรือพูดง่ายๆ ก็คือเลี่ยงสลัดผักสดทั้งชามนั่นล่ะครับ

5 ลุกขึ้นขยับ ใครที่ต้องเดินทางในอิริยาบถเดียวติดต่อกันนานๆ ขอให้หาโอกาสลุกขึ้นขยับเขยื้อนตัวปรับท่าทางไม่ให้แช่อยู่ในท่าเดียวเกินไปนักอย่างน้อยสักทุกๆ 1 ชั่วโมง ควรมีการขยับ หากเดินทางคนเดียวแล้วเกรงใจผู้โดยสารข้างๆ ไม่กล้าลุกก็อาจใช้วิธียืดเหยียดเท้าหรือเกร็งกล้ามเนื้อตามตัวเป็นส่วนๆ ไปก็ยังได้ การขยับตัวอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ท้องไม่อืด ขาไม่บวม และที่สำคัญคือลดความเสี่ยงการเกิดลิ่มเลือดจากการนั่งนานไปอุดที่ปอด (Thromboembolism) ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

6 นอนหลับให้พอ การหลับได้เมื่อหัวถึงหมอนถือเป็นพรอันวิเศษและเป็นความสามารถที่น่าทึ่งของใครหลายคนที่ผมได้สัมผัสมา มีเทคนิคง่ายๆ คือเวลาเดินทางแล้วเขาให้หลับเมื่อไรก็พยายามหลับให้ได้ตามเวลา อาทิ ขึ้นเครื่องบินแล้วเขาปิดไฟให้นอนก็ควรจะนอน แทนที่จะตาสว่างดูหนังบ็อกซ์ออฟฟิศไม่เลิกรา หรือว่าถ้าเห็นตกกลางคืนแล้วเป็นเวลาที่ปกติอยู่บ้านจะเล่นเกมซ่อนลูกตาแล้วก็พึงนอนเถิดครับ เพราะต่อมใต้สมองจะปรับตัวได้ดีถ้าคุณนอนหลับตามเวลาและความมืด-สว่างของสิ่งแวดล้อม

7 ดื่มน้ำ ติด “น้ำเปล่า” ประจำตัวไว้เพราะน้ำธรรมดาคือเครื่องดื่มที่ดีที่สุด การได้ดื่มน้ำระหว่างการเดินทางนอกจากช่วยให้ดับกระหายแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยง “Heatstroke” ซึ่งเกิดจากการเดินทางที่ต้องประสบกับอากาศร้อนจัด รวมถึงอาการ “แฮงก์” หลังปาร์ตี้ที่เพิ่งเดินทางมาเหนื่อยๆ ได้ เพราะการขาดน้ำ (Dehydration) เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่สบายดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ถ้าไม่สะดวกหาน้ำเปล่าอาจใช้ “น้ำมะพร้าว” เป็น Drink of Choice ก็แทนกันได้ ชื่นใจดีครับ

8 ติดหนังสือไว้ เรื่องนี้ขาดไม่ได้เลยทีเดียว ผู้ใหญ่ในวงการสื่อท่านหนึ่งได้เคยให้เทคนิคนี้กับผมไว้ครับ ท่านคือคุณดำรง พุฒตาล 10 อันดับ ซึ่งผมเห็นว่าใช้ได้ผลดีทีเดียวสำหรับผู้ที่เดินทางบ่อยและแต่ละครั้งกินเวลานาน การมีหนังสือไว้อ่านจะช่วยให้ท่านอยู่ในโลกส่วนตัวได้ง่ายๆ เป็นโลกขนาดพกพาแถมเผลอๆ ยังเป็นทูตสันถวไมตรีเรียกเพื่อนที่ชื่นชอบหนังสือให้เข้ามาทักทายกันไม่เหงาได้อีก ขอให้ติดพ็อกเก็ตบุ๊คไว้หรือหา Men’s Health จากแผงใกล้ๆ ติดไว้ก็ได้ครับ

9 ที่ปิดตา เตรียมตัวช่วยง่ายๆ อย่างที่ปิดตาไว้ด้วยจะช่วยคุณได้ยามที่ต้องการโลกส่วนตัว (อย่างจริงจัง) แบบเข้าภวังค์ครับ การมีอายมาสก์ดีๆ สักอันติดตัวไว้ยามเดินทางจะช่วยให้คุณสบายได้ถึงต่อมในสมองทีเดียวครับเพราะความมืดสนิทนั้นช่วยให้ “ต่อมไพนีล” ในสมองหลั่ง “เมลาโทนิน” ออกมาได้ดี มีส่วนช่วยให้ร่างกายคุณสดชื่นดีและมีภูมิคุ้มกันที่คอยปกป้องโรคภัยไข้เจ็บได้ไหนๆ ก็อุตส่าห์เตรียมของสำหรับเดินทางแล้ว พกที่ปิดตาเบาๆ ไว้สักอันก็ไม่ได้กินที่มากมายอะไรครับ

10 อย่าดูนาฬิกาบ่อย 10 อันดับ นิสัยก้มดูจอหรือฆ่าเวลาด้วยการดูนาฬิกาบ่อยอาจเป็นเรื่องที่ดูเหมือน “ใครๆ ก็ทำ” แต่อาจเป็นกิจกรรมที่ทำให้คุณ “เครียด” โดยไม่รู้ตัวครับเพราะแสงสีฟ้าจากหน้าจอแกดเจ็ตทั้งหลายกับจำนวนโมงยามนาทีที่ผ่านไปจะทำให้รู้สึกว่าเวลาเดินทางมันช่างแสนนานกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นการปรับตัวง่ายๆ ก็คืออาจใช้เวลาคุยกับเพื่อนร่วมทาง หรือใช้เทคนิคคลาสสิกอย่างเล่นเกมปริศนาอักษรไขว้ฝึกสมองแทนก็ยังได้ พยายามให้เวลาผ่านไปอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดจะช่วยคุณได้ครับ
ทั้ง 10 ข้อนี้ถือเป็นบัญญัติสำหรับนักเดินทางเผื่อคุณจำเป็นต้องเดินทางในรูปแบบต่างๆ ก็สามารถเลือก
ข้อเหมาะๆ นำไปใช้ได้ โดยไม่ว่าจะไปที่ไหนขอให้ท่องไว้เสมอว่า ถ้าสุขภาพดีเสียอย่างแล้วอุปสรรคใดๆ ก็จะเป็นเรื่องเล็กน้อยได้หมดแล้วคุณจะถึงที่หมายได้อย่างงดงามครับ

เมื่อเช้าคุณรับประทานอะไรครับ

ยังไม่ต้องตอบเลยก็ได้ แต่ถ้าไม่อยากตกเทรนด์ว่าโลกที่กำลังหมุนไปตอนนี้เขานิยมกินคลีนเพื่อสุขภาพกันแบบไหนคุณต้องอ่านต่อแล้วล่ะครับ

อาหารรอบโลก สิบอันดับ ที่ยอมรับกันว่าดีต่อสุขภาพ รับประทานแล้วอายุยืน ไม่ค่อยป่วย มีให้อยู่แทบทั่วทุก
มุมโลกครับ ทั้งอาหารนอร์ดิก อาหารโอกินาวา อาหารเมดิเตอร์เรเนียน แม้แต่อาหารไทยแบบดั้งเดิมก็ถือว่าดีไม่แพ้ใครครับ แต่ถ้าถามว่ากระแสอะไรกำลังมาแรง ตอบได้ทันทีว่า “เมดิเตอร์เรเนียน” ครับ ส่วนหนึ่งเพราะมีวิธีการปรุงไม่ซับซ้อน เน้นวัตถุดิบจากธรรมชาติ รับประทานกันได้แบบเบาๆ และปรับแปลงให้เข้ากับอาหารที่ชาวตะวันตกรับประทานกันประจำอยู่แล้วได้ง่ายๆ ส่วนอาหารไทย สิบอันดับ
หรืออาหารร่วมสมัยที่พวกเรา รับประทานกันอยู่ทุกวันนี้ก็ใช่ว่าจะปรับให้ใกล้เคียงอาหารเมดิเตอร์เรเนียน
ยากจนเกินไปนะครับ แต่ก่อนที่คุณจะสตาร์ทรถออกไปรับประทานอาหารเมดิเตอร์เรเนียนในโรงแรมหรูหรือไปช็อปปิ้งหาวัตถุดิบมาปรุงอาหาร คงต้องมาทำความรู้จักกับอาหารภูมิภาคนี้กันให้ถ่องแท้กันสักหน่อยก่อนครับ

อาหาร “เมดิเตอร์เรเนียน” ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าต้องมีที่มาจากทะเลชื่อเดียวกันเป็นแน่ ซึ่งก็ไม่ผิดครับ
แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเสียทีเดียว ไม่ว่าอาหารอิตาเลียน อาหารฝรั่งเศส อาหารกรีก อาหารโมร็อกโก ต่างก็มีส่วนผสมของความเป็นเมดิเตอร์เรเนียน แต่หัวใจของอาหารประเภทนี้คือความ “ไม่เยอะ” บวกกับ “ธรรมชาติ” และน้ำมันมะกอก ดังนั้นหากอาหาร อิตาเลียนจานไหนเริ่มเยอะ ปรุงยาก เนื้อแดงมาเต็มคงไม่ใช่ ในทางกลับกัน อาหารฝรั่งเศสที่คนไทยเรามักติดภาพมาแต่ไหนแต่ไรว่าไขมันสูง แต่ถ้ามา
เจออาหารพื้นถิ่นของแคว้นโปรวองซ์ อย่าง Tapenade ที่ให้รสชาติเผ็ดร้อนเล็กๆ กรุ่นกลิ่นเครื่องเทศ ได้โปรตีนจากเนื้อปลา หอมมันละมุนลิ้นด้วยน้ำมันมะกอก ทานกับขนมปังโฮลเกรนได้เด็ดขาดมาก ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ถือว่าได้คอนเซ็ปต์ของอาหารเมดิเตอร์เรเนียนทั้งอร่อยและสุขภาพดีไปพร้อมกันครบ
ดังนั้นความหมายของคำว่า “ไม่เยอะ”

ในที่นี้คือ รับประทานกันแบบเบาๆ ไม่ฟาดให้เต็มกระเพาะ การปรุงก็ต้อง เรียบง่าย ไม่ผ่านกระบวนการมากมายนัก เช่น อาหารพวกแป้งก็เน้นโฮลเกรน ไม่ขัดสี รวมถึงเล่นกับพวกพืชผักเป็นหลัก
เครื่องเทศต้องถึง แต่ไม่เน้นเค็ม ไม่ค่อยยุ่งกับเนื้อสัตว์ใหญ่ มีแต่ปลาอาหารทะเลมาได้บ่อยสัปดาห์ละ
สองครั้งขึ้นไป เนื้อไก่ ไข่ ชีสแทรกมาวันเว้นสองวันในหนึ่งสัปดาห์อย่างนี้ได้ จุดสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ไม่มีเนย และเนยเทียมให้เห็น น้ำมันที่ใช้เป็น น้ำมันมะกอกแทบทั้งหมด เพราะว่าส่วนประกอบในน้ำมันมะกอกมากกว่าสองในสามเป็นน้ำมันไม่อิ่มตัว หนึ่งตำแหน่งซึ่งดีต่อสุขภาพหัวใจกว่าไขมันอิ่มตัวหรือไขมันทรานส์เยอะครับหันกลับมามองอาหารบ้านไทยเราบ้าง จะเห็นได้ว่าอาหารไทยดั้งเดิมก็ไม่ได้แตกต่างจากอาหารเมดิเตอร์เรเนียนมากนัก เพราะเน้นปรุงง่าย ผักลวกจิ้มน้ำพริก มีปลาย่าง ปลาร้ากล้อมแกล้มกันมา ผิดกันก็แค่ไม่มีการใช้น้ำมันปรุงอาหารเลย (พี่ไทยรับมาจากอาหารจีนอีกทีครับ)

ดังนั้นถ้าอยากกินอาหารไทยประยุกต์แบบมีสไตล์ก็ไม่ยากเลย เริ่มจากเก็บข้าวขาวไว้ก่อน หาข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี มาแทน จากนั้นมองมาที่จานอาหาร ประมาณครึ่งจานต้องประกอบด้วยผักเป็นสมาชิกหลัก ยิ่งหลากสียิ่งมีประโยชน์ กระเทียมพริกไทยและเครื่องเทศทั้งหลายอย่าได้ขาด ได้โปรตีนจากปลาและอาหารทะเลแล้วค่อยๆ ลดการบริโภคหมูหรือเนื้อวัว ทานถั่วลิสงตามโอกาส แต่ไม่ควรเกินวันละหนึ่งกำมือ สุดท้ายน้ำมันมะกอกที่อาจเป็นปัญหาบ้าง เพราะราคาในไทยอาจแพงไปหน่อย

บางคนอาจไม่ชอบกลิ่นรสเฉพาะตัว แบบเผ็ดนิดเปรี้ยวหน่อยของน้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตราเวอร์จิน ทั้งไม่ทนความร้อนสูงอีกต่างหาก ให้คุณลองใช้น้ำมันมะกอกเกรดรองลงมาที่ทนความร้อนได้ดีกว่าและราคาย่อมเยากว่า (Pomace หรือ Light) หรือเลือกเป็นน้ำมันคาโนลาที่มีองค์ประกอบของน้ำมันไม่อิ่มตัวหนึ่งตำแหน่งอยู่ราว 60% และไขมันอิ่มตัวน้อยที่สุดในบรรดาน้ำมันพืชที่ใช้กันทั้งหมด

แต่ถ้ายังหาซื้อไม่ได้อีกขอให้มองน้ำมันถั่วลิสงหรือน้ำมันรำข้าวก็พอได้อยู่ครับเมื่อได้ลิ้มลองอาหารอร่อยอินเทรนด์แล้ว สิ่งดีๆ ที่ร่างกายได้มาพร้อมกันคือ จัดอันดับ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจเบาหวาน อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน และอาจจะรวมถึงอายุยืน อ่อนกว่าวัยอีกด้วย ดังตัวอย่างกลุ่มพยาบาลสี่พันกว่าคนในสหรัฐฯ ที่มีไลฟ์สไตล์การรับประทานอาหารแตกต่างกันไป แต่ถ้าเอามาเกลี่ยว่าลักษณะอาหารที่ทานนั้นใกล้เคียงกับความเป็นอาหารเมดิเตอร์เรเนียนแค่ไหน

ตั้งแต่กลุ่มที่ 0 ถึงกลุ่มที่ 9 ปรากฏว่ายิ่งเหมือนยิ่งได้ดี ตัวอย่างเช่น กลุ่มที่ 3 กับ 6 ดูอาหารด้วยตาแล้วจะเห็นว่าแตกต่างกันไม่มาก แต่เมื่อไปวัดความยาวของเทโลเมียร์ซึ่งเป็นส่วนปลายของดีเอ็นเอ
ที่จะขาดไปตามอายุของเซลล์ จัดอันดับ พบว่ากลุ่มที่ 6 ซึ่งกินอาหารเมดิเตอร์เรเนียนมากกว่า อายุเซลล์จะอ่อนกว่ากลุ่มที่ 3 ตั้งสี่ปีครึ่ง ซึ่งตัวเลขนี้เปรียบเหมือนคนที่สูบบุหรี่กับไม่สูบ หรือสาวๆ ที่ออกกำลังกายประจำกับไม่ค่อยออกกำลังกายเลยนั่นแหละครับ ตอนนี้คุณคงตอบผมได้แล้วกระมังครับว่ากินคลีนแบบไหนถึงจะดี ส่วนอาหารเช้าที่ทานรสชาติเป็นอย่างไรไม่สำคัญแล้ว ขอแค่อาหารที่คุณทานไม่ “เยอะ” (บวกกับออกกำลังกาย อย่างที่คุณทำประจำ) สุขภาพดีก็ไม่ห่างไกลแล้วล่ะครับ

กองจู…อาหารเกาหลีตามรสนิยมคนกรุง


อาหารเกาหลีนับว่าเป็นอาหารตะวันออกไกลที่เป็นที่นิยมรองลงมาจากอาหารจีนและญี่ปุ่น ด้วยเสน่ห์ของอาหารชาตินี้อยู่ที่กรรมวิธีที่ง่ายๆแต่ถูกใจคนกิน คือกรรมวิธีที่เอาเนื้อสัตว์ทั้งหลายมาปิ้งและย่างบนเตาถ่านร้อนๆแล้วก็รับประทานกันเดี๋ยวนั้นวิธีการย่างเนื้อสัตว์แบบเกาหลีนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เหมาะกับการรับประทานในเวลาที่อากาศหนาวเย็น
      
       อาหารอีกจานหนึ่งของเกาหลีซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเช่นกันก็คือ”กิมจิ” ผักดองรสเปรี้ยวอมเผ็ดซึ่งเป็นอาหารจานประจำสำรับของชาวเกาหลีที่ต้องมีทุกมื้อขาดเสียมิได้

       ร้านอาหาร กองจู ที่โรงแรมปทุมวัน พริ้นเซส เป็นร้านอาหารเกาหลีที่มีกรรมวิธีในการปรุงอาหารแบบดั้งเดิม ตั้งแต่การทำกิมจิด้วยการนำผักต่างๆมาหมักกับเกลือ จนเกลือดูดน้ำออกจากผักและมีรสเปรี้ยว จากนั้นจึงปรุงรสด้วยพริกเกาหลีให้มีรสเผ็ดนิดๆและสีแดงน่ารับประทาน ที่นี่มีผักสี่ชนิดไว้รับประทานเรียกน้ำย่อยคือ ผักบุ้ง แตงกวา ผักกาดขาว และหัวไช้เท้า นอกจากนั้นยังมีผักยำรสกลางๆอีกสี่ชนิดไว้แนมลดเผ็ดด้วยเช่นกัน คือผักโขม ถั่วงอกหัวโต แตงกวาและแครอท ผักสองจานแรกนี้จะถูกนำมาเสิร์ฟเป็นอาหารนำร่อง

       จากนั้นเป็นอาหารที่ต้องสั่งมาเป็นอันดับแรกเพื่อรับประทานระหว่างรออาหารจานอื่นๆ ซึ่งอาหารจานนี้ถือว่าเป็นอาหารในจานที่มีสัญลักษณ์ของเลขมงคลคือเลข 9 ได้แก่อาหารชื่อ เจ้าหญิงปทุมวัน ที่บางคนก็เรียกว่า เจ้าหญิงนพเก้า เป็นอาหารที่บรรจุมาในภาชนะแปดเหลี่ยม สำหรับองค์ประกอบเก้าอย่าง คือแป้งแผ่นกลมบางสีขาวและไส้อีกแปดอย่าง คือ ไข่ขาวเจียวหั่นฝอย ไข่แดงเจียวหั่นฝอย ก้ามปูอัดฉีกฝอย เนื้อไก่สุกฉีกฝอย แตงกวาเส้น เนื้อกุ้งหั่น เห็ดเข็มทองต้ม และแครอทหั่นฝอย โดยใช้ตะเกียบคีบไส้แต่ละอย่าง อย่างละนิดหน่อย จากนั้นนำไปวางในแป้งจนครบทุกอย่างแล้วราดด้วยน้ำจิ้มที่ปรุงจากซีอิ๊ว น้ำมันงา น้ำตาลและเครื่องปรุงอื่นๆเป็นซ้อสสามรสและหอมงา รวบแป้งไม่ให้ไส้หนีแล้วรับประทานเป็นคำแบบเมี่ยง จานนี้เหมาะที่สั่งมาแบ่งกันรับประทาน

       ซุปที่ไม่ควรพลาดคือซุปไก่ตุ๋นโสม ซุปโถใหญ่ที่แบ่งได้สำหรับสองถึงสี่คน เป็นซุปที่ใช้ไก่กระทงตัวกำลังพอเหมาะนำมาตุ๋นกับโสมเกาหลีที่ขึ้นชื่อในเรื่องของคุณประโยชน์ต่างๆ โสมถูกหั่นเป็นแว่นบางๆมีพุทราจีนเชื่อมลูกเล็กๆใส่มาด้วย ซุปไก่ถูกแบ่งและเสิร์ฟมาในชามเหล็กร้อนจี๋ รสชาติของน้ำซุปนุ่มนวลและได้กลิ่นหอมขึ้นจมูก เป็นกลิ่นหอมของโสมผสมกับเนื้อไก่จางๆชวนรับประทานเป็นอย่างมาก ซุปโถนี้หากสั่งให้ผู้สูงอายุหรือเด็กๆที่เบื่ออาหาร รับรองว่าไม่มีใครปฏิเสธเพียงได้ชิมคำแรกแล้ว ต้องติดใจในรสชาติซดต่อจนหมดชามอย่างแน่นอน เนื้อไก่ตุ๋นก็นุ่มนวลไม่เปื่อยยุ่ยจนหมดรส เพียงซุปชามนี้ชามเดียวก็เกือบอิ่มได้

       อาหารจานเด็ดที่ทุกคนต้องสั่งมารับประทานด้วยกันอีกคือ เนื้อสัตว์และอาหารทะเลย่าง ซึ่งสมารถจะสั่งเป็นแบบรวมมิตรเนื้อสัตว์ หรือรวมมิตรอาหารทะเลมาอย่างละจานก็ย่อมได้ สำหรับโต๊ะที่มีสมาชิกน้อยคน แต่หากไปเป็นครอบครัวโต๊ะใหญ่ก็สามารถจะสั่งเนื้อสัตว์แต่ละชนิดแยกมาเป็นจานๆได้เช่นกัน ตั้งแต่เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัวซึ่งมีให้เลือกทั้งวัวในประเทศและเนื้อวัวนำเข้าจากต่างประเทศ ลิ้นวัวสด ส่วนอาหารทะเลก็มีตั้งแต่ กุ้ง หอยเชลล์ ปลาหมึก กุ้งล็อบสเตอร์

       ซึ่งเนื้อสัตว์ทุกจานจะผ่านการหมักด้วยเครื่องปรุงต่างๆให้มีความนุ่มและรสชาติเป็นที่ถูกปากลูกค้าส่วนใหญ่ คือมีรสค่อนข้างหวาน เมื่อนำมาย่างบนตะแกรงเหนือเตาถ่านซึ่งอยู่ตรงกลางโต๊ะด้วยที่คีบ พลิกไปพลิกมาจนสุกตามใจชอบแล้วจิ้มด้วยน้ำจิ้มสามรส รับประทานกับผักกาดแก้วสดๆจิ้มด้วยเต้าเจี้ยวบดรสเค็มนิด หรือจะสั่งเป็นข้าวต่างๆเช่นข้าวผัดกระเทียม ข้าวยำเกาหลี ซึ่งเป็นข้าวสวยในจานหินร้อนจัด มีเห็ดเข็มทองต้ม ไข่แดงดิบ และผักดองต่างๆแต่งหน้ามาเต็มชาม นำมาคลุกต่อหน้าด้วยพนักงานผู้แคล่วคล่อง รับประทานสลับกับเนื้อย่าง ให้ความอร่อยไปอีกแบบจนหมดชามไม่รู้ตัว

       เมื่อถึงขนมที่แปลกและเหมาะที่สุดกับอาหารที่เพิ่งจบไปนั้นคือ น้ำอบเชย เป็นน้ำเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอมและรสหวานที่ได้จากการเคี่ยวอบเชย ขิงแก่ กับน้ำตาลทรายแดงจนได้ที่ จากนั้นนำไปแช่เย็นจัดจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งคล้ายซอร์เบต์ แต่งมาด้วยผลไม้เชื่อมแห้งที่มีความหอมเช่นลูกจันท์ ลูกพลับ และพุทราจีนเชื่อม เป็นอาทิ ของหวานถ้วยนี้ให้ความสดชื่นและดับคาวจากเนื้อสัตว์ย่างได้เป็นอย่างดี

       หากต้องการลองดื่มสุราของเกาหลี ซื่อ”โซวจู”ที่นี่เขามีสุราพื้นเมืองรสเลิศซึ่งเป็นสุรา 30 ดีกรีแช่เย็นเจี๊ยบไว้บริการ เป็นสุราที่มีรสชาติกลมกล่อม ไม่ขมจัดช่วยชูรสอาหารได้เป็นอย่างดี แต่ข้อควรระวังคือเมาได้ง่ายเพราะรสชาติที่กลมกล่อมนี้เอง ที่หลายคนเพลิดเพลินกับรสชาติจนเมาอย่างไม่รู้ตัว
      
       อาหารเกาหลีที่นี่ดูแลโดย คุณฮันน่า สาวเกาหลีรูปร่างกะทัดรัดผู้คอยแนะนำชวนชิมอาหารจานต่างๆตามความต้องการของทุกคน สิ่งสำคัญคือที่นี่แม้จะเป็นอาหารที่ย่างด้วยเตาถ่านแต่กลับไม่มีกลิ่นอาหารมารบกวนผู้มารับบริการแม้แต่น้อย เป็นห้องอาหารที่มีบรรยากาศน่านั่ง เหมาะกับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนรสชาติของอาหารที่เคยชินเป็นอาหารจานใหม่อีกด้วย หากจะไปในวันสุดสัปดาห์ควรสำรองที่นั่งเพื่อกันความผิดหวังที่
      
      
       ข้อมูล
       ร้านอาหาร กองจู
       ประเภท อาหารเกาหลี
       บรรยากาศ อยู่ในโรงแรมหรู
       ที่อยู่ ชั้น 2 โรงแรมปทุมวัน พริ้นเซส ศูนย์การต้า มาบุญครองถนน ปทุมวัน กทม.
       โทรศัพท์ 02 - 216-3700


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


ผักดอง"กิมจิ"...ภูมิปัญญาของคนเกาหลี

ถ้าเอ่ยถึงอาหารเกาหลีแล้ว "กิมจิ"จะเป็นอีกเมนูหนึ่งที่ใคร ๆ ก็รู้จักกันดี
      
       "กิมจิ"เป็นผักดองประเภทหนึ่ง เหมือนคนจีน คนไทย หรือญี่ปุ่นที่นิยมนำผักสดมาดองเค็มเพื่อถนอมอาหาร
       กิมจิจะมีสารอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมาก อาทิ มีครอเลสเตอรัลต่ำ อุดมด้วยเส้นใยของผักและวิตามินซีและเอ
       ที่เกาหลีจะมีเทศกาล gimjang อยู่ในช่วงฤดูหนาวราวเดือนปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคมที่ผักสดกำลังผลิดอกออกใบ ให้รสชาติหวานกรอบอร่อย แม่บ้านเกาหลีจะนำผักสดเหล่านี้มาทำกิมจิหลากหลายชนิดเก็บไว้กินตลอดปี
       เมื่อสมัยโบราณการทำกิมจินั้นมีเพียงรสเดียวเท่านั้นคือนำผักสดมาหมักกับเกลือทิ้งเอาไว้ ผักดองจะออกรสเค็มและเผ็ดเล็กน้อย บางแห่งที่อยู่ในเขตหนาวจัดจะหมักกิมจิในหิมะซึ่งจะได้ผักที่สดกรอบ
       แต่พอเข้าสู่ศตวรรษที่ 17 เมื่ออารยะธรรมของ"พริกแดง" เดินทางจากยุโรปผ่านจีน ญี่ปุ่นมาถึงเกาหลี พริกแดงเหล่านี้เริ่มเข้ามามีบทบาทในกิมจิช่วยให้รสชาติเผ็ดร้อนแรงมากขึ้น ส่งผลให้มีการพัฒนารูปแบบกรรมวิธีการปรุงแต่งรสชติของกิมจิให้หลากหลาย จนปัจจุบันเชื่อว่ามีกิมจิมากว่า 160 ชนิดแตกต่างกันตามท้องถิ่น
       กิมจิ จัดเป็นอาหารประเภท "เครื่องเคียง" ที่ขึ้นโต๊ะอาหารได้ทุกมื้อ แถมยังกินกับอาหารชื่อดังจานอื่น ๆ ได้อีก อาทิ กิจิ สตูว์ , กิมจิ แพนเค้ก , กิมจิข้าวผัด , กิมจิกับราเมง เป็นต้น


ดูบทความเมนูอาหารทั้งหมด ดูบทความภัยอันตรายทั้งหมด ดูบทความสุขภาพทั้งหมด ดูบทความวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความสยองขวัญทั้งหมด ดูบทความชีวิตสัตว์ทั้งหมด ดูบทความประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดูบทความจัดอันดับทั้งหมด สารบัญบทความ


10 อันดับอาหารหม้อไฟของญี่ปุ่น


เข้าหน้าหนาวอาหารหม้อไฟเป็นที่นิยมอย่างสูง รายการโกโกริโกะเกมกึ๋ยส์ได้ทำการสำรวจความเห็นจากนักเขียนนิตยสารด้านหม้อไฟของญี่ปุ่น จนได้ออกมาเป็น 10 อันดับหม้อไฟประจำท้องถิ่น โดยให้ดาราที่เป็นแขกประจำของรายการทำภารกิจทาน 10 หม้อไฟนี้ให้หมด มาดูกันว่ามีหม้อไฟอะไรกันบ้าง

อันดับที่ 10 หม้อไฟเครื่องในกับมะเขือเทศ


หม้อไฟที่เป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ ร้านหม้อไฟสไตล์ฟุกุโอกะที่หาทานได้ในชิบุย่า มีเมนูหม้อไฟให้เลือกถึง 8 ชนิด สำหรับหม้อไฟมะเขือเทศที่ร้านนี้แนะนำนั้นในปี 2009 เป็นที่นิยมในหมู่คุณผู้หญิงสุดๆ จนกลายเป็นเมนูใหม่ของร้านหม้อไฟทั่วไป นี่คือหม้อไฟเพื่อความงามอย่างแท้จริง เพราะมะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซีและสารไลโคปีนที่ช่วยป้องกันการทำงานของสมองไม่ให้เสื่อมเร็วด้วย นอกจากนี้ยังใส่เครื่องในที่อุดมไปด้วยคอลลาเจนและมีโปรตีนสูง แถมยังมีไขมันต่ำไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นหม้อไฟเพื่อสุขภาพและความงามที่สาวๆ ชื่นชอบ และเมื่อทานหมดแล้วเหลือน้ำซุปก็จะใส่ชีสและเครื่องเทศและข้าวลงไปกลายเป็นรีซ็อตโต้ข้าวที่ชุ่มไปด้วยน้ำซุปมะเขือเทศรสเข้มข้น

อันดับที่ 9 หม้อไฟมิโสะเผ็ดหมูดำ


หม้อไฟแบบเผ็ดสุดฮิตที่ใช้หมูดำชั้นดีจากจังหวัดคาโกชิม่าเป็นส่วนผสม หม้อไฟจากร้านนาเบะชิมะอิจิโร่เป็นร้านที่ขายหม้อไฟโดยเฉพาะและมีหม้อไฟให้เลือกถึง 10 ชนิดด้วยกัน ส่วนเมนูหม้อไฟที่อยู่ในอันดับที่ 9 นี้ดัดแปลงมาจากชาบูชาบูหม้อดำในท้องถิ่น น้ำซุปที่ใช้ก็ผสมมิโสะสี่ชนิด

อันดับที่ 8 หม้อไฟนกเป็ดน้ำ


หม้อไฟแสนอร่อยชื่อดังที่มีคิวยาวสุดๆ จากจังหวัดไซตามะ หม้อไฟนกเป็ดน้ำโคชิกายะกับต้นหอม ช่วงที่สามารถทานนกเป็ดน้ำได้คือช่วงจัดงานผลผลิตแห่งเมืองโคชิกายะ นกเป็ดน้ำมีรสสัมผัสที่เหนียวนุ่ม ไม่มีกลิ่นคาว ต้นหอมก็อวบ อร่อย และช่วยให้น้ำซุปมีรสหวาน และเมื่อทานหมดแล้วเหลือน้ำซุป ก็สามารถสั่งเส้นอุด้งมาทานต่อกับน้ำซุป ซึ่งเส้นก็จะซึมซับน้ำซุปที่มีความเข้มข้น

อันดับที่ 7 หม้อไฟเกี๊ยวซ่าอุซุโนะมิยะ


เรามากันที่จังหวัดโทชิกิกับหม้อไฟแสนอร่อยราคาถูกที่ใครๆก็ยอมรับ ใช้เกี๊ยวซ่าจากร้านคิอะรันเสะซึ่งเป็นร้านเกี๊ยวซ่าชื่อดังของอุซุโนะมิยะ ร้านนี้ตั้งอยู่ที่นะมุโกะนันจะทาวน์ในอิเคะบุกุโระเกี๊ยวซ่าสเตเดี้ยมที่รวมเอาเกี๊ยวซ่าจากทั่วประเทศมาขาย นี่เป็นหม้อไฟยอดฮิตจากร้านอุซุโนะมิยะคิระเซะ ใช้เกี๊ยวซ่าโกราคุ ซึ่งเป็นเกี๊ยวซ่าที่เคยได้รับรางวัลชนะเลิศในการจัดประกวดที่อิเคะบุกุโระเกี๊ยวซ่าสเตเดี้ยมแห่งนี้ เกี๊ยวซ่าโกราคุทานกับอาหารทะเลตามฤดูกาลในน้ำซุปคอมบุในหม้อไฟนี้เป็นอะไรที่ลงตัวมากๆ

อันดับที่ 6 หม้อไฟคิริทัมโปะคอลลาเจน


หม้อไฟจากจังหวัดอาคิตะที่เชื่อกันว่าทานแล้วผิวจะนุ่มลื่น จากร้านกินซ่าฮินายะ ซึ่งจะใส่คอลลาเจนก้อนที่ได้จากไก่ฮิไน คิริทัมโปะ(ข้าวสวยอัดเป็นก้อนเสียบไม้ย่าง)  และใส่เนื้อไก่ฮิไนแบบเป็นชิ้นและแบบสับเป็นก้อนลูกชื้นบะช่อ เนื้อไก่ฮิไนเคยได้รับเลือกในการแข่งขันโอลิมปิคอาหารที่เยอรมันอีกด้วย น้ำซุปที่ใช้ก็เป็นน้ำซุปไก่ใส่ซอสโชยุแถมยังมีความเข้มข้นจากคอลลาเจนอีกด้วย คิริทัมโปะก็ซึมซับน้ำซุปได้เป็นอย่างดี

อันดับที่ 5 หม้อไฟผักนึ่งเพื่อสุขภาพ


เราไปกันที่โตเกียวเพื่อสุขภาพแบบสุดๆ กับสไตล์ที่เปลี่ยนไป ร้านที่ว่านี้ตั้งอยู่ที่เมกุโระ ร้านทาเรโนะฮิ เป็นผักหลายชนิดนึ่งอยู่ในหม้อนึ่งทำให้สารอาหารและวิตามินยังอยู่เกือบครบ แถมความอร่อยยังอยู่เต็มเปี่ยม จุดเด่นอีกอย่างคือซอสทั้งสิบชนิดที่ทำจากวัตถุดิบต่างๆ ที่สามารถเลือกนำมาทานได้ และน้ำซุปที่ได้จากการนึ่งยังเอามาทานต่อด้วยการใส่พาสต้าแบบเส้นเล็กกับไข่ปลาเมนไตโกะลงไป

อันดับที่ 4 หม้อไฟฮอกไกโดจังโกะ


หม้อไฟจากฮอกไกโดมากันที่ร้านอิชิการิกาวะย่านชินจูกุ จุดเด่นของร้านคือสามารถลิ้มรสความอร่อยของสัตว์ทะเลท้องถิ่นในฤดูกาลของฮอกไกโดซึ่งเป็นร้านที่ว่ากันว่าปลาอร่อยมากเป็นหม้อไฟที่รวบรวมของอร่อยของฮอกไกโดเอาไว้ เป็นเมนูที่ดัดแปลงจากอาหารของชาวประมงท้องถิ่น หม้อไฟนี้รวบรวมเอาวัตถุดิบอาหารทะเลที่สุดยอดเอาไว้ปลายอย่าง มีความโดดเด่นของน้ำซุปที่ได้ความหวานจากเนื้อปู เมื่อทานหมดแล้วก็ปิดท้ายด้วยข้าวต้มแบบเรียบง่ายที่ใส่ข้าวกับไข่ที่ตีแล้วลงไป

อันดับที่ 3 หม้อไฟแกงกะหรี่จิโดริเนียว


หม้อไฟแสนอร่อยจากจังหวัดมิยาซากิ จากร้านจิโดริเนียวที่มีหม้อไฟให้ลองมากกว่าสิบชนิด ส่วนหม้อไฟที่แนะนำนี้เป็นหม้อไฟที่ใช้น้ำซุปที่ทำจากปลาคัตสึโอะ โชยุ มิโสะข้าวสาลี มิโสะเผ็ด และเครื่องเทศแกงกะหรี่ ได้รสชาติที่นุ่มนวลแต่เข้มข้นด้วยความหอมจากเครื่องเทศแกงกะหรี่ ส่วนวัตถุดิบในหม้อไฟก็มีทั้งเนื้อหมู ไก่ และผักหลากหลายชนิดเช่นผักกาดขาว ต้นหอม หน่อไม้ เห็ด เมื่อกินหมดก็ปิดท้ายด้วยรีซ็อตโต้ที่ใส่ข้าวกับชีสลงในน้ำซุป

อันดับที่ 2 หม้อไฟกิมจิหอยนางรม


หม้อไฟที่ใส่หอยนางรมสดๆ จากร้านกินซ่าคานาวะที่มีสาขาใหญ่อยู่ที่จังหวัดฮิโรชิม่า สามารถลิ้มรสหอยนางรมที่สดใหม่จากหอยนางรมที่เพาะเลี้ยงไว้ได้ทุกวัน ส่วนหม้อไฟที่แนะนำนี้เป็นหม้อไฟรสเผ็ดที่มีรสชาติแบบเกาหลีเพราะใส่กิมจิลงไปด้วย แถมยังสามารถลิ้มลองหอยนางรมดิบแบบสดๆ ก่อนทานแบบหม้อไฟได้ด้วย

อันดับที่ 1 หม้อไฟไก่ชาโมร็อกคุเซมเบ้


หม้อไฟต้นตำรับจากจังหวัดอาโอโมริ หม้อไฟพื้นเมืองแสนอร่อยในประวัติศาสตร์ จากร้านองจิกิทาจิกาวายะ หม้อไฟที่ถือกำเนิดจากอาโอโมริเป็นที่แรก และยังเป็นของพื้นเมืองของที่นั่นอีกด้วย เป็นหม้อไฟที่อัดแน่นไปด้วยวัตถุดิบและเครื่องปรุงรสที่พิเศษที่สุด แปลกตรงที่ใส่น้ำซุปชาโมร็อกคุเซมเบ้ เวลาทานก็หักขนมเซมเบ้ (ข้าวเกรียบแบบญี่ปุ่น) ลงไปในหม้อ ส่วนชาโมร็อกคุเป็นชื่อของเนื้อไก่ในท้องถิ่นของอาโอโมริที่มีมาตรฐานระดับเดียวกับไก่นาโกย่าโคจิน การใส่เซมเบ้ลงไปในหม้อไฟของที่นี่ทานกันมานานตั้งแต่สมัยเอโดะ และหม้อไฟนี้ยังได้รับรางวัลชนะเลิศอาหารท้องถิ่นเกรดบีมาสามปีซ้อน ส่วนน้ำซุปที่เหลือก็ใช้ทำข้าวต้มเครื่องที่ตีแล้วใส่ลงไปพร้อมต้นหอมนิดหน่อย

ที่มา รายการโกโกริโกะเกมกึ๋ยส์
แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://megatopic.blogspot.com

30 อันดับขนมหวานเมืองคามาคูระประเทศญี่ปุ่น


รายการโกโกริโกะเกมกึ๋ยจัดอันดับ 30 ขนมหวานของคามาคูระเป็นเมืองทางชายฝั่งของจังหวัดคานากาว่า ประเทศญี่ปุ่น โดยให้ทากะและโทชิ นักแสดงตลกประจำรายการทำภารกิจทานขนมเหล่านี้

อันดับที่ 30 คร็อกเก้ไส้หวาน


ที่ช็อปปิ้งสตรีท ถนนโคมาจิเป็นย่านการค้าที่มุ่งหน้าไปสู่ศาลเจ้าสึรุงะโอะกะ ฮะจิมังกู เต็มไปด้วยร้านค้าและร้านขายของที่ระลึกมากมาย คร็อกเก้ไส้หวานนี้มีทั้งไส้ช็อคโกแล็ต ชาเขียว สตรอเบอรี่ มันเบนิโมะ รสชาติที่หลากหลายคือจุดเด่นของเมนูนี้

อันดับที่ 29 ขนมดังโกะ


มีทั้งแบบชุบผงถั่วเหลือง ราดครีมชาเขียว คลุกงาดำ ห่อสาหร่าย มีให้เลือกกว่า 7 ชนิด และที่นิยมที่สุดก็คือดังโกะที่นำข้าวโฮชิฮิคาริจากจังหวัดนิงาตะมาตำจนเหนียวนุ่ม นวดกับชาเขียวมากิโนะฮาระจากจังหวัดชิสุโอกะจนหลายเป็นดังโกะชาเขียวบีบครีมถั่วแดงไว้ด้านบน ไม่ใช้วัตถุกันเสียและทำสดใหม่ทุกวัน

อันดับที่ 28 ขนมวุ้นโยคังรสแอ๊ปเปิ้ล


เป็นแอ๊ปเปิ้ลในประเทศผสมชินนามอนใส่ลงไปในวุ้นโยคัง

อันดับที่ 27 ไอศครีมเจลาโต้


มีรสชาติดั้งเดิมแบบไอศครีมโฮมเมดที่สร้างสรรค์โดยเชฟชาวอิตาเลี่ยน แต่ละรสชาติจะใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติซึ่งมีทั้งหมดกว่า 10 ชนิด และเจลาโต้ที่ฮิตที่สุดคือรสแครนเบอรี่ป่าและเฮเซลนัทที่นำเข้าโดยตรงจากอิตาลี

อันดับที่ 26 ฮ็อตเค้กชิ้นหนา


เทส่วนผสมลงในพิมพ์และอบบนกะทะร้อนเป็นเวลา 30 นาที แต่ละชิ้นหนากว่า 6 เซ็นติเมตร เสิร์ฟสองชิ้นซ้อนกัน เป็นเมนูเรียบง่ายที่ได้รับความนิยมสุดๆ

อันดับที่ 25 วัฟเฟิลไส้ครีมถั่วแดง


บนแป้งที่ดูนุ่มฟูจะบีบครีมคัสตาร์ดที่ใส่ถั่วแดงลงไปด้วย รสชาติที่ไม่หวานจนเกินไปทำให้เป็นที่นิยมของคนทุกเพศทุกวัย

อันดับที่ 24 ครีมบรูเล่


เป็นครีมบรูเล่ที่ใช้ไข่ไก่ชั้นดีช่วยบำรุงผิวและสายตา จุดเด่นอยู่ที่ครีมข้นๆ และซอสคาราเมลที่ลนไฟจนไหม้นิดๆ กลายเป็นพุดดิ้งนุ่มๆ ที่เป็นที่นิยมของสาวๆ ที่มาเยือนคามาคูระ

อันดับที่ 23 โจนามะคาชิ


เป็นขนมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมสุดฮิตที่ต้องแย่งกันจอง รสชาติไม่หวานมาก

อันดับที่ 22 ไดฟุกุถั่วชั้นเลิศ


เป็นขนมที่ทำด้วยมือทุกขั้นตอน แป้งที่ถูกตำจนเหนียวคลุกกับเม็ดถั่วเอ็นโด ก่อนจะนำไปห่อไส้ถั่วแดงแสนอร่อย นอกจากนี้ยังปราศจากสารปรุงแต่ง ปลอดภัยต่อสุขภาพ

อันดับที่ 21 คามาคูระโดโนะ


โดรายากิจากร้านมิกาซากิโดคัทเซ็นซึ่งเปิดกิจการมากว่า 80 ปีแล้ว ร้านขายขนมที่เปรียบเสมือนตัวแทนแห่งคามาคูระที่ไม่ว่าจะเมนูไหนก็สดใสน่าทานไปหมด ขนมโดรายากิของที่นี่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 17 เซ็นติเมตร มีน้ำหนัก 520 กรัม

อันดับที่ 20 คามาคูระบรูเล่


เป็นบรูเล่ที่แตกต่างจากทั่วไปเล็กน้อย จุดเด่นของร้านนี้ก็คือการนำเอาวัตถุดิบต่างๆ ของอาหารอิตาเลี่ยนมาทำเป็นของหวานใส่ถ้วย

อันดับที่ 19 ฟุโนะมันจู


ร้านที่เปิดมาตั้งแต่ปีโชวะที่ 11 ร้านขนมญี่ปุ่นโอคุนิ ใช้แป้งนามะฟุคือแป้งสาลีที่ถูกตีจนเหนียวนุ่ม หลังจากนั้นนำแป้งที่ได้มาห่อไส้ถั่วแดงแล้วนำไปนึ่ง

อันดับที่ 18 คามาคูระพาเฟต์


หรูหราด้วยท็อปปิ้ง 6 อย่าง มีทั้งวาราบิโมจิ เกาลัดเชื่อม ไข่มุก เยลลี่ เซมเบ้คินาโกะ ใส่ลงไปเพียบ

อันดับที่ 17 วาราบิโมจิ


เป็นวาราบิโมจิที่ต่างจากทั่วๆ ไปอย่างสิ้นเชิง

อันดับที่ 16 เครปไอศครีม


เป็นเครปที่ใช้แป้งโซบะมาทำเพื่อให้ได้กลิ่นอายแบบญี่ปุ่น แถมยังไส่ท็อปปิ้งหลายอย่างทั้งเนื้อสัตว์และผัก สามารถทานเป็นมื้ออาหารได้เลย ส่วนเครปที่อยู่ในการจัดอันดับนี้เป็นเครปไอศครีมเอิร์ลเกรย์เพิ่มช็อคโกแล็ตกับส้ม แผ่นแป้งเครปที่ผสมแยมส้มลงไปพับให้สวยงาม วางไอศครีมไว้ตรงกลาง โรยด้วยซอสช็อคโกแล็ต สุดท้ายก็วางเปลือกส้มเชื่อมไว้บนไอศครีมก็เป็นอันเสร็จ

อันดับที่ 15 ขนมคินสึบะ


ขายได้ถึง 3,000 ชิ้นต่อวัน เป็นขนมที่ทำจากถั่วแดงและฟักทอง

อันดับที่ 14 ไดบุตสึอันมิทสึ


เป็นไอศครีมที่มีรูปร่างเหมือนหน้าของพระพุทธรูปไดบุตสึ พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองคามาคูระและถูกยกให้เป็นสมบัติของชาติอีกด้วย

อันดับที่ 13 วาราบิโมจิ


จากร้านเมเต็นโคสุสุ ให้รสสัมผัสที่เหนียบหนึบสุดๆ

อันดับที่ 12 สโนว์เฟล็กเค้ก


นำเมอร์แรงค์ที่ตีจนได้ที่มาเทใส่แม่พิมพ์ ตกแต่งให้สวยงามด้วยเมอร์แรงค์อีกที เอาเข้าเตาอบอุณหภูมิ 200 องศาเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ด้านล่างของเค้กมีคัสตาาร์ดครีมและลูกเบอรี่สดๆ ลงไป แล้ววางชิ้นเมอร์แรงค์ที่อบออกมาไว้ด้านบน

อันดับที่ 11 เส้นคุสึคิริ


เส้นคุซึคิริที่มาพร้อมน้ำเชื่อมน้ำตาลทรายแดง เส้นทำมาจากแป้งโยชิโนะชั้นดีจากจังหวัดนารา และเพื่อให้รสสัมผัสที่ดีที่สุดจึงทำเฉพาะเมื่อมีคนสั่งเท่านั้น เวลาทานก็เอาเส้นจุ่มในน้ำเชื่อมคล้ายกับการทานโซบะ

อันดับที่ 10 เค้กโรลทะเล


เป็นเค้กฟองน้ำที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในการทำ ใส่เกลือที่ได้จากน้ำทะเลของอ่าวซากามิ ไส้เป็นครีมชีส ตัวเนื้อเค้กก็ใส่ผงถั่วเหลืองลงไปอีกด้วย

อันดับที่ 9 เค้กกาโตโนเบล


มีส่วนผสมของชาฝรั่งในเนื้อเค้ก ทำให้ได้กลิ่นหอม

อันดับที่ 8 ขนมโยคัง


ร้านที่เปิดกิจการมาตั้งแต่ปีเมจิที่ 3 ร้านขนมญี่ปุ่นเก่าแก่ของเอโนะชิมะ ขายขนมหวานที่ทุกคนหลงรักมากว่า 100 ปี และขนมโยคังที่ติดอันดับนี้ก็มีส่วนผสมที่ทุกคนคาดไม่ถึงนั่นก็คือสาหร่าย

อันดับที่ 7 มารุยากิทาโกะเซมเบ้


ของขึ้นชื่อของเอโนะชิมะที่ขายได้สูงถึง 1,500 ชิ้นต่อวัน ใช้หมึกยักษ์ขนาดเล็กราดด้วยแป้งวางกดเป็นแผ่นบางๆ บนเตากะทะร้อน ได้ออกมาเป็นข้าวเกรียบรสปลาหมึกยักษ์

อันดับที่ 6 เฟรนช์โทสต์น้ำเชื่อมเกาลัด


ร้านนี้ขายเฟรนช์โทสต์โดยเฉพาะ มีท็อปปิ้งหลากหลายไม่ว่าจะเป็นซอสราดขนมหวานต่าง หรือผลไม้สดและเชื่อม

อันดับที่ 5 นิชิคามะพุดดิ้ง


ยอดชายสูงถึงวันละ 6,000 ชิ้นต่อวัน วัตถุดิบจะใช้ไข่ไก่ของนัตสึโกะที่ส่งมาสดใหม่ทุกวัน นำพุดดิ้งที่ได้มาตกแต่งด้วยครีมสด ก่อนราดด้วยซอสที่ทำจากไข่ นมและน้ำตาล

อันดับที่ 4 ชีสเค้กโฮมเมด


ชีสเค้กแสนอร่อยที่เจ้าของร้านคนสวยเป็นคนทำเอง

อันดับที่ 3 เค้กมองบลังค์เกาลัดญี่ปุ่น


บีบคัสตาร์ดครีมลงไปในเค้กฟองน้ำ ก่อนปิดเนื้อเค้กด้วยครีมสด จุดเด่นของขนมนี้คือการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของเกาลัดญี่ปุ่นจากคิวชู

อันดับที่ 2 ชอร์ทเค้กสตรอเบอรี่


เป็นเมนูที่ทำจำกัดเพียงวันละ 20 ที่ เป็นเมนูที่เชฟตั้งใจทำอย่างมากและใส่วัตถุดิบต่างๆ อย่างไม่หวงของ

อันดับที่ 1 คามาคูระชีสเค้ก


รสชาติเข้มข้นไม่เหมือนใคร จากร้านแกลอรี่เนสที่มีบรรยากาศสบายๆ เริ่มจากแกลอรี่ที่คุณแม่เจ้าของแกลอรี่ทำขนมไว้บริการลูกค้าที่มาดูงานศิลปะ แต่ลูกค้าก็ติดใจในรสชาติและบอกว่าอยากให้ทำออกมาขายด้วยจะได้สั่งกินได้อย่างเต็มที่

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://megatopic.blogspot.com