ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

รู้อะไรดีๆ ที่อิตาลี ก่อนไปเที่ยว เรื่องอาหารการกิน ตอนที่ 5 อาหารข้างจาน Contorno "ITALIAN WANDER"

credit จากคุณ : PinePh www.pantip.com
ตอนที่เเล้วใส่ชื่อ "ITALIAN WANDER" ลงนำหน้า ทำให้ผู้ที่ติดตามอ่านอาจจะหากระทู้ไม่เจอเลยนำกระทู้เดิม ตอนที่แล้ว มาฝากในนี้ด้วยค่ะ
http://www.pantip.com/cafe/food/topic/D10272531/D10272531.html#13

อาหาร ข้างจาน Contorno (คอนโตรโน่) คือ อาหารข้างจาน โดยมากจะเป็น สลัดหรือ ผักที่ทำให้สุกต่างๆ เช่น มันฝรั่ง หรือมะเขือม่วงเผา พริกหวานเผา หรือแม้กระทั่งพริกหวานอบในน้ำมันมะกอกทำให้สุกรสชาดอร่อยมาก โดยโรยกระเทียมสับ หรือผักต่างๆ ที่อาจจะทำเป็นซุป ส่วนที่เป็นหัวๆ เช่น บร๊อคโคลี่ แบบนี้ที่อิตาลีมักจะนำไปอบหรือ ทำเป็นซุป หรือ มักจะต้มให้นิ่มๆ จะทานแบบนิ่มๆ ไม่กรอบแบบที่เราคุ้นเคย บางคนอาจจะไม่ชอบ
ที่ อิตาลีมีผักผลไม้หลากหลาย ตามฤดูกาล พร้อมทั้งมีเครื่องเทศ ที่ใช้ประกอบอาหารมากมายไม่ต่างจากเมืองไทยค่ะ ก่อนอื่นเรามารู้จักประเภทกัน
Spezie (สเปเซีย) เครื่องเทศ ในความหมายคือการปรุงรสชาดในอาหารให้มีรสมากขึ้น คำว่า spicy หมายถึงรสจัด แต่เรามักจะใช้กับอาหารที่รสจัดจ้านมากๆ คือ เผ็ด เลย เข้าใจว่าเผ็ดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเครื่องเทศจะมีคล้ายกับเมืองไทยที่ใช้ในการปรุงอาหารเช่นกัน แทบจะไม่แตกต่างกันเลยจะมีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่บ้านเราไม่มี

โดยมากอาหารข้างจานที่ เห็นกันบ่อยๆ จะเป็นมันฝรั่ง ที่จะขาดไม่ได้เลยคือ อบกับใบโรสแมรี่
หรือจะเป็นรวมมิตรผัก เผา เรียกว่า mista verdura มิสต้า เวรดูร่า คือ  mista - รวม
อันนี้เป็นมะเขือม่วงเผา อร่อยค่ะมะเขือม่วง หั่นเป็นชิ้นๆ เผา โรยเกลือ ราดน้ำมันมะกอก ผสมกับผักชี หรือ มินท์ แล้วแต่ชอบค่ะ โดยมาเป็นผักชี อาจจะมีกระเทียบสับโรยอยู่ด้วย
อีกจานจะทำไม่ต่างกันค่ะ คือ เป็นซูกี่นี่

หรือจะเป็นพริกหวาน เขาจะนำลงไป ทำให้สุกในกระทะ โดยใส่น้ำมันมะกอก นำพริกหวานที่หั่นลงไป และ ทำให้สุกจนนิ่ม จะเย้มไปด้วยน้ำมันมะกอก โรยเกลือเล็กน้อย อาจจะเพิ่มเครื่องเทศที่ชอบ จะได้รสหวานของพริก ออกมาเคล้ากันน้ำมัน เคล็ดคือ การปิดฝาที่กระทะปล่อยให้สุกไปเรื่อยๆ อร่อยมากค่ะ เพราะรสชาดจะไม่เหมือนพริกหวานที่กลิ่นฉุนๆ แปลกๆ ที่เมืองไทย จานนี้นิยมใช้พริกสีเหลือง และเเดง เหลืองจะหวานกว่า
หรือ ถ้าเป็นช่วงฤดูร้อนพลาดไม่ได้ค่ะ กับ แต่ละจานของมะเขือเทศแต่ละชนิด ถ้าได้ทานตามหน้าที่มีผัก ผลไม้เหล่านั้นจะได้รสชาดที่สด และ อร่อยมากๆ ทำให้คนที่ไม่ชอบมะเขือเทศเปลี่ยนใจไปเลยที่เดียวเชียวค่ะ

สลัดมะเขือเทศลูกเล็ก เรียกว่า pomodorini insalata
หรือ ที่จะขาดไม่ได้คือ สลัด จริงแล้วสลัด ที่นี้กินตอนหลังอาหาร คือ ไว้ล้างความคาวในปาก
แต่คนไทย มักจะทานสลัดก่อนทานอาหาร ก็ทำให้อิ่มๆ ไปตามๆ กัน อย่างร้านที่ขายอาหารจานหลัก
และมีสลัดด้วย ในกรุงเทพ
อีกจานค่ะ คนที่ไม่ชอบผักสดเท่าไหร่ ขอเเนะนำให้ลองทานนะค่ะ ผสมน้ำมันมะกอก กับ น้ำส้มสายชู สีดำ balsamico หรืออาจจะบีบมะนาวเหยาะเกลือเล็กน้อย อาจจะทำให้เปลี่ยนมารักผักสลัดกันเลยจริงๆ ค่ะ
อีกจานค่ะ เพราะติดใจสลัดที่นี้ มื้อเย็นทานเเต่สลัดขนมปัง อิ่มท้องได้วิตามินไม่อ้วนด้วยค่ะ
รวมสลัดหลายหลากให้ดูกันค่ะ
ผักสลัดหยิก อันนี้ออกจะขมๆ นิดนะค่ะ บางครั้งเขาใช้ทำกับ risotto อร่อยดีค่ะ จานนี้ทานแกล้มกับ noci เป็นถั่วชนิดหนึ่ง เปลือกของผลมันใช้ย้อมผมได้ค่ะ
จานนี้มะเขือม่วงค่ะ น่าจะเหมือนเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยมากกว่าข้างจานนะค่ะ :) นำมาม้วนห่อใส้ เส้นสปาเก็ตตี้ค่ะ
มะเขือม่วงย่างอีกจาน กับหอมหัวใหญ่เเดงเผา ราดด้วยซอส เปรโต้
อีกจานที่น่าเเนะนำ อาจจะสั่งเป็นจานรองโดยมากหรือ จานเดียวไม่มีหลักรองเพราะอาจจะหนักนิดๆ เป็นมะเขือม่วง ทำคล้ายลาซาลย่า สลับชั้นกับมะเขือเทศ และมอสเซลเลล่าชีส และโรยด้วย พาร์มิซานชีส
หรือสลัดกับชีสแบบนี้
หรือ พริกหวานม้วน อย่างเป็นคำๆ
อีกอันที่ข้างจานจริงๆ คือ ผักโขม ขอบอกอร่อยมากๆ วิธีทำที่จะให้อร่อยคือ ล้างผักโขม สะเด็ดน้ำ
ตั้ง หม้อที่จะอบ ใส่ผักโขมลงไป ราดด้วยน้ำมันมะกอก เกลือเล็กน้อย ปิดฝา อยากให้หอมให้ใส่ เนยด้วยนิดเดียวพอ ปิดฝา ไฟปานกลาง คนให้ผักโดนความร้อนให้ทั่วอย่างคนมากจะทำให้ผักเละ หลังจากสุก ขูดชีสใส่ ปิดฝา ปิดไฟ รับรองอร่อยมากๆ ค่ะ ตอนเสริฟ์ในราดน้ำมันมะกอกอีกนิด เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
จานที่มักจะได้ทานตอนช่วงฤดูหนาว เป็นสลัดส้มค่ะ บางครั้งอาจจะเป็นส้มเเดง หรือ ส้มส้ม แต่ส้มเเดงจะอร่อยกว่าโดยความชอบส่วนตัวเพราะจะมีรสหวานเปรี้ยวเเกล้ม หรือ เพราะสีมันเเดงๆ เหลือ เกิน บางครั้งก็เจอเเดงเหลือบส้ม จนคนไม่เคยเห็น เคยเอาไปฝาก ดันเอาไปทิ้งเพราะนึกว่าส้มช้ำ เออ....
จานนี้เป็นส้ม กับ ฟินอคคี และผลโอลีฟดำ
อาหารข้างจานก็เป็นประมาณเนี่ยนะค่ะ ต้องขอขอบคุณสำหรับ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ติดตามเเละคอมเม้นท์ให้กำลังใจนะ ค่ะ ยังมีเรื่องราวอีกมากให้ติดตามค่ะนอกจากอาหารการกิน ยังมีการ Shopping ที่สาวๆ อาจจะพลาดไม่ได้เชียวค่ะ :)

เรากล่าวเรื่องอาหารข้างจานมาแล้วตอนนี้เรามารู้เรื่อง เครื่องเทศกันนะค่ะ ที่กล่าวไปข้างต้น
Spezie (สเปเซีย) เครื่องเทศ ในความหมายคือการปรุงรสชาดในอาหารให้มีรสมากขึ้น คำว่า spicy หมายถึงรสจัด แต่เรามักจะใช้กับอาหารที่รสจัดจ้านมากๆ คือ เผ็ด เลย เข้าใจว่าเผ็ดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเครื่องเทศจะมีคล้ายกับเมืองไทยที่ใช้ในการปรุงอาหารเช่นกัน แทบจะไม่แตกต่างกันเลยจะมีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่บ้านเราไม่มี

- Basilico (บาซิลิโค) เบซิล คล้ายใบโหระพา เป็นตระกูลคล้ายมินท์ มีกลิ่นคล้ายชะเอมกับกานพูล ใช้ผสมหลายเมนู และทำเป็นซอสสำหรับพาสต้า เรียกว่า เพรสโต้ ผสมกับกระเทียม และน้ำมันมะกอก
ซอสที่ออกมาจะมาผสมกับ พาสต้า เปล่า หรือ จะให้เหมาะคือ ใส่กุ้งเพิ่ม หรือ ปลาหมึก แต่มักจะเป็นกุ้ง และทานผสมกับพาสต้า หรือ ปรุงรสกับอาหารจานอื่นๆ ทานสดๆ ก็มักจะปรุงกับอาหารที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบ
- Rosmarino (โรสมาริโน่) โรสแมรี่ ปรุงอาหารประเภทเนื้อ มั่นฝรั่ง จะใช้อบจะให้กินหอมมาก ช่วยดับคาวได้ดี สามารถนำไปทำน้ำมันหอมระเหยได้ เพราะทั้งใบและก้านจะมีกลิ่นหอมมาก
ภาพของ ซอสที่ทำเป็นเปรสโต้เเล้วค่ะ
อาจจะทานกับชีส
หรือจะมีไข่เป็นส่วนผสม
เรามาต่อด้วยโรสแมรี่ค่ะ ถ้าคนที่ยังไม่เคยเห็นดอก จะมีดอกสีสวยมาก ทั้งลำต้นใบ ก้านและดอกหอมมาก ขาดไม่ได้ กับ มันฝรั่งอบค่ะ และพวกอบๆ ทั้งหลาย
- Salvia (ซาลเวีย) ใบซาลเวีย หรือ เสจจะมีรสซ่า ใช้ได้ทั้งสดและแห้ง สดจะรสอ่อนกว่าแห้ง ใช้ปรุงอาหารประเภทปลา สามารถเคี้ยวทำความสะอาดฟันได้ เพื่อดับคาวกลิ่นในปากยาสีฟันมักจะมีส่วนผสมของ ซาลเวียอยู่ด้วย
- Alloro (อัลโลโร) ใบ laurel  ลอเรียล หรือใบกระวาน ที่สมัยก่อนกรีกจะนำมาประดับเป็นเหมือนมงกุฏ ของเหล่าผู้นำทั้งหลายในโรมัน ในความหมายของชัยชนะ ชื่อเสียงและการเฉลิมฉลอง ใช้ปรุงอาหารได้หลากหลาย ไม่ว่าเป็นปลา หรือ เนื้อ
ทำเป็นช่อๆ ที่ใส่ในการเฉลิมฉลองค่ะ
- Origano (ออริกาโน่) มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ใช้ได้ทั้งสดและแห้งจะเห็นทั่วไปในการโรยหน้าพิซซ่า เหมาะกับอาหารที่มีซอสมะเขือเทศ ใช้ปรุงอาหารประเภท เนื้อ เนื้อแกะ ปลา
- Timo (ทีโม) หรือเราคุ้นเคยว่า ไธม์ อยู่ในตระกูลเดียวกับมินท์ ทีจะมีกลิ่นหอมกว่า ใช้ได้ทั้งสดและแห้ง ปรุงอาหารประเภทปลา
- Prezzemolo (เพรซเซโม่โล่) พาสลีย์ หรือ เรียกว่าผักชีฝรั่ง กลิ่นจะไม่ฉุนแบบผักชีไทย มีแบบใบหยักปกติ  และใบหยักเป็นลอนๆ ใช้ปรุงอาหารประเภท ปลา หรือ หอย ที่มีส่วนผสมของซอสมะเขือเทศ
อีกพันธุ์จะเป็นใบหยิก
- Menta (เมนต้า) มินท์ หรือ เรารู้จักในนามของใบสะระเหน่ ใช้เป็นเครื่องเคียงหรือปรุงอาหารประเภทเนื้อ หรือแกะ มีกลิ่นหอมซ่าส์ มักจะใช้ประกอบกับเครื่องดื่ม โดยจะนำใบมินท์ตำผสมกับน้ำตาลทรายแดงและแอลอกอฮอล์ เช่น รัม หรือ วอดก้าใส่น้ำแข็ง
หน้าตาของ mojito โมจิโต
หรือ แม้จะมีเป็นเครื่องดื่มรสมินท์เข้มข้นผสมกับน้ำ ดื่มหน้าร้อน
- Noce Moscata (โนเซ่ มอสคาตา) ลูกจันทร์ เทศจะฝนบางจากผิวนำมาใช้ดับคาวในการปรุงอาหาร หรือผสมกับมั่นฝรั่ง
- Chiodi di garofano (ซิโอดิ ดิ กาโรฟาโน) การพูล สามารถใช้แก้ปวดฟันได้ มีกลิ่นหอมและรสเผ็ดร้อนเวลาใช้จะใส่ไม่มาก เหมาะสำหรับปรุงอาหารประเภทเนื้อ
เครื่องเทศก็ยังมีอีกมากค่ะ แต่คร่าวๆ ที่คล้ายคลึงและต่างจากบ้านเราก็มีหลักๆ พอสังเขปเท่านี้นะค่ะ ต่อไปเรามารู้จัก ผักกันดีกว่า

Verdura (เวร์ดูร่า) ผักต่างไม่ว่าจะเป็นผักที่ทานกันสดๆ เช่นผักสลัดต่าง และ ผักที่ต้องนำมาปรุงให้สุก เราจะมากล่าวในเรื่องของมะเขือเทศกันก่อนมะเขือเทศที่อิตาลีมีหลากหลาย พันธุ์ เป็นที่นิยมในการทำซอสปรุงรสกับพาสต้า และสปาเก็ตตี้ต่างๆ โดยเวลาปรุงคือการนำน้ำมัน มะเขือเทศสดไปทำให้สุกในกระทะรอจนมะเขือเทศเละออกมาเป็นซอส ช่วงฤดูร้อนจะเป็นหน้ามะเขือเทศ ก็จะทำการถนอมอาหารเพื่อใช้ซอสในหน้าหนาวโดยการต้มมะเขือเทศทั้งลูกในสุกแต่ ไม่เละมากในน้ำเดือด จากนั้น นำขึ้นจากน้ำและคั้นเอาเปลือกออก และนำน้ำซอสที่ได้มาบรรจุในขวดโหล อาจจะผสมกับส่วนที่เป็นทั้งลูกมะเขือเทศที่สุกแล้วลงไปด้วยก็ได้ และปิดฝา และนำลงไปต้มทั้งขวดโหลลงในน้ำเดือดอีกครั้งเพื่อไล่อากาศออก ทิ้งไว้ให้เย็นหลังจากนั้นก็นำออกมาเก็บไว้สามารถบริโภคได้ในฤดูหนาว

- Pomodoro Ramato
- Pomodori San Marzano
- Pomodori siciliani
- Pomodori-cuori di bue
- Pomodorini datterini อันนี้หวานอร่อยค่ะ กินเปล่าๆ ก็อร่อย
- Pomodorini อันนี้ก็ไม่ต่างจาก Pomodorini datterini หวานไม่เเพ้กัน
ตอนฤดูร้อนมะเขือเทศมากมายปลูกเองไว้หลายพันธุ์ เยอะมาก เลยมาทำซุปมะเขือเทศต้มรวมกัน ออกมา อร่อยมากกกค่ะ หวานหอม และ ได้วิตามินมากๆ ค่ะ ไว้จะนำ clip การทำซอสมะเขือเทศเก็บไว้ทานมาฝากนะค่ะ เพราะที่บ้านทำกันไว้มาก ไว้ทานตอนหน้าหนาวค่ะ เพราะ ปลูกเอง บรรจุเอง ปลอดสารแน่นอนเชียวค่ะ
- Pomodori secchi มะเขือเทศอบแห้ง ไม่หวานนะค่ะ
Melanzane (เมลันซาเน่) เป็นมะเขือม่วงมีสีม่วง ม่วงเหลือบขาว ทั้งรูปร่างรียาว กลม หรือ รีกลม มักจะนำไปไสลด์เป็นแผ่นบางๆ ย่างให้สุก โรยเกลือและราดด้วยน้ำมันมะกอก มีกระเทียมสับ และผักชีหั่นฝอยโรยหน้า ที่เป็นอาหารข้างจานข้างต้น
- Melanzane viole (เมลันซาเน่ ไวโอเล)
- Mini melanzana
- Melanzane
- Zucchini (ซูกีนี่)
- Zucchini tonde
- Fiori di zucchini ดอกของซูกีนี่ นำมาทำไข่เจียว หรือซอสที่ทานกับพาสต้าก็อร่อยโดยไม่ใส่มะเขือเทศ
ลักษณะจะติดกับตัวของผล
ดอกซูกี่นี่ทอด
หรือจะมาประกอบทั้งผล และดอก เป็นอาหารจานหลัก
- Cetrioli
- Carote
- Rucola มักจะทานแกล้มเป็นสลัด หรือ แกล้มเเบบดิบ จะมีกลิ่นเฉพาะฉุนๆ เล็กน้อย ออกขม แต่ไม่มาก
- Porro rosso ต้นหอม แต่ปลายหัวหอมเป็นสีเเดง หอมที่นี้่มีหลากพันธุ์ รสในการประกอบอาหารก็ต่างกัน
- Cipollotti
- Cipolla rossa
- Cipolla Bianca
- Cipolla
- Scalogni เหมือนหัวหอมใหญ่เเต่เล็กเรียว กลิ่นฉุนกว่า
- Ravanelli คล้ายหัวผักกาดเล็กเเดง ข้างในขาว แต่เผ็ดออกฉุน
- Finocchio มักจะทานแต่ส่วนหัวใบใช้ปรุงอาหารเล็กน้อย และสามารถนำมาหมักเป็นส่วนผสมของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ มักจะกินสดๆ เป็นสลัด หรือ นำไปต้มสุกแล้วทาน
ดอกของ ฟิน๊อคคิโอ ไม่ใช้ พิน๊อคคิโอ นะค่ะ เป็นตัว F :)
- Spinaci ผักโขม
- Sedano เซดาโน่ คือ ผักขึ้นฉ่าย แต่ของเขาจะใหญ่กว่ามาก นิยมใช้ ลำต้นมาปรุงอาหาร นิยมใส่ต้มซุป ใบมักจะทิ้ง หรือ กินลำต้นสดๆ แกล้มกับ พริกไทยเกลือและน้ำมันมะกอกที่ผสมมาเรียบร้อยเเล้ว
- Rabarbaro
- Broccoli (บร็อคโคลี่) ผักที่เป็นหัวๆ แบบนี้ที่อิตาลีมักจะนำไปอบหรือ ทำเป็นซุป หรือ มักจะต้มให้นิ่มๆ จะทานแบบนิ่มๆ ไม่กรอบแบบที่เราคุ้นเคย บางคนอาจจะไม่ชอบ
- Romanesco
- Cavolfiore
- Cavolo rosso มักจะนำมาทำเป็นซุป
เช่นซุปจานนี้เป็นต้น
- Cavolo bianco
- Verza
- Fagiolini Verdi คล้ายถั่วฝักยาวแต่สั้นกว่า มักนำไปต้ม และราดด้วยน้ำมันมะกอก ปรุงรสด้วยเกลือ บีบมะนาว เล็กน้อย อร่อยมากค่ะ
- Funghi
- Porcini
- Finferli
Champignons
- Champignons bianco
- Pleuroti
- Chiodin
- Tartufo nero (ทารตูโฟ เนโร) เห็ดทรัฟเฟิลเป็นเห็ดที่มีราคาแพงที่สุด โตใต้ดิน เมื่อโตเต็มที่จะมีกลิ่นเฉพาะที่แรง จึงนิยมใช้หมูและหมาที่ถูกฝึกมาเพื่อหาเห็ดทรัฟเฟิล
เห็ดทรัฟเฟิลขาว (White truffle) มีกลิ่นหอมมาก พบแถบป่าตอนเหนือของอิตาลีและโครเอเชีย
ส่วนเห็ดทรัฟเฟิลดำ (Black truffle) มีหลายชนิด แต่พบมากที่ฝรั่งเศสราคาจะถูกกว่าเห็ดทรัฟเฟิลขาว
เห็ด ทรัฟเฟิลมักจะซ่อนตัวเองอยู่ใต้ต้นเบิร์ช ต้นโอ๊ก และต้นบีช อยู่ใต้ดินจนดูกับว่างอกออกมาจากรากของต้นไม้ใหญ่ บ้างก็แพร่ขยายไปตามรากของต้นราสเบอร์รีป่า เห็ดทรัฟเฟิลบางชนิดมีพิษ ดังนั้นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเรื่องทรัฟเฟิลโดยเฉพาะ
การปรุงเห็ดทรัฟเฟิลใช้วิธีการง่ายๆ เห็ดทรัฟเฟิลจะให้กลิ่นและรสชาติที่แรง เวลาใช้ปรุงอาหารให้ใช้เพียงเล็กน้อยก็เพียงพอ
ไวท์ ทรัฟเฟิล เหมาะกับพาสต้า, อาหารจานไข่, อาหารที่ใส่เนยเหลว, ครีม, เนื้อสัตว์สีขาว(ไก่, ปลา), ริซอตโต้ แล้วใส่ด้วยพาร์เมซาน ชีส แนมกับผักใบเขียวได้แทบทุกชนิด, เนื้อหมัก :: ในอาหารอิตาเลี่ยนแนะนำให้กินทรัฟเฟิลสีขาวกับขนมปังและไวน์ขาว ::
ส่วน ทรัฟเฟิลดำนั้น แค่ฝานบางๆ ลงเจียวกับไข่เป็นไข่เจียวฝรั่งหรือออมเล็ต หรือฝนบางเฉียบลงบนข้าวริซอตโต้ ราดน้ำมันทรัฟเฟิล หรือจะเหยาะน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิลนิดหน่อยลงในสลัดและอาหารจานปลา สูตรอาหารที่ใช้เห็ดทรัฟเฟิล เช่น Tournedos Rossini, fillet steak วางด้วยฟัวกรา, พลาสต้าราดด้วยน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล, ข้าวริซอตโต้หน่อไม้ฝรั่งราดด้วยเห็ดทรัฟเฟิลดำ, คาร์ปาชิโอเนื้อวัวกับเห็ดทรัฟเฟิลสีขาว, คาร์โบนาราเห็ดทรัฟเฟิล , พาสต้ามันฝรั่ง ราดชีสฟอนตินา ทานคู่กับเห็ดทรัฟเฟิลแผ่น, เนื้อลูกวัวย่างเห็ดทรัฟเฟิล, สปาเกตตี ทาร์ทูฟิ ที่ใส่เห็ดทรัฟเฟิล, ทรัฟเฟิลกับอกไก่อบแนมกับแครอท ถั่วแขกและหอมใหญ่สีแดง,ทรัฟเฟิลทากลิอาร์ดี
โดย ปกติแล้วเห็ดทรัฟเฟิลจะมีราคาซื้อขายในกรุงโรมของอิตาลีในราคากิโลกรัมละ 11,155 ดอลลาร์สหรัฐหรือราว 380,000 บาท แต่โดยทั่วไปเห็ดทรัฟเฟิลจะมีน้ำหนักเพียง 30-80กรัม
ในทุกปีมีการจัดงาน ประมูลเห็ด"ทรัฟเฟิล" นานาชาติ ในปี 2008 ประมูลกันไปในราคา 200,000 USD น้ำหนัก 1.080 กิโลกรัม จัดเป็นเเห็ดทรัฟเฟิลขาวที่ราคาแพงที่สุดในโลก
(ข้อมูลจาก FoodPedia)
- Asparagi
- Radicchio di Treviso
- Radicchio di Chiogga
- Radicchio bianco di Chiogga
- insalata-con-lattuga-romana
- Lollo rosso
- Insalata
- Indivia riccia
- Eissalatgross ice berg
Carciofi
ลักษณะเหมือนดอกบัวหิน จะทานเฉพาะเเกนด้านใน นิยมนำมาหมักน้ำส้มสายชูและ น้ำมันมะกอก
หรือจะนำมาทำให้สุก หน้าตาเป็นแบบนี้ จะมีรสฝาดเล็กน้อย
หรือจะนำมาทอดให้กรอบ
credit จากคุณ : PinePh www.pantip.com

"สวนอาหารเพ็ญ" เน้นความสด รสถึงใจ

บรรยากาศภายในชั้นล่างสวนอาหารเพ็ญ
       ว่ากันว่าหากสาวไหนมี "เสน่ห์ปลายจวัก" เป็นแม่บ้านแม่เรือนทำกับข้าวกับปลาเก่ง นั้นถือว่ามีเสน่ห์มัดใจชายให้หลงใหล ถึงแม้ว่า "ผู้จัดการตระเวนกิน" เองจะไม่มีเสน่ห์ปลายจวักมัดใจใครเขา เพราะว่าไม่ถนัดเรื่องทำอาหาร แต่เราก็ถนัดในเรื่องหาที่กินที่ดื่ม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าความถนัดด้านนี้จะมัดใจใครได้หรือเปล่า
      
       อย่างในมื้อนี้เราก็ได้ไปสรรหาร้านอาหารเลิศลิ้นมาฝากมิตรรักนักกินกันอีกเช่นเคย และร้านอาหารที่อยากจะนำเสนอนั้นก็คือ "สวนอาหารเพ็ญ" ที่ตั้งอยู่ตรงถ. จันทน์ ซึ่งเราได้มีโอกาสเดินทางไปตระเวนกินลองลิ้มรสชาติอาหารของที่ร้านนี้มาแล้ว ถึงขั้นติดอกติดใจในเสน่ห์ปลายจวักของแม่ครัวฝีมือดีของร้านนี้เข้าอย่างจัง ที่ได้นำเสนออาหารไทยแบบรสชาติจัดจ้าน และยังมีซีฟู้ดสดๆ ที่ได้คัดสรรแต่วัตถุดิบของดี มีคุณภาพมาจากหลายแหล่งอาหารทะเลที่ดีของไทย นำมาปรุงแต่งเป็นเมนูเลิศรสสารพัดที่ล้วนแล้วแต่ชวนชิมมากมาย
ทอดมันปลากราย
       ถ้ามาแล้วก็ไม่ควรที่จะพลาดสั่งเมนูจานเด็ดเหล่านี้ที่เราได้ลองลิ้มจนถูกปากและอยากแนะนำให้ลองชิมกันก็มี ทอดมันปลากราย (ชิ้นละ 50 บาท) เป็นทอดมันปลากรายชิ้นใหญ่ ที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อปลากรายล้วนๆ ผสมกับเครื่องเคราเครื่องพริกแกงสูตรเด็ดของทางร้าน และใส่ถั่วฝักยาวผสมลงไปด้วย ปั้นเป็นชิ้นกลมแบนขนาดใหญ่แล้วทอดจนสุกหอม เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ดที่ทางร้านทำเองเช่นกัน หั่นชิ้นทอดมันปลากรายส่งเข้าปาก เคี้ยวนุ่มเนื้อแน่นหนึบหนับปากได้รสชาติปลากรายล้วนๆ
กุ้งแม่น้ำเผา
       กุ้งแม่น้ำเผา (ตัวละ 600 บาท) เมนูซีฟู้ดสดๆ ที่คนชอบกินกุ้งไม่ควรพลาดสั่งด้วยประการทั้งปวง เป็นกุ้งแม่น้ำแท้ๆ จากแปดริ้ว คัดสรรแต่ตัวโตๆ และต้องมีมันกุ้ง นำมาย่างด้วยเตาถ่านจนกุ้งสุกหอมกำลังกิน ลองลิ้มรสชาติกุ้งเผาแล้วก็ต้องยกนิ้วให้ในความสดของกุ้งเนื้อแน่นขาว หวานสดได้ใจ มันของกุ้งหอมมัน ยิ่งจิ้มกินกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้านเปรี้ยว เค็ม เผ็ด ขอบอกว่าเลิศลิ้นเกินคำบรรยาย
ปลานกแก้วแดดเดียว
       ปลานกแก้วแดดเดียว (680 บาท) เป็นอีกหนึ่งเมนูซีฟู้ดที่หากินได้ยากนอกจากที่นี่ เพราะทางร้านสั่งปลานกแก้วเนื้อขาวนำเข้ามาจากเวียดนาม นำมาแล่เอาก้างออกแล้วตากแดดให้แห้งก่อนจะนำมาทอดจนปลาสุกเหลืองกรอบดูน่า กิน มาพร้อมเครื่องเคียงสารพัดมีทั้งหอมแดง หอมเจียว เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วลิสง ใบสะระแหน่ และมีน้ำจิ้ม 2 แบบ มีน้ำจิ้มมะม่วงและน้ำจิ้มซอสมะขาม กินเนื้อปลานกแก้วกรอบนอกเนื้อในนุ่มหวาน แกล้มกับเครื่องเคียงต่างๆ ราดน้ำจิ้มมะม่วงออกหวานๆ อมเปรี้ยว ส่วนน้ำจิ้มซอสมะขามเปรี้ยวเผ็ดถูกลิ้น
เนื้อตุ๋นพลังช้าง
       กินเมนูซีฟู้ดไปแล้วถึง 2 อย่างคราวนี้มากินเมนูไทยสุดแซบอย่าง เนื้อตุ๋นพลังช้าง (เล็ก 150 บาท ใหญ่ 350 บาท) ที่ฟังแค่ชื่อก็ชวนติดตามแล้ว เนื้อตุ๋นชามนี้ทางร้านคัดเนื้อสันในวัวอย่างดี มีเอ็นและข้อด้วย นำมาตุ๋นกับเครื่องเทศยาจีนเคี่ยวนานเป็นวันๆ จนเนื้อวัวเปื่อยยุ่ย ปรุงรสชาติกับน้ำซุปหอมๆ ออกรสชาติแซบเด็ด ซดน้ำซุปร้อนๆ ชุ่มชื่นโล่งคอ เนื้อนิ่มเคี้ยวนุ่มได้ที่ดีนักแล
ข้าวเหนียวมะม่วง
       พอจัดการกินอาหารคาวจนเกือบอิ่มท้อง ขอบอกว่าควรเหลือพื้นที่กระเพาะให้ของหวานด้วย เพราะที่นี่มีของหวานขึ้นชื่อที่ชวนกินอย่าง ข้าวเหนียวมะม่วง (120 บาท) ที่ทางร้านมูนข้าวเหนียวเองด้วยสูตรเด็ดเฉพาะ และมาพร้อมกับมะม่วงน้ำดอกไม้สุกเหลืองหอม ลิ้มรสข้าวเหนียวมูนเป็นเม็ดนุ่มปากออกหวาน เค็ม มันกินเข้ากันกับมะม่วงน้ำดอกไม้หวานๆ อ้อ!! และทางร้านยังมีผลไม้เป็นฝรั่งแจกฟรีให้กับลุกค้าทุกตะได้กินล้างปากกันด้วย
อีกหนึ่งมุมโต๊ะนั่งสบายๆ
       และทั้งหมดนี้ก็คือมื้ออันอิ่มหนำของเรา แต่ถ้าหากมิตรรักนักกินเกิดมากันหลายคน เมนูที่แนะนำเหล่านี้อาจจะไม่พอ ก็ขอบอกว่ายังมีเมนูอื่นๆ ที่ชวนสั่งมากินอีก อาทิ ปูทะเลนึ่ง (ขีดละ 100-120 บาท) หอยเป๋าฮื้อผัดพริกเผา (350 บาท) หอยนางรมกระทะร้อน (180 บาท) ลิ้นเป็ดพะโล้ (200 บาท) และอีกสารพัดเมนูไทย-ซีฟู้ด ที่ชวนสั่งมานั่งกินกันในบรรยากาศร้าน "สวนอาหารเพ็ญ" ที่จัดตกแต่งแบบให้นั่งสบายๆ ในสไตล์เหมือนบ้าน
      
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
      
       "สวนอาหารเพ็ญ" ตั้งอยู่ที่ 2068/4 ถ.จันทน์ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ การเดินทางถ้ามาจากถ.สาทร ให้วิ่งตรงมายังถ.นราธิวาสราชนครินทร์ วิ่งตรงมาเรื่อยๆ จนมาถึงแยกแล้วให้เลี้ยวขวาเข้าถ.จันทน์ ตรงเข้ามานิดเดียวจะเห็นสวนอาหารเพ็ญตั้งอยู่ซ้ายมือ ตรงข้ามกับถ.จันทน์ ซอย 2 มีที่จอดรถด้านข้างร้าน เปิดทุกวัน เวลา 11.00-14.00 น. และ 17.00-23.00 น. ถ้ามาทานศุกร์-อาทิตย์ แนะนำว่าควรโทร.มาจองโต๊ะก่อนจะดีที่เบอร์ 0-2287-2907, 0-2286-7061, 0-2286-3058

ครบรสความสุข ที่ ร้าน“กางแปลง”

บรรยากาศภายในร้าน “กางแปลง”
       ในยุคสมัยที่มีโรงภาพยนตร์ดีๆ เก้าอี้เบาะหนานุ่ม เปิดแอร์เย็นฉ่ำแบบปัจจุสมัยนิยม จะมีใครจำได้บ้างว่าย้อนวัยไปเมื่อครั้นเป็นเด็ก เราเคยมีโอกาสเดินตามผองเพื่อนและครอบครัว ไปดูหนังกางแปลงกันตามงานวัด บรรยากาศที่ไม่ต้องมีเบาะหนานุ่มรองรับ มีเพียงเสื่อหนึ่งผืนที่หอบมาจากบ้านไว้รองหนัง หรือในบางครั้งก็ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปูกัน อาหารการกินก็พรั่งพร้อม มีให้เลือกกินอยู่รอบงาน หิวเมื่อไหร่ก็ลุกไปซื้อหาได้
      
       เกริ่นแบบนี้อย่าเพิ่งว่า “ตระเวนกิน”กำลังเข้าสู่วัยทองเสียล่ะ ถึงได้มาพร่ำบ่นเรื่องเก่าๆ แต่เป็นเพราะได้มีโอกาสไปสังสรรค์พบปะเพื่อนฝูงที่ร้านอาหารที่มีชื่อว่า “กางแปลง”ร้าน สไตล์กึ่ง Pub& Restaurant แถวปากซอย อาภาภิรมย์ (รัชดาภิเษก32) ทั้งชื่อร้านและการตกแต่งภายในร้านทำให้คิดถึงอดีตได้เป็นอย่างดี
กางแปลงร้านที่มากมายด้วยของสะสม
       ร้าน “กางแปลง”นี้เป็นร้านที่เกิดขึ้นจากหุ้นส่วน ของร้านส่วนใหญ่ที่ทำงานอยู่ในวงการบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ Production House นักเขียน จุดประสงค์แรกเริ่มของร้านนี้เปิดขึ้นเพื่อให้คนทำหนังกับคนหนังสือพิมพ์ได้ มีโอกาสมาพบปะสังสรรค์กันกึ่งสภากาแฟ ดู ฟัง ดนตรีคุณภาพ กางแปลง คือโชว์ความอร่อย โชว์ผู้คน อิสระไม่จำกัด
      
       ความโดดเด่นของร้านนี้ที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้เลยคือการ ตกแต่งร้านด้วยของสะสมผสมผสานด้วยแนวคิดที่ลงตัวรองรับกลุ่มลูกค้าได้ทั้งคน ทำงาน วัยรุ่น สำหรับคอเหล้า บรรยากาศร้านเหมือนกับนั่งอยู่หัวหินริมชายทะเล
       กำแพงอิฐเหมือนอยู่บ้าน
      
       ร้านที่ตกแต่งแบบอาร์ตๆแต่เจ้าของร้านกลับกระซิบว่า ของข้าวทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นอยู่ในร้านนี้เกิดขึ้นจากการที่หุ้นส่วนร้าน หลายคนต่างมีของสะสมเป็นของตัวเองหยิบเอาของคนโน้นทีคนนี้ที ว่าวางจนเต็มร้านแต่กลับมองดูกลมกลืนลงตัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ
กุ้งผัดผงกะหรี่
       ร้านนี้แบ่งเป็นสองโซนคือในร้านกับนอกร้านมีเพียงประตูไม้บานพับกั้น เท่านั้น โซนด้านนอกเหมาสำหรับคนที่ต้องการดื่มกินแบบชิลล์ ๆ ในอารมณ์ริมถนนอย่างปลอดโปร่ง ส่วนโซนด้านในมีบาร์เครื่องดื่มไว้บริการมีที่นั่งดื่มเช่นกัน
      
       ความเก๋ไก๋ของร้านอย่างหนึ่งคือผนังร้านที่เป็นอิฐมอญสีแดงฉาบปูน ด้านๆ บ่งบอกถึงอารมณ์ศิลปินได้เป็นอย่างดีทั้งยังให้ความรู้สึกไม่เกร็งเป็นกัน เองมากยิ่งขึ้น ที่นี่ใช้ผ้าปูโต๊ะสีสันสดใสลายดอกไม้ มีใบปิดหนังวางอยู่ตามจุดต่างๆของร้าน อาทิ เกมล้มโต๊ะ ทวิภพ
      
       มานั่งฟังเพลงบ้างดีกว่า ที่ร้าน กางแปลง มีทั้งเพลงเปิดให้ฟังเพลินๆ และดนตรีเล่นสดซึ่งค่อนข้างหลากหลาย ช่วงหัวค่ำจะเปิดเพลงเบาๆ สบายๆ ฟังกันไป คุยกันไป ดึกขึ้นมาอีกนิดก็จะเริ่มหนักแน่นขึ้นเรียกว่าเป็น Ballad Rock ชั้นดีที่หาฟังกันไม่ได้ง่ายๆ เลยทีเดียว และพอได้เวลาวงดนตรีเล่นสดก็จะขึ้นบรรเลงให้สนุกแบบยาวๆ กันต่อ
ไก่ซอสมะนาว
       โดยที่ร้านจะมีดนตรีเล่นมีดนตรีเล่นทุกวันเว้นวันอาทิตย์ ดนตรีเริ่มเล่น4ทุ่มแต่ทุกวันศุกร์ เสาร์ เริ่ม2ทุ่ม วันจันทร์ดนตรีแนวสนุกสนาน วันอังคาร เบาสบายแบบเบเกอรี่ วันพุธแนวอินดี้ วันพฤหัสบดีเป็นแบบสากลล้วน ร้อค,เรตเก้ วันศุกร์ แนวอินดี้ วันเสาร์ โฟล์ค ส่วนวันอาทิตย์เปิดเพลงอย่างเดียว
      
       นั่ง กิน ดื่ม เคล้าเสียงเพลง ในร้านที่บรรยากาศดีๆ ก็ต้องมีอาหารดีๆ มากินคู่กันด้วยถึงจะเรียกว่าครบครันอย่างแท้จริง ที่ กางแปลง เขาเน้นเสิร์ฟอาหารไทย เป็นส่วนใหญ่มีเมนูหนัก เบา ให้เลือกสรรหลากหลายไม่แพ้ที่ใดอย่าง ไก่ซอสมะนาว (95บาท) ที่สั่งมาลิ้มรส ชิ้นเนื้อส่วนอกของไก่ถูกเอามาชุบแป้งคลุกเคล้าเกล็ดขนมปังบวกกับสูตรลับเฉา พะก่อนจะทอดจนเหลืองกรอบ ราดหน้าด้วยมายองเนส ก็ให้รสชาติเปรี้ยว หวาน มัน
ต้มซุปเปอร์
       ส่วน กุ้งผัดผงกะหรี่ (95บาท) กินกินคำแรกก็รู้ว่ากุ้งสดใหม่ ความเด็ดดวงของจานนี้อยู่ที่ผงกะหรี่พิเศษสูตรอินเดียแท้ ที่เมื่อปรุงรส กับส่วนผสมอื่นๆอย่างไข่ไก่ พริกชี้ฟ้าใหญ่ หัวหอมและ ต้นหอม ลงตัวยิ่ง จานนี้รสกลมกล่อม หอมกลิ่นเครื่องเทศ
      
       อีกจานอย่าง ไก่ทอดตะไคร้ (80บาท) ปีกไก่และน่องไก่ที่ผ่านการปรุงรสและทอดจนสุกเหลือง ตะไคร้ซอยที่ทอดแบบเฉพาะจนกรอบกรุบ โยหน้าด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์ รสชาติ กรอบนอก นุ่มใน หมัก ใบมะกรูดทอดกรอบ ใส่เกลือ
ไก่ทอดตะไคร้
       ตบท้ายขบวนด้วย ต้มซุปเปอร์ (100บาท) เปลี่ยนมาซดน้ำซุปกันบ้าง ต้มซุปเปอร์ ที่ตุ๋นขาไก่ ปีกไก่นานกว่าชั่วโมง ก่อนจะเอาน้ำจิ้มซีฟู้ดที่ทางร้านทำขึ้นเหยาะลงหม้อไฟ ต้มซุปเปอร์หม้อนี้ จึง ทั้งเผ็ดร้อน แซ่บ อย่าบอกใคร
      
       และถ้ายังไม่พอใจอยากสั่งมาเพิ่มอีกล่ะก็ มีเมนูดีๆเพียบอย่าง ยำเม็ดมะม่วงหิมพานต์ (70บาท), หมูมะนาว (80บาท),ต้มแซ่บเนื้อ(120บาท), กุ้งแช่น้ำปลา(95 บาท), ต้มข่าทะเล ( 120บาท),สำหรับนักดื่ม ค่าเปิดเหล้า (150บาท) ฝากเหล้าได้ไม่เกินเดือน ชวนเพื่อนฝูงมาเฮฮากันได้แล้วที่ร้าน “กางแปลง”
       

ดนตรีเพราะๆหาฟังได้ที่นี่
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
      
       ร้าน “กางแปลง” เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 18.00-01.00 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุด การเดินทางจากแยกรัชดาเลี้ยวขวา ผ่านหน้าศาลอาญาแล้วกลับรถตรงแยกรัชโยธินตรงมาเรื่อยๆจนถึง ซ.อาภาภิรมณ์ (รัชดาภิเษก32) จากปากซอยเข้ามา 50 เมจร ซ้ายมือ จะเจอร้านอยู่เยื้องเซเว่น สามารถจอดรถได้หน้าร้านและตลอดแนวร้าน
       โทร.08-1612-1271,08-3924-4418

"เอบิสึ ชาบู" อร่อยร้อนรสญี่ปุ่น

บรรยากาศน่านั่งที่ร้าน “เอบิสึ ชาบู”
       ช่วงนี้เข้าสู่หน้าหนาวอย่างเต็มตัวกันแล้ว สามารถสัมผัสความหนาวกันได้ทั่วทุกภาค ไม่เว้นแม้แต่ในกรุงเทพฯที่อากาศเย็นลง จน "ตระเวนกิน" เกิดอาการเรียกหาของกินร้อนๆแทบไม่ทัน และหนึ่งในของกินแบบร้อนๆที่คิดถึงขึ้นมาทันที ก็เห็นจะหนีไม่พ้น "ชาบู ชาบู" เมนูญี่ปุ่นที่ถูกปากคนไทยหลายคนนัก
      
       เมื่อคิดถึงชาบู ชาบู ก็ต้องเสาะหาร้านชาบู ชาบูดีๆ นั่งกัน และก็เจอแล้ว ที่ ปากซอยจันทน์ 2 กับร้านที่มีชื่อว่า"เอบิสึ ชาบู" (EBISU SHABU) ใครที่กำลังกอดหมอนนอนหนาวอยู่ รีบลุกขึ้นมาแล้วตาม "ตระเวนกิน"มาที่ร้านนี้ ได้เลย เพื่อสัมผัสกับรสชาติแบบญี่ปุ่นและซดน้ำซุปร้อนๆให้คลายหนาว
เคาน์เตอร์แบบแยกสำหรับกินคนเดียว
       สำหรับร้าน "เอบิสึ ชาบู"แห่งนี้ ชื่อ เอบิสึ เจ้าของร้านเล่าว่า ได้มาจากชื่อของ1ใน 7 เทพเจ้าแห่งโชคลาภและการค้าขาย ความรุ่งเรือง ของญี่ปุ่น โดย เทพเจ้าเอบิสึ จะหนีบปลาทะเลซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีใต้แขนซ้าย และถือคันเบ็ดในมือขวา เทพเจ้าแห่งโชคลาภของทางร้านนี้โดดเด่นถือคันเบ็ดรอตกลูกค้าเข้าร้านให้เห็น อยู่หน้าร้าน
      
       ก่อนจะนั่งกินอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญ ขอกวาดสายตามองบรรยากาศที่ไม่ญี่ปุ่นของทางร้านก่อน ที่นี่เขาเลือกที่จะตกแต่งด้วยสไตล์แบบโมเดิร์น โดยการเลือกใช้โทนสีแดง สีสดที่มีไว้เพื่อดึงดูดสายตาลูกค้า ที่เมื่อมองผ่านกระจกใสหน้าร้าน สามารถมองเห็นข้างในที่ตกแต่งแบบเก๋ๆ ให้ความแตกต่างจากร้านอาหารญี่ปุ่นยุคเก่า
      
       ภายในร้านแบ่งเป็น 3 โซนด้วยกัน โซนแรก เป็นเคาน์เตอร์ สำหรับลูกค้าที่มาคนเดียว อ้อ...ที่ร้านนี้เขาใช้ระบบเตาแยกแบบ individual สำหรับกินคนเดียว ใครไม่กินเนื้อ ใครแพ้อาหารทะเลลืมปัญหานั้นไปได้เลยเมื่อมาที่นี่เพราะมีหม้อส่วนตัวเป็น ของเราเอง โซนที่สอง เหมาะสำหรับแบบครอบครัวที่มีการแชร์เตา 1 เตาต่อลูกค้า 2 ท่าน ส่วนโซนสุดท้าย คือ แบบโต๊ะกลมสำหรับกลุ่มใหญ่ที่มากัน 8-10 คน
ชุดบุฟเฟต์
       สำรวจร้านแล้วก็ได้เวลากินอาหารกันบ้าง มาร้านชาบู ชาบู จะกินอย่างอื่นได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่ ชาบู ชาบู กับ ชุดบุฟเฟต์ ชาบู ชาบู(299 บาท+) ประกอบด้วย เนื้อวัวโคขุน เนื้อหมู เนื้อไก่ เบคอน แฮมไก่ ที่ถูกสไลด์จนบางเฉียบ และจานผักรวม ข้าวญี่ปุ่น 1 ถ้วย ไข่ไก่ 1 ฟอง เครื่องดื่มเด็ดๆ อย่าง ชาข้าวบาเล่ต์ 100%ไม่มีสารคาเฟอีน ที่มีมาครบครันในชุดนี้
เริ่มลงมือหายหนาวกับ ชาบู ชาบู
       ด้านน้ำซุปที่นี่เห็นเสิร์ฟมาในหม้อใสๆแต่ไม่ธรรมดา เพราะเคี่ยวจากปลาคัทสึโอะปลาแห้งจากญี่ปุ่น ผสมผสานกับเคล็ดลับเฉพาะของทางร้าน จนได้น้ำซุปกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์ อีกหนึ่งจุดเด่นของร้านนี้ที่จะลืมไม่ได้ คือเป็นร้านอาหารที่ปลอดผงชูรส มั่นใจได้ว่ารสชาติต่างๆที่ได้มาจากฝีมือล้วนๆ
น้ำจิ้มที่มีให้เลือกถึง 4 ชนิด
       เมื่อทุกอย่างพร้อมก็อย่ามัวเรี่ยมเร้เรไรอยู่เลย ลงมือคลายหนาวกับ ชาบู ชาบู กันดีกว่า ขอกระซิบกันนิดว่า วิธีกิน ชาบู ชาบู แบบญี่ปุ่นแท้ๆ คือ เมื่อจุ่มเนื้อลงไปในหม้อน้ำเดือด ให้แกว่งไปทางขวา ชาบู...แกว่งไปทางซ้าย ชาบู...แค่นี้ก้อเอาขึ้นได้แล้ว มากกว่านี้จะสุกเกินไป ชาวญี่ปุ่นถึงเรียกว่า ชาบู ชาบู
      
       และสำหรับใครที่กินเพลิน แต่ต้องการมากกว่าชุดบุฟเฟต์แล้วละก็ ที่นี่ยังมีชุดเมนูที่สามารถสั่งเพิ่มได้อีกหลากหลายอย่างทั้ง หอยเชลล์ (95บาท+) หอยเชลล์ตัวใหญ่สั่งตรงจากเกาะฮอกไกโดประเทศญี่ปุ่น ตัวโตที่บรรจงกัดคำแรกจะได้รับความหวานของน้ำที่อยู่ข้างใน และมีความเหนียวนุ่มกลมกล่อมตลอดทั้งตัว เพิ่มอรรถรสแก่การกิน ชาบู ชาบู มื้อนี้ได้เป็นอย่างดี
เนื้อแกะสไลด์บาง
       ถัดมาเป็น หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ (90บาท+) ที่ทางร้านคัดสรรค์มาเพื่อลูกค้าโดยเฉพาะ ความพิเศษไม่เพียงแค่ขนาดที่ใหญ่ แต่ยังรวมไปถึงรสชาติ ที่สัมผัสนุ่มลิ้น หอยเนื้อแน่นเต็มคำ หวานไร้กลิ่นคาว
      
       ต่อมาเป็น ลูกปลาหมึกยักษ์ (75บาท+) ที่เมื่อนำลงหม้อจะค่อยๆพองตัวลอยขึ้นมารอให้ลิ้มรส อันกรุบกรอบนุ่มไม่เหนียว
      
       ตบท้ายด้วย เนื้อแกะนิวซีแลนด์(140 บาท+) ที่สไลด์บางเฉียบให้กินง่าย เมื่อทานจะรู้สึกว่าเนื้อแกะหอมเหมือนกลิ่นเนยและไม่มีกลิ่นคาว
หอยเชลล์ตัวโต
       ความพิเศษของ "เอบิสึ ชาบู" ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ด้วยน้ำจิ้มที่มีให้เลือกถึง 4 ชนิด อาจทำให้คุณอิ่มเอมกับการกินชาบู ชาบู ครั้งนี้จนถอนตัวไม่ขึ้น เริ่มด้วย น้ำจิ้มปอนซึ น้ำจิ้มชาบู ชาบู แบบญี่ปุ่น รสชาติดั้งเดิมที่เสิร์ฟพร้อมกันเครื่องเคียงอย่างหัวไชเท้าและแครอทปั่น หรือจะเป็นน้ำจิ้มแบบญี่ปุ่นอีกตัว อย่าง น้ำจิ้มงา รสออกหวานเพื่อสุขภาพดีไม่น้อย ใครชอบแนวไทยๆก็ต้องเป็น น้ำจิ้มสุกี้ ที่รสเปรี้ยวหวานกำลังดี และอันสุดท้ายน้ำจิ้มซีฟู้ด ที่ผสานรส เผ็ด เปรี้ยว หวาน เข้ากันอย่างลงตัว เพิ่มความจัดจ้านได้อีก ด้วยเครื่องเคียงอย่าง พริกขี้หนูป่น กระเทียมสับละเอียด และพริกเผา
หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์
       และหากต้องการสั่งเมนูแยกอื่นๆ ทางร้านก็ยังมีให้เลือกอีกหลายอย่าง ทั้ง เห็ดโคนญี่ปุ่น (50 บาท+), สาหร่ายวากาเมะ (40 บาท+),ชิกูวะ(35บาท+),ปลานกแก้ว(65บาท+),ยำครีบหอยเชลล์ (75บาท+),ยำทาโกะจัง(90บาท+) ใครเกิดอาการหนาวๆอย่างกิน ชาบู ชาบู แบบ "ตระเวนกิน"ลองแวะมาที่ "เอบิสึ ชาบู"ให้หายหนาว
ลูกปลาหมึกและเห็ดโคนญี่ปุ่น
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
      
       "เอบิสึ ชาบู" ตั้งอยู่ที่ ถ.จันทน์ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ การเดินทางถ้ามาจาก ถ.สาทร ให้วิ่งตรงมายังถ.นราธิวาสราชนครินทร์ วิ่งตรงมาเรื่อยๆ จนมาถึงแยกแล้วให้เลี้ยวขวาเข้า ถ.จันทน์ ตรงเข้ามานิดเดียวจะเห็นร้านเอบิสึ ชาบูตั้งอยู่ทางขวาตรงกับ ถ.จันทน์ ซอย 2 จุดสังเกตตั้งอยู่ข้างธนาคารกรุงเทพสาขา ถ.จันทน์สะพาน 5 มีที่จอดรถภายในตึก เปิดทุกวัน เวลา 11.00-14.00 น. และ 17.00-22.00 น. สามารถจองล่วงหน้าสำหรับจัดงานเลี้ยง ทางร้านรับบัตรเครดิตของวีซ่าและมาสเตอร์การ์ด
      
       โปรโมชั่นของทางร้าน สะสมแสตมป์ ทานบุฟเฟต์ 1 ท่าน รับแสตมป์ 1 ดวงสะสมครอบ 10 ดวง ทานฟรี 1 ท่านในครั้งต่อไป,ช่วงกลางวันในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา11.00-14.00น.ทานบุฟเฟต์มา 5 ท่านจ่ายเพียง 4 ท่าน โทร.0-2287-3611-2