ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

"อริยาศรมวิลล่า "สปา" อาหารมังสวิรัติ/สันติ เศวตวิมล

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 สิงหาคม 2554 16:36 น.

 โดย :สันติ เศวตวิมล
"บ้านหลังแรก" ที่ก่อสร้างไทยปนยุโรป
       เลขที่ 1 สุขุมวิทซอย 1 ที่นี่เป็นบ้านแรกบนถนนสุขุมวิท และก็เป็น "สปามังสวิรัติ" อาจจะแห่งแรก...
      
       พวก...พวกบอกผมว่า บ้านสวนทุกเรียนในซอยเรวดี นนทบุรีของผมมีบรรยากาศเหมือน "อริยาศรมวิลล่า"
      
       ฟังแล้วผมก็สงสัยว่า มันเหมือนกันอย่างไร?
      
       เพื่อนก็เลยต้องพาผมไปดูกับตาให้หายสงสัย
      
       พอไปแล้วความสงสัยก็เลิกสงสัย แต่กลายเป็นใหลหลง จนต้องเก็บมาเขียนเล่า เผื่อว่า...ท่านผู้อ่านชอบบรรยากาศและอาหารแบบนี้
      
       "อริยาศรมวิลล่า"...เป็นชื่อบ้านสวยแบบโบราณ สร้างกลางธรรมชาติต้นไม้...ใบหญ้าใกล้กับคอลงแสนแสบ เป็นที่เล่ากันว่า
"ห้องอาหารมังสวิรัติ" กลางดงไม้ธรรมชาติ
       เป็นบ้านหลังแรกที่สร้างบนถนนสุขุมวิทเมื่อเจ็ด...แปดสิบปีที่ผ่านมา
      
       ตั้งแต่สมัยแถวนี้ยังเป็นทุ่งนา เรียกกันว่า "ทุ่งบางกะปิ"
      
       เวลาจะเดินทางจะต้องใช้เรือ
      
       เจ้าของบ้านคือ "พระเจริญวิศวกรรม" คณะบดีคณะวิศวกรรมฯ คนแรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณพระท่านมาซื้อไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามโลก
      
       พอตอนเกิดสงครามก็ใช้บ้านหลังนี้เป็นที่หนีสงคราม
"เรือนสปา" แบบไทยล้าานนาร่มรื่น
       ตอนที่คุณพระมาสร้าง ใครเห็นแล้วจะต้องแปลกใจ เพราะจะเป็นบ้านไทยก็ไม่ใช่ บ้านฝรั่งก็ไม่เชิง
       ที่ต้องสร้างแปลก...แปลกแบบนี้ เพราะคุณพระได้ชื่อว่า "นักวิศวกรรมคนแรกของชาติ" ก็เลยต้องสร้างให้แปลกแตกต่างไปจากบ้านทั่วไป คือเอาความงามแบบไทย...ไทย มาผสมปนเปกับความแข็งแรงมั่นคงอย่างฝรั่ง
      
       ผมเห็นแล้วยังทึ่ง!!
      
       อายุจะเข้าร้อยปีแต่ก็ยังมั่นคงดีจะอยู่ได้อีกร้อยปีก็คิดว่าคงจะ อยู่ได้ ถ้าคิดเป็นมูลค่าบ้านและที่ดิน คงจะได้เป็นร้อย...ร้อยล้าน
       แต่หลานคุณพระคือคุณ "ปริม เชนะกุล" เอามาทำเป็น...สปาร้านอาหารมังสวิรัติเสียนี่!!
      
       เรื่องนี้ก็เป็นเพราะว่าคุณปริมกับสามีคือคุณเดวิส ชาวอังกฤษเป็นนักมังสวิรัติ แล้วก็เป็นนักปฏิบัติธรรม
      
       พออายุมากเข้าก็เข้าหาปริเวก
      
       ก็เลยเสกให้บ้านซึ่งสร้างไว้ จนอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นบ้านหลังแรก เลขที่ 1 ของถนนสุขุมวิท รวมทั้งย่าเป็นคนรักต้นหมากรากไม้ ปลูกพันธุ์แปลก...แปลกมากมายเต็มบ้านที่มีเนื้อที่เป็นไร่
       สองคนผัวเมียอยู่ไปก็จะเหงา ก็เลยตัดสินใจเอามาสร้างเป็นสปา เพื่อใช้เป็นที่บำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บแบบธรรมชาติ แล้วก็เลยเริ่มทำเป็นร้านอาหารมังสวิรัติแบบไทยปนฝรั่ง
      
       ประกอบกับคุณเดวิสก็เคยทำงานบริหารโรงแรม สโมสรระดับชาติ มีความสามารถในเรื่องอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนมหวาน เบเกอรี่ที่ทำเอง "โฮมเมด"
      
       ผมกินอาหารหวานดาวของที่นี่สามารถติดดาวของ "ป้าช้อย" ได้ คือถ้าให้ดาวกันก็ต้องสี่ดาว คือ ดาวอร่อย ดาวสะอาด ดาวราคายุติธรรม และดาวบริการ
       ส่วนอาหารที่ผมชอบมากอยากให้คุณไปลองก็มี
      
        4 หมี่กรอบ ตำรับไทยแท้ แต่ไม่มีกุ้งเพราะเป็นมังสวิรัติแต่จัดได้ไม่ผิดหวัง
        5 ลูกมะเดื่อฝรั่ง (FIG) อบบลูชีส เป็นตำราคุณแม่สอนให้ "มิสเตอร์เดวิส"
      
        6 แอปเปิ้ล ครัมเดิล (APPLE CRUMDLE) ฝีมือของคุณเดวิส ทั้งแอปเปิ้ลเค้กแบบอังกฤษ ไอศครีมโฮมเมดรวมทั้งมัสตาร์ด
      
        อาหารมังสวิรัตที่ "อริยาศรมวิลล่า" มีเป็นสิบ...สิบรายการ อร่อยทั้งนั้น
      
        แต่ห้ามพลาดฝีมือทำขนมของคุณเดวิสอย่างเด็ดขาด
      
        ผมชักอยากจะทำบ้านสวนของผมที่ซอยเรวดี นนทบุรีเป็นวิลล่า เป็นอาศรมบ้าง แต่ก็คงจะมีปัญหา เพราะ "ป้าช้อย" แกตั้งใจไว้ว่า
      
        ...ร้านกาแฟ ไแม่ช้อย ดอยหลวง" ขายกาแฟถึงจะเป็นมังสวิรัต แต่อาหารที่ขายจะต้องเป็นมังสาภิรัติ ไม่งั้นจะเสียคอนเซ็ปต์ (CONCEPT)...เปิบพิสดารครับ
       *****************************************
      
       อริยาศรมวิลล่า 65 สุขุมวิท กทม. โทรศัพท์ 081 837 1573
       E-MAIL:INFO@ARIYASOM.COM/WWW"ARIYASOM.COM)
      
       (หมายเหตุ "มังสาภิรัติ" หมายถึงอาหารที่มีเนื้อสัตว์ครับ)

"ห่านย่าง หยงกี่" ห่านย่าง...ดังที่สุดของฮ่องกง/สันติ เศวตวิมล

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 สิงหาคม 2554 17:50 น.
โดย : สันติ เศวตวิมล
แผ่นป้ายโฆษณารับรองความอร่อยของ "การท่องเที่ยวฮ่องกง"
       ใครไปฮ่องกง คงจะไม่พลาดห่านเจ้านี้ ที่เล่าลือกันว่าอร่อยที่สุดของเกาะแห่งนี้
      
       มีคนถามผมบ่อย...บ่อยว่า ไปฮ่องกงแล้วควรจะไปกินอะไร
       "ป้าช้อย" บอกผมว่า ไปฮ่องกงต้องไปกินห่านย่าง
       ผมเองก็เห็นด้วยกับคุณป้า เพราะไปฮ่องกงแล้วไม่ไปกินห่านย่าง ก็ดูเหมือนว่าจะตกหล่นอะไรไปอย่าง
       หรือถ้าไปกินห่านย่าง แล้วไม่ได้กินห่านย่างที่ภัตตาคาร "หยงกี่" แล้วก็ไม่รู้จะไปฮ่องกงกันทำไม
       (คำว่า "หยงกี่" ผมเรียกตามขี้ปากผม แต่ถ้าเป็นขี้ปากฝรั่งจะเรียกว่า "ยงเก่" (YOUNGKEE) แต่มีคนไทยบางคนผ่าไปเรียก "โหยงเก๋" ก็ว่ากันไป ความจริงมันก็คือร้านเดียวกัน)
"ห่านย่าง" สับลงในจานหนึ่งตัว
       "ภัตตาคารหยงกี่"...ป้าช้อยแกกินตั้งแต่เงินฮ่องกงแค่สอง...สามบาท ก็ประมาณห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมเองก็กินใกล้เคียงกับคุณป้า
       ไปฮ่องกงครั้งแรกเมื่อปี 1970 สิ่งแรกที่ทำก็คือไปกินห่านย่างร้านนี้ เพราะได้ยินได้ฟังคนเล่ามาก็มากว่า...ห่านย่างร้านนี้อร่อยที่สุดในโลก
       ประสบการณ์ครั้งนั้นก็ต้องว่ามันแปลก
       ประการแรกก็คือห่านย่างที่นี่หนังมันกรอบเนื้อมันนุ่ม หอมกลิ่นเครื่องยาจีนชนิดบ้านเราไม่ใช้กัน และที่สำคัญน้ำจิ้มของเขาพิศดาร คือเอาน้ำผึ้งมาผสมกับน้ำบ๊วย รสชาติจึงออกเปรี้ยว...หวานถูกลิ้นคนไทยที่ชอบรสนี้นัก
      
       สมัยเมื่อสาม...สี่สิบปี ร้าน "หยงกี่" ซึ่งอยู่ฝั่งฮ่องกง ถนนควีนส์ โรด คนไทยรู้จักกันดี เพราะอยู่ใกล้กับธนาคารกรุงเทพ สาขาฮ่องกง
       คนไทยไปกินจึงสะดวกสบาย หาง่าย ชวนคนไทยที่ทำงานในธนาคารไปกินกันตอนกลางวัน สะดวกสบายดี ถ้าไปร้านนี้ไม่ถูกก็ให้ถามคนไทยทำงานที่นั่น ไม่มีวันหลง
       หรือถ้าจะหลง ก็คงจะหลงรสชาติเจ้าห่านย่างที่ต้องว่า อร่อยพิศดารกว่าบ้านเราที่เห็นกันอย่างชัดเจนก็คือ เขาใช้ห่านย่าง แต่บ้านเราใช้เป็ด
       และที่สำคัญห่านที่เขาเอามาย่างนั้น ไม่ใช่ห่านดินกินหญ้าอย่างบ้านเรา แต่เขาใช้ห่านพันธุ์พิเศษที่เรียกว่า..."ห่านหัวสิงโต"
       เป็นห่านพันธุ์ที่นักเปิบบางคน...บางท่านเรียกว่า "ห่านฮ่องเต้" เพราะว่ามันมีหัวมันใหญ่โตเหมือนสวมหมวกฮ่องเต้อย่างไร...อย่างนั้น
       เรื่องนี้ "ป้าช้อย" แกมีคำอธิบายขยายความ เพราะให้รู้กันว่ามันเป็นห่านไม่ธรรมดา อย่างนี้ครับ
ตู้กระจกแขวนห่านย่างโชว์หน้าร้าน "หยงกี่"
       อยู่แต้จิ๋ว "ต้มพะโล้"
       อยู่กวางตุ้ง "ย่างไฟ"
       อันว่า "ห่านหัวสิงโต" ที่ร้น "หยงกี่" นั้น ความจริงมันก็คือห่านพันธุ์พิเศษที่คนจีนเขาขุนเลี้ยงมาเป็นพันปี พวกจีนแต้จิ๋วเอาไปต้มพะโล้ มีขายแถวซัวเถา แต่จีนบ้านเราไม่ยักกะเอามาเลี้ยง
       พอพวกกวางตุ้งเห็นเข้า ก็เลยเอาไปย่างแล้วก็พบว่าอร่อยแตกต่างไปจากการต้มพะโล้ ร้าน "หยงกี่" เป็นผู้ทำก่อน ตั้งแต่สมัยยังหาบขาย จนกระทั่งขึ้นร้านภัตตาคารใหญ่โต
"ห่านหัวสิงโต"
       ความจริงจะว่าไปแล้ว "หยงกี่" ไม่ใช่ร้านเดียวที่ย่างห่านอร่อย ยังมีร้านย่างห่านอร่อยมากมายหลายเจ้าในฮ่องกง อย่างร้านแถวหน้าโรงเบียร์ "ซานมิเกล" แถวนิวเทอรริเทอรี่ใกล้ชายแดน ร้านนี้ก็อร่อย
       ร้านหยงกี่อยู่ฝั่งฮ่องกงซึ่งเป็นย่านธุรกิจผู้คนมากมาย ก็เลยขายดิบขายดี เป็นที่รู้จักมากกว่าร้านอื่น
       แต่ "ป้าช้อย" แกเล่าว่า เวลาป้าทำทัวร์ไปกินอาหารอร่อยที่ฮ่องกง ถ้าลูกค้าไม่ขอมา ป้าจะพาไปกินร้านอื่น แล้วก็ถูก...อร่อยกว่าที่ "หยงกี่" เพราะตอนนี้ขายดิบขายดีเกินไป จนดูแลลูกค้าไม่ทั่วถึง
       บ้านเราห่านย่างไม่มี แต่เป็ดย่างละอร่อยไม่หนีกันซะเท่าไหร่ อย่างร้านเป็ดย่างร้านชื่อ "ตงเพ็ง" ในซอยโชคชัย 4 ถนนลาดพร้าว เจ้านี้วันหนึ่งขายเป็นร้อยตัว
       แต่ถ้าตรุษ...สารทฟาดเป็นพันตัว ขายเป็ดย่างมากที่สุดในเมืองไทย ไม่ต้องไปฮ่องกง มาที่นี่...อร่อยเหมือนกันแต่ถูกกว่าเจ้าค่ะ จ๊ะบอกให้...
      
       (เสาร์อาทิตย์นี้ที่ร้าน "แม่ช้อย ดอยหลวง" เมนูจะมี "มัสมั่นเนื้อ-ไก่" ป้าช้อยแกจะโชว์ฝีมืออาหารไทยอร่อยที่สุดในโลกที่เขาโหวตกัน แถม "ผัดหมี่ฮกเกี้ยน" แบบภูเก็ต กับ "ผัดก๊วยเตี๋ยวปูม้า" แบบจันทบูรณ์ กรุณาสั่งจองที่หมายเลข 02 969 0028 กับ 081 553 8475 สอบถามกับ "ยี่หวา ยาหยี่" ร้านอยู่ซอยเรวดี 62 ถนนเลียบเมืองนนทบุรีเจ้าค่ะ)

"ยิ้ม-ยิ้ม" ตำนานอาหารจีนแต้จิ๋ว 3 ชั่วคน /สันติ เศวตวิมล

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 สิงหาคม 2554 22:08 น.
 โดย : สันติ เศวตวิมล
"ปลาดิบ" หรือ "ฮื้อแซ" ยังแขวนโชว์เหมือนที่ซัวเถา
       เพราะว่า...คนจีนแต้จิ๋วอยู่เมืองไทยมากที่สุด อาหารแต้จิ๋วที่ "กรุงเทพ" อร่อยที่สุดในเมืองไทย ภัตตาคารแต้จิ๋ว "ยิ้ม-ยิ้ม" ต้นตำรับ "ฮื้อแซ"
      
       นักเลงเปิบ...ใครบ้างจะไม่รู้จักภัตตาคาร "ยิ้ม-ยิ้ม" ที่อยู่ถนนพาดสาย เยาวราช
      
       ภัตตาคารร้านนี้ เป็นภัตตาคารแต้จิ๋วร้านแรกในเมืองไทย คะเนอายุขาย ก็มากกว่าหนึ่งร้อยปี
      
       ขายมาแล้วสามชั่วคน คือสมัยอากง นั่งสำเภาหัวแดงที่เรียกเป็นภาษาจีนว่า "อั้งม้อจุง" แล้วก็มาตั้งร้านอาหาร จากนั้นก็ถึงรุ่นที่สองที่เป็นจีนใหม่ เกิดในไทย แล้วปัจจุบันก็คือคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งเป็นรุ่นที่สาม อายุอานามก็ปาเข้าไปเกือบจะ 90 อยู่รำไร
ศิลปะแล่ปลาดิบแบบแต้จิ๋ว เก่าแก่กว่า "ซาซิมิ" ญี่ปุ่น
       หลายอาทิตย์ก่อน "ป้าช้อย" แกอยากจะย้อนอดีตความหลัง สมัยพ่อของป้าแกเป็นสรรพากรเก็บภาษีอยู่ในกรุงเทพ เคยพาป้ามากินอาหารแต้จิ๋วร้านนี้ ตั้งแต่สมัยสงครามเลิกใหม่...ใหม่
      
        ตอนผมเป็นหนุ่มเริ่มทำงานมีกะตังค์ใช้ เก็บเงินได้จนมั่นใจก็จะต้องแวะมากินอาหารแต้จิ๋วที่ "ยิ้ม-ยิ้ม" เรียกได้ว่า
      
        ถ้าเป็นนักเลงกิน...นักเลงเปิบ ถ้าไม่รู้จักภัตตาคาร "ยิ้ม-ยิ้ม" ละก็ไม่ต้องมายิ้มให้กัน
      
        สมัยเมื่อสี่...ห้าสิบปีก่อนที่ผมกิน ภัตตาคารยิ้ม-ยิ้มอยู่ติดกับถนนในซอยพาดสาย แต่ผมเรียกว่า "ไต๋แปะ"
"ฮื้อแซ" เกิดครั้งแรกในเมืองไทยที่ร้านนี้
       ที่เรียกเช่นนั้นก็ต้องคนอายุอานามขึ้นเลขห้า...เลขหก แล้วต้องเป็นคนกรุงเทพขนาดจะรู้ว่า...บริเวณนั้นเป็นโรงระบำจ้ำบ๊ะ ที่มีชื่อเรียกว่า "ไต๋แปะ"
      
        พวกหนุ่ม...หนุ่มสมัยนั้นมีใครบ้างไม่แวะมาดู...จ้ำบ๊ะชนช้าง...คู่แข่งของ "นายหรั่ง เรืองนาม" ที่ตั้งระบำโป๊อยู่ใต้ถุนตลาดบำเพ็ญบุญ
      
        ผมน่ะอุดหนุนทั้งสองวิก ค่าดูยังจำได้เก็บคนละห้าบาท ดูแล้วก็ออกมาฟาดปลาดิบจีนที่เรียกว่า "ฮื้อแซ" เขาบอกว่ากินแล้วมันโป๊วดี จะได้มีแรงไปทำอะไรก็ไม่ต้องบอกกัน
       ภัตตาคาร "ยิ้ม-ยิ้ม" เป็นขวัญใจของนักกิน...นักเที่ยวตั้งแต่สมัยรุ่นปู่มาจนถึงรุ่นลูก...รุ่น หลาน อาหารแต้จิ๋วที่นี่อร่อยเป็นสิบ...สิบรายการ
      
        มาที่นี่ผมก็จะต้องเริ่มด้วย "ฮื้อแซ" ปลาดิบจีนล้างปากก่อน จากนั้นก็ต้องว่าด้วย "แพะเย็น" กินกับมายองเนส...หน่อไม้ฝรั่งกระป๋อง
      
        พอได้ที่แล้วจะต้องตามด้วย "หูฉลามน้ำแดง" แล้ว "หมูหันแต้จิ๋ว" ตามมาติด...ติด ก่อนที่จะปิดท้ายด้วย "ข้าวผัดปลาเค็ม" (ปลาทิโปตาเดียว) ก็จะต้องสั่ง "ปลาเต๋าเต้ย" หรือ "ปลาจาระเม็ดหนึ่งบ๊วย" มากระตุ้นต่อมน้ำลายต่อ
       แล้วจะต้องไม่ลืมสั่ง "กระเพาะหมูกรอบ" มาจุ่มน้ำแกงผักกาดดองเพื่อจะได้ข้าวผัดปลาเค็มได้คล่องคอ
      
        ไปกับป้าช้อยคราวนี้ ถึงได้รู้ว่าภัตตาคาร "ยิ้ม-ยิ้ม" เขาย้ายขึ้นมาอยู่ชั้นสองร้านอาหารจีน "ตั้งใจหยู" สังเกตง่าย ก็คือต้องขึ้นบันไดโบราณขึ้นไปกิน
      
        จำได้ว่าสมัยก่อนตรงนี้เป็นภัตตาคาร "ไต๋แปะ"
      
        ภัตตาคารยิ้ม-ยิ้มมาเซ้งอยู่หลายสิบปีแล้ว แต่ผมเองก็ชักจะเลือน...เลือน ไม่เหมือนตอนหนุ่ม...หนุ่ม จะกินอาหารอร่อยต้องมาเยาวราช แต่สมัยนี้ร้านอาหารเก่า...เก่าอย่าง "ยิ้ม-ยิ้ม" น่ะยังอร่อยคงเส้นคงวา
       ส่วนร้านข้างถนนที่มีมากมายเกลื่อนไปหมด มีร้านอร่อยนับร้านได้...ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนเยาวราชแท้ซะเมื่อไหร่กัน
      
       ตำนานร้าน "ยิ้ม-ยิ้ม" ภัตตาคารแต้จิ๋ว 100 ปี
      
       "นายเต็ง เตียวเฮียง" รุ่นปู่เมื่อ 100 ปี มาตั้งภัตตาคารยิ้ม-ยิ้ม ทำ "ฮื้อแซ" ปลาดิบจีนเป็นคนแรก
      
       "นายประภาพ ชวาลากุล" กับนาง "จารุวรรณ" รุ่นที่สามอายุอานามก็ 90 กว่าปีผู้บริหารตอนนี้
      
       อย่างที่เรียนว่า จู่...จู่ "ป้าช้อย" ก็ชวนไปกินอาหารจีนแต้จิ๋วอร่อยที่ภัตตาคาร "ยิ้ม-ยิ้ม" อิ่มจะยิ้มไม่ออก เพราะมันแน่นท้อง...จุกทวาร
      
       แต่ก็ต้องเขียนเล่า เพราะร้านนี้คือร้านตำนานอาหารแต้จิ๋วในเมืองไทย อย่างที่ผมใช้สำนวนจัดรายการวิทยุคลื่น 99 เอฟเอ็มอสมท. ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 15.00 น. ว่า
      
       ...ยู มัส อีท บีฟอร์ ยู ดาย รีบ...รีบไปกินกันซะ ก่อนที่ไม่รู้ว่าคนขายหรือคนกินจะตายก่อนกัน...
      
       *****************************************
      
       "ยิ้ม-ยิ้ม ภัตตาคาร" ถนนพาดสาย หลังห้างขายทองฮั่วเซ่งเฮง เยาวราช โทรศัพท์ 0-2224-2203, 0-2224-2205 โทรสาร 0-2224-2262

"สีเทา" อาหารอร่อยที่ "บางสะเหร่" / สันติ เศวตวิมล

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 กรกฎาคม 2554 17:03 น.
โดย : สันติ เศวตวิมล
"ป้าสีเทา" ต้องแอบถ่าย ป้าแกขี้อาย
       ตำนานเก่าเจ้าของสูตร "ปลาหมึกผัดไข่เค็ม"
       เล่ากันว่าถ้าไม่ถูกชะตาลูกค้า...ป้าแกไม่ขาย
      
       "ป้าช้อย"...เคยเล่าให้ผมฟังว่า
      
       ตอนเด็ก...เด็ก ป้าแกโตที่เมืองชลฯ แต่ป้าแกเกิดที่ฝั่งธนฯ เพราะฉะนั้น เมื่อสมัยเล็กๆ แกก็เลยมีเพื่อนสองจังหวัด
      
       ที่เมืองบางปลาสร้อย ชื่อเดิมของจังหวัดชลบุรี เพื่อนป้าแกเป็นเจ้าของรานอาหารดังหลายสิบเจ้า ที่ยังขายอยู่ก็มี ที่เลิกแล้วก็เยอะ
      
       แต่ที่เจอะเจอกันอยู่บ่อย...บ่อย ก็มี "ป้าสีเทา" ร้านอาหารทะเลบางสะเหร่ ที่นักเปิบพันธุ์แท้แต่ก่อนเก่ารู้จักกันดี เพราะร้านนี้เขาอยู่ท่าเรือบางสะเหร่ สัตหีบมาห้าสิบกว่าปี
      
       เป็นร้านอาหารฝีมือของคนเมืองชลขนานแท้
      
       แต่ตอนนี้เมืองชลฯลฯ โดยเฉพาะที่พัทยา คนต่างถิ่น...ต่างฝีมือแห่กันเข้ามาทำร้านอาหาร ซึ่งก็ต้องขอบอกกันว่า...ไม่ใช่ฝีมือคนเมืองชลอย่างอีชั้น หรือ "ป้าสีเทา" เจ้านี้หรอก...จะบอกให้
เมนูดังประจำร้าน ปลาหมึกผัดไข่เค็ม/ยำมะเขืออ่อน/ปลาหางเหลืองยำ/ปลาทะเลต้มยำน้ำใส/ผัด ไทย/หมู-เนื้อแดดเดียว/ปลาทะเลยำ และอื่น...อื่นอีกมากมาย
       "ป้าสีเทา"...แต่เดิมแกไม่ได้ชื่อนี้หรอก แกชื่อว่า "กระท่อม"
      
       แล้วชื่อ "สีเทา" ตามชื่อร้าน ก็มาจากชื่อ "สินเธาว์" ซึ่งเป็นชื่อพี่สาว แต่พอมาตั้งร้านขายอาหารที่บางสะเหร่ ลูกค้าเรียกสินเธาว์เพี้ยน...เพี้ยน เปลี่ยนเป็น "สีเทา" ซึ่งเอาก็เอา
      
       พอพี่สาวตาย ชื่อนี้ก็กลายเป็นชื่อของ "ป้ากระท่อม" ไปโดยปริยายเพราะเป็นเจ้าของร้าน "สีเทา" แต่เพียงผู้เดียว
      
       ร้าน "สีเทา" เป็นร้านเก่าแก่ของท่าเรือบางสะเหร่ เฉพาะที่ผมเคยไปกินกับป้าช้อยก็อร่อยเหาะกันมาสาม...สี่สิบปีแล้ว
      
       ตอนนั้นผมยังชอบไปดูเพื่อนตกปลาที่ "เกาะคราม" ตรงข้ามกับบางสะเหร่
      
       พอตกได้ปลามา ก็จะหอบไปให้ "ป้ากร" หรือ "ป้าสีเทา" ทำกับข้าวให้กิน อร่อยลิ้นทุกเมนู เพราะลิ้นผมยังเป็นลิ้นของคนเมืองชล อาหารจัดจ้านอย่างไร ก็ต้องขอติดหวานไว้ปลายลิ้น
บรรยากาศหลังร้านเป็นสวนร่มรื่น แต่หน้าร้านเป็นตลาดชาวบ้าน
       แต่ร้าน "สีเทา" น่ะเขาโด่งดังมากตั้งแต่เมื่อสี่...ห้าสิบปีก่อน คือเป็นตำรับอาหารจานอร่อยที่สมัยนี้มีคนลอกเลียนเอาไปทำตาม แต่อร่อยไม่ถึงครึ่งฝีมือคุณป้า คือ..."ปลาหมึกกล้วยผัดไข่เค็ม"
       

       (ถ้าอยากรู้ว่าอร่อยแค่ไหน ถ้าไม่ไปบางสะเหร่ ก็เร่มากินที่ร้านกาแฟ "แม่ช้อยดอยหลวง" ซอยเรวดี 62 เมืองนนท์ โทร. 02 969 0028 หรือ 081 553 8475 คุณยี่หว่าเจ้าจองร้านเป็นลูกศิษย์หัวแก้วหัวแหวนของ "ป้าท่อม" เขา!!)
      
       "ป้าท่อม"...ร้านสีเทา ทำอาหารอร่อยขึ้นชื่อมานานแล้ว บรรดานักเปิบ...นักกินระดับชาติรู้จักกันมานานแล้ว
      
       ลูกค้าส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับเศรษฐี อย่างเจ้าสัว "อุเทน เตชะไพบูลย์" ลูกค้าประจำหรือคุณ "มงคล กาญจนพาสต์" รถไฟฟ้าก็ไม่เคยขาด
      
       ลูกค้าใหญ่โตร่ำรวยมโหฬารมากหน้าจนเป็นเหตุให้ไปเล่าลือกันว่า ร้าน "สีเทา" จะขายอาหารให้เฉพาะคนที่มี "โหงวเฮ้ง" ถูกใจคนขายเท่านั้น...ถ้าไม่ถูกใจป้า แกก็จะไม่ขาย ไม่ทำให้กินซะอย่างนั้น
       ยิ่งตอนนี้ "ป้าท่อม" แกจะวางมือไปเพราะไปสนุกกับขี่รถจักรยานประเภทเสือภูขา แม่เจ้าโว้ย...อายุก็ปาจะเข้าเจ็ดสิบอยู่รอมร่ออยู่รำไรแล้วนะเนี่ย!!
      
       "ป้าท่อม" กับรถจักรยานราคาเป็นล้าน
      
       ทุกเช้าป้าแกจะขี่จักรยานเป็นสิบ...สิบโล ขี่ทั้งที่สูง ทั้งที่ราบ ได้รางวัลมากมายดูได้ในร้าน ที่สำคัญมีรถจักรยานคนหนึ่งของป้ายี่ห้อ "ปอร์เช่" ราคาเป็นล้าน
      
       ป้าแกขี่เช้า...ป้าแกขี่เย็น ขี่เป็นประจำเพราะร่ำรวยเป็นสิบ...สิบล้าน ลูกหลานก็ไม่มี...ตัวคนเดียวเปลี่ยวเอกา
      
       ที่ผมหยิบเอาเรื่องราวร้านอาหารทะเลสีเทาที่ท่าเรือบางสะเหร่ สัตหีบมาเขียนถึงศุกร์นี้ก็เพราะ
      
       วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ผมกับป้าช้อยจะพาลูกค้า "บริษัทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)" เดินทางไปเที่ยวชลบุรี แล้วก็จะพาไปเปิบอาหารร้าน "สีเทา" ที่ว่า ก็อยากจะเรียนให้แควน...แควนคุณป้าได้รู้ไว้ว่า
       ถึง "ป้าท่อม สีเทา" จะวางตะหลิวไปถือแฮนด์จักรยาน ไม่ยอมทำอาหารอร่อย...อร่อยให้ลูกค้า แต่ทว่างานนี้ "ป้าท่อม" สัญญิงสัญญาว่า จะวางรถจักรยานเข้าครัวทำอาหารให้ได้รู้ฝีมือคนเมืองชลฯ คนเมืองปลาสร้อย...ทำอาหารอร่อยระดับชาติอย่างไร
      
       เขียนยืนยันเอาไว้ล่วงหน้ากันป้าแกเบี้ยว กลัวจริง...จริง "ศิลปินหน้าเตาไฟ" งานนี้ป้าท่อมเบี้ยวไม่ได้สัญญาต่อหน้าองค์พระมาลัย จำได้หรือเปล่า
      
       ...เบี้ยวคราวนั้นผมก็เลยมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ส่วนป้าอยู่คนเดียวเปลี่ยวเอกา แถมจะมาเอาลูกชายผมไปเป็นลูกบุญธรรมด้วยเอ๊า!!...เอ๊า!!
      
       
       *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *
       *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *
      
       บ้านสีเทา ตำบลบางสะเหร่ อำเภอสัตตหีบ ชลบุรี โทรศัพท์ 038 436 583

"มิเชล กรูเมต์"(MICHELLE GOURMET)ที่ "บองมาร์เช่" ประชานิเวศ 1 / สันติ เศวตวิมล

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กรกฎาคม 2554 17:23 น.

โดย : สันติ เศวตวิมล
หน้าร้านมองผ่าน...ผ่านนึกว่าร้านอยู่ในซอกตึกโบราณ "ปารีส"
       ร้านอาหารอิตาเลียน-ฝรั่งเศส เล็ก...เล็กแต่มาตรฐานใหญ่เท่าโรงแรมสี่...ห้าดาว งานสืบสานอาหารอร่อย "มาดาม เซซูซาน"
      
       "มาดามซูซาน" ชื่อนี้ผมเคยได้ยิน "ป้าช้อย" พูดถึงมานานเป็นสิบ...สิบปี คุ้นเคยหูจนดูเหมือนกับเป็นญาติผู้ใหญ่
      
       คุณป้าเล่าว่า เป็นเพื่อนเจ้าของร้านอาหารฝรั่งเศสชื่อ "เซ ซูซาน" อยู่ถนนมเหศักดิ์ แถวถนนสุรวงค์กับถนนสีลม ดูเหมือนจะเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่แหม่มฝรั่งเศสมาตั้งร้านขายเป็นเจ้าแรก ในเมืองไทย ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่แล้ว
      
       ป้าแกบอกว่า สมัยเมื่อหก...เจ็ดสิบปี นักเลงกินอาหารฝรั่งเศสจะไปชุมนุมที่นั้น เพราะหาอาหารฝรั่งเศสกินในเมืองไทยแท้...แท้มีอยู่ร้านนี้ร้านเดียว
"เอทคาโก้" เป็นของฝรั่งเศสแท้ แต่ราคาไทย
       "มาดามซูซาน" ...ขึ้นชื่อเรื่องซุปฝรั่งเศส ผมเคยกินฝีมือของมาดาม สมัยที่ย้ายจากถนนมเหศักดิ์ มาอยู่ซอยมหาดเล็กหลวง ถนนราชดำริ ใกล้กับเอยูเอ
      
       เมื่อสาม...สี่สิบปีก่อน มาดามย้ายมาอยู่ที่นี่ เปลี่ยนชื่อร้านเป็น "เลอ วังโคม"
      
       ตอนนั้นมาดามแก่มากทำอะไรไม่ค่อยจะไหว
      
       คุณ "ชวลิต ทั่งสัมพันธ์" ก็เลยเชิญไปเป็นที่ปรึกษาอาหารฝรั่งเศสให้กับโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ทำอยู่ไมกี่ปี เออเลอวัวร์ บาย...บาย ตายซะแล้ว
      
       ร้าน "เลอ วังโคม" ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ก็เลยไม่มีใครสานต่อ
"ซุปลอบสเตอร์" เข้มข้นแบบคนฝรั่งเฮ
       แต่เมื่ออาทิตย์ก่อน "ป้าช้อย" พาเพื่อนเก่าชื่อ "คุณภรณี อิศรภักดี" เจ้าของร้านฝรั่งฝีมือคนไทย ร้าน "ภรณี" ปากซอยประสานมิตร สุขุมวิท ร้านดังสมัยเมื่อหก...เจ็ดสิบปีก่อนมาหาผมแล้วชวนไปกินอาหารฝรั่งด้วยกัน
      
       ผมก็รู้ทันทีว่า งานนี้จะต้องสำมะคัญ เมื่อสองป้ามาพบกันมันต้องงานช้าง!!
      
       แล้วก็เป็นอย่างที่คิดไว้ "ป้าช้อย...ป้าเอ๊ะ" บอกว่าจะพาผมไปกินอาหารฝรั่งเศส ฝีมือพ่อครัวตัวดีที่เคยเป็นเชฟอยู่กับ "มาดามซูซาน" ตั้งแต่สมัยตั้งร้าน "เลอ วังโคม" ราชดำริ
      
       มีรึ!! ผมจะพลาดโอกาสดี...ดีในชีวิตติดดาวของผมได้อย่างไร
"สลัดผักร็อกเกตเห็ดป่า" ราดน้ำบาซามิก อิตาลี
       ร้านอาหารฝรั่งเศสที่วชื่อ "มิเชล กรูเมต์" อยู่ที่ตลาดบองมาเช่ แถวหลังวัดเสมียนนารี ถนนที่แยกจากวิภาวดีไปออกคลองประปา
      
       ร้านนี้ผมเคยผ่าน แต่ไม่รู้เลยว่าพ่อครัวร้านนี้เคยเป็นพ่อครัวตัวดีของ "มาดามซูซาน" มางานนี้ถึงได้รู้ว่า...ผมพลาดของอร่อยไปเป็นปี เพราะความไม่รู้นี่ล่ะครับ
      
       "มิเชล กรูเมต์"...เป็นร้านอาหารเล็ก...เล็ก สไตล์ฝรั่งเศส ที่ผมเคยเดินตามตรอกของกรุงปารีส เพื่อหาร้านอาหารอร่อย...อร่อยกินกัน
      
       เป็นที่รู้กันว่าถ้าอยู่ฝรั่งเศส ร้านเล็ก...เล็ก มักจะอร่อยกว่าร้านใหญ่...ใหญ่
ซี่โครงแกะย่าง "นิวซีแลนด์"
       คนกินเก่งจะต้องรู้จักร้านแบบนี้ให้มาก...มาก
      
       สิ่งแรกที่ผมจะต้องพิสูจน์ว่า พ่อครัวร้านนี้มาจากร้าน "มาดาม ซูซาน" ก็คือต้องสั่งซุปฝรั่งเศส ซึ่งผมจำรสฝีมือของ "มาดามซูซาน" ได้
      
       ใช่แล้ว! ใช่เลย ซุปฝรั่งเศสที่ "มิเชล กรูเมต์" เหมือนอย่างที่มาดามเคยทำให้ผมซี้ดซ้าด
      
       "ซุปลอบสเตอร์" จะต้องเข้มข้น รสขมนิด...นิดด้วยเหล้ามาแนค ถ้าเป็น "ซุปหอม" จะต้องมีชีสสติ๊กเหนียวใส่ลงมาให้เคี้ยวหนึบหนับ แค่ซุกเริ่มต้นผมก็ต้องยอมรับว่า...มาดามแกสอนไว้ไม่หวงวิชา
"เครป ซูเซท" ตำนานขนมของพระเจ้าหลุยส์
       ส่วนอาหารจานต่อมาเป็นสลัดผักร็อกเกต ราดด้วยน้ำบาซามิคแบบอิตาเลียนมีเห็ดญี่ปุ่นใส่ จานนี้ก็ต้องว่า...อร่อยเช็ดชาม
      
       เอซูเย ลาเซียต (ESSUYER PASSIETTE)
      
       คำนี้ฝรั่งเศสถือว่าเป็นคำที่แสดงถึงความเอร็ดอร่อยถึงขนาดต้องเช็ด ชามให้เกลี้ยง ซึ่งไม่ถือว่าผิดมารยาทแต่อย่างไร เพราะเชฟจะยืนยิ้มน้อย...ยิ้มใหญ่เพราะแสดงถึงฝีมือ ฉะนั้นถ้าคุณไปร้านนี้แล้วอร่อยถึงต้องเอาขนมปังเช็ดจานก็ไม่เป็นเรื่องแปลก แต่อย่างไร "ป้าเอ๊ะ ภรดี" เจ้าของร้านอาหารฝรั่งร้านแรกในเมืองไทยยังประพฤติอย่างที่เห็นในภาพถ่ายนี้ไง!!
      
       เป็นอันว่าอาทิตย์นี้ผมกับป้าช้อยแถมป้าเอ๊ะภรณียืนยันการันตีว่าร้านอาหารฝรั่งเศสชื่อ "มิเชล กรูเมต์" เป็นร้านที่สืบสานอาหารอร่อยมาจากครัวของ "มาดาซูซาน" ที่จากไป
       ส่วนจะกินอะไรก็เลือกสั่งตามใจอยากปากต้องการ เมนูอาหารฝรั่งเศส อาหารอิตาเลียน เขามีมากมาย ร้านเล็ก...เล็กแต่มาตรฐานเหมือนโรงแรมสี่...ห้าดาว อร่อยเท่ากันหรือจะอร่อยกว่าเสียด้วยซ้ำ
      
       ไปเปิบกันเถิดครับ ร้านนี้ใครมาแล้วต้องคัมแบ็คกลับมาอีก...ครั้งเดียวไม่เคยพอ
      
       ร้าน "มิเชล กรูเมต์" ตลอดบองมาเช่ ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว จตุจักร กทม.โทรศัพท์ 0-2954- 4412, 08-9760-3534