ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

"ยิ้ม-ยิ้ม" ตำนานอาหารจีนแต้จิ๋ว 3 ชั่วคน /สันติ เศวตวิมล

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 สิงหาคม 2554 22:08 น. 
โดย : สันติ เศวตวิมล
"ปลาดิบ" หรือ "ฮื้อแซ" ยังแขวนโชว์เหมือนที่ซัวเถา
       เพราะว่า...คนจีนแต้จิ๋วอยู่เมืองไทยมากที่สุด อาหารแต้จิ๋วที่ "กรุงเทพ" อร่อยที่สุดในเมืองไทย ภัตตาคารแต้จิ๋ว "ยิ้ม-ยิ้ม" ต้นตำรับ "ฮื้อแซ"
      
       นักเลงเปิบ...ใครบ้างจะไม่รู้จักภัตตาคาร "ยิ้ม-ยิ้ม" ที่อยู่ถนนพาดสาย เยาวราช
      
       ภัตตาคารร้านนี้ เป็นภัตตาคารแต้จิ๋วร้านแรกในเมืองไทย คะเนอายุขาย ก็มากกว่าหนึ่งร้อยปี
      
       ขายมาแล้วสามชั่วคน คือสมัยอากง นั่งสำเภาหัวแดงที่เรียกเป็นภาษาจีนว่า "อั้งม้อจุง" แล้วก็มาตั้งร้านอาหาร จากนั้นก็ถึงรุ่นที่สองที่เป็นจีนใหม่ เกิดในไทย แล้วปัจจุบันก็คือคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งเป็นรุ่นที่สาม อายุอานามก็ปาเข้าไปเกือบจะ 90 อยู่รำไร
ศิลปะแล่ปลาดิบแบบแต้จิ๋ว เก่าแก่กว่า "ซาซิมิ" ญี่ปุ่น
       หลายอาทิตย์ก่อน "ป้าช้อย" แกอยากจะย้อนอดีตความหลัง สมัยพ่อของป้าแกเป็นสรรพากรเก็บภาษีอยู่ในกรุงเทพ เคยพาป้ามากินอาหารแต้จิ๋วร้านนี้ ตั้งแต่สมัยสงครามเลิกใหม่...ใหม่
      
        ตอนผมเป็นหนุ่มเริ่มทำงานมีกะตังค์ใช้ เก็บเงินได้จนมั่นใจก็จะต้องแวะมากินอาหารแต้จิ๋วที่ "ยิ้ม-ยิ้ม" เรียกได้ว่า
      
        ถ้าเป็นนักเลงกิน...นักเลงเปิบ ถ้าไม่รู้จักภัตตาคาร "ยิ้ม-ยิ้ม" ละก็ไม่ต้องมายิ้มให้กัน
      
        สมัยเมื่อสี่...ห้าสิบปีก่อนที่ผมกิน ภัตตาคารยิ้ม-ยิ้มอยู่ติดกับถนนในซอยพาดสาย แต่ผมเรียกว่า "ไต๋แปะ"
"ฮื้อแซ" เกิดครั้งแรกในเมืองไทยที่ร้านนี้
       ที่เรียกเช่นนั้นก็ต้องคนอายุอานามขึ้นเลขห้า...เลขหก แล้วต้องเป็นคนกรุงเทพขนาดจะรู้ว่า...บริเวณนั้นเป็นโรงระบำจ้ำบ๊ะ ที่มีชื่อเรียกว่า "ไต๋แปะ"
      
        พวกหนุ่ม...หนุ่มสมัยนั้นมีใครบ้างไม่แวะมาดู...จ้ำบ๊ะชนช้าง...คู่แข่งของ "นายหรั่ง เรืองนาม" ที่ตั้งระบำโป๊อยู่ใต้ถุนตลาดบำเพ็ญบุญ
      
        ผมน่ะอุดหนุนทั้งสองวิก ค่าดูยังจำได้เก็บคนละห้าบาท ดูแล้วก็ออกมาฟาดปลาดิบจีนที่เรียกว่า "ฮื้อแซ" เขาบอกว่ากินแล้วมันโป๊วดี จะได้มีแรงไปทำอะไรก็ไม่ต้องบอกกัน
       ภัตตาคาร "ยิ้ม-ยิ้ม" เป็นขวัญใจของนักกิน...นักเที่ยวตั้งแต่สมัยรุ่นปู่มาจนถึงรุ่นลูก...รุ่น หลาน อาหารแต้จิ๋วที่นี่อร่อยเป็นสิบ...สิบรายการ
      
        มาที่นี่ผมก็จะต้องเริ่มด้วย "ฮื้อแซ" ปลาดิบจีนล้างปากก่อน จากนั้นก็ต้องว่าด้วย "แพะเย็น" กินกับมายองเนส...หน่อไม้ฝรั่งกระป๋อง
      
        พอได้ที่แล้วจะต้องตามด้วย "หูฉลามน้ำแดง" แล้ว "หมูหันแต้จิ๋ว" ตามมาติด...ติด ก่อนที่จะปิดท้ายด้วย "ข้าวผัดปลาเค็ม" (ปลาทิโปตาเดียว) ก็จะต้องสั่ง "ปลาเต๋าเต้ย" หรือ "ปลาจาระเม็ดหนึ่งบ๊วย" มากระตุ้นต่อมน้ำลายต่อ
       แล้วจะต้องไม่ลืมสั่ง "กระเพาะหมูกรอบ" มาจุ่มน้ำแกงผักกาดดองเพื่อจะได้ข้าวผัดปลาเค็มได้คล่องคอ
      
        ไปกับป้าช้อยคราวนี้ ถึงได้รู้ว่าภัตตาคาร "ยิ้ม-ยิ้ม" เขาย้ายขึ้นมาอยู่ชั้นสองร้านอาหารจีน "ตั้งใจหยู" สังเกตง่าย ก็คือต้องขึ้นบันไดโบราณขึ้นไปกิน
      
        จำได้ว่าสมัยก่อนตรงนี้เป็นภัตตาคาร "ไต๋แปะ"
      
        ภัตตาคารยิ้ม-ยิ้มมาเซ้งอยู่หลายสิบปีแล้ว แต่ผมเองก็ชักจะเลือน...เลือน ไม่เหมือนตอนหนุ่ม...หนุ่ม จะกินอาหารอร่อยต้องมาเยาวราช แต่สมัยนี้ร้านอาหารเก่า...เก่าอย่าง "ยิ้ม-ยิ้ม" น่ะยังอร่อยคงเส้นคงวา
       ส่วนร้านข้างถนนที่มีมากมายเกลื่อนไปหมด มีร้านอร่อยนับร้านได้...ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนเยาวราชแท้ซะเมื่อไหร่กัน
      
       ตำนานร้าน "ยิ้ม-ยิ้ม" ภัตตาคารแต้จิ๋ว 100 ปี
      
       "นายเต็ง เตียวเฮียง" รุ่นปู่เมื่อ 100 ปี มาตั้งภัตตาคารยิ้ม-ยิ้ม ทำ "ฮื้อแซ" ปลาดิบจีนเป็นคนแรก
      
       "นายประภาพ ชวาลากุล" กับนาง "จารุวรรณ" รุ่นที่สามอายุอานามก็ 90 กว่าปีผู้บริหารตอนนี้
      
       อย่างที่เรียนว่า จู่...จู่ "ป้าช้อย" ก็ชวนไปกินอาหารจีนแต้จิ๋วอร่อยที่ภัตตาคาร "ยิ้ม-ยิ้ม" อิ่มจะยิ้มไม่ออก เพราะมันแน่นท้อง...จุกทวาร
      
       แต่ก็ต้องเขียนเล่า เพราะร้านนี้คือร้านตำนานอาหารแต้จิ๋วในเมืองไทย อย่างที่ผมใช้สำนวนจัดรายการวิทยุคลื่น 99 เอฟเอ็มอสมท. ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 15.00 น. ว่า
      
       ...ยู มัส อีท บีฟอร์ ยู ดาย รีบ...รีบไปกินกันซะ ก่อนที่ไม่รู้ว่าคนขายหรือคนกินจะตายก่อนกัน...
      
       *****************************************
      
       "ยิ้ม-ยิ้ม ภัตตาคาร" ถนนพาดสาย หลังห้างขายทองฮั่วเซ่งเฮง เยาวราช โทรศัพท์ 0-2224-2203, 0-2224-2205 โทรสาร 0-2224-2262

"ห่านย่าง หยงกี่" ห่านย่าง...ดังที่สุดของฮ่องกง/สันติ เศวตวิมล

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 สิงหาคม 2554 17:50 น. 
โดย : สันติ เศวตวิมล
แผ่นป้ายโฆษณารับรองความอร่อยของ "การท่องเที่ยวฮ่องกง"
       ใครไปฮ่องกง คงจะไม่พลาดห่านเจ้านี้ ที่เล่าลือกันว่าอร่อยที่สุดของเกาะแห่งนี้
      
       มีคนถามผมบ่อย...บ่อยว่า ไปฮ่องกงแล้วควรจะไปกินอะไร
       "ป้าช้อย" บอกผมว่า ไปฮ่องกงต้องไปกินห่านย่าง
       ผมเองก็เห็นด้วยกับคุณป้า เพราะไปฮ่องกงแล้วไม่ไปกินห่านย่าง ก็ดูเหมือนว่าจะตกหล่นอะไรไปอย่าง
       หรือถ้าไปกินห่านย่าง แล้วไม่ได้กินห่านย่างที่ภัตตาคาร "หยงกี่" แล้วก็ไม่รู้จะไปฮ่องกงกันทำไม
       (คำว่า "หยงกี่" ผมเรียกตามขี้ปากผม แต่ถ้าเป็นขี้ปากฝรั่งจะเรียกว่า "ยงเก่" (YOUNGKEE) แต่มีคนไทยบางคนผ่าไปเรียก "โหยงเก๋" ก็ว่ากันไป ความจริงมันก็คือร้านเดียวกัน)
"ห่านย่าง" สับลงในจานหนึ่งตัว
       "ภัตตาคารหยงกี่"...ป้าช้อยแกกินตั้งแต่เงินฮ่องกงแค่สอง...สามบาท ก็ประมาณห้าสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมเองก็กินใกล้เคียงกับคุณป้า
       ไปฮ่องกงครั้งแรกเมื่อปี 1970 สิ่งแรกที่ทำก็คือไปกินห่านย่างร้านนี้ เพราะได้ยินได้ฟังคนเล่ามาก็มากว่า...ห่านย่างร้านนี้อร่อยที่สุดในโลก
       ประสบการณ์ครั้งนั้นก็ต้องว่ามันแปลก
       ประการแรกก็คือห่านย่างที่นี่หนังมันกรอบเนื้อมันนุ่ม หอมกลิ่นเครื่องยาจีนชนิดบ้านเราไม่ใช้กัน และที่สำคัญน้ำจิ้มของเขาพิศดาร คือเอาน้ำผึ้งมาผสมกับน้ำบ๊วย รสชาติจึงออกเปรี้ยว...หวานถูกลิ้นคนไทยที่ชอบรสนี้นัก
      
       สมัยเมื่อสาม...สี่สิบปี ร้าน "หยงกี่" ซึ่งอยู่ฝั่งฮ่องกง ถนนควีนส์ โรด คนไทยรู้จักกันดี เพราะอยู่ใกล้กับธนาคารกรุงเทพ สาขาฮ่องกง
       คนไทยไปกินจึงสะดวกสบาย หาง่าย ชวนคนไทยที่ทำงานในธนาคารไปกินกันตอนกลางวัน สะดวกสบายดี ถ้าไปร้านนี้ไม่ถูกก็ให้ถามคนไทยทำงานที่นั่น ไม่มีวันหลง
       หรือถ้าจะหลง ก็คงจะหลงรสชาติเจ้าห่านย่างที่ต้องว่า อร่อยพิศดารกว่าบ้านเราที่เห็นกันอย่างชัดเจนก็คือ เขาใช้ห่านย่าง แต่บ้านเราใช้เป็ด
       และที่สำคัญห่านที่เขาเอามาย่างนั้น ไม่ใช่ห่านดินกินหญ้าอย่างบ้านเรา แต่เขาใช้ห่านพันธุ์พิเศษที่เรียกว่า..."ห่านหัวสิงโต"
       เป็นห่านพันธุ์ที่นักเปิบบางคน...บางท่านเรียกว่า "ห่านฮ่องเต้" เพราะว่ามันมีหัวมันใหญ่โตเหมือนสวมหมวกฮ่องเต้อย่างไร...อย่างนั้น
       เรื่องนี้ "ป้าช้อย" แกมีคำอธิบายขยายความ เพราะให้รู้กันว่ามันเป็นห่านไม่ธรรมดา อย่างนี้ครับ
ตู้กระจกแขวนห่านย่างโชว์หน้าร้าน "หยงกี่"
       อยู่แต้จิ๋ว "ต้มพะโล้"
       อยู่กวางตุ้ง "ย่างไฟ"
       อันว่า "ห่านหัวสิงโต" ที่ร้น "หยงกี่" นั้น ความจริงมันก็คือห่านพันธุ์พิเศษที่คนจีนเขาขุนเลี้ยงมาเป็นพันปี พวกจีนแต้จิ๋วเอาไปต้มพะโล้ มีขายแถวซัวเถา แต่จีนบ้านเราไม่ยักกะเอามาเลี้ยง
       พอพวกกวางตุ้งเห็นเข้า ก็เลยเอาไปย่างแล้วก็พบว่าอร่อยแตกต่างไปจากการต้มพะโล้ ร้าน "หยงกี่" เป็นผู้ทำก่อน ตั้งแต่สมัยยังหาบขาย จนกระทั่งขึ้นร้านภัตตาคารใหญ่โต
"ห่านหัวสิงโต"
       ความจริงจะว่าไปแล้ว "หยงกี่" ไม่ใช่ร้านเดียวที่ย่างห่านอร่อย ยังมีร้านย่างห่านอร่อยมากมายหลายเจ้าในฮ่องกง อย่างร้านแถวหน้าโรงเบียร์ "ซานมิเกล" แถวนิวเทอรริเทอรี่ใกล้ชายแดน ร้านนี้ก็อร่อย
       ร้านหยงกี่อยู่ฝั่งฮ่องกงซึ่งเป็นย่านธุรกิจผู้คนมากมาย ก็เลยขายดิบขายดี เป็นที่รู้จักมากกว่าร้านอื่น
       แต่ "ป้าช้อย" แกเล่าว่า เวลาป้าทำทัวร์ไปกินอาหารอร่อยที่ฮ่องกง ถ้าลูกค้าไม่ขอมา ป้าจะพาไปกินร้านอื่น แล้วก็ถูก...อร่อยกว่าที่ "หยงกี่" เพราะตอนนี้ขายดิบขายดีเกินไป จนดูแลลูกค้าไม่ทั่วถึง
       บ้านเราห่านย่างไม่มี แต่เป็ดย่างละอร่อยไม่หนีกันซะเท่าไหร่ อย่างร้านเป็ดย่างร้านชื่อ "ตงเพ็ง" ในซอยโชคชัย 4 ถนนลาดพร้าว เจ้านี้วันหนึ่งขายเป็นร้อยตัว
       แต่ถ้าตรุษ...สารทฟาดเป็นพันตัว ขายเป็ดย่างมากที่สุดในเมืองไทย ไม่ต้องไปฮ่องกง มาที่นี่...อร่อยเหมือนกันแต่ถูกกว่าเจ้าค่ะ จ๊ะบอกให้...
      
       (เสาร์อาทิตย์นี้ที่ร้าน "แม่ช้อย ดอยหลวง" เมนูจะมี "มัสมั่นเนื้อ-ไก่" ป้าช้อยแกจะโชว์ฝีมืออาหารไทยอร่อยที่สุดในโลกที่เขาโหวตกัน แถม "ผัดหมี่ฮกเกี้ยน" แบบภูเก็ต กับ "ผัดก๊วยเตี๋ยวปูม้า" แบบจันทบูรณ์ กรุณาสั่งจองที่หมายเลข 02 969 0028 กับ 081 553 8475 สอบถามกับ "ยี่หวา ยาหยี่" ร้านอยู่ซอยเรวดี 62 ถนนเลียบเมืองนนทบุรีเจ้าค่ะ)

"อริยาศรมวิลล่า "สปา" อาหารมังสวิรัติ/สันติ เศวตวิมล

โดย :สันติ เศวตวิมล
"บ้านหลังแรก" ที่ก่อสร้างไทยปนยุโรป
       เลขที่ 1 สุขุมวิทซอย 1 ที่นี่เป็นบ้านแรกบนถนนสุขุมวิท และก็เป็น "สปามังสวิรัติ" อาจจะแห่งแรก...
      
       พวก...พวกบอกผมว่า บ้านสวนทุกเรียนในซอยเรวดี นนทบุรีของผมมีบรรยากาศเหมือน "อริยาศรมวิลล่า"
      
       ฟังแล้วผมก็สงสัยว่า มันเหมือนกันอย่างไร?
      
       เพื่อนก็เลยต้องพาผมไปดูกับตาให้หายสงสัย
      
       พอไปแล้วความสงสัยก็เลิกสงสัย แต่กลายเป็นใหลหลง จนต้องเก็บมาเขียนเล่า เผื่อว่า...ท่านผู้อ่านชอบบรรยากาศและอาหารแบบนี้
      
       "อริยาศรมวิลล่า"...เป็นชื่อบ้านสวยแบบโบราณ สร้างกลางธรรมชาติต้นไม้...ใบหญ้าใกล้กับคอลงแสนแสบ เป็นที่เล่ากันว่า
"ห้องอาหารมังสวิรัติ" กลางดงไม้ธรรมชาติ
       เป็นบ้านหลังแรกที่สร้างบนถนนสุขุมวิทเมื่อเจ็ด...แปดสิบปีที่ผ่านมา
      
       ตั้งแต่สมัยแถวนี้ยังเป็นทุ่งนา เรียกกันว่า "ทุ่งบางกะปิ"
      
       เวลาจะเดินทางจะต้องใช้เรือ
      
       เจ้าของบ้านคือ "พระเจริญวิศวกรรม" คณะบดีคณะวิศวกรรมฯ คนแรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณพระท่านมาซื้อไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามโลก
      
       พอตอนเกิดสงครามก็ใช้บ้านหลังนี้เป็นที่หนีสงคราม
"เรือนสปา" แบบไทยล้าานนาร่มรื่น
       ตอนที่คุณพระมาสร้าง ใครเห็นแล้วจะต้องแปลกใจ เพราะจะเป็นบ้านไทยก็ไม่ใช่ บ้านฝรั่งก็ไม่เชิง
       ที่ต้องสร้างแปลก...แปลกแบบนี้ เพราะคุณพระได้ชื่อว่า "นักวิศวกรรมคนแรกของชาติ" ก็เลยต้องสร้างให้แปลกแตกต่างไปจากบ้านทั่วไป คือเอาความงามแบบไทย...ไทย มาผสมปนเปกับความแข็งแรงมั่นคงอย่างฝรั่ง
      
       ผมเห็นแล้วยังทึ่ง!!
      
       อายุจะเข้าร้อยปีแต่ก็ยังมั่นคงดีจะอยู่ได้อีกร้อยปีก็คิดว่าคงจะ อยู่ได้ ถ้าคิดเป็นมูลค่าบ้านและที่ดิน คงจะได้เป็นร้อย...ร้อยล้าน
       แต่หลานคุณพระคือคุณ "ปริม เชนะกุล" เอามาทำเป็น...สปาร้านอาหารมังสวิรัติเสียนี่!!
      
       เรื่องนี้ก็เป็นเพราะว่าคุณปริมกับสามีคือคุณเดวิส ชาวอังกฤษเป็นนักมังสวิรัติ แล้วก็เป็นนักปฏิบัติธรรม
      
       พออายุมากเข้าก็เข้าหาปริเวก
      
       ก็เลยเสกให้บ้านซึ่งสร้างไว้ จนอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นบ้านหลังแรก เลขที่ 1 ของถนนสุขุมวิท รวมทั้งย่าเป็นคนรักต้นหมากรากไม้ ปลูกพันธุ์แปลก...แปลกมากมายเต็มบ้านที่มีเนื้อที่เป็นไร่
       สองคนผัวเมียอยู่ไปก็จะเหงา ก็เลยตัดสินใจเอามาสร้างเป็นสปา เพื่อใช้เป็นที่บำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บแบบธรรมชาติ แล้วก็เลยเริ่มทำเป็นร้านอาหารมังสวิรัติแบบไทยปนฝรั่ง
      
       ประกอบกับคุณเดวิสก็เคยทำงานบริหารโรงแรม สโมสรระดับชาติ มีความสามารถในเรื่องอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนมหวาน เบเกอรี่ที่ทำเอง "โฮมเมด"
      
       ผมกินอาหารหวานดาวของที่นี่สามารถติดดาวของ "ป้าช้อย" ได้ คือถ้าให้ดาวกันก็ต้องสี่ดาว คือ ดาวอร่อย ดาวสะอาด ดาวราคายุติธรรม และดาวบริการ
       ส่วนอาหารที่ผมชอบมากอยากให้คุณไปลองก็มี
      
        4 หมี่กรอบ ตำรับไทยแท้ แต่ไม่มีกุ้งเพราะเป็นมังสวิรัติแต่จัดได้ไม่ผิดหวัง
        5 ลูกมะเดื่อฝรั่ง (FIG) อบบลูชีส เป็นตำราคุณแม่สอนให้ "มิสเตอร์เดวิส"
      
        6 แอปเปิ้ล ครัมเดิล (APPLE CRUMDLE) ฝีมือของคุณเดวิส ทั้งแอปเปิ้ลเค้กแบบอังกฤษ ไอศครีมโฮมเมดรวมทั้งมัสตาร์ด
      
        อาหารมังสวิรัตที่ "อริยาศรมวิลล่า" มีเป็นสิบ...สิบรายการ อร่อยทั้งนั้น
      
        แต่ห้ามพลาดฝีมือทำขนมของคุณเดวิสอย่างเด็ดขาด
      
        ผมชักอยากจะทำบ้านสวนของผมที่ซอยเรวดี นนทบุรีเป็นวิลล่า เป็นอาศรมบ้าง แต่ก็คงจะมีปัญหา เพราะ "ป้าช้อย" แกตั้งใจไว้ว่า
      
        ...ร้านกาแฟ ไแม่ช้อย ดอยหลวง" ขายกาแฟถึงจะเป็นมังสวิรัต แต่อาหารที่ขายจะต้องเป็นมังสาภิรัติ ไม่งั้นจะเสียคอนเซ็ปต์ (CONCEPT)...เปิบพิสดารครับ
       *****************************************
      
       อริยาศรมวิลล่า 65 สุขุมวิท กทม. โทรศัพท์ 081 837 1573
       E-MAIL:INFO@ARIYASOM.COM/WWW"ARIYASOM.COM)
      
       (หมายเหตุ "มังสาภิรัติ" หมายถึงอาหารที่มีเนื้อสัตว์ครับ)
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 สิงหาคม 2554 16:36 น.

กิน "ฟาน" ที่ปากเซ...จำปาสัก/สันติ เศวตวิมล

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 สิงหาคม 2554 16:17 น.
โดย : สันติ เศวตวิมล
แม่หญิงลาว อวดฟานส้ม หรือแหนมเก้ง มัดละ 5-10 บาทเงินบ้านเรา
       ฟานลาว...ก็คือเก้งไทย
       เป็นสิ่งผิดกม.ที่บ้านเรา
       แต่ถูกกม.ที่บ้านเขา เอ๊า!!
       มีให้กิน ก็กินซิเออ แซบอีหลี
      
       เพราะข่าวหมาส่งออกจากเมืองไทยไปขายเพื่อนบ้าน เป็นอาหารจานดังขายดิบ...ขายดี
"ฟานส้ม" แกะใหม่จากห่อใบตอง
       ผมก็เลยไปค้นรูปเก่า...เก่าที่เคยลงไว้ตอนสมัยไปทำ "เปิบพิสดาร" ไปถ่ายทำข่าวถนนกินหมาใจกลางเมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม
       
       ค้นเท่าไหร่ หาไม่เจอ พบแต่ภาพผมตอนไปเมืองจำปาสัก...ปากเซ ประเทศลาว มีภาพเก่า...เก่าเรื่องคนลาวกินฟาน ก็เลยเอามาเขียนเล่ากัน
      
        "ฟาน"...เป็นภาษาไทย-ลาวมาก่อนเก่าเราเราเรียกเก้งว่า "ฟาน" อย่างที่อำเภอศรีราชา ชลบุรี มีชายหาดชื่อว่า..."หาดแหลมฟาน"
เพื่อสุขภาพ จะต้องย่างให้สุก...สุก
       สมัยที่ผมยังเป็นเด็ก แถวศรีราชาเป็นป่าทั้งนั้น
      
        พวกเก้ง กวาง หมูป่า กระทั่งกระทิงจะออกมาจากป่า "ปลวกแดง" ลงมาเดินเพ่นพ่านทะเล เพื่อให้พรานไพรใจฉกรรจ์ยิงเปรี้ยง...ปร้าง
       
       ร้านอาหารแถวศรีราชา จึงมีอาหารป่าให้ได้กินกันเป็นประจำ
      
        ตอนนี้อย่าแต่ป่าเลย ภูเขายังโล้นเตียนราวกับหัวล้าน เอาน้ำป่าไหลลงมาจากภูเขาไปกินแทนก็แล้วกัน
       ผมไปเมืองลาวเป็นสิบ...สิบครั้ง
       
       ไปตั้งแต่สมัยสงคราม แต่ไปเป็นนักข่าวอยู่เวียงจันทน์ บางทีก็สุวรรณเขตและก็อยู่แต่ในเขตเมือง ไม่ได้ออกไปต่างจังหวัด
       
       สมัยนั้นจะเดินทางในลาว ใช้เครื่องบินทหารของ "แอร์ อเมริกัน" อย่างเดียว ถนนหนทางมีให้เหมือนทุกวันนี้เสียเมื่อไหร่
       
       ประสบการณ์เรื่องอาหารการกินก็มักจะได้อาหารญวน อาหารฝรั่ง(เศส)เป็นประจำ
       
       ส่วนอาหารลาวไม่คิด เพราะมันก็ก็อาหารไทยอีสาน จึงไม่มีความแตกต่างอะไรกัน เว้นแต่ว่า
       
       ...ลาวกินเค็มนำ ส่วนไทยกินเปรี้ยว นอกนั้นมันก็...ครือกัน
       ที่เวียงจันทน์ น่าจะเรียกว่าเป็นเมือง "เฝ๋อ" หรือก๋วยเตี๋ยวญวนไปทั่วเวียงมีร้านขายเฝ๋อมากมาย แต่รสชาติไม่ถูกปาก...ถูกลิ้นสักเท่าไหร่ จะว่าเป็นญวนก็ไม่ใช่
      
        หรือจะว่าเป็นลาวก็ไม่เชิง มันตะเลิดเปิดเปิงรสชาติตีกันพัลวัน...พันเก
      
        แต่ถ้าเป็นอาหารฝรั่งเศส มีอยู่ร้านหนึ่งชื่อ "ฟาวด์เท่น" (FOUNDTAIN) อยู่ริมแม่น้ำโขง ตรงหน้ากรมโฆษณาการ (สมัยเมื่อก่อนสงครามเลิกเขาเรียกอย่างนั้น แต่ตอนนี้จะเปลี่ยนเป็นเรียกชื่ออื่นไปแล้วกระมัง)
      
        ร้านนี้ขายอาหารฝรั่งเศส แต่มีชื่อเป็นอังกฤษ เพราะตรงนั้นมี "น้ำพุ" ให้เห็นเป็นสำคัญ
       
       สเต๊กแบบฝรั่งเศสร้านนี้อร่อยมากมายหลากหลายรายการ แต่จานดังประจำร้านก็คือ "สเต้กเนื้อฟาน" ใครมาต้องสั่งกินกัน โดยเฉพาะคนไทยที่ไม่มีสิทธิ์กินเก้งได้ในบ้านเรา แต่เมืองลาว เก้ง...กวางกินกันได้เสรีไม่ผิดกฎหมาย
       ถนนปากเซ จำปาสัก
       "ถนนเก้ง-กวาง"
       
       หลังสงคราม ผมไปลาวอีกหลายครั้ง แต่จะไปลาวใต้แถวปากเซ จำปาสักเป็นสำคัญ แล้วก็เลยรู้ว่าถนนสองสายของเมืองใหญ่ทางใต้ของลาวเป็นถนนมที่มีเก้ง...กวาง ขายสองฟากทาง กินกันไม่หวาดไม่ไหว ที่นิยมมากก็คือแหนมฟาน(ก็แหนมเก้ง) กับแหนมกวาง เขาทำมัดห่อใบตอง ใครกินก็ต้องย่าง ส่วน "ฟาน...กวาง" แบบเนื้อแห้ง เขาจะเอาไปปิ้งแล้วเอาสากกระเบือตีให้แตก แบบเนื้อกาฬสินธุ์ อร่อยจนขอแนะนำให้ลองกิน ถ้ามีโอกาสไปลาวใต้
      
        "แหนมฟาน...กวางแห้ง" ซื้อกินกันตามริมทาง ขายตลอดทั้งวันและทั้งคืน แต่ถ้าอยากจะกินแบบเนื้อสด...สดก็ต้องเข้าร้านอาหาร สั่งลาบฟาน ลาบกวาง หรือเนื้อฟานสด เนื้อกวางสดย่างก็อร่อยแบบบ้าน...บ้าน
       ก็อย่างที่เขียนเรียนว่า ตอนนี้คนนิยมกินเนื้อหมา หากคุณสงสัยว่าเนื้อหมาอร่อยอย่างไร ก็ขอแนะนำให้กินเนื้อฟาน เนื้อเก้งก็แล้วกัน...เนื้อมันใกล้เคียงกัน
      
        มิฉะนั้น เขาคงจะไม่เรียกเนื้อหมาว่า เก้งเอ๋งหรอก
      
        ในกรุงเทพสมัยเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อนมีร้านขายเนื้อหมา เนื้อหมาน้ำตก เครื่องในหมาต้มยำ อยู่ในซอยหลังสวนเพลินจิตร
       
       ...คนรุ่นผมรู้จักกันดี ถูกหลอกให้ไปกินจนเป็นประเพณีต้องหลอกคนอื่นมากินต่อ อ้วกอ้าก รากแตก รากแตนกันมาแล้วครับ...

"ปลาช่อน 6 ริ้ว" หมู่บ้านวอ แม่น้ำสะโตง/ สันติ เศวตวิมล

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 กันยายน 2554 15:29 น. 
โดย : สันติ เศวตวิมล
"แม่น้ำสะโตง" ช่วงหมู่บ้านวอ ก่อนไหลลงอ่าวเมาะตะมะ
       หมู่บ้านวอ...อยู่ริมแม่น้ำสะโตง รัฐมอญ
       แม่น้ำสะโคง...เป็นแม่น้ำประวัติศาสตร์ไทยรบพม่า
       ที่นี่...มี "ปลาช่อนแห้ง" ดังเรียกว่า "ปลาช่อน 6 ริ้ว
     
       ใครที่เคยไปไหว้พระธาตุอินทร์แขวน รัฐมอญ เมืองพม่า คงจะตื่นตากับแม่น้ำสะโตง
     
       แม่น้ำประวัติศาสตร์ที่ "สมเด็จพระนเรศวร" ทรงปืนต้นข้ามแม่น้ำยี้ไปถูก "สุรกรรมา" แม่ทัพพม่าเสียชีวิตบนคอช้าง
     
       เมื่อตอน "ป้าช้อย" พาผมไปไหว้พระธาตุ ที่ตั้งอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่ ตั้งหมิ่นเหม่อยู่บนหน้าผาทำท่าจะตกลงมาให้ได้ แต่ก็ไม่ตกลงมาสักกะที เป็นร้อย...ร้อยปี ผมก็ตื่นเต้นเพราะกลัวว่า...ผมจะไปผลักพระธาตุเขาตกลงมา
"แม่ค้าปลาช่อน" ไม่รู้ว่าเป็นมอญหรือพม่า
       เพราะตอนที่ผมเอามือไปดันก้อนหินที่มีองค์พระธาตุตั้งก็สั่น...สั่น ทำท่าว่าเลื่อนลั่น ผมรีบชักมือกลับทันควัน ถ้าพระธาตุตกลงมา
     
       ผมคงติดคุกพม่าหัวโต!!
     
       ผมไปไหว้ "พระธาตุอินทร์แขวน" หลายครั้ง คือมากกว่าสิบคราว จนกระทั่งเพื่อนพม่าบอกว่า ไม่ต้องมาอีกก็ได้ เพราะว่า
     
       คนพม่าไหม้พระธาตุอินทร์แขวนสามครั้ง เขาก็ว่าจะได้ขึ้นววรรค์แล้ว
     
       แต่ถ้าผมไปมากกว่าสิบคราว ประเดี๋ยวสวรรค์หมั่นไส้ พอดีพอร้ายไม่ได้ขึ้นสวรรค์ อาจจะตกสวรรค์ก็ได้...พม่ามันว่าอย่างนั้น
     
       อย่างที่ผมเขียนเรียนท่านว่า
     
       เวลาไปไหว้ "พระธาตุอินทร์แขวน" ก็จะต้องผ่านแม่น้ำสะโตงที่กว้างใหญ่ มองคล้ายแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงจะออกปากอ่าวไทย
     
       แม่น้ำสะโตงก็ไหลออกอ่าวเมาะตะมะเหมือนกัน
     
       ก่อนจะข้ามสะพานเหล็กที่สร้างสมัยอังกฤษปกครองมองดูแล้วคล้ายกับสะพานสมัยสงครามโลก เราก็จะผ่านหมู่บ้านเล็ก...เล็กที่ชื่อว่า "วอ"
     
       หมู่บ้านที่ว่านี้ไง ผ่านไปทีไรจะเห็นรถราจอดกันแน่นหน้าหมู่บ้าน รถราติดกันเสียเวลาเป็นชั่วโมง เพราะใครมาถึงที่นี่ก็จะต้องลงไปซื้อ "ปลาช่อนแห้ง" ที่พม่าบอกว่า
     
       ปลาช่อนแห้ง บ้านวอ ริมแม่น้ำสะโตง เขตแคว้นแดนมอญที่ว่านี้ เป็นปลาช่อนที่ดีที่สุดในเมืองพม่า
     
       เขาเรียกกันว่า "ปลาช่อนนาหยั่น"
     
       หรือจะเรียกเป็นภาษาพม่าก็ต้องออกเสียงว่า "นาหยั่นจอ"
     
       เอาละ ก็เป็นว่า
"ร้านขายปลาช่อนแห้ง" ริมถนนสายหงสา-พระธาตุอินทร์แขวน
       ทุกครั้ง...ทุกคราที่ผมมาไหว้ "พระธาตุอินทร์แขวน" ผมจะต้องแวะซื้อปลาช่อนบ้านวอ ถ้าไม่ซื้อ "ยี่หว่า ยาหยี"...เจ้าของร้านกาแฟ "แม่ช้อย ดอยหลวง" ในซอยเรวดี นนทบุรี เป็นต้องโวยวาย เพราะเมนูดังประจำร้านก็คือ "ปลาช่อนหงสา"
     
       เป็นอาหารโบราณของพวกพม่ารามัญทำกินกันตั้งแต่โบร่ำโบราณ เวลายกทัพจับศึกไปตีเมืองไหน เป็นต้องทำ "ปลาช่อนหงสา" ใส่เป็นเสบียงกรัง คลุกกับข้าวกินกันได้ไม่เบื่อ
     
       ปลาช่อนนาหยั่น
     
       "หกริ้ว"
     
       ที่คนพม่านิยมซื้อปลาช่อนที่บ้านวอก็เพราะว่า ปลาช่อนที่นี่ตัวใหญ่ เมื่อผ่าอกมาเป็นปลาแห้งก็จะได้หกริ้ว(โปรดสังเกตจากรูปจะเห็นชัด) แต่ถึงอย่างไรก็ยังเล็กกว่าปลาช่อนแห้งที่ฉะเชิงเทรา ที่เขาเรียกกันว่า "แปดริ้ว" ก็เพราะสมัยหนึ่งปลาช่อนแห้งที่บ้านเรามีถึง 8 ริ้ว...แต่เดี๋ยวนี้ได้แค่ 2 นิ้วก็โอเคแล้ว
     
       คนพม่ากินปลาช่อนแบบบ้านเรา คือเอาไปย่าง เอาไปเผาหรือเอาไปทอด แต่ถ้าจะให้อร่อยยอด ก็จะต้องเอาไปทำ "ปลาช่อนหงสา"
       "หงสา"...ก็คือชื่อเมืองหงสาวดี เมืองหลวงของมอญในอดีต ปัจจุบันพม่าเรียกว่าเมือง "พะโค"
     
       วิธีทำก็เอาปลาช่อนไปทอดให้กรอบ แล้วเอาน้ำพริกกุ้งพม่าที่เรียกว่า "ปาลาฉ่อง" ผัดคลุกเคล้าไปทั่วทั้งตัว รสชาติจะออกเผ็ด...เผ็ด เค็ม...เค็ม พม่าไม่กินเปรี้ยว กินหวาน แต่อาหารจานนี้ขึ้นชื่อจะกินให้อร่อยต้องไปที่เมืองหงสาวดี
     
       หรือที่ร้าน "แม่ช้อยดอยหลวง" ซอยเรวดี นนทบุรี
     
       แต่ไม่ได้มีให้กินทุกวันหรอกครับ เวลาผมไปทำทัวร์เมืองพม่าทีก็จะต้องหอบปลาช่อนบ้านวอกับน้ำพริกกุ้งปาลาฉ่อง เมืองหงสาวดีกลับมาทำขาย
     
       ไปเมื่อไหร่ จะรายงานให้รู้กัน รับรองว่าทั่วแคว้นแดนไทยไม่มีใครทำขายกัน