ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

"ปลาช่อน 6 ริ้ว" หมู่บ้านวอ แม่น้ำสะโตง/ สันติ เศวตวิมล

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 กันยายน 2554 15:29 น. 
โดย : สันติ เศวตวิมล
"แม่น้ำสะโตง" ช่วงหมู่บ้านวอ ก่อนไหลลงอ่าวเมาะตะมะ
       หมู่บ้านวอ...อยู่ริมแม่น้ำสะโตง รัฐมอญ
       แม่น้ำสะโคง...เป็นแม่น้ำประวัติศาสตร์ไทยรบพม่า
       ที่นี่...มี "ปลาช่อนแห้ง" ดังเรียกว่า "ปลาช่อน 6 ริ้ว
      
       ใครที่เคยไปไหว้พระธาตุอินทร์แขวน รัฐมอญ เมืองพม่า คงจะตื่นตากับแม่น้ำสะโตง
      
       แม่น้ำประวัติศาสตร์ที่ "สมเด็จพระนเรศวร" ทรงปืนต้นข้ามแม่น้ำยี้ไปถูก "สุรกรรมา" แม่ทัพพม่าเสียชีวิตบนคอช้าง
      
       เมื่อตอน "ป้าช้อย" พาผมไปไหว้พระธาตุ ที่ตั้งอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่ ตั้งหมิ่นเหม่อยู่บนหน้าผาทำท่าจะตกลงมาให้ได้ แต่ก็ไม่ตกลงมาสักกะที เป็นร้อย...ร้อยปี ผมก็ตื่นเต้นเพราะกลัวว่า...ผมจะไปผลักพระธาตุเขาตกลงมา
"แม่ค้าปลาช่อน" ไม่รู้ว่าเป็นมอญหรือพม่า
       เพราะตอนที่ผมเอามือไปดันก้อนหินที่มีองค์พระธาตุตั้งก็สั่น...สั่น ทำท่าว่าเลื่อนลั่น ผมรีบชักมือกลับทันควัน ถ้าพระธาตุตกลงมา
      
       ผมคงติดคุกพม่าหัวโต!!
      
       ผมไปไหว้ "พระธาตุอินทร์แขวน" หลายครั้ง คือมากกว่าสิบคราว จนกระทั่งเพื่อนพม่าบอกว่า ไม่ต้องมาอีกก็ได้ เพราะว่า
      
       คนพม่าไหม้พระธาตุอินทร์แขวนสามครั้ง เขาก็ว่าจะได้ขึ้นววรรค์แล้ว
      
       แต่ถ้าผมไปมากกว่าสิบคราว ประเดี๋ยวสวรรค์หมั่นไส้ พอดีพอร้ายไม่ได้ขึ้นสวรรค์ อาจจะตกสวรรค์ก็ได้...พม่ามันว่าอย่างนั้น
      
       อย่างที่ผมเขียนเรียนท่านว่า
      
       เวลาไปไหว้ "พระธาตุอินทร์แขวน" ก็จะต้องผ่านแม่น้ำสะโตงที่กว้างใหญ่ มองคล้ายแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงจะออกปากอ่าวไทย
      
       แม่น้ำสะโตงก็ไหลออกอ่าวเมาะตะมะเหมือนกัน
      
       ก่อนจะข้ามสะพานเหล็กที่สร้างสมัยอังกฤษปกครองมองดูแล้วคล้ายกับสะพานสมัยสงครามโลก เราก็จะผ่านหมู่บ้านเล็ก...เล็กที่ชื่อว่า "วอ"
      
       หมู่บ้านที่ว่านี้ไง ผ่านไปทีไรจะเห็นรถราจอดกันแน่นหน้าหมู่บ้าน รถราติดกันเสียเวลาเป็นชั่วโมง เพราะใครมาถึงที่นี่ก็จะต้องลงไปซื้อ "ปลาช่อนแห้ง" ที่พม่าบอกว่า
      
       ปลาช่อนแห้ง บ้านวอ ริมแม่น้ำสะโตง เขตแคว้นแดนมอญที่ว่านี้ เป็นปลาช่อนที่ดีที่สุดในเมืองพม่า
      
       เขาเรียกกันว่า "ปลาช่อนนาหยั่น"
      
       หรือจะเรียกเป็นภาษาพม่าก็ต้องออกเสียงว่า "นาหยั่นจอ"
      
       เอาละ ก็เป็นว่า
"ร้านขายปลาช่อนแห้ง" ริมถนนสายหงสา-พระธาตุอินทร์แขวน
       ทุกครั้ง...ทุกคราที่ผมมาไหว้ "พระธาตุอินทร์แขวน" ผมจะต้องแวะซื้อปลาช่อนบ้านวอ ถ้าไม่ซื้อ "ยี่หว่า ยาหยี"...เจ้าของร้านกาแฟ "แม่ช้อย ดอยหลวง" ในซอยเรวดี นนทบุรี เป็นต้องโวยวาย เพราะเมนูดังประจำร้านก็คือ "ปลาช่อนหงสา"
      
       เป็นอาหารโบราณของพวกพม่ารามัญทำกินกันตั้งแต่โบร่ำโบราณ เวลายกทัพจับศึกไปตีเมืองไหน เป็นต้องทำ "ปลาช่อนหงสา" ใส่เป็นเสบียงกรัง คลุกกับข้าวกินกันได้ไม่เบื่อ
      
       ปลาช่อนนาหยั่น
      
       "หกริ้ว"
      
       ที่คนพม่านิยมซื้อปลาช่อนที่บ้านวอก็เพราะว่า ปลาช่อนที่นี่ตัวใหญ่ เมื่อผ่าอกมาเป็นปลาแห้งก็จะได้หกริ้ว(โปรดสังเกตจากรูปจะเห็นชัด) แต่ถึงอย่างไรก็ยังเล็กกว่าปลาช่อนแห้งที่ฉะเชิงเทรา ที่เขาเรียกกันว่า "แปดริ้ว" ก็เพราะสมัยหนึ่งปลาช่อนแห้งที่บ้านเรามีถึง 8 ริ้ว...แต่เดี๋ยวนี้ได้แค่ 2 นิ้วก็โอเคแล้ว
      
       คนพม่ากินปลาช่อนแบบบ้านเรา คือเอาไปย่าง เอาไปเผาหรือเอาไปทอด แต่ถ้าจะให้อร่อยยอด ก็จะต้องเอาไปทำ "ปลาช่อนหงสา"
       "หงสา"...ก็คือชื่อเมืองหงสาวดี เมืองหลวงของมอญในอดีต ปัจจุบันพม่าเรียกว่าเมือง "พะโค"
      
       วิธีทำก็เอาปลาช่อนไปทอดให้กรอบ แล้วเอาน้ำพริกกุ้งพม่าที่เรียกว่า "ปาลาฉ่อง" ผัดคลุกเคล้าไปทั่วทั้งตัว รสชาติจะออกเผ็ด...เผ็ด เค็ม...เค็ม พม่าไม่กินเปรี้ยว กินหวาน แต่อาหารจานนี้ขึ้นชื่อจะกินให้อร่อยต้องไปที่เมืองหงสาวดี
      
       หรือที่ร้าน "แม่ช้อยดอยหลวง" ซอยเรวดี นนทบุรี
      
       แต่ไม่ได้มีให้กินทุกวันหรอกครับ เวลาผมไปทำทัวร์เมืองพม่าทีก็จะต้องหอบปลาช่อนบ้านวอกับน้ำพริกกุ้งปาลาฉ่อง เมืองหงสาวดีกลับมาทำขาย
      
       ไปเมื่อไหร่ จะรายงานให้รู้กัน รับรองว่าทั่วแคว้นแดนไทยไม่มีใครทำขายกัน

กิน "ขนมจีนมอญ" ที่ "สังขละ" เมืองกาญจน์ / สันติ เศวตวิมล

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 กันยายน 2554 17:34 น. 
"สะพานไม้" ยาวที่สุดในเมืองไทย อยู่ที่ "สังขละ" ทางเข้าวัดหลวงพ่ออุตตมะ
       ขนมจีนมอญ...เรียกได้หลายชื่อ
      
       มอญเรียก "คนอมจิน" ไทยว่า "ขนมจีน"
      
       แต่พม่าผ่าเป็น "โมฮิงกา"
      
       ฝนตกหนัก...หนักอย่างตอนนี้ทำให้คิดถึง "สังขละ" เมืองกาญจน์
       ที่นั่นหลังฝนตก อากาศเย็นสบาย
      
       สวยงามโดยไม่ต้องไปถึงปาย ไปมาก็สะดวกสบาย ขับรถเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ได้เห็นป่าเขา ลำเนาไพร แล้วก็ทะเลสาปใหญ่...ปายไม่มี!!
      
       (เขยนอย่างนี้แล้วก็ไม่สบายใจ เพราะเดี๋ยวนี้เห่อไปเที่ยวกันใหญ่ "สังขละ" ก็จะกลายเป็นปาย...ล้มละลายทางนิเวศน์แล้ว)
      
       สมัยเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519เคยหนีเข้าป่าไปปักหลักอยู่แถวนั้น เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นมา ก็จะข้ามไปฝั่งพม่าตอนนั้นถนนหนทางยังไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน
"คนอมจินมอญ"
       ถนนมีไปแค่ไทรโยค ถัดจากนั้นก็เป็นถนนป่า มีแต่รถเหมืองแร่ของกำนัน "ผล กลีบบัว" ถึงจะเข้าไปได้
      
       เอาแค่ไม่ไกลไปถึงทองผาภูมิ ก็ต้องนอนป่าสอง...สามวัน
      
       แล้ว "สังขละ" ชายแดนมอญ-พม่า สมัยสงคราม 9 ทัพ ก็ต้องเดินกันเป็นเดือน...เดือน บางทีก็ไปไม่ถึง...ไข้ป่ารับประทานซะก่อน!!*
      
       ไปอยู่กับมอญตอนนั้น ได้ความรู้เรื่องอาหารการกินของคนที่นั่นมากมาย แต่ติดปาก ติดใจมาจนถึงขณะนี้ก็คือ
      
       ...คนอมจิน อ่านแล้วสงสัยว่า ความจริงมันก็คือขนมจีนแบบคนไทย แต่คนมอญเรียกเสียงมอญ เหน่อ...เหน่อแบบตัวละครเรื่อง "ราชาธิราช"
      
       แต่ไปบอกว่าเป็นขนมจีนของไทยไม่ได้ มอญเถียงตายยืนยันว่าคนไทยจำจากมอญเอาไปทำกินต่างหาก
มอญจับขนมจีน ไหญ่กว่าไทยจับขนมจีน
       ไม่อยากจะทะเลาะกับมอญ เดี๋ยวไม่ได้ลูกสาว เอ๊า!! ทอญทำ แล้วไทยกิน โอเค
      
       "คนอมจิน"...ที่มอญว่า ที่เมืองพม่ามีขายมากมาย หม่องเลย่ะเรียกว่า "โมฮิงกา"
       ไม่รู้ว่ามอญรบกับพม่า เพราะปัญหาว่าใครทำคนอมจินก่อนกัน
      
       แต่ผมอยู่พม่าก็ได้พึ่งหา "คนอมจินมอญ...โมงฮิงกาพม่า" เพราะหาขนมจีนน้ำยาไทยไม่มี
      
       แต่กินแล้ว มันก็คือกัน คือมีเส้นขนมจีน แล้วราดหน้าด้วยน้ำยาที่ใช้ปลาทำ มอญ...พม่าไม่ได้ใส่กระชาย แล้วก็ไม่
      
       มีผักแนมให้มากมายอย่างบ้านเรา ของเขาใส่ถั่วทอดกรอบปริใส่
      
       แต่ที่สำคัญก็คือจะขาดหยวกกล้วยไม่ได้ ทำยังจะให้หมูกิน
       มารู้จักคนอมจิน
      
       เครื่องเคียงสำหรับกินคนอมจินมอญ มีกพริกทอด กระเทียมเจียว น้ำส้มมะขาม น้ำปลาแล้วก็ผงชูรส ส่วนเส้นขนมจีนก็แบบบ้านเรา ใช้แป้งข้าวเจ้า น้ำยาก็ใช้ปลารสชาติไม่เนียนปาก คาวอีกต่างหาก
      
       ที่สังขละมีร้านขาย "คนอมจิน" หรือ "โมฮิงกา" หลายเจ้า
      
       ที่อร่อยมากถูกปาก อยู่ริมทางเข้าสะพานยาวที่ข้ามแม่น้ำซองกะเลีย
      
       แต่ต้องทำความเข้าใจกันว่า
      
       ร้านนี้ไม่ใช่เป็นร้าน เป็นเพิงหลังคาจาก แบบชาวบ้าน แล้วก็ไม่ได้ขายทั้งวัน จะต้องตื่นเช้า...เช้า ออกมาแย่งชาวบ้านกิน
      
       คุณป้ามอญแกนั่งทำขนมจีนร้อน...ร้อน(โปรดสังเกตหน้า ถ้ากลัวจะเข้าร้านผิด)
       ส่วนน้ำยาหยวกกล้วยแกทำมาจากบ้าน หมดแล้วหมดครับ อยากจะกินอีกพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่
      
       "คนอมจินมอญ"...ที่สังขละอร่อยแบบชาวบ้าน แต่ถ้าจะอร่อยแบบชาววัง ผมเคยไปกินร้านหน้าวังเมืองมัณฑเลย์ อร่อยเสียไม่มี
      
       ว่าง...ว่างจะเขียนเล่าให้รู้กันว่า ก่อนพระนาง "ศุภยลัต" จะถูกเนรเทศไปอยู่อินเดีย พระนางยังสั่งเสียเมืองด้วยการเสวย "โมฮิงกา" จานเบ้อเร่อ
      
       ...คนขายพม่ามันบอกอย่างนั้น ช่วยทำให้ผมกินอร่อยเยอะเลยละครับ...

"เดอะ กาเรต" (THE GARRET BISTRO BAR) ห้องรโหฐาน ของอาหารที่เปิดเผย/สันติ เศวตวิมล

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 กันยายน 2554 18:34 น. 
 โดย : สันติ เศวตวิมล
"เดอะ การ์เรต" ห้องกระจกบนหลังคาตึกสูงสิบชั้น มองเห็นความงามของกรุงเทพฯ ทั้งกลางคืน กลางวัน
       ห้องกระจกใต้หลังคาตึก "มิลเลนเนียน ออโต้" ของบริษัทบีเอ็ม ที่โด่งดังด้วยรถมินิ ถนนเอกมัย ข้างบนมีร้าน "ฟูซิโอ" อาหารอิตาเลียนระดับ 4-5 ดาว แต่ตอนนี้มี "เดอะ การ์เรต" น้องใหม่มาแรง
      
       "พี่วิวัฒน์ ธรรมชวนวิริยะ"...พี่ชายที่ผมเคารพนับถือกันมาสาม...สี่สิบปี โทรศัพท์มาชวนผมไปกินอาหารฝรั่งที่ตึกโชว์รูมรถ "บีเอ็ม" ที่ถนนเอกมัย
      
       คราวแรกก็ไม่กล้ารับปาก เพราะเคยไปกินอาหารอิตาเลียนร้านชื่อ "ฟูซิโอ" (FUZIO) ที่อยู่บนตึกสูงที่สวยสง่างามเมืองมาแล้วตอนที่พี่วิวัฒน์เปิดใหม่...ใหม่
"คลับแซนวิส" สูงสามชั้น แต่ละชั่นความอร่อยแตกต่างกัน สำหรับคนชอบอาหารอเมริกันง่าน...ง่าย
       แล้วก็ไม่เคยเขียนแนะนำร้านให้ เพราะตอนนั้นไปอย่างไม่ตั้งตัว ไม่รู้ว่านอกจากพี่วิวัฒน์จะเป็นประธานบริษัท "มิลเลนเนียน ออโต้" ตัวแทนขายรถบีเอ็ม รวมทั้งรถมินิที่ลูกสาว "แพง ขวัญข้าว" ใช้แล้ว
      
        "พี่วิวัฒน์" ยังเป็นเจ้าของร้านการ์ตูนโรแมนติก อาหารอิตาเลียน "ฟูซิโอ" ที่ว่า
      
        ตั้งใจไปกินแล้วก็กลับมา เหมือนนัดกินข้าวกับผู้ใหญ่...ผู้น้อยที่มีอยู่เป็นประจำแทบทุกค่ำคืน ขืนเขียนให้ทุกร้าน...คงจะบานบุรีไม่มีเนื้อที่ให้เขียนกันได้พอ!!
      
        แต่ถึงเป็นเจ้าของร้านอาหาร "ฟูซิโอ" ก็ไม่ได้โอ้อวดอะไร ก็เหมือนพี่ชายที่คบค้ากันด้วยความจริงใจ เสมอต้นเสมอปลาย
      
        กินอิ่มแล้วจะกลับบ้าน พี่เค้าถึงได้ถามว่า...อร่อยมั้ย?
       
       ขอต้องบอกด้วยความจริง ไม่จิงโจ้ว่า...เอ็กซาเลนเต้ (EXCELENTE) ภาษาอิตาเลียนแปลว่า...ยอดเยี่ยมไร้เทียมทาน
      
        ก็นั่นล่ะ พี่วิวัฒน์ถึงได้บอกว่า..."ร้านนี้เป็นของพี่เอง"
"ซุปหัวหอม" มาตรฐานฝรั่งเศส สำหรับคนชอบชีสและนมเนย
       ความจริงบอกกันเสียตอนแรกก็จะได้เตรียมกล้องเตรียมปากกามาถ่ายมาจด เพื่อจะเขียนบอกให้คนไม่รู้จักร้านอาหารอิตาเลียนระดับสี่...ห้าดาวร้านนี้ เอาไว้
      
        แต่เมื่อพี่เขาเชิญมากินข้างก็เตรียมปาก...เตรียมท้องมาเท่านั้น ขอโทษ...กะตังค์ก็ไม่ได้เตรียมเอามา
      
        ที่ว่าความจริงถ้าพี่วิวัฒน์บอกเสียตั้งแต่ตอนแรก ก็จะได้มั่นใจเพราะสมัยเมื่อสาม...สี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาไว...ไว พี่วิวัฒน์คนนี้ล่ะเป็นเจ้าของภัตตาคารจีนกวางตุ้งที่มีชื่อเสียงมากในยุค นั้น นักเปิบ...นักกินต้องรู้จัก "ภัตตาคารจีนโซโห" (SOHO) ที่เอามาตรฐานอาหารจีนที่ย่านโซโห เมืองลอนดอนมาขายเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย
คาสตาร์ทเลมอน ขนมอร่อยจากเยอรมัน
       ภัตตาคารจีนที่ว่า อยู่สี่แยกเพลินจิตร ตรงข้ามกับธนาคารศรีอยุธยา...สมัยนั้นต้องจองกันล่วงหน้า ไม่งั้นพวกฝรั่งสถานทูตแถวนั้น จองตัดหน้าเสียทุกที
      
       โทรศัพท์มาเชิญคราวนี้ ผมกลัวว่าจะไม่ได้เตรียมเนื้อเตรียมตัวแต่ถึงอย่างนั้น พี่เค้าก็ว่าไม่ต้องเตรียมอะไรมา อยากให้มากินอาหารร้านใหม่ชื่อ "เดอะ การ์เรต" เป็นร้านเล็ก...เล็กอยู่ในร้านใหญ่ "ฟูซิโอ" ที่เพิ่งจะปิดมาไม่กี่เดือน
      
       อะไรคือ
      
       "เดอะ การ์เรต"
      
       คำนี้เป็นภาษาอังกฤษ แปลความหมายก็คือห้องเล็ก...เล็กใต้หลังคา ซึ่งฝรั่งถือว่าเป็นห้องส่วนตัว ซึ่งจะเก็บสะสมของรักของหวง
       ห้องเล็กที่ว่านี้อยู่ใต้หลังคาของตึกสูง 10 ชั้น "มิลเลนเนียน ออโต้" เป็นห้องกระจกบริเวณดาดฟ้า ประดับสวนต้นไม้ดอก ไม้ใบ มองเห็นกรุงเทพงามตา
      
        ส่วนที่เติมคำว่า "บิสโตร" (BISTRO) ก็หมายถึงเป็นห้องอาหารแบบกินง่าย...ง่าย มีบาร์เหล้าไว้สำหรับสังสรรค์แบบส่วนตัว
      
        ความแตกต่างระหว่าง ห้องอาหารอิตาเลียน "ฟูซิโอ" กับห้อง "เดอะ การ์เรต" อยู่ที่อาหาร "เดอะ การ์เรต" จะเน้นอาหารง่าย...ง่าย แบบ "ฟิวชั่น" คือมีอาหารฝรั่งหลายชาติที่อร่อย...อร่อยมารวมกัน
      
        ซึ่งก็รวมทั้งไวน์ดี...ดี ที่มีมาตรฐานในราคายุติธรรมไม่เวอร์
       คืนนั้น ผมกินอาหารฝรั่งหลายรายการ ก็ไม่อยากจะเขียนว่าอร่อยทุกจาน ประเดี๋ยวจะหาว่าเชลียร์เชียร์กัน เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ
      
        ถ้าคุณยอมรับว่าอาหารอิตาเลียน "ฟูซิโอ"...เอ็กซาเลน!!
        (โปรดดูตัวอย่าง อาหารที่ผมเปิบคืนนั้น ตามที่เอารูปมาลงโชว์กัน)
      
        แต่สำหรับท่านที่ชอบอาหารสมัยใหม่ ที่เขาเรียกว่าทำจากครัวอเมริกัน (AMERICAN CUISINE) คืออะไร...อะไรอร่อยก็เอามาทำในครัวของชาติที่รวมคนหลายเผ่าพันธุ์ในโลก... ก็รับประกันได้ว่า
       
       ...คุณจะต้องกลับมาเชื่อผมเถิดครับ รับรอง...
       *****************************************
      
       "เดอะ การ์เรต" บนชั้นดาดฟ้า โชว์รูมมินิ เอกมัยซอย 7 โทรศัพท์ 02-711-6999 เปิดทุกวันกลางวัน กลางคืน www.thegarretbistrobar.com และ www.facebook/thegarretbistrobar

"อ า ซ้ อ" หูฉลามภัตตาคารระดับ 4-5 ดาว/สันติ เศวตวิมล

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 ตุลาคม 2554 16:54 น. 
โดย : สันติ เศวตวิมล
"อายาว" เจ้าของภัตตาคาร "อาซ้อ" เจ้ายุทธจักรหูฉลามตัวจริง
       เมื่อเดือนสองเดือนก่อนเคยเขียนถึง "หูฉลามนายตือ" เยาวราช เป็นภัตตาคารข้างทาง แต่คราวนี้เป็น "หูฉลาม" ระดับภัตตาคารสี่...ห้าดาวครับ
      
       มีแฟนข้อเขียน "ผู้จัดการบันเทิง" ซึ่งก็ให้หมายถึงรวมด้วยกับแฟนของคุณป้า "แม่ช้อย นางรำ" บอกผมว่า...
"หูฉลามต้าเม่งเซ็ก" หูใหญ่แต่ราคาย่อมเยา
       มีร้านหูฉลามเกิดใหม่เจ้าหนึ่ง อร่อยเข้าขั้นถึงเปิบพิสดาร
       สอบถามเขาซึ่งรับรองไม่ใช่เจ้าของร้าน บอกผมว่าชื่อ "ภัตตาคารอาซ้อ" ผมก็หัวร้อก๊าก...ไอ๊หยา!! ใช่อาซ้อเจ็ดหรือเปล่า?
      
       คนที่เขาแนะนำว่าคงไม่ใช่ เพราะซ้อเจ็ดไม่เขียนเล่าไว้ตอนบีบสิว
      
       บอกเช่นนี้ผมก็เลยหิว
"สี่เจ้าสมุทร" หูฉลามเล็ก กระเพาปลาสด กังฮูหยู เห็ดหอมตุ๋นพร้อมกันสี่อย่าง
       ต้องสารภาพกันตรง...ตรงแบบคนถือศีลไม่มุสาว่า...ผมชอบกินหูฉลามครับ
      
       ผมชอบกินหูฉลาม ตั้งแต่สมัยก่อนตอนผมยังเด็ก ก็ก่อน 2500 พ่อผมจะพาไปกินหูฉลามตามภัตตาคารดัง...ดัง ตั้งแต่ ห้อยเทียนเหลา, ก๊กจี่เหลาเยายื่น, เทียนห้อย อร่อยทั้งนั้น
      
       แต่สมัยก่อนยังไม่มีรานขายหูฉลามโดยเฉพาะ เหมือนอย่างทุกวันนี้
      
       ผมจำได้ว่าร้านขายหูฉลามเฉพาะที่ว่า เริ่มจากแถวโรงหนังเฉลิมบุรี ตอนนั้นผมเริ่มเป็นหนุ่มแล้ว แต่ร้านโด่งดังอยู่แถวหัวเม็ด ที่เป็นร้านกำเนิดของหูฉลามหน้าโรงหนังสกาล่า ผมเรียนสวนกุหลาบสอบเสร็จผมต้องไปฉลองที่นั่น เพราะเป็นหูฉลามหาบขายชามละ 40 บาท
"สเต๊กเป๋าฮื้อ" ใช้เป๋าฮื้อกระป๋องของเม็กซิโก
       แต่อย่าลืมนะครับว่า สมัย 2500 กว่า...กว่า ทองคำบาทละ 350 บาทเท่านั้น
      
       หูฉลามสมัยผมคนขายจะใช้เศษหูฉลาม ฉีกเป็นฝอยใส่ลอยลงกับไก่ต้มฉีก
      
       เรื่องจะทำแบบหูฉลามพิเศษอย่างสมัยรี้ที่จะใช้หูฉลามใหญ่ที่เรียกกันว่า "เม่งเซ็ก" ไม่มี แล้วเป๋าฮื้อก็ไม่ใส่ เพราะคนสมัยนั้นเขารังเกียจ เรียกว่า..."หอยโข่งทะเล"
      
       กินหูฉลามแบบธรรมดา แต่ก็ว่าอร่อยจนต้องเก็บค่าขนมวันละห้าบาท รวบรวมเอาไปฟาดหูฉลาม มารู้จักกินหูฉลามแบบหะหรูหะหราก็ตอนไปช่วยคุณ "ประดิษฐ์ อาจหาญวงค์" เจ้าของ "ภัตตาคารไออาต้า" ที่เขาต้องการสมนาคุณผมเพราะช่วยเหลือกันมาไม่เคยรับผลประโยชน์ตอบแทน (เรื่องนี้ใครสงสัย หมั่นไส้ผมให้ไปสอบถามกับคุณประดิษฐ์ได้ เขายังไม่ตาย ร้านของแกอยู่ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ย้ายจาก "สยามสแควร์" มาหลายปีดีดัก)
       แล้วอีตอนไปทำทัวร์เมืองจีน ตั้งแต่สมัยเปิดประเทศใหม่ ไปเซี่ยงไฮ้ก็เลยได้กินหูฉลามที่เรียกว่า "พระกระโดดกำแพง"
      
       เป็นหูฉลามแบบขุนนางจีนชาวฮกเกี้ยนทำขึ้นก่อนใครในแผ่นดินใหญ่
      
       เรื่องการกินหูฉลามของผมยังไม่หมดเท่านั้น ทำทัวร์ต่างประเทศมาสามสิบกว่าปี ไปประเทศไหน...ไหน ก็ต้องถามว่ามีหูฉลามอร่อย...อร่อยกินที่ไหน?
      
       สุดท้ายก็ต้องมาลงที่เซี่ยงไฮ้ คุณเคยกิน "หูฉลามใส่ไข่ปูขน" มณฑลเจอเจียงหรือเปล่าครับ ถ้าอยากจะกินก็คุยกับผมได้
      
       ภัตตาคารจีนฮ่องกังหลบไป สีมือลื้อมันเด็ก...เด็ก
       "หูฉลามไข่ปูขน" เป็นอาหารทรงโปรดของ "พระเจ้าเฉียนหลง" เจ้าของสมญาอาหารฮ่องเต้ที่จะต้องเสด็จใต้มากินอาหารอร่อยจนมีร้านที่พระองค์ทรงเสวยมากมาย รวมทั้งภัตตาคาร "หูฉลามไข่ปูขน" ที่ว่า ป้าช้อยแกพาเศรษฐีไปกินแทบทุกปี
      
       แต่แล้วในเมืองไทยล่ะ ภัตตาคารหูฉลามที่มีหลายเจ้า ผมไปกินมาแล้วแทบทั้งนั้น แต่ตอนนี้ผมขอแนะนำภัตตาคารหูฉลาม "อาซ้อ" ที่ไม่ใช่ซ้อเจ็ด
      
       "ภัตตาคารอาซ้อ" ร้านแรกอยู่ในซอยมัยลาภ ถนนรามอินทรา ขายไม่กี่ปีก็โด่งดังเลยไปเปิดอีกสาขาที่ถนนสุรวงศ์
      
       ทั้งสองร้านผมไปกินมาแล้ว เพราะอยากจะรู้ว่าร้านไหนจะอร่อยกว่ากัน แล้วก็สรุปได้ว่า
      
       อร่อยทั้งสองร้านนั้นล่ะครับ
      
       แต่ต้องเอามาเขียนเพราะไม่ใช่อร่อยเฉพาะหูฉลามซะเมื่อไหร่ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า...ที่สุดในยุทธจักร ให้คุณต้องทึ่ง!!
      
       หูฉลามใหญ่ที่สุด
      
       ความสูงประมาณเมตรหนึ่ง ความกว้างสักเมตร เป็น "เม่งเซ็ก" ใหญ่ที่สุดที่เคยเห็นมา
      
       กระเพาะปลาทองคำ
      
       เป็นกระเพาะปลาตากแห้งแพงที่สุด คนจีนบินมาซื้อให้ราคาห้าแสน...เชอะ ไม่ขายใครจะทำไม
      
       "ซิวหมาย" ใหญ่ที่สุด
      
       "ซิวหมาย"...หรือขนบจีบกุ้งที่นี่ใหญ่สุด เส้นผ่าศูนย์กลางสัก 2 นิ้วเห็นจะได้ ปากใครก็ใส่ไม่หมด ต้องผ่าสอง เห็นแล้วอึ้งกิมกี่ครับ
      
       "ภัตตาคารอาซ้อ" มีอาหารจีนแบบกวางตุ้งปนแต้จิ๋ว หิวไม่หิวไปทีไรก็กินเกลี้ยง
      
       อิ่มแล้วไม่ต้องกลัวเดี้ยง ราคาเขาไม่แพงสำหรับคนกินหูฉลาม เป๋าฮื้อเป็น เพราะที่เห็น...เห็นเศรษฐีใหม่ถูกหูฉลาม ถูกเป๋าฮื้อกินแทบทั้งนั้น
      
       ...ร้านอาหารอร่อย...อร่อย ภาษิตจีนเขาว่า...อยู่ในตรอก อยู่ในซอย คนยังต้องตามไปกินกันเลยครับ...
      
       ***********************************************
       ***********************************************
      
       "อาซ้อ หูฉลาม ซอยมัยลาภ" ถนนรามอินทรา โทรศัพท์ 02-943-7957
      
       "อาซ้อ หูฉลาม ถนนสุรวงค์" โทรศัพท์ 02-637-1367 ถึง 8

“เตาปูน บิสโทร” (TAOPOON BISTRO) ร้านเล็ก...เล็ก แต่อาหารรสชาติใหญ่ / สันติ เศวตวิมล

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 ตุลาคม 2554 17:59 น. 
โดย : สันติ เศวตวิมล
“พิช แอนด์ ชิปส์” ฝีมือนักเรียนอังกฤษ
       ไม่ต้องไปสีลม...สุขุมวิทให้หงุดหงิด
       กรุงเทพทางด้านเหนือก็มีร้านอาหารอร่อยนานาชาติ
      
       “ป้าช้อย”...ถามผมว่า เคยกินอาหารฝีมือพวกพระยามหาอำมาตย์ธิบดีแล้วหรือยัง
      
       ผมฟังแล้วก็เง็ง...เง็ง เพราะผมเป็นเด็กรุ่นหลัง ต่างไปจากคุณป้าที่มีปู่เป็นพระยา พวกผู้ใหญ่เขาถึงกัน
      
       ป้าแกคงจะอ่านความคิดเห็นผมทัน ก็เลยบอกผมว่า พระยามหาอำมาตย์ที่ว่าก็คือบิดาของคุณลุง “สรรพสิริ วิริยศิริ” นักหนังสือรุ่นพี่ของคุณป้าที่เคยเดือดร้อนสมัย 6 ตุลา 2519 ร่วมกันมา
      
       คุณลุงสรรพสิริเก่งสารพัดตั้งแต่เป็นนักข่าว ช่างภาพ เป็นผู้กำกับรายการโทรทัศน์
      
       ผมจำได้ว่าเคยอ่านหนังสือที่ท่านเขียนไว้ ชื่อ “ก็แค่...นักหนังสือพิมพ์เท่านั้น” อ่านแล้วในมันฮึกเหิม เลยต้องมาทำงานเป็นนักข่าว นักหนังสือพิมพ์มาจนถึงทุกวันนี้
       
“หอมคำ” ของกินเล่นของขุนนางไทย
       ป้าช้อย...บอกผมว่า คุณลุงสรรพสิริมีหลานสาวมีฝีมือทำอาหารคาวหวาน ชื่อ “เฉลิมเนตร วิริยศิริ”
       ที่ต้องเรียกว่าเป็นอาจารย์ ก็เพราะเป็นอาจารย์โรงเรียนดนตรี “ศุภกร” อยู่แถวถนนสามเสน ท่าวาสุกรี เป็นโรงเรียนสอนดนตรีเก่าก่อน คนในวงการเพลงรู้จักกันดี ผมก็รู้จัก แต่ไม่ยักกะรู้ว่าอาจารย์เฉลิมเนตรเก่งเรื่องอาหาร
      
       จนกระทั่งป้าช้อยพาผมไปร้านชื่อ “เตาปูน บิสโทร” อยู่ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี เลยสามแยกเตาปูน แล้วก็อยู่เยื้องโรงพักเตาปูน ผมจึงได้รู้ว่า พวกนักดนตรีทำอาหารเก่ง!!
        
“อาจารย์เพลินเนตร วิริยศิริ” รร.ดนตรีศุภการ หลานสรรพสิริ วิริยศิริ เจ้าของร้าน
       ร้าน “เตาปูน บิสโทร” อยู่ริมถนน หาง่าย แค่เห็นสีทาร้านใครเห็นก็ต้องจำได้ เพราะอาจารย์เล่นทาสีซะเหลืองอ๋อย ราวกับจีวรพระ แถมตัดด้วยสีเขียว เหมือนกับเป็นนักเรียนเก่าวัดเทพศิรินทร์อย่างนั้นล่ะ
      
       ความจริงร้านนี้เป็นบ้านเก่าสมัยเจ้าคุณปู่ เอามาดัดแปลงให้เป็นร้านอาหารแบบฝรั่ง อย่างที่เรียกว่า “บิสโทร” (BISTRO) ซึ่งมีความหมายว่า
       
       เป็นร้านอาหารเล็ก...เล็ก แต่อร่อยแบบ “โฮมเมด” คือทำกินกันเอง เพื่อความสุนทรีย์
       อาจารย์เพลินเนตร ก็ตั้งใจประมาณนั้น
      
       ทำร้านอาหาร “เตาปูน บิสโทร” ก็เพราะจะโชว์ฝีมือในการทำอาหารมากกว่าจะค้ากำไร
       
“วอฟเฟิล” สูตรจากเบลเยียม
       อย่างที่ผมบอกไว้ว่า ร้านนี้ดัดแปลงมาจากบ้านเก่าสมัยร้อยปี อาจารย์เฉลิมเนตร วิริยศิริเป็นเจ้าของกิจการ แล้วให้หลานสาวผู้เชี่ยวชาญอาหารหวานคาวนานาชาติทิ้งงานโรงแรมระดับเงิน เดือนแพง...แพงมาเป็นแม่ครัวร้านนี้
      
       อาหารร้านเตาปูน บิสโทร มีทั้งอาหารฝรั่ง อาหารไทย กระทั่งอาหารจีนประเภทจานเดียว กินง่าย...ง่าย ราคาไม่แพง
      
       อารหารฝรั่งเป็นฝีมือดัดแปลงของแม่ครัวตัวดีที่ไม่ก็อปปี้ฝรั่ง เพราะเรามีรสลิ้นเป็นของเรา
      
       แต่ถ้าเป็นอาหารไทย ก็จะเป็นอาหารของขุนน้ำขุนนางเก่า ทำกินกันในบ้านให้ลูกหลานรู้รสมือของปู่ย่าตายาย
      
       ผมไปกินกับป้าช้อยคราวนั้น ก็ติดอกติดใจ ก็เลยต้องมาเขียนเล่าให้ได้รู้...รู้กันไว้
      
       เพราะนอกจากอร่อยราคาถูกแล้ว ร้านนี้สะดวกสบาย มีที่จอดรถในบ้านเป็นสิบคัน แถมเตาปูนไม่ไกลจากหน้าบ้านสวนเมืองนนท์ซะเท่าไหร่
       
“เตาปูน บิสโทร”
       ส่วนจะเลือกกินอะไรก็ตามอัธยาศัย ร้านนี้ก็เหมือนร้าน “ป้าแมว” หลานสะใภ้ “เจ้าพระยาอภัยภูเบศร” เจ้าเมืองพระตะบอง ร้านนี้ก็ดอง...ดองกันเพราะว่า
      
       พระยามหาอำมาตย์ธิบดีที่เป็นเจ้ากรมแผนที่ และเป็นคนแรกที่เรียกร้องเสียมราฐ พระตะบอง มงคลบุรี ศรีโสภณให้กลับมาสู่อ้อมอกไทย
      
       เรื่องผู้ใหญ่ เรื่องขุนน้ำขุนนางทั้งหลาย ป้าช้อยแกเก่ง ส่วนผมคงจะเก่งแค่กิน
      
       ไปกินกันเถิดครับ ร้านลูกหลานบรรพบุรุษไทย ผู้สู้เพื่อประเทศชาติมาแล้วทั้งนั้น...
      
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
      
       ร้านเตาปูน บิสโทร
       1242/1 ปากซอยกรุงเทพ-นนทบุรี 28 บางซื่อ กทม. 10800 โทรศัพท์ 02-911-5898 เปิดขายทุกวัน ระหว่างเวลา 10.30 - 22.00 น. (หยุดวันจันทร์ที่ 2 และวันจันทร์ที่ 4 ของเดือน)