ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

อิ่มอร่อยกับเทศกาล "ขนมไหว้พระจันทร์"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 กันยายน 2548 17:38 น.
"บัวหิมะ เผือก-ถั่วแดง" โรงแรมแอมบาสซาเดอร์
       เวียนมาอีกครั้งหนึ่งแล้วสำหรับ "เทศกาลไหว้พระจันทร์" อีกหนึ่งเทศกาลสำคัญของชาวจีนทั้งหลาย เพราะเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขและความสมหวัง ซึ่งสำหรับในปีนี้ตามปฏิทินแล้วก็จะตรงกับวันอาทิตย์ที่ 18 กันยายนนี้
       

       แน่นอนล่ะว่าเมื่อมีเทศกาลไหว้พระจันทร์ สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ "ขนมไหว้พระจันทร์" ซึ่งหลายโรงแรมก็ได้ขนขนมไหว้พระจันทร์สารพัดสูตร สารพัดไส้ มาให้เลือกชิมเลือกกินกันอย่างอิ่มหนำ "ผู้จัดการตระเวนกิน" จึงได้รวบรวมโรงแรมที่ร่วมจัดเทศกาลขนมไหว้พระจันทร์ เพื่อให้ผู้อ่านได้ไปลองลิ้มตามความชอบ มีที่ไหนบ้าง ตามไปดูกันดีกว่า
ขนมไหว้พระจันทร์แบบหิมะ โรงแรมแกรนด์ไชน่า ปริ๊นเซส
       โรงแรมแกรนด์ไชน่า ปริ๊นเซส (สี่แยกราชวงศ์-เยาวราช) นำขนมไหว้พระจันทร์สูตรดั้งเดิมแบบอบ ที่มีเนื้อแป้งบาง หอม สด ใหม่ และมีหลายไส้มาให้เลือกลองลิ้มชิมรส อาทิ ไส้ทุเรียนหมอนทอง ลูกบัว โหงวยิ้งแฮม พุทราจีน ชาเขียว นอกจากนี้ยังมีขนมไหว้พระจันทร์แบบหิมะ ที่มีเนื้อแป้งเนียน นุ่ม หอม เย็น สอดไส้หลากรสชาติและหลากสีสัน ทั้งสีชมพูอ่อน สีเขียวอ่อน สีขาว สีส้มอ่อน และใหม่ล่าสุดกับ ขนมไหว้พระจันทร์สอดไส้ลำไย ชวนชิมลิ้มลองกันได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 18 กันยายน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสั่งจองล่วงหน้าที่ 0-2224-9977 ต่อ 303
      
       โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพฯ นำเสนอขนมมงคล "บัวหิมะ เผือก-ถั่วแดง" ที่เน้นคุณค่าทางโภชนาการ และ "บัวหิมะ ช็อกโกแลต พีนัท บัตเตอร์" ที่ให้เนื้อแป้งนุ่มหอม เนียนบางสูตรจีนโบราณ และยังมีอีกสารพันไส้ที่รับประกันความสดใหม่ ผลิตวันต่อวัน พิเศษ ลด 10-15 % เมื่อสั่งซื้อ 40 ชิ้นขึ้นไป ตั้งแต่วันนี้ – 18 กันยายน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสั่งจองล่วงหน้าที่ 0-2254-0444 ต่อ 1504-7
ขนมไหว้พระจันทร์สอดไส้ โรงแรมเรดิสัน
       โรงแรมเรดิสัน กรุงเทพฯ มีขนมไหว้พระจันทร์สอดไส้หลากหลายรูปแบบ อาทิ ไส้ทุเรียน ไส้ลูกบัว ไส้ชาเขียว นอกจากนี้ยังมีขนมไหว้พระจันทร์ทั้งแบบใส่ไข่และไม่ใส่ไข่ สำหรับผู้ที่ต้องการเป็นของไหว้หรือซื้อเป็นของฝาก สามารถสั่งจองได้ที่ห้องอาหารฟุกหยวน และเรดิสัน เบเกอรี่ ตั้งแต่วันนี้ -18 กันยายน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 0-2641-4777 ต่อ 1244 และ 1138
      
       โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน กรุงเทพฯ โดยเลือกสรรขนมไหว้พระจันทร์หลากหลายรสชาติสูตรต้นตำรับจากเชฟชาวจีนมาให้ เลือกกิน ไม่ว่าจะเป็น ไส้ไข่เดี่ยว ไส้ไข่คู่ ไส้ทุเรียน ไส้เม็ดบัว ไส้ผลไม้รวม ไส้บัวหิมะ ไส้ถั่วแดง ฯลฯ โดยมีให้เลือกลิ้มลองและเลือกซื้อเป็นของฝากที่ ห้องอาหารจีนหนานหยวน และฟอร์จูน เบเกอร์ ตั้งแต่วันนี้ – 18 กันยายน สอบถามเพิ่มเติมที่ 0-2641-1500 ต่อ 1018 หรือ 1093
ขนมไหว้พระจันทร์มงคลของเมย์ฟลาวเวอร์ โรงแรมดุสิตธานี
       โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ ร่วมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ด้วยขนมไหว้พระจันทร์นานาชนิด อาทิ ไส้โหงวยิ้งไข่เดี่ยว ไส้โหงวยิ้งเม็ดแตง ไส้ลูกบัวไข่เดี่ยว ไส้ลูกบัวเม็ดแตง ไส้ทุเรียนไข่เดี่ยว ไส้ทุเรียนเม็ดแตง ไส้ถั่วกวนไข่เดี่ยว โดยผู้สนใจสามารถสั่งจองได้ตั้งแต่วันนี้ – 18 กันยายน ที่ห้องอาหารจีนเดอะเกรทวอลล์ และที่ทิโวลี่ คอฟฟี่ช้อป สอบถามเพิ่มเติมที่ 0-2215-0808 ต่อ 5303 หรือ 5266
      
       โรงแรมดุสิตธานี จัดเทศกาลฉลองไหว้พระจันทร์ ด้วยขนมไหว้พระจันทร์มงคลของเมย์ฟลาวเวอร์ ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายรสชาติ ทั้ง ไส้ทุเรียนกวน ไส้โหงวยิ้ง ไส้เม็ดบัว และไส้ถั่วแดง ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองได้ตั้งแต่วันนี้-20 กันยายน สอบถามเพิ่มเติมที่ ห้องอาหารจีน เมย์ฟลาวเวอร์ โรงแรมดุสิตธานี โทร.0-2200-9000 ต่อ 2799
       

ขนมไหว้พระจันทร์สูตรพิเศษของโรงแรมบันยันทรี
       โคคา ร่วมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ ด้วยขนมไหว้พระจันทร์สูตรเฉพาะของโคคาในหลากหลายรส ไม่ว่าจะเป็นไส้ครีม ไส้ทุเรียน ไส้ลูกบัว ไส้โหงวยิ้ง ไส้ถั่วแดง ไส้ชาเขียว โดยผู้ที่ซื้อขนมไหว้พระจันทร์โคคาพร้อมจิบชา ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไปจะได้รับชาเขียวอะควอโคคา 2 ขวดฟรี เริ่มตั้งแต่วันนี้ -19 กันยายน ที่ภัตตาคารโคคาทุกสาขา
      
       โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สยามสแควร์ ส่งขนมไหว้พระจันทร์ลัดฟ้ามาส่งกันสดๆ ทุกอาทิตย์ จากโรงแรมโนโวเทล แอตแลนติก เซี่ยงไฮ้ มาไว้ที่ ลา บริยอช เดอะ เดลี่ และห้องอาหารจีน ลกหว่า ฮิน ใส่ในกล่องสวยคลาสสิก 6 ชิ้น ราคาเริ่มต้นชิ้นละ 60-70 บาท กล่องพร้อมถุงสวยหรู เพียง 250 บาทต่อเซ็ท มีไส้ให้เลือกมากมายทั้ง ทุเรียน ลูกบัว ถั่วแดง ชาเขียว บัวหิมะ ทุเรียนหิมะ และอีกมาก ตั้งแต่วันนี้ถึง 25 กันยายนนี้ สอบถามเพิ่มเติมที่ 0-2255-6888 ต่อ 2702-5
ขนมไหว้พระจันทร์นานาชนิด โรงแรมเอเชีย
       โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค สุขุมวิท 22 ที่ ห้องอาหารดิ อิมพีเรียล ไชน่า และ ร้านเค้กชั้นล็อบบี้ จัด"เทศกาลขนมไหว้พระจันทร์" สูตรต้นตำรับจีนโบราณรสชาติกลมกล่อมสารพัดไส้กว่า 12 ชนิด อาทิ เกาลัด ลูกบัว ไข่แดง โหงวยิ้ง ถั่วแดง ทุเรียน ที่บรรจุในกล่องสวยงามเหมาะสำหรับเป็นของฝาก ไปจนถึง 30 กันยายนนี้ สอบถามเพิ่มเติมที่ 0-2261-9300 ต่อ 5008, 5059
       

       โรงแรมวินเซอร์ สวีทส์ สุขุมวิท 20 เตรียมขนมไหว้พระจันทร์แสนอร่อยด้วยแป้งเค้กนุ่มห่อหุ้มด้วยสารพัดไส้ ทั้งโหวงยิ้ง ชาเขียวญี่ปุ่น เก๊กฮวยจีน ลูกบัว ทุเรียน และมีให้เลือกทั้งไส้ไข่คู่และไข่เดี่ยว ที่การันตีด้วยเชลล์ชวนชิม ไว้คอยบริการ สอบถามเพิ่มเติมที่ 0-2262-1234 ต่อ 1105
       

      
       โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ร่วมฉลองเทศกาลขนมไหว้พระจันทร์ ที่ร้านกู๊ดดี้ส์ พบกับความหอมอร่อยด้วยสูตรพิเศษของโรงแรม มีให้เลือกรับประทานทั้งที่ร้านหรือจะซื้อเป็นของฝาก ความอร่อยนี้มีตลอดเดือนกันยายน สอบถามเพิ่มเติมที่ 0-2679-1200
      
       

ขนมไหว้พระจันทร์พร้อมกล่องสวยหรู โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สยามสแควร์
       
*    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *
       

       
วันไหว้พระจันทร์ หรือวัน "จงซิวเจี๋ย" ที่ชาวจีนเรียกจะอยู่ในช่วงเวลากลางฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเป็นช่วงที่พระจันทร์เต็มดวงและทอแสงเป็นประกายสว่างไสวสวยงามมากที่สุด
      
       สำหรับตำนานของต้นกำเนิดเทศกาลไหว้พระจันทร์ มีหลากหลายตำนานด้วยกัน บ้างว่าจักรพรรดิวูแห่งราชวงศ์ฮั่นเป็นผู้ริเริ่มการฉลองนี้เพื่อกราบไหว้ ดวงจันทร์เป็นเวลา 3 วันในฤดูใบไม้ร่วง อีกตำนานบอกว่าเกิดขึ้นในช่วงที่มองโกลยึดครองจีน ขนมก้อนกลมๆ ทำขึ้นก็เพื่อซุกซ่อนข้อความลับของพวกกบฏที่มีถึงประชาชนทั่วทั้งประเทศให้ มาชุมนุมครั้งใหญ่ในเดือน 8 เพื่อช่วยกันปราบทหารมองโกล
      
       ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเล่าว่ามีหญิงงามนามฉางอี้ (บ้างก็เรียกว่าฉางเอ๋อหรือเสี้ยงหงอ) ภรรยาของขุนนางจีน เกิดไปได้ยาวิเศษที่กินเข้าไปแล้วสามารถเหาะขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์ได้ และได้ดื่มน้ำอมฤตจากนางฟ้าบนสวรรค์จนเป็นอมตะ ชาวจีนเชื่อว่าฉางอี้หรือเทพธิดาแห่งดวงจันทร์นี้เป็นผู้ให้น้ำฝนแก่ชาวไร่ ชาวนาเพื่อเพาะปลูก ชาวจีนจึงทำทำขนมโก๋จากแป้งข้าวเจ้าบูชานางในคืนวันเพ็ญเดือน 8 เป็นการตอบแทน
      
       สำหรับเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ "ขนมไหว้พระจันทร์" ที่ใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้เทพเจ้าดวงจันทร์ โดยคนจีนจะเรียกขนมไหว้พระจันทร์ว่า "ขนมเอี้ยปิ่ง" ซึ่งความหมายถึงความพรั่งพร้อม สมบูรณ์ และความสมหวัง โดยในประเทศไทยศิลปะการทำขนมเค้กจีนได้ถูกเผยแพร่โดยชาวจีนที่อพยพเข้ามาก ว่า 100 ปีแล้ว เดิมขนมไหว้พระจันทร์ของจีนมีส่วนประกอบ เช่น ถั่วแดง ลูกนัทจีน 5 ชนิด และ เมล็ดบัว แต่เมื่อไทยกับจีนเริ่มผสมกลมกลืนกัน เค้กจีนก็เริ่มกลิ่นและรสชาติไทย ๆ ตามไปด้วย เช่น ใช้ทุเรียน ลูกเกาลัด และลูกพลับประกอบ ส่วนเครื่องปรุงที่เพิ่มเข้ามา เช่น เมล็ดบัว ไข่แดงเค็ม และเมล็ดแตงโม

"บ้านกมลชนกฯ" เรือนไทยร่มรื่น อาหารรสเลิศ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 สิงหาคม 2548 16:33 น.
นั่งกินข้าวท่ามกลางบรรยากาศบ้านเรือนไทย ร่มรื่น สบายๆ ที่ "บ้านกมลชนกฯ"
       หากใครเคยผ่านไปเส้นถนน ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ตรงช่วงพุทธมณฑลสาย 3 – สาย 4 คงจะสะดุดตากับบ้านเรือนไทยหลังใหญ่กันบ้าง ที่ด้านหน้าครึ้มไปด้วยแมกไม้
      
       บางคนอาจเคยผ่าน เห็นแล้วเฉยๆ ผ่านเลยไป บางคนอาจจะว่าดูน่ากลัวจะตายไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ "ผู้จัดการตระเวนกิน" ก็เคยผ่านไปแถวนั้น แล้วไม่ผ่านเลยไป เพราะสะดุดใจกับบ้านเรือนไทยที่ว่า เลยถือโอกาสขับรถเลี้ยวเข้าไปดูว่าที่นี่คืออะไร
ไข่มังกร
       ครั้นพอเข้าไปด้านใน ถึงรู้ว่าที่นี่ไม่ได้น่ากลัวอะไรอย่างที่เห็น แต่กลับเป็นร้านอาหารขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า "บ้านกมลชนก BYO" ซ่อนตัวอยู่ด้านใน มีบรรยากาศชวนนั่ง ร่มรื่น ท่ามกลางสระน้ำขนาดใหญ่ และรายล้อมไปด้วยเรือนไทยหลังเล็กหลังใหญ่ ไม่ได้ดูน่ากลัวเหมือนด้านนอกเลย
      
       "บ้านกมลชนกฯ" เป็นร้านอาหารที่มี คุณพงษ์ศักดิ์ แย้มเอิบศิลป์ เป็นผู้บริหารและจัดการดูแลเรื่องเมนูอาหาร ซึ่งเมนูอาหารของที่นี่มีความหลากหมาย ทั้งไทย จีน เวียดนาม แต่จะเน้นที่อาหารไทยเสียมากกว่า
      
       และเมื่อมาถึงที่แล้ว เราก็ไม่พลาดกับเรื่องกิน (ของโปรด) รีบขอเมนูมาเปิดสั่งอาหารทันที งานนี้ได้คุณพงษ์ศักดิ์ช่วยแนะนำเมนูเด็ดของทางร้านมาให้ลิ้มรสกัน
      
       เริ่มกันที่เมนูแรก ไข่มังกร (100 บาท) ชื่อดูอลังการ หน้าตาชวนกิน ออกสไตล์อาหารจีน ไข่มังกรที่ว่าที่จริงคือลูกชิ้นกุ้งที่ปรุงรสจนได้ที่ พันด้วยสาหร่าย แต่งหน้าด้วยไข่แดง แล้วมีน้ำซอสสูตรพิเศษของทางร้านราดหน้ามาอีกที จานนี้กินเล่นๆ ก็เข้าท่า กินกับข้าวก็เข้าที ลูกชิ้นกุ้งเคี้ยวแล้วเด้งหนึบสัมผัสได้ถึงเนื้อกุ้งจริงๆ ส่วนน้ำซอสออกรสเค็มปะแล่มๆ ได้กลิ่นเหล้าจีนด้วย
ไก่อบเนยทอดกมลชนก
       ไก่อบเนยทอดกมลชนก (120 บาท) เป็นเมนูถัดมา ดูแล้วเหมือนไก่ทอดธรรมดาๆ แต่พอได้ลิ้มรส รู้ซึ้งถึงความเลิศรสของไก่ที่หนังกรอบแห้ง เนื้อไก่นิ่ม ออกรสมันๆ ของเนย มีกลิ่นเนยอ่อนๆ และได้รสหวานๆ อมเปรี้ยวของซอสที่ราดมาบนชิ้นไก่ ส่งให้ไก่ได้รสชาติมากยิ่งขึ้น แล้วก็มีผักนึ่งอย่าง แตงกวา พริกหวาน ให้กินแกล้มแก้เลี่ยน
      
       เสิร์ฟมาติดๆ ขาหมูเยอรมันทอดกรอบ (250 บาท) ที่สาวๆ กลัวอ้วนอาจจะไม่กล้ากิน แต่ขอบอกว่าขาหมูที่นี่กินแล้วไม่อ้วน (มาก) เพราะขาหมูถูกรีดเอาความมันออกจนเกือบหมด เหลือไว้แต่ขาหมูที่เนื้อหนังแห้งกรอบ เคี้ยวมันปาก จิ้มกินกับน้ำจิ้มซีฟู้ดออกเผ็ด เปรี้ยว เค็ม เพิ่มรสชาติ หรือน้ำจิ้มซีอิ้วดำหวานๆ เหมาะกับคนไม่กินเผ็ด
       ปูผัดผงกะหรี่ (350 บาท, 490 บาท) เมนูนี้ทางร้านบอกไม่ควรพลาด ปูทะเลสดๆ ทั้งตัว นำมาผัดกับเครื่องผงกะหรี่ ลิ้มรสชาติแล้วต้องขอยกนิ้วให้ ผัดออกแนวน้ำขลุกขลิกผงกระหรี่ซึมลึกถึงเนื้อปูที่เนื้อแน่นสด ตักน้ำผงกะหรี่คลุกกินกับข้าวสวยรสชาติจัดจ้านถึงเครื่องผงกะหรี่
ขาหมูเยอรมันทอดกรอบ
       ส่งท้ายมื้อด้วยเมนูแซบๆ ซดน้ำร้อนๆ ต้มโคล้งปลากรอบ (120 บาท) มาเป็นหม้อไฟร้อนๆ ต้มโคล้งปลากรอบหม้อนี้ ใช้ปลากรอบซึ่งเป็นปลากราย แกะก้างออกเหลือแต่เนื้อ นำมาทอดจนกรอบอีกที และนำมาต้มกับเครื่องต้มโคล้ง ใส่เห็ดฟางด้วย ตักน้ำต้มโคล้งซดร้อนๆ รสแซบเผ็ดร้อนถึงใจ ชุ่มชื่นคล่องคอ อ้อ! หอมกลิ่นปลากรอบด้วยอีกต่างหาก
ปูผัดผงกะหรี่
       แต่ถ้าใครยังมีพื้นที่เหลือในกระเพาะจะขอเมนูมาสั่งเพิ่มก็ไม่มีใครว่า ยังมีเมนูอื่นๆ ที่น่ากินอีกเพียบ อาทิ กุ้งผัดเต้าหู้สามสี (150 บาท) ฉู่ฉี่ปลาเนื้ออ่อนนึ่ง (120 - 170 บาท) แกงส้มปลาช่อนชะอมไข่ (150 บาท) ผัดเผ็ดหมูป่า (80 บาท) เนื้อแดดเดียว (70 บาท) เปาะเปี๊ยะญวน (40 บาท) ผัดผักกะเฉดไฟแดง (40 บาท) และอีกหลายเมนูเด็ดที่ "บ้านกมลชนกฯ" จัดเตรียมไว้ให้ได้ลองมาลิ้มรสชาติกัน

"เลิศรสโภชนา"อาหารจีนรสเลิศ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 สิงหาคม 2548 15:38 น.
บรรยากาศร้าน "เลิศรสโภชนา"นั่งกินอาหารจีนสบายๆในห้องแอร์เย็นๆ
       
      
       หากจะถามว่าสิ่งประดิษฐ์ใดในโลกที่มหัศจรรย์ที่สุด หลายๆ คนคงจะตอบไปอย่างที่ใจคิด อย่างเช่นความสามารถของพี่น้องตระกูลไรท์ที่ประดิษฐ์เครื่องร่อนทำให้มนุษย์ รู้ว่าเราสามารถบินได้อย่างไร หรือจะเป็น โทมัส อัลวา เอดิสันที่สามารคิดค้นหลอดไฟฟ้าได้เป็นผลสำเร็จ

      
       แต่สำหรับ "ผู้จัดการตระเวนกิน" แล้วคิดว่า เจ้า "ตะเกียบ" ของชาวจีนนี่แหละมหัศจรรย์ที่สุด ก็จะไม่ให้คิดอย่างนั้นได้ไงละ ในเมื่อเพียงแค่ไม้เหลายาวๆสองแท่งก็สามารถใช้คีบอาหารเข้าปากได้แล้ว
สุกี้พระรามลงสรง
       พอพูดถึง "ตะเกียบ" ก็พลอยนึกไปถึงอาหารจีนขึ้นมา ในบัดดล เหตุเพราะอาหารจีนกับตะเกียบถือได้ว่าเป็นของคู่กัน เนื่องจากชาวจีนรู้จักใช้ตะเกียบมากว่าพันปี นอกจะเป็นอุปกรณ์การกินที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะอาหารของชาวจีน ตะเกียบยังเปรียบเสมือนเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวจีน ว่ากันว่าคนที่จับตะเกียบได้ถูกต้องจะปัดพู่กันจีนในการเขียนอักษรได้คล่อง แคล่วอีกด้วย
      
       และพอพูดถึงอาหารจีนก็ทำให้กระเพาะส่งเสียงจ๊อกๆขึ้นมาทันใด "ผู้จัดการตระเวนกิน" เป็นคนตามใจปากและกระเพาะอยู่แล้ว มื้อนี้เราเลยจะไปหม่ำอาหารจีนที่ร้าน "เลิศรสโภชนา" ย่านเจริญกรุงกัน
ปลาดิบจีน
       เลิศรสโภชนาเป็นร้านอาหารจีนแต้จิ๋ว ซึ่งคุณอุทัย ศิริจรรยากุล เจ้าของร้านได้บอกกับเราว่าเปิดขายมานานกว่า 30 ปีและที่ร้านมีเมนูเด็ดที่รับรองว่ามีแห่งเดียวในประเทศไทยคือ สุกี้พระรามลงสรง (150 และ 200 บาท) ที่ เสิร์ฟมาในหม้อสุกี้ เด่นตรงที่น้ำซุปเข้มข้น เพราะใส่สารพัดเครื่องเทศและสมุนไพรกว่า 20 ชนิด เวลากินคล้ายสุกี้คือใส่หมู ไก่ หรือเนื้อ กุ้ง (ตามแต่ชุดที่เลือกสั่ง) รสชาติที่ได้จะออกเค็มนิดๆ เข้มข้นเครื่องเทศ อร่อยไปอีกแบบ
      
       ถัดมาเป็นอีกเมนูที่น่าสนใจคือ กุ้งนึ่ง (250บาท) ที่ "ผู้จัดการตระเวนกิน" ว่า น่าสนใจเพราะเหมือนกับกินไข่ตุ๋นใส่กุ้ง เนื่องจากที่ร้านจะใช้กุ้งแม่น้ำผ่ากลางตัว แล้วนำไปใส่ในไข่ที่ปรุงรสและตีไว้ เสร็จแล้วนำไปนึ่ง ทำให้เมนูกุ้งนึ่งจานนี้หน้าตากระเดียดไปทางไข่ตุ๋นแถมรสชาติก็คล้ายเสีย ด้วย เวลากินได้กลิ่นเหล้าจีนอ่อนๆ แต่สำหรับใครที่ชอบรสชาติจัดจ้านทางร้านก็เตรียมน้ำจิ้มซีฟู้ดไว้ให้
กุ้งนึ่ง
       ใครๆก็รู้ว่าเนื้อปลาดีต่อสุขภาพ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่พลาดที่จะสั่ง หัวปลาเผือก(150 และ 280บาท) หัวปลาของที่นี่ใช้ปลาซ้งเฮ้อ (ปลา จีน) นำมาชุบแป้งแล้วทอดให้สุก เสร็จแล้วนำไปต้มกับเผือกพร้อมกับปรุงรสออกกลางๆคือไม่เค็มไม่หวานจัด แต่เวลาตักน้ำซุปเข้าปากแล้วได้กลิ่นหอมของเผือกบวกกับหอมเจียวจนเกรียมซึ่ง เป็นสูตรของทางร้าน ส่วนเนื้อตรงหัวปลาก็ไม่เปื่อยยุ่ยจนเกินไป เรียกว่ากินจนเพลินเลยทีเดียว
      
       เคยกินแต่ปลาดิบสัญชาติญี่ปุ่นกันมานักต่อนัก มาคราวนี้ "ผู้จัดการตระเวนกิน" เลือกที่จะสั่ง ปลาดิบจีน (200 บาท) มา ลองลิ้นดูบ้าง แต่ขอสารภาพตามตรงว่าพอเห็นหน้าค่าตาแล้วก็ไม่แน่ใจว่ารสชาติจะเป็นอย่างไร เพราะภาพที่เห็นคือเนื้อปลาเฉาเฮ้อ (ปลาจีน) แล่บางๆโรยด้วยงาขาว กินแกล้มกับหัวไชเท้าขูดเป็นเส้นๆ หัวไชโป๊ว แตงกวาและคื่นฉ่าย ราดด้วยน้ำจิ้มหวาน แต่พอส่งเข้าปากแล้วก็ให้แปลกใจเพราะจากที่คิดว่าไม่น่าจะเข้ากันได้ กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัว เนื้อปลาสดไม่มีกลิ่นคาว เวลาเคี้ยวจะออกหวานหน่อยๆและมีรสเค็มนิดๆจากหัวไชโป๊ว เผลอแป๊ปเดียวหมดจานไม่รู้ตัว
หัวปลาเผือก
       สำหรับใครที่ยังมีที่ว่างเหลือในกระเพาะ ทางร้านเลิศรสโภชนาก็ยังมีเมนูน่าสนใจอีกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น ขาหมูตุ๋นถั่วดำเมืองจีน(โถละ 80 บาทหม้อไฟ 150 บาท) หอยกะพงผัดพริก (80บาท) ไก่นานึ่ง 200 บาท ยำกระเพาะปลา 120 บาท แต่สำหรับ "ผู้จัดการตระเวนกิน" นั้น ขอนั่งพักซักก่อนที่จะกลับไปหม่ำๆต่อ
      
       
*    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    * 
       

       

นั่งกินอาหาร ท่ามกลางสวนบาหลี ที่ “คูพู คูพู บาร็อง”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 มิถุนายน 2548 13:58 น.
บรรยากาศภายในร้าน “คูพู คูพู บาร็อง” ร่มรื่นชวนนั่ง รับลมเย็นๆ
       เคยมีความรู้สึกเช่นนี้ไหม ?? ที่เวลาออกไปกินข้าวที่ร้านอาหารนอกบ้าน แต่เหมือนราวกับว่าเรากำลังนั่งกินข้าวอยู่ในสวนหน้าบ้านของตัวเอง
      
       หลายคนอาจจะบอกว่าเคย และอีกหลายคนอาจจะบอกว่าไม่เคย สำหรับ “ผู้จัดการตระเวนกิน” แล้วบอกได้เลยว่าความรู้สึกที่ว่านี้เพิ่งจะเกิดขึ้น เมื่อได้ไปตระเวนกินที่ร้านอาหารชื่อว่า “คูพู คูพู บาร็อง” (KUPU KUPU BARONG) มา
นั่งกินข้าวท่ามกลางสวนสวยสไตล์บาหลี
       ที่เรากล้าพูดเช่นนี้ ก็เพราะว่าด้วยบรรยากาศของร้าน “คูพู คูพู บาร็อง” แห่งนี้ตกแต่งได้อารมณ์เหมือนได้นั่งกินข้าวอยู่ในสวนจริงๆ แถมสวนที่ว่านี้เป็นสวนสไตล์บาหลีที่สวยงาม มีน้ำพุ รูปปั้น หินแกะสลัก วางอยู่ทั่วทุกมุม โต๊ะเก้าอี้ที่นั่งตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ให้ความรู้สึกร่มรื่น ชวนนั่ง รับลมเย็นๆ รวมไปถึงยังมีซุ้มที่นั่งที่ตกแต่งเป็นลักษณะอาคารไม้สไตล์บาหลีให้เลือก นั่งอีกหลายซุ้ม พร้อมกับมีดนตรีเล่นเพลงสดๆ ให้ฟังเคล้าไปกับบรรยากาศ
กรีนบาหลี
       นอกจากเรื่องบรรยากาศที่ชวนนั่งของที่นี่แล้วเรื่องอาหารก็มีความน่า สนใจไม่แพ้กัน อาหารของที่นี่เป็นอาหารสไตล์ฟิวชั่น รวมทั้งมีอาหารนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย ยุโรป อินโดนีเซีย หลากหลายเมนูให้เลือกลิ้มลอง
      
       อย่างที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ได้ลองสั่งมาลองลิ้มชิมรสชาติก็มีหลายเมนู เริ่มที่เมนูนี้ กรีนบาหลี (100 บาท) หน้าตาเหมือนเมี่ยงก๋วยเตี๋ยวจัดมาเป็นคำๆ เป็นแผ่นก๋วยเตี๋ยวที่ห่อด้วยไส้ข้างในมีเนื้ออกไก่ฉีกที่คลุกเคล้ากับ เครื่องเทศไทย ใส่เห็ดหอมกับแห้ว และมีน้ำซอสพริกเขียวราดหน้ามาอีกที เวลากินส่งเข้าปากเคี้ยวกร้วมทั้งคำแป้งก๋วยเตี๋ยวนุ่มเข้ากับไส้ไก่ข้างใน ที่รสชาติกลมกล่อมได้ที่ ผสานกับน้ำซอสที่ออกเผ็ดนิดหน่อยกำลังดี เคี้ยวเพลินแบบส่งเข้าปากคำต่อคำกันเลย
      
       ถัดมาเป็น สะเต๊ะกุ้ง (160 บาท) หน้าตาชวนหม่ำไม่น้อย เป็นกุ้งแม่น้ำสดๆ หมักกับพริกแกงของอินโดนีเซียและผงกะหรี่นานกว่า ครึ่งชม. และเสียบด้วยตะไคร้ (ซึ่งใช้ตะไคร้ทุบเพราะกลิ่นตะไคร้จะซึมเข้าไปในตัวกุ้ง) แล้วนำไปย่างจนเนื้อกุ้งสุกได้ที่กำลังดี พร้อมเสิร์ฟราดด้วยซอสพริกเขียวที่ผสมกับเครื่องสมุนไพรไทย (ตัวน้ำซอสคล้ายๆ น้ำจิ้มซีฟู้ด) ลิ้มรสชาติเนื้อกุ้งหวานได้รสชาติเครื่องแกงที่หมักถึงเนื้อใน หอมกลิ่นเครื่องแกงและผงกะหรี่อ่อนๆ ส่วนน้ำซอสที่ราดมาออก3 รสเปรี้ยว เค็ม เผ็ด
สะเต๊ะกุ้ง
       ต่อด้วย ลาบเป็ดย่าง (160 บาท) ที่ไม่เหมือนลาบเป็ดทั่วๆ ไป ตรงที่ทางร้านเลือกใช้เป็ดเชอรี่เอาแต่ตรงส่วนเนื้ออกเท่านั้น เพราะจะได้เนื้อเป็ดที่เนื้อแน่น ไม่เหนียว และนำมาหมักกับเครื่องเทศไทยทิ้งไว้ 15 นาที ให้เครื่องหมักซึมถึงเนื้อในแล้วถึงจะเอาไปย่างจนเนื้อเป็ดสุก แล้วก็ทำน้ำลาบที่ใช้เครื่องลาบครบสูตแต่ว่ามีความพิเศษตรงที่จะใส่เครื่อง เทศของอินโดนีเซียผสมลงไปด้วย ทำให้ลาบเป็ดย่างจานนี้รสชาติเด็ด เนื้อเป็ดไม่เหนียว เคี้ยวนุ่มลิ้น รสจัดจ้านแซบครบเครื่องลาบ หอมกลิ่นข้าวคั่วและเครื่องสมุนไพรที่ใส่มาด้วย
      
       ปิดท้ายมื้อด้วยเมนูปลาชื่อเก๋ไก๋ว่า ซีบาส บาร็อง (240 บาท) เป็นปลากะพงขาวแร่เอาก้างออกหมดแล้วมาทอดกรอบ แล้วราดด้วยเครื่องยำน้ำสมุนไพร เครื่องที่ราดมาคล้ายๆ กับเครื่องเมี่ยงคำ มีทั้งกุ้งแห้ง ขิง ตะไคร้ หัวหอม มะนาว พริก ตักชิ้นปลาพร้อมกับเครื่องยำเข้าปาก เคี้ยวแล้วสัมผัสได้ถึงรสชาติที่คล้ายๆ กับกินเมี่ยง แต่รสชาติออกเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดกว่า และเนื้อปลากะพงเคี้ยวกรุบกรอบ
ลาบเป็ดย่างรสแซบ
       แต่อย่าเพิ่งนึกว่าอาหารที่น่าลิ้มลองจะมีแค่เท่าที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ได้สั่งมาลองลิ้มนี้เท่านั้น เพราะว่ายังมีเมนูอื่นๆ ที่ชวนกินอีกหลายรายการ อาทิ สเต็กภารตะ (300 บาท) ก๋วยเตี๋ยวกุ้ง 2 จอมพล (120 บาท) หอยเชลล์ผักขม (150 บาท) หมึกหยุมหยิม (140 บาท) รวมทั้งมีของหวานอย่าง ขนมนายช้าง (100 บาท) และไอศกรีมโฮมเมดที่ทางร้านทำเองอีกหลากหลายรสให้เลือกกินกัน
      
       สำหรับมิตรรักนักกินทั้งหลาย ถ้าหากกำลังมองหาร้านอาหารที่มีบรรยากาศสบายๆ ราวกับว่าได้มานั่งกินข้าวอยู่ในสวนที่บ้านของตัวเอง พร้อมกับมีเมนูอาหารรสเลิศให้ได้ลิ้มลองแล้วล่ะก็ ลองแวะมาที่ร้าน “คูพู คูพู บาร็อง” แห่งนี้กันดู แล้วจะรู้ว่าเวลาได้นั่งกินข้าวในบรรยากาศสวน (สไตล์บาหลี) สวยๆ อย่างนี้มันช่างสำราญใจเสียจริง