ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

“คาเฟ เดอ ตรัง” มุมร่มรื่นในเมืองใหญ่

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 กุมภาพันธ์ 2548 17:35 น.
บรรยากาศอันร่มรื่นของ “คาเฟ เดอ ตรัง”
       แม้ว่าช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์จะยังถือว่าอยู่ในช่วงฤดูหนาวก็ตาม แต่อากาศในตอนนี้ใครๆ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ร้อน” โดยเฉพาะในป่าคอนกรีตที่มองหาตึกสูงๆ ได้ง่ายกว่าต้นไม้อย่างในกรุงเทพฯนี้ ดังนั้นหลายๆ คนจึงแสวงหา “พื้นที่สีเขียว” เพื่อพักผ่อนหย่อนใจคลายร้อนกันเป็นธรรมดา
      
       สำหรับ “คาเฟ เดอ ตรัง” ห้องอาหารของโรงแรมตรัง บนถนนวิสุทธิกษัตริย์ ที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ได้ไปเจอมานี้ น่าจะเรียกว่าเป็นพื้นที่สีเขียวเล็กๆ แห่งหนึ่งที่เหมาะจะให้ผู้คนที่ร้อนทั้งกายร้อนทั้งใจมานั่งพักผ่อนเพลิด เพลินไปกับบรรยากาศและรสชาติของอาหารกันที่นี่
ปอเปี๊ยะสาหร่าย
       ภัทรยุทธ ฮุนตระกูล ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมตรัง เล่าว่า เมื่อก่อนนี้พื้นที่ของ “คาเฟ เดอ ตรัง” ซึ่งเป็นที่ว่างระหว่างตึกนั้น เคยเป็นที่จอดรถมาก่อน แต่เมื่อคนหันเข้าหาธรรมชาติกันมากขึ้น พื้นที่ตรงนี้จึงถูกปรับโฉม โดยตั้งใจจะให้มีความรู้สึกเหมือนเป็นที่นั่งเล่นหน้าบ้าน ดังนั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลงจากพื้นคอนกรีตมาเป็นพื้นไม้ ส่วนบรรยากาศที่เคยแห้งแล้งก็เปลี่ยนเป็นร่มรื่นจากร่มเงาของต้นไม้ต่างๆ ที่เอามาลง เช่น ต้นลำดวน และลีลาวดี จนกลายเป็น “คาเฟ เดอ ตรัง” ในวันนี้
      
       ชื่อของร้าน “คาเฟ เดอ ตรัง” ก็บ่งบอกถึงความเป็นอาหารใต้อยู่แล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่อาหารใต้เท่านั้น เพราะที่นี่ยังมีอาหารหลากหลายประเภท ทั้งอาหารไทยภาคกลางและอาหารจีนอีกด้วย
กุ้งมะขาม
       เมนูแรกที่นำมาแนะนำกันก็คือ คั่วกลิ้งหมู (69 บาท) ซึ่งมีทั้งคั่วกลิ้งหมูและไก่ให้เลือก ซึ่งจานนี้ได้แม่ครัวคนใต้แท้มาแสดงฝีมือ ใช้เวลาคั่วกว่า 1 ชั่วโมง รสชาติของเครื่องปรุงจึงเข้าเนื้อ รสเด็ดตามแบบอาหารใต้ กินคู่กับแตงกวาแก้เผ็ด นอกจากนั้นอาหารใต้จานอื่นๆ ของ “คาเฟ่ เดอ ตรัง” ก็ยังมีอีกมาก เช่น แกงไตปลา เคยทรงเครื่อง และหมูย่างเมืองตรัง ซึ่งส่งตรงมาจากเมืองตรังจริงๆ
      
       นอกจากอาหารใต้แล้ว “คาเฟ เดอ ตรัง” ก็ยังมีอาหารแบบภาคกลางไว้บริการ จานแรกที่นำเสนอคือ ปอเปี๊ยะสาหร่าย (140 บาท) ซึ่งเป็นออเดิร์ฟจานเด็ดของที่นี่ไม่มีที่อื่นเหมือน แม้ว่าชื่อเมนูจะเป็นปอเปี๊ยะ แต่กลับไม่มีแป้งปอเปี๊ยะห่อตามปกติ แต่ใช้เป็นสาหร่ายทะเลแผ่นใหญ่มาห่อแทน ส่วนไส้ในเป็นกุ้งสับผสมมันหมูแล้วนำไปทอด เวลากินอย่าลืมจิ้มน้ำจิ้มปอเปี๊ยะ เพื่อความอร่อยมากยิ่งขึ้น
สายสวรรค์
       หรือใครจะลองสั่ง เมนูชื่อไพเราะอย่าง สายสวรรค์ (69 บาท) ซึ่งเมื่อฟังจากชื่อและดูแต่หน้าตาของอาหารแล้วจะนึกไม่ออกเลยว่าทำมาจาก อะไร แต่เมื่อได้ลองชิมแล้วก็พอจะแยกรสออกมาได้ว่า สายสวรรค์จานนี้ก็คือต้นตะไคร้ที่นำมาทุบจนแตกเป็นเส้นๆ นำไปคลุกกับเครื่องแกงเผ็ดสูตรของทางร้าน แล้วนำไปทอดในน้ำมันร้อนๆ จนเหลืองกรอบ โรยหน้าด้วยใบกะเพรากรอบอีกทีหนึ่ง เวลากินจะใช้วิธีเดียวกับการกินเป็ดปักกิ่ง คือกินคู่กับแผ่นแป้งและน้ำจิ้มเป็ดปักกิ่ง ได้รสชาติแบบไทยปนจีนไม่มีที่ไหนเหมือน
      
       ส่วนอีกเมนูหนึ่งที่ชาวต่างชาติมักนิยมสั่งกันเป็นพิเศษก็คือ กุ้งมะขาม (89 บาท) ซึ่งใช้กุ้งแชบ๊วยตัวโตมาเสียบไม้แล้วชุบแป้งทอดจนเหลืองกรอบ แล้วจึงราดด้วยซอสมะขามสูตรเด็ดของทางร้าน โรยหน้าด้วยหอมเจียว เวลากินจะได้รสชาติของกุ้งผสมกับรสเปรี้ยวอมหวานของซอสมะขาม บวกกับกลิ่นหอมของหอมเจียวที่โรยหน้า นับว่าเมนูนี้น่าสนใจไม่หยอกเลยทีเดียว
คั่วกลิ้งหมู
       นอกจากนั้น เมนูอื่นๆ ของทางร้านก็ยังมี ปลาสมุนไพร (200 บาท) ใช้ปลาตาเดียว ซึ่งเนื้อจะแน่นเป็นพิเศษมาทอด แล้วราดด้วยน้ำยำซึ่งมีสารพัดสมุนไพรไทยๆ ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ตะไคร้ ขิง หอมแดง ใบพลู เป็นต้น และเมนูปีกไก่ยัดไส้ (89 บาท) ซึ่งใช้ปีกล่างของไก่มายัดไส้ด้วยหมูสับและวุ้นเส้น ปรุงรสด้วยพริกไทยหอมน่ากิน
      
       การได้มีโอกาสเอาใจตัวเองด้วยอาหารมื้ออร่อยๆ นั้น บางคนก็ถือว่าเป็นเหมือนรางวัลให้ที่มอบให้กับชีวิต ยิ่งถ้าเป็นของอร่อยในบรรยากาศดีๆ ร่มรื่นสบายๆ อย่างที่ “คาเฟ เดอ ตรัง” แล้วละก็ เชื่อว่าใครที่ได้มานั้นจะต้องอยากได้รางวัลชิ้นนี้บ่อยๆ แน่นอน
      
       *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *
      
       “คาเฟ่ เดอ ตรัง” อยู่ในโรงแรมตรัง ริมถนนวิสุทธิ์กษัตริย์ บริเวณเชิงสะพานพระราม 8 ข้างวัดอินทาราม เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 11.00-01.30 น. ทุกวัน สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.0-2282-7100

อาหารยุ่นถูกลิ้น ที่“ชิน เซน”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 มิถุนายน 2547 11:53 น.
บรรยากาศกว้างขวางของห้อง “ชิน เซน” นั่งหม่ำอาหารท่ามกลางสวนสวย
       “มิตรภาพ” เป็นสิ่งสวยงามที่เกิดขึ้นที่ไหน เมื่อใด กับใคร นับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่งดงาม
      
       เหมือนเช่นการออกมาตระเวนกินของ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ในมื้อนี้ ก็ได้เกิดมิตรภาพที่ดีขึ้นมาในใจ เมื่อได้เดินทางมาตระเวนกินอาหารญี่ปุ่น ที่ห้องอาหาร “ชิน เซน” ตั้งอยู่ที่ชั้น 5 ของโรงแรมเดอะแกรนด์ กรุงเทพฯ
      
       ห้องอาหาร “ชิน เซน”แห่งนี้บริการอาหารญี่ปุ่นแบบชาวอาทิตย์ อุทัยแท้ๆ ที่ว่าด้วยรสชาติดั้งเดิม ด้านบรรยากาศดูกว้างขวาง ตกแต่งภายในเหมือนกับว่านั่งหม่ำอาหารท่ามกลางสวนญี่ปุ่นอันสวยงาม
Sashimi Mori
       อีกทั้งเรื่องของการบริการลูกค้าที่เมื่อเข้ามาถึงห้องอาหารก็บริการ ลูกค้าด้วยความเป็นมิตร ต้อนรับด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส เรียกว่าทำเอาประทับใจไปตามๆ กัน สมกับความหมายของชื่อห้องอาหาร “ชิน เซน” ที่แปลว่ามิตรภาพ ที่บริการให้ลูกค้าทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
      
       ทีนี้มาว่าด้วยเรื่องอาหารที่เด่นดังของห้องอาหาร “ชิน เซน” ก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายเมนู เราเริ่มเมนูแรกที่เมื่อมากินอาหารญี่ปุ่นแล้วไม่สั่งเป็นไม่ได้กับ Sashimi Mori (1,000 บาท) เซ็ทปลาดิบรวมถาดใหญ่ที่ภายในมีสารพัดทั้ง ปลาโอ ปลาแซลมอน ปลากะพง ปลาฮามาจิ หอยปีกนก กุ้ง ปูอัด หนวดปลาหมึก ล้วนแล้วแต่ดิบสดๆ แต่ไม่คาวจัดกินกับน้ำซอสและวาซาบิ หม่ำเพลินกันไปเลย
Kani Karage
       เซ็ทปลาดิบเหมือนเป็นแค่ออร์เดิร์ฟ (จานโต) มาต่อกันที่ California Temaki (ชิ้นละ 130 บาท) ข้าวญี่ปุ่นห่อสาหร่ายที่ข้างในใส่ไส้รวมหลายอย่างทั้งกุ้ง ปูอัด หน่อไม้ฝรั่ง ไข่กุ้ง แตงกวา และราดด้วยน้ำมายองเนส ม้วนเป็นกรวย เวลากินหม่ำทั้งคำกัดรวมๆ กัน ได้รสชาติเคี้ยวมันทั้งข้าวทั้งไส้
      
       เมนูถัดมาถือว่าพิเศษสุดในช่วงนี้ Kani Karage (300 บาท) ปูนิ่มสีส้มสดตัวโตๆ ชุบแป้งเทมปุระที่ปรุงรสเสร็จสรรพแล้วทอดให้เหลืองกรอบ เสิร์ฟมาแบบร้อนๆ ฉีกกล้ามปูเคี้ยวเข้าปากรสชาติปูนิ่มกรุบกรอบ เค็มๆ มันๆ ในตัว
Buri Kamayaki
       จากเมนูปูมาต่อที่เมนูปลาๆ Sake Kabutoni (250 บาท) ปลาแซลมอนเฉพาะส่วนหัวนำมาต้มกับซอสญี่ปุ่น มีเห็ดเข็มทอง เห็ดหอม ผักกวยเล้ง แครอท เต้าหู้ขาวเป็นเครื่องแกล้ม ปลาแซลมอนเนื้อสดหวาน ผสมผสานกับน้ำซอสญี่ปุ่นที่ซึมลึกถึงเนื้อปลา ได้รสชาติถูกลิ้นถูกปาก หวานๆ เค็มๆ
      
       Buri Kamayaki (400 บาท) เป็นแก้มปลาบุรีย่างเกลือหรือบ้านเราเรียกว่าปลาหางเหลือง โรยเกลือแล้วย่างด้วยไฟอ่อนๆ เอาแค่พอเหลืองสุกหอม เมนูปลานี้มีกลเม็ดเคล็ดไม่ลับในการการกินนิดหน่อย คือบีบมะนาวลงบนตัวปลา แล้วค่อยตักเนื้อปลาเข้าปาก จะได้รสชาติปลาที่เนื้อแน่นมันๆ เค็มๆ ตัดกับความเปรี้ยวนิดๆ จากมะนาว หรือจะจิ้มกินกับน้ำจิ้มโชยุที่ใส่หัวไชเท้าขูดฝอยก็เพิ่มรสชาติไปอีกแบบ
Sake Kabutoni
       ปิดท้ายมื้อล้างปากด้วยของหวานแบบญี่ปุ่นกับ Oshiruko (100 บาท) ถั่วแดงต้มจนเปื่อยร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ จากแป้งโมจิย่างที่ใส่มาในถ้วยถั่วแดงด้วย ตักถั่วแดงเข้าปากได้รสชาติหวานมัน ส่วนแป้งโมจิก็หวานเคี้ยวนุ่มนิ่มเข้ากันกับถั่วแดงต้มร้อนๆ ส่วนถ้าใครชอบล้างปากแบบกรึ่มๆ ด้วยแอลกอฮอล์พองาม ก็ต้องลองสั่งสาเกญี่ปุ่นที่ มีให้เลือกทั้งสาเกเย็นราคาขวดละ 500-680 บาท สาเกร้อนราคาขวดเล็ก 300 บาท ขวดใหญ่ 1,800 บาท จะล้างปากก็เข้าท่าหรือสั่งมากินแกล้มกับอาหารก็เข้าที
      
       และแล้วมื้ออันแสนอิ่มของ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ก็จบลงด้วยความอิ่มเอิบ อิ่มกายแน่นกระเพาะกับอาหารญี่ปุ่นรสชาติยุ่นแท้ๆ ที่ถูกปาก และอิ่มใจกับมิตรภาพใหม่ๆ ที่ได้รับจากห้องอาหาร “ชิน เซน” แห่งนี้ มิตรภาพดีๆ ที่คอยจะหยิบยื่นให้กับทุกคนที่ได้มาเยือน
      
       *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    * 
       ห้องอาหารญี่ปุ่น “ชิน เซน” ตั้งอยู่ที่ ชั้น 5 โรงแรมเดอะ แกรนด์ ถ.รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ เปิดทุกวันช่วงมื้อกลางวัน11.30 – 14.30 น. และมื้อเย็น 18.00 – 22.30 น. โทร. 0-2274-1515 ต่อ 1262

SAMURAI…ไฮ้! ญี่ปุ่นแท้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 พฤศจิกายน 2547 11:24 น.

บรรยากาศสบายสไตล์ญี่ปุ่นของร้าน “SAMURI”
       มีคนเคยบอก “ผู้จัดการตระเวนกิน” ว่า อาหารญี่ปุ่นของแท้นั้นเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ แต่มร.นาโอะฟูมิ ซาโต้ หนุ่มแดนปลาดิบที่มาเที่ยวเมืองไทยเมื่อหลายปีก่อนบอกว่าแวะไปชิมอาหาร ญี่ปุ่นหลายที่ในเมืองไทยแล้วบอกได้คำเดียวว่า...นี่ไม่ใช่อาหารญี่ปุ่นของ แท้
      
       เพราะความอร่อยนั้นมาจากความหวานสดของวัตถุดิบจากธรรมชาติ แต่ตอนนี้อาหารญี่ปุ่นกำลังถูกบิดเบือนด้วยสารปรุงแต่งและสารเคมีจนเป็น อันตรายต่อสุขภาพไปแล้ว
      
       ว่าแล้วคุณซาโต้ก็อดรนทนไม่ได้จนต้องมาเปิดร้าน “SAMURAI” ที่เมืองไทยเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารแท้ของญี่ปุ่นให้คนไทยได้ลิ้มลองกัน
      
       ความอร่อยของร้าน SAMURAI จึง เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบที่สด สะอาดและปลอดสารพิษ อาทิ เนื้อปลาคัดสด ๆ ผักHarmony กางมุ้งมาจากโคราช เนื้อหมูอนามัย ไก่บ้านที่เลี้ยงตามธรรมชาติ ปูอัดจากญี่ปุ่นที่ไม่ใส่สี เป็นต้น แถมได้เชฟชาญชัย ที่เคยอยู่กับเชฟญี่ปุ่นมาหลายแห่ง อาทิ นิปปอนไต และฮานาย่า มาแล้ว อาหารแต่ละจานจึงกลายเป็นสไตล์ฟิวชั่นทันสมัย
แคลิฟอร์เนียมากิ ที่ใช้ไข่ปลาของแท้
       แน่นอนว่าวัตถุดิบเหล่านี้ต้องมีราคาแพง แต่สนนราคาของอาหารในร้านนี้เริ่มต้นที่ 80 บาท จนถึง 400 บาท ในย่านสยามสแควร์แล้วถือว่าราคานี้รับกันได้
เอบิชีส กับซอสถั่วแระ น่ากิน
       เมนูอร่อยที่ลองสั่งมาลิ้มลอง จานแรกเอบิชีส ( 180 บาท ) จานนี้เห็นแล้วน่ากินมากใช้ฟองเต้าหู้มาพันกับชีส แล้วหุ้มตัวกุ้งสดอีกทีนำไปทอดกรอบนอกนุ่มใน ทีเด็ดของจานนี้อยู่ที่ “ซอสถั่วแระ” คือนำถั่วแระไปบดให้ละเอียดแล้วเคี่ยวกับนมสดจนกลายเป็นครีม หอม ๆ มัน ๆ
      
       อีกจานเป็นออร์เดิร์ฟที่เรารู้จักกันนั่นคือ เกี๊ยวซ่า แต่ขอบอกว่าไม่เหมือนร้านไหน เพราะเกี๊ยวซ่าของที่นี่ใช้มะเขือม่วงแทนแผ่นเกี๊ยว เริ่มจากใช้หมูบดมาปรุงรสแล้วห่อด้วยมะเขือม่วง นำไปชุบแป้งเทมปุระทอดให้กรอบกำลังดีคือเนื้อมะเขือกำลังกินไม่เละคาปาก
      
       ถ้าจะทอดสอบความสดของอาหารญี่ปุ่นต้องสั่งจานนี้ ซาซิมิ ( 400 บาท ) มีแซลมอน กุ้ง ปลาไหล ปลาตาเดียว ปลาทูน่า อย่างละ4 – 5 ชิ้น กัดเข้าไปคำแรกจะลิ้มรสของความหวานจากเนื้อสดได้ ถ้าใครชอบเผ็ดให้จิ้มวาซาบิสดที่ต้องสั่งมาต่างหากในราคา 50 บาท เพราะที่นี่ใช้วาซาบิสดกิโลกรัมละ 6,000 บาทของจริงมาจากญี่ปุ่นฝนให้ดูกันเลย
ซาซิมิ เมนูนี้โชว์ความสดรสอร่อย
       ไปร้านนี้ห้ามพลาด แคลิฟอร์เนียมากิ เด็ดขาด เพราะไม่เหมือนใครตรงที่”ไข่กุ้ง”ที่ คลุกมานั้น คุณซาโต้บอกว่าไข่กุ้งสีแดงเป็นลูกขนาดเท่าปลายก้อยนั้นแท้จริง คือไข่ปลาแล้วนำมาแช่สารเคมีให้พองเหมือนแช่ปลาหมึกกรอบแล้วแต่งสีด้วยสีส้ม เข้าไปหน่อยจะได้น่ากิน ถ้าอยากรู้ว่าไข่กุ้งที่ญี่ปุ่นเขากินกันอย่างไรก็ลองสั่งจานนี้ดู เป็นข้าวปั้นห่อด้วยปูอัด อโวคาโด และผักอื่นๆ คลุกเคล้าด้วยไข่ปลาเม็ดเล็ก ๆ ส่งเข้าปากไปคำเดียวค่อย ๆ เคี้ยวจะได้ความอร่อยสดของรสชาติข้าวปั้นของแท้
สเต็กสไตล์ญี่ปุ่น
       ร้านนี้ยังมีของอร่อยให้สั่งอีกมากมาย อาทิ สเต็กญี่ปุ่น( 180 บาท ) แซลมอนผัดหอยตลับ(180 บาท ) แบงคอกโรล ( 80บาท) หรือจะสั่งเป็นเซ็ทเมนูในราคาสบายกระเป่า อาทิ ชุดA มีอาหารจานละ 80 บาท 3 อย่างในราคา 190 บาทเท่านั้น
      
       บรรยากาศของร้านก็ทันสมัยแต่ยังคงความเป็นสไตล์ญี่ปุ่นคือเงียบและมีความเป็นส่วนตัวในอารมณ์สบาย ๆ
      
       *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *
      
       ร้าน “SAMURAI” มี 2 สาขา ใครอยากกินรสชาติญี่ปุ่นแท้ไปที่สุขุมวิท 39  ส่วนที่สยามซอย 5 รสชาติปรับให้เข้ากับลิ้นคนไทยหน่อย เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 11.00 – 23.00 น. หรือโทรไปสอบถามที่02-250-1856

"อินาโฮ" อาหารญี่ปุ่นรสยุ่นแท้ๆ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 เมษายน 2548 16:35 น.

บรรยากาศร้าน "อินาโฮ" นั่งสบายได้กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น
       "อินาโฮ" (INAHO) เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า รวงข้าว อย่าเพิ่งงงว่า "ผู้จัดการตระเวนกิน" จะมาสอนภาษาญี่ปุ่นหรือยังไง เปล่าเลย แต่ที่เกริ่นด้วยคำว่า "อินาโฮ" นี้ ก็เพราะว่า เป็นชื่อของร้านอาหารญี่ปุ่นร้านหนึ่ง ที่เราได้ตระเวนไปลิ้มรสมา แล้วเกิดติดใจในรสชาติของอาหารญี่ปุ่นร้านนี้เข้าอย่างแรง
      
       เพราะอาหารญี่ปุ่นที่นี่ได้รสชาติสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ปรุงตามแบบต้นตำรับดั้งเดิม คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดีมาปรุงเป็นอาหาร เน้นเรื่องความสดของอาหารเป็นอันดับหนึ่ง และมีเมนูให้เลือกหม่ำมากมายกว่า 250 รายการ รวมไปถึงบรรยากาศร้านที่ตกแต่งแบบญี่ปุ่นร่วมสมัยใหม่ พอให้ได้กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นอยู่บ้าง เน้นที่ความสบายในการนั่งหม่ำอาหาร
      
       เอาเป็นว่ามาพูดถึงเมนูอาหารที่ "ผู้จัดการตระเวนกิน" ได้สั่งมาลองลิ้ม แล้วติดใจสุดๆ จนต้องรีบมาบอกต่อกันดีกว่า เริ่มที่เมนูแรก เทมปุระรวม (120 บาท) มี กุ้ง ปลากะพง ฟักทอง เผือก ข้าวโพดอ่อน ชุปแป้งทอดที่ดูเหมือนเป็นเมนูชุปแป้งทอดพื้นๆ ที่ร้านไหนๆ ก็มี แต่เทมปุระของร้านนี้มีความพิเศษอยู่ตรงแป้งเทมปุระที่ใช้ในการชุบแป้งทอด เขาใส่ไข่แดงลงไปผสมด้วย ทำให้ได้รสชาติของความหวาน มันเพิ่มขึ้น จิ้มกับน้ำจิ้มปรุงพิเศษของทางร้าน รสออกหวานๆ เค็มๆ ถูกลิ้นแบบส่งเข้าปากหม่ำคำต่อคำกันเลย
เทมปุระรวม
       เมนูต่อมาเป็น สลัดทะเลรวม (150 บาท) ตัวผักสลัดมีกะหล่ำปลี แครอท กะหล่ำปลีสีม่วง ผักกาดแก้ว แตงกวาญี่ปุ่น ผักกาดหอม ไควะเระ (เป็นชื่อผักชนิดหนึ่ง) สาหร่ายสด ส่วนอาหารทะเลมี ปลาหมึกยักษ์ ปลาแซลมอน กุ้ง หอยปีกนก ปูอัด ปลาซาบะดอง และมีน้ำสลัดน้ำข้นสูตรพิเศษเฉพาะของทางร้านราดมา เวลาหม่ำคลุกทุกอย่างให้เข้ากัน ลิ้มรสความสดกรอบของผักและหวานสดของอาหารทะเล ส่วนน้ำสลัดออกเปรี้ยวอมหวาน หอมกลิ่นน้ำมันงานิดๆ
      
       ต่อด้วยเมนูหนักท้องข้าว ห่อสาหร่ายไส้ผัก ทะเลรวม โรยด้วยไข่กุ้ง (130 บาท) หรือก็คือแคลิฟอร์เนียนั่นเอง ที่มีไส้ข้างในเป็นหน่อไม้ฝรั่งลวก ไข่หวาน กุ้ง อโวคาโด และห่อด้วยสาหร่าย แล้วถึงจะห่อด้วยข้าวปั้นอีกที โรยด้วยไข่กุ้งสีส้มสด รสชาติโดดเด่นตรงไส้ข้างในที่ออกมันๆ หวานๆ จากอโวคาโดคล้ายๆ ครีม หวานจากกุ้ง และข้าวปั้น (ซูชิ)ที่ปรุงรสแล้วรสออกหวานๆ เปรี้ยวๆ เคี้ยวหนึบ ไข่กุ้งที่โรยมาเคี้ยวกรึบๆ เพลินปากดี
สลัดทะเลรวม
       ข้าวหน้าปลาดิบรวม (130 บาท) เสิร์ฟมาแบบเป็นกล่อง ที่ภายในด้านล่างเป็นข้าวซูชิ ส่วนด้านบนเต็มไปด้วยของดิบๆ สดๆ หลายอย่าง ปลาดิบที่มีทั้งปลาไทยและปลาญี่ปุ่น อย่างปลาทูสด ปลากะพงขาว ปลาแซลมอน กุ้งสด และไข่กุ้ง ไข่หวาน เห็ดหอมดองญี่ปุ่น หัวไชเท้าดองญี่ปุ่น เมนูนี้ได้ลิ้มรสความสดหวานของปลาดิบที่ใส่มาอย่างเต็มที่ กินคู่กับข้าวซูชิที่ปรุงรสแล้ว เล่นเอาอิ่มแน่นได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ข้าวหน้าปลาดิบรวม
       ปิดท้ายที่ เนื้อหมักซอสผัดกระทะร้อน (150 บาท) เมนูนี้โดนใจคนชอบเนื้อ เป็นเนื้อวัวเกรดดี ตรงส่วนเนื้อสันนอกมาสไลด์บางๆ หมักกับซอสสูตรเด็ดของทางร้าน และนำมาลงกระทะร้อนใส่น้ำมันงา จนได้เนื้อที่สุกกำลังดี มีผัดผักรวมใส่มาด้วย โรยด้วยงาและหอมสับอีกที กลิ่นเนื้อหอมชวนหม่ำ พอลิ้มรสสัมผัสได้ถึงความหวานของน้ำซอสรสกลมกล่อม ที่ซึมลึกถึงเนื้อวัวเคี้ยวหนึบหนับปาก
เนื้อหมักซอสผัดกระทะร้อน
       นอกจากนี้ที่ร้าน "อินาโฮ" ยังมีเมนูเด็ดอื่นๆ อีกเพียบ อาทิ ข้าวห่อปลาสายรุ้ง (130 บาท) สเต็กทะเลรวม (150 บาท) สุกี้น้ำหม้อร้อนแบบญี่ปุ่น (280 บาท) ปลาไหลย่าง (250 บาท) มีอาหารเที่ยงเป็นเซ็ท ราคาเริ่มต้นที่ 99-200 บาท และเมนูพิเศษสุดๆ ของร้านนี้ที่อยากจะนำเสนอก็คือ บุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น (229 บาท++ ต่อคน รวมชาเขียว กับกาแฟร้อน) สามารถเลือกกินกันได้ไม่อั้น

รู้จัก “ข้าวแช่”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 เมษายน 2548 16:38 น.
       อันที่จริงแล้วถ้าจะให้เท้าความถึงความเป็นมาของ “ข้าวแช่” ว่ามีความเป็นมาอย่างแน่ชัดเช่นไรไม่มีใครทราบแน่ชัดได้ เพราะมีเรื่องราวเล่าสืบต่อกันมาหลากหลายแง่มุมต่างกันออกไป อย่างเช่นกล่าวกันว่า “ข้าวแช่” เป็นส่วนประกอบในเทศกาลสงกรานต์ของชาวมอญ ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาว่า ในวันสงกรานต์ชาวมอญหุงข้าวแช่ในงานสงกรานต์ เพื่อถวายพระ เพื่อความเป็นสิริมงคล และข้าวที่หุงนี้ไม่เหมือนกับที่กินหรือขายกันทั่วไป เพราะมีกรรมวิธีการทำที่พิเศษพิสดารกว่า เช่น ต้องใช้ข้าวสารดีเยี่ยม 7 กำ ซ้อมข้าวนั้นให้ได้ 7 ครั้ง แล้วซาวน้ำบริสุทธิ์ 7 หน จึงนำมาหุง
      
       แล้วตามประเพณีต้องหุงข้าวกลางแจ้ง ถ้าจะให้เต็มพิธีต้องปักราชวัตรฉัตรธงด้วย นอกจากถวายข้าวแช่พระแล้ว ข้าวแช่นี้ยังจะต้องจัดสังเวยเทวดาด้วย โดยปลูกศาลเพียงตาบริเวณบ้าน และสังเวยข้าวแช่เป็นเวลา 3 วัน ข้าวแช่ที่เหลืออยู่อาจนำไปให้ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคารพนับถือเพื่อเป็นสิริ มงคล
      
       นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนาน “ข้าวแช่” เอาไว้ว่า มีเศรษฐีคนหนึ่งผู้มั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ แก้วแหวนเงินทอง ขาดเสียอยู่แต่อย่างเดียวตรงที่ไม่มีทายาทที่จะรับสืบทอดมรดก เศรษฐีได้ทำพิธีบวงสรวงพระอาทิตย์ และพระจันทร์อยู่นาน จนเวลาล่วงไป 3 ปี ยังไม่มีลูก เห็นทีจะไม่ได้ผล จึงเปลี่ยนไปบวงสรวงพระไทร ซึ่งสิงสถิตต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ
      
       ในการจัดเครื่องบวงสรวงครั้งนี้ เศรษฐีสั่งให้บริวารเอาข้าวสารเมล็ดงามล้างน้ำถึง 7 ครั้งจนบริสุทธิ์หมดมลทิน แล้วจึงหุงข้าวนั้นเพื่อบูชาพระไทร ประกอบด้วยอาหารโอชารสอีกมากมาย ล้วนจัดทำด้วยความประณีตทั้งสิ้น จากนั้นเศรษฐีจึงอธิษฐานขอบุตรจากพระไทร
      
       ฝ่ายพระไทรเห็นความพยายามของเศรษฐี ก็เมตตา จึงไปเฝ้าพระอินทร์ทูลขอบุตรให้เศรษฐีได้ผล พระอินทร์จึงโปรดให้เทวบุตรนามว่าธรรมปาล จุติลงมาเกิดในครรภ์ภรรยาเศรษฐี ฝ่ายเศรษฐียินดีปรีดามากตั้งชื่อลูกชายว่า ธรรมบาลกุมาร พร้อมสร้างปราสาทเจ็ดชั้นให้ลูกชาย เป็นที่มาของนิทานมหาสงกรานต์ที่ได้ยินกัน
      
       แต่ไม่ว่าเรื่องราวความเป็นมาของ “ข้าวแช่” จะเป็นเช่นไร ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาถกเถียงกันมากนัก เพราะว่าด้วยเรื่องรสชาติและรูปร่างหน้าของข้าวแช่ แล้วนั้น จัดได้ว่าเป็นศิลปะของการทำอาหารอีกชั้นหนึ่ง เพราะว่าด้วยกรรมวิธีการทำที่จะต้องใช้ฝีมือและความประณีตบรรจงในการทำเป็น อย่างมาก จึงทำให้ดูเหมือนว่าข้าวแช่ นั้นหากินได้ยากมากก็ว่าได้
      
       ถ้าเป็นสมัยก่อนการที่จะได้กิน “ข้าวแช่” นั้นเป็นเรื่องยาก ผู้ที่จะได้ลิ้มรสชาติข้าวแช่ ต้องเป็นผู้ที่อยู่แต่ในรั้วในวังเท่านั้นก็ว่าได้ เพราะเดิมทีข้าวแช่ เป็นสูตรต้นตำรับมาจากในวัง แต่ต่อมาข้าวแช่ก็กลายมาเป็นที่แพร่หลาย เมื่อครั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระราชวัง พระนครคีรี (เขาวัง) จังหวัดเพชรบุรีในปัจจุบัน ทรงนำห้องเครื่องจากพระบรมมหาราชวังไปเผยแพร่ให้ชาวบ้านได้รู้จักตำรับข้าว แช่
      
       ชาวบ้านจึงนำไปฝึกทำจนเกิดความชำนาญขึ้น เลยได้ชื่อว่า “เมืองเพชร ดินแดนแห่งข้าวแช่” ซึ่งถือว่า ข้าวแช่ของชาวเพชรบุรี เป็นสูตรชาววังเก่าแก่ที่สุด นับตั้งแต่นั้นมาข้าวแช่ จึงไม่ใช่ของกินที่หากินยากอีกต่อไป