ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

“ผักเป็ด” พืชต้นเล็ก บำรุงเลือดได้ดี


ผักเป็ด ไม้ล้มลุก สูงไม่เกิน 30 เซนติเมตร บางครั้งลำต้นเลื้อยไปตามดิน ดอกสีขาวเล็กๆ เป็นพืชอวบน้ำ มี 2 สี คือ ใบและลำต้นสีเขียว เรียกว่า ผักเป็ดขาว ใบและลำต้นสีม่วงแดง เรียกว่า ผักเป็ดแดง เป็นวัชพืชชนิดหนึ่ง ผักเป็ดแดง รสขื่นเอียน
สรรพคุณบำรุงโลหิตดับพิษโลหิต ในตำรายาไทย เรานำมาปรุงเป็นยาฟอกเลือดและเป็นยาระบายอ่อนๆ ส่วนในเกาะมาดากัสการ์ ศรีลังกามาลาเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม จะใช้เป็นยาขับน้ำนม ใช้พอกแผล ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้ ในอินโดนีเซีย ใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง แก้บิด ลดไข้ ในอินเดีย ใช้แก้พิษงูกัด ขับน้ำนม ช่วยกระตุ้นการไหลของน้ำดี ใบของผักเป็ดแดง สามารถแก้พิษงูได้ ราก ปรุงเป็นยาฟอกเลือด แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ
สรรพคุณสมุนไพร สาขาเภสัชกรรม แพทย์แผนโบราณ ได้ระบุถึงสรรพคุณของผักเป็ดแดง ว่า ต้น มีรสเย็น มีสรรพคุณในการดับพิษโลหิต ระบายอ่อนๆ ฟอกและบำรุงโลหิต แก้ระดูพิการเป็นลิ่ม เป็นก้อนดำเหม็น ปวดเมื่อยบั้นเอวและท้องน้อย ในประเทศศรีลังกา ใช้ต้นนำมาต้มเป็นยาแก้ไข้ และเป็นอาหารบำรุงของแม่ลูกอ่อน และด้วยความที่มีคำว่าผักนำหน้า เราจึงสามารถนำผักเป็ดมาปรุงเป็นอาหารได้ ทั้งการนำมาชุปแป้งทอด ให้กรอบ หรือนำมาใส่ในแกงเหมือนผักต่างๆ
นอกจากนี้ เรายังสามารถนำผักเป็ด มาใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ดี เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง และย่อยง่าย ในบ้านเราส่วนใหญ่จะใช้ต้นผักเป็ด นำมาปลูกเป็นพืชคลุมดิน ตกแต่งสวน ใช้ปลูกประดับในตู้ปลา เพราะถือเป็นพืชที่ขึ้นง่าย โตไว และมีสีสวย

credit  link
http://www.horapa.com/content.php?Category=Herb&No=1118

แก้วมังกร (Dragon Fruit)




แก้วมังกร(Dragon Fruit)
ผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีทั้งประโยชน์และสรรพคุณทางยา แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวานอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แคลอรี่ต่ำอุดมไปด้วยวิตามินซี แมกนีเซียมและแคลเซียม แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีกากใยสูง เมล็ดสีดำเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่วไปในผลแก้วมังกรจะอุดมไปด้วยไขมันที่ไม่อิ่มตัวซึ่งช่วย ต่อต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น แก้วมังกรจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน สรรพคุณของแก้วมังกรอีกอย่างหนึ่งคือใช้เป็นผลไม้เสริมสุขภาพและความงาม ใช้บริโภคเพื่อจุดประสงค์ในการลดน้ำหนัก เนื่องจากเมื่อกินแก้วมังกรแล้วจะรู้สึกอิ่มและในผลแก้วมังกรก็มีกากใยสูง ประกอบกับให้แคลอรี่ต่ำจึงนิยมใช้บริโภคเพื่อลดน้ำหนัก

แก้วมังกรเป็นพืชในตระกูลกระบองเพชรซึ่ง มีสารที่มีประโยชน์คือมิวซิเลจ(Mucilage) ที่มีลักษณะคล้ายวุ้นเจลช่วยดูดซับน้ำในร่างกาย ควบคุมระดับกลูโคสในคนที่เป็นโรคเบาหวาน(ชนิดไม่พึ่งอินซูลิน)ได้ แก้วมังกรยังมีประโยชน์ในการบรรเทาโรคโลหิตจางช่วยเพิ่มธาตุเหล็กให้แก่ร่าง กาย นอกจากนี้ผลแก้วมังกรยังมีสรรพคุณในการป้องกันโรคหัวใจ มะเร็งลำไส้และต่อมลูกหมาก เบาหวาน ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของกระดูกและฟัน การปลูกแก้วมังกร เนื่องจากแก้วมังกรเป็นพืชที่มีลำต้นอ่อนมีลักษณะเป็นไม้เลื้อย ดังนั้นวิธีการปลูกแก้วมังกรจึงต้องสร้างหลักให้ลำต้นของต้นแก้วมังกรเกาะ ยึด หลักที่ให้แก้วมังกรเกาะยึดจะเป็นเสาปูนหรือทำจากไม้เนื้อแข็งก็ได้โดยปัก หลักให้สูงประมาณ 1.5 – 2.0 เมตร มีระยะห่างระหว่างหลักประมาณ 3 เมตร ด้านบนของหลักทำเป็นร้านให้กิ่งของแก้วมังกรแผ่ขยายออกไป รอบๆ หลักแต่ละหลักให้เตรียมหลุม 4 หลุมสำหรับปลูกกิ่งพันธุ์แก้วมังกรหลุมละ 1 ต้น ใช้ปุ๋ยหมักเก่ารองก้นหลุมประมาณหลุมละ 1 บุ้งกี๋ แล้วนำกิ่งพันธุ์แก้วมังกรมามัดให้แนบกับหลักแล้วทำบังแดดให้กิ่งพันธุ์แก้ว มังกรประมาณ 1-2 อาทิตย์ วิธีการดูแลรักษาต้นแก้วมังกร แก้วมังกรเป็นพืชที่ดูแลรักษาง่าย รดน้ำให้ดินชื้นแต่อย่าให้แฉะแล้วใช้ฟาง เศษหญ้าแห้งหรือแกลบเป็นวัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้นเพื่อช่วยเก็บรักษาความ ชุ่มชื้นของดินไว้ ใส่ปุ๋ยคอกหลักละ 1 บุ้งกี๋แล้วเสริมด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หลักละ 1-2 ช้อนแกง การให้ปุ๋ยให้เว้นระยะ 2-3 เดือนต่อครั้งโดยดูจากความสมบูรณ์ของต้นแก้วมังกรเป็นสิ่งสำคัญ ต้นแก้วมังกรที่ปลูกมาจากการใช้กิ่งปักชำหลัง จากปลูกได้ประมาณ 8-10 เดือนก็จะเริ่มออกดอกและให้ผลผลิต โดยปกติแล้วต้นแก้วมังกรจะให้ผลผลิต 4 รุ่นใน 1 ปี ผลแก้วมังกรที่เก็บมาจากต้นสามารถวางขายในตลาดได้หลายวัน หากใส่ผลแก้วมังกรในถุงพลาสติกแล้วแช่เย็นจะเก็บไว้ได้ไม่น้อยกว่า 15 วันแต่ต้องระวังเรื่องการเปียกน้ำและความชื้นที่อาจจะทำให้ผลแก้วมังกรเน่า เสียได้ง่าย แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีทั้งสรรพคุณทางยา คุณค่าทางโภชนาการหากรู้จักกินเป็นอาหารรักษาโรค(เภสัชโภชนา)แล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพกับความงาม(ผิวพรรณและการลดน้ำหนัก)อีกด้วย จนอาจพูดได้ว่า แก้วมังกรเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายเช่นเดียวกับผลไม้ ชนิดอื่นๆ เช่น มะละกอ ส้ม กล้วย ฯลฯ
ดังนั้นหากเรา รู้จักเลือกรับประทาน”ผลไม้เพื่อสุขภาพ”ให้ ถูกต้องย่อมเกิดผลดีกับร่างกายอย่างแน่นอน แต่วิธีการกินผลไม้ที่ถูกต้องก็คล้ายกับการกินอาหารนั่นคือต้องกินให้หลาก หลายจึงจะได้รับสารอาหารและประโยชน์อย่างครบถ้วน การกินผลไม้ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน ไม่ใช่พอรู้ว่าแก้วมังกรมีประโยชน์และดีต่อสุขภาพมากมายหลายประการแล้วก็ พยายามหาและกินเฉพาะแก้วมังกรเท่านั้นผลไม้อื่นที่นอกเหนือจากแก้วมังกรแล้ว ไม่ยอมกินเลย ถ้าทำอย่างนี้จะไม่ได้รับประโยชน์จากการกินผลไม้ที่ถูกต้องเรียกว่า “กินไม่เป็น” ดังนั้นให้เดินทางสายกลางคือกินแต่พอดีจะดีที่สุด.

credit  link
http://www.horapa.com/content.php?Category=Herb&No=1132

วาซาบิ (wasabi) ทำมาจากอะไร?


"วา ซาบิ" กล่าวกันว่าวาซาบิเป็นอาหารประจำชาติญี่ปุ่น ถ้าบนโต๊ะอาหารไทยมีน้ำปลา พริก อาหารฝรั่งมีเกลือกับพริกไทย บนโต๊ะอาหารญี่ปุ่นก็ขาดวาซาบิไม่ได้เช่นกัน คนญี่ปุ่นนิยมกินวาซาบิกับปลาดิบ ข้าวปั้นญี่ปุ่นหรือโซบะบางชนิด
วาซาบิ (wasabi) ทำมาจากอะไร?
วาซาบิ เป็นเครื่องปรุงที่ทำมาจากการบดลำต้นของพืชที่ชื่อ canola  (Japanese horseradish) ซึ่งจัดเป็นไม้ยืนต้นที่อยู่ในตระกูลเดียวกับพวกบรอกโคลีและกะหล่ำ เป็นสมุนไพรดั้งเดิมของญี่ปุ่น สามารถปลูกได้ทั้งบนดิน และพื้นน้ำ โดยปลูกบนพื้นน้ำจะให้คุณภาพที่ดีกว่า ในหลายประเทศมักจะเรียกวาซาบิกันผิดๆ ว่าฮอร์สแรดิชญี่ปุ่น ฮอร์สแรดิชสีเขียว หรือแม้แต่มัสตาร์ดญี่ปุ่นโดยนำส่วนโคนลำต้นที่มีความหนาออกมาใช้ และหลายๆ คนมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นส่วนรากของมัน
เวลาจะนำไปรับประทาน หรือประกอบอาหารนั้นจะต้องมีกรรมวิธีพิเศษ คือ นำวาซาบิไปฝนกับเครื่องฝนพิเศษที่ทำมาจากเหงือกปลาฉลาม (Wasabi Oroshi) ซึ่งจะมีปุ่มขนาดเล็กๆ จนทำให้ผลวาซาบิละเอียดจนมีลักษณะคล้ายครีมสีเขียว หลังจากนั้นก็นำไปผสมกับโชยุใช้เป็นน้ำจิ้มสำหรับปลาดิบ (ซะชิมิ, sashimi) หรือ ซูชิ (sushi) เพื่อให้ได้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น
เมื่อนำมาเสิร์ฟบน โต๊ะอาหาร จะมาในรูปของเครื่องปรุงรสที่มีกลิ่นฉุน รับประทานเข้าไปทำให้แสบจมูกในระยะสั้น ๆ ก่อนที่รสชาดจะเปลี่ยนไปเป็นความกลมกล่อม ทั้งขมทั้งหวานผสมผสานกันไป
การปลูกวาซาบินั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องลงทุนค่อนข้างสูง พืชชนิดนี้มักจะปลูกในที่โล่ง แต่จะต้องมีการจำกัดปริมาณแสงแดด ไม่ให้ส่งลงมาถูกต้นพืชโดยตรงในช่วงฤดูร้อน เมื่อไม่นานมานี้เกษตรกรชาวญี่ปุ่นถูกแย่งตลาดด้วยการสั่งนำเข้าต้นพืชที่มี กรรมวิธีการปลูกสมัยใหม่และราคาถูกกว่าจากไต้หวันและฟิลิปปินส์ แม้ว่าผลิตผลจะมีรสเผ็ดเกินกว่าที่จะนำมารับประทานเดี่ยว ๆ แต่ก็ได้รับการสั่งนำเขาจำนวนมากจากบริษัทใหญ่ ๆ ในญี่ปุ่น เพื่อที่จะนำมาผสมผสานกับเครื่องปรุงอื่น ๆ เช่น หัวไชเท้าและเครื่องเทศ ที่เรียกกันว่า เนริวาซาบิ และตลาดของเครื่องปรุงเนริวาซาบิ มีมูลค่าถึง 16 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี ในขณะที่วาซาบิแบบดังเดิมมีมูลค่าในตลาด 36 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี  
ลักษณะ ใบ ของวาซาบิจะคล้ายกับดอกของต้นโฮลีฮอค ต้นมีความสูงแค่เข่า ส่วนโคนลำต้นที่ใช้ในการทำอาหารมีลักษณะเป็นหัวเหมือนหัวไชเท้าหรือบอระเพ็ด แต่เป็นสีเขียวอ่อนๆ เมื่อบดแล้วมีกลิ่นที่ฉุนรุนแรง ถ้ารับประทานจะให้ความรู้สึกแสบร้อนขึ้นจมูกในระยะสั้นๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นความกลมกล่อม ทั้งหวานและขมผสมกันไป
แหล่งเพาะปลูก แหล่ง ที่ปลูกวาซาบิอยู่ที่ชิมิทสึ แปลว่า น้ำสะอาด การปลูกวาซาบินั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องลงทุนค่อนข้างสูง พืชชนิดนี้มักจะปลูกในที่โล่งแต่จะต้องมีการจำกัดปริมาณแสงแดดไม่ให้ส่องลง มาถูกต้นพืชโดยตรงในช่วงฤดูร้อน
เนื่องจากมีแหล่ง ปลูกที่จำกัดจึงทำให้วาซาบิมีราคาค่อนข้างสูง ที่ประเทศไทยนั้นตามร้านอาหารมีระดับ หรือตามโรงแรมบางแห่งเท่านั้นที่จะใช้โคนต้นวาซาบิสดบด เพราะต้องนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นด้วยราคากิโลกรัมละหลายพันบาท ดังนั้นจึงมีวาซาบิเทียมซึ่งมีลักษณะเป็นผงสีเขียวและปรุงแต่งกลิ่นและสี เพิ่มขึ้น เมื่อนำมาผสมและกวนกับน้ำเย็นแล้วทิ้งไว้สักครู่ก็จะมีหน้าตาเหมือนกับวาซา บิของแท้แต่กลิ่นรสจะฉุนจัดจ้านกว่าเรียกว่า "ผงวาซาบิ"
การบริโภควาซาบิที่ถูกวิธี ควร ทาวาซาบิลงบนเนื้อปลาดิบแล้วจุ่มเนื้อปลาดิบด้านที่ไม่มีวาซาบิลงในซีอิ๊ว ญี่ปุ่น ทั้งนี้วาซาบิจะได้ไม่ลงไปปนเปื้อนอยู่ในถ้วยซีอิ๊ว วาซาบิที่ดีจะต้องไม่ให้แต่รสเผ็ดเท่านั้น แต่จะต้องมีกลิ่นที่ช่วยทำให้ปลาดิบคำนั้นมีรสชาติกลมกล่อมยิ่งขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามคนทั่วไปนิยมผสมวาซาบิลงในซีอิ๊วซึ่งเรียกว่า ‘วาซาบิโซยุ’ แล้วใช้จิ้มปลาดิบ หรือบางคนนิยมใส่ลงไปในชามโซบะซึ่งก็อร่อยไปอีกแบบ
ประโยชน์ กลิ่น ฉุนของรสชาติวาซาบินั้นจะช่วยดับกลิ่นคาวของอาหารทะเลได้ทุกชนิด เพราะสารที่อยู่ในวาซาบิเมื่อฝนเป็นแป้งกระทบกับออกซิเจนในอากาศ จะเกิดปฏิกิริยาเป็นทั้งกลิ่นและรสที่ฉุนรุนแรง สารนี้จะมีประโยชน์ในการกระตุ้นต่อมน้ำลายให้ขับออกมาช่วยในการย่อย อีกทั้งในวาซาบิยังอุดมด้วยวิตามินซี
สรรพคุณทางยาที่น่าสนใจ ใน การรับประทานอาหารญี่ปุ่นครั้งหน้า เมื่อจะแต้มเครื่องปรุงรสสีเขียว ๆ ลงไปในปลาดิบที่คุณชอบ ลองนึกถึงประโยชน์ต่อร่างกายที่กำลังจะได้รับเข้าไปด้วย เพราะจากการศึกษาวิจัย พบว่า วาซาบิ เครื่องปรุงรสเผ็ดสีเขียวของชาวญี่ปุ่นนั้น มีคุณประโยชน์ทางยาอย่างหลากหลาย อาทิเช่น
(1) ฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค พบว่าวาซาบิมีผลในการฆ่าเชื้อโรค และสามารถต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด
(2) กำจัดพยาธิที่อาศัยอยู่ในปลาได้ เมื่อผ่านเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารของมนุษย์
(3) ฤทธิ์ต่อต้านสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งของกระเพาะอาหาร
(4) ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน ฤทธิ์ต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือด
(5) ป้องกันฟันผุ ในอนาคตอาจนำไปประยุกต์เป็นส่วนผสมในยาสีฟัน

ผงวาซาบิ ผง วาซาบิที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด คิดว่าทำมาจากวาซาบิสดที่ถูกทำให้แห้งแล้วบดเป็นผง แต่ในความจริงแล้วเป็นวาซาบิเทียมที่ทำจากฮอร์สแรดิชผสมกับผงมัสตาร์ด (ซึ่งให้ความฉุนแบบเผ็ดร้อนขึ้นจมูกคล้ายวาซาบิ) แป้ง และ สีผสมอาหาร โดยไม่มีส่วนผสมของวาซาบิเลย แต่ให้รสชาติที่ใกล้เคียงกัน เพียงแต่ว่าความฉุนนั้นจะหายไปรวดเร็วกว่า ผงวาซาบิทำขึ้นเพื่อทดแทนวาซาบิบดสดที่มีราคาสูง และไม่สามารถเก็บรักษาได้นานเท่าผงวาซาบิ
วาซาบิ ช่วยบรรเทาอาการหวัดได้...จริงหรือ ?
คนส่วนใหญ่เข้าใจ ว่าวาซาบิสามารถช่วยให้หายใจโล่งขึ้น หรือบรรเทาอาการหวัด เนื่องจากเวลารับประทานวาซาบิแล้วจะรู้สึกฉุนและเผ็ดร้อนขึ้นจมูก
แต่มีผลการทดลอง ของนักวิจัยชาวสหรัฐอเมริกาค้นพบว่า วาซาบิแทนที่จะช่วยให้การหายใจดีขึ้น กลับอาจทำให้การหายใจที่ติดขัดอยู่แล้วนั้นแย่ลง ศูนย์การแพทย์ Kaiser Permanente Medical Center ในเมืองโอคแลนด์ มลรัฐแคลิฟอร์เนียได้ทำการศึกษาผลของวาซาบิ กับอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 22 คน โดยมีการให้รับวาซาบิหลายๆ ครั้ง และมีการวัดการระบายในช่องจมูก เพื่อศึกษาผลต่อการหายใจในช่องจมูก...... หลังการศึกษาได้ผลสรุปว่าจริงๆ แล้ววาซาบิทำให้ทางเดินหายใจติดขัด ซึ่งผู้รับประทานมักจะรู้สึกและเข้าใจเองว่า วาซาบิทำให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น แต่แท้ที่จริงแล้ววาซาบิจะเป็นตัวที่ทำให้การไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงใน โพรงจมูกเพิ่มขึ้นซึ่งเลือดเหล่านี้จะทำให้ทางเดินหายใจถูกปิดกั้น หรืออุดตันลง
ส่วนสาเหตุที่ทำ ให้รู้สึกเหมือนจมูกโล่งขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนของเลือดที่ว่านี้ ทำให้เกิดความเย็นของลมหายใจที่ผ่านช่องโพรงจมูก หรืออาจเป็นเพราะการกระตุ้นที่โพรงจมูกในชั่วขณะหนึ่งเพื่อให้อากาศไหล ผ่านกลับมาได้สะดวกเป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกจมูกโล่งขึ้นได้
วาซาบิมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
ในการรับประทาน อาหารญี่ปุ่นครั้งหน้า เมื่อถ้าคุณจะแต้มเครื่องปรุงรสสีเขียว ๆ ลงไปในปลาดิบที่คุณชอบ คุณน่าจะลองนึกถึงประโยชน์ต่อร่างกายที่คุณกำลังจะได้รับเข้าไปด้วย เพราะจากการศึกษาล่าสุดพบว่า วาซาบิ เครื่องปรุงรสเผ็ดสีเขียวของชาวญี่ปุ่นนั้น มีคุณประโยชน์ทางยาอย่างหลากหลาย  
โตชิโอะ ลิยาม่า หัวหน้าทีมวิจัยวาซาบิ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว ระบุว่า วาซาบิ มีผลในการฆ่าเชื้อโรค มันสามารถต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด และยังสามารถกำจัดพยาธิ Anisakis พยาธิ ที่อาศัยอยู่ในปลาได้ เมื่อมันผ่านเข้ามาในระบบการย่อยอาหารของมนุษย์ และเมื่อไม่นานมานี้ ยังมีการศึกษาพบอีกว่า วาซาบิ ยังมีฤทธิ์ต่อต้านสารก่อมะเร็ง ซึ่งเป็นผลดีต่อผิวหนัง และยังช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตัน ด้วย
วาซาบิ เป็นเครื่องปรุงที่ทำมาจากต้น Canola โดยจะนำส่วนโคนลำต้นที่มีความหนาออกมาใช้ และหลาย ๆ คนมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นส่วนรากของมัน เมื่อนำมาเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร จะมาในรูปของเครื่องปรุงรสที่มีกลิ่นฉุน รับประทานเข้าไปทำให้แสบจมูกในระยะสั้น ๆ ก่อนที่รสชาดจะเปลี่ยนไปเป็นความกลมกล่อม ทั้งขมทั้งหวานผสมผสานกันไป 
วาซาบิเป็นเครื่อง ปรุงรสที่ชาวญี่ปุ่นใช้กันมากนานกว่าพันปีแล้ว แต่เมื่อไม่นานนี้เอง มันกลายมาเป็นเครื่องปรุงยอดนิยมประจำโต๊ะอาหาร และกลายเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของการทำครัวของชาวญี่ปุ่นที่รับประทานกับปลาดิบ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และยังมีการค้นพบอีกด้วยว่า ผู้ที่รับประทานปลาดิบพร้อมกับวาซาบินี้ ไม่ค่อยจะป่วยเป็นโรคอะไร  
การปลูกวาซาบินั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องลงทุนค่อนข้างสูง พืชชนิดนี้ มักจะปลูกในที่โล่ง แต่จะต้องมีการจำกัดปริมาณแสงแดด ไม่ให้ส่งลงมาถูกต้นพืชโดยตรง ในช่วงฤดูร้อน เมื่อไม่นานมานี้ เกษตรกรชาวญี่ปุ่น ถูกแย่งตลาดด้วยการสั่งนำเข้าต้นพืชที่มีกรรมวิธีการปลูกสมัยใหม่ และราคาถูกกว่า จากไต้หวันและฟิลิปปินส์แม้ว่าผลิตผลของพวกเขาจะมีรสเผ็ดเกินกว่าที่จะนำมา รับประทานเดี่ยว ๆ แต่ก็ได้รับการสั่งนำเขาจำนวนมาก จากบริษัทใหญ่ ๆ ในญี่ปุ่น เพื่อที่จะนำมาผสมผสานกับเครื่องปรุงอื่น ๆ เช่น หัวไชเท้าและเครื่องเทศ ที่เรียกกันว่า เนริ-วาซาบิ และตลาดของเครื่องปรุง เนริ-วาซาบินี้ มีมูลค่าถึง 16 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี ในขณะที่วาซาบิแบบดังเดิม มีมูลค่าในตลาด 36 ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี
เมื่อวาซาบิ คืบคลานจากวัฒนธรรมญี่ปุ่น กลายมาเป็นเครื่องปรุงระดับสากล จึงมีการค้นคว้ากัน ทั้งในแง่ของคุณค่าทางวิทยาศาตร์ และศิลปะในการปรุงอาหาร ที่จะได้รับการยอมรับในวงกว้างต่อไป
credit link
http://www.horapa.com/content.php?Category=Herb&No=1137

อร่อยติดดาว



คอลัมน์ รู้ไปโม้ด
น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com


ถึงน้าชาติ

คู่มือท่องเที่ยวต่างประเทศ มีร้านและโรงแรมแนะนำที่ติดดาว มิชลิน อยากรู้ว่ามีมาตรฐานการให้ดาวอย่างไรและขอทราบที่มาด้วยครับ

จาก Thai Traveller

ตอบ Thai Traveller

ผู้ คิดค้นการให้ดาวแก่โรงแรมและภัตตาคาร คือ สองพี่น้อง นายอังเดร และ เอดูอาร์ด มิชลิน ซึ่งออกคู่มือสำหรับนักขับขี่ในฝรั่งเศส ให้รู้จักวิธีการดูแลรักษารถยนต์ เส้นทางต่างๆ แผนที่แสดงอู่ซ่อมรถ ปั๊มน้ำมัน พร้อมแนะนำสถานที่กินและพักผ่อนที่ดีที่สุด

เริ่มจากทั้ง คู่เดินทางท่องเที่ยวด้วยการขับรถไปพร้อมแผนที่ และรวบรวมข้อมูลมาตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2443 แจกฟรีในช่วง 20 ปีแรก ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีมากจากบรรดานักขับ และถือเป็นไกด์บุ๊กที่เก่าแก่ที่สุดในแวดวงอาหารซึ่งรู้จักกันดีในนามของ มิชลินไกด์บุ๊กปกแดง ส่วนปกสีเขียว เป็นหนังสือการจัดเรตติ้งสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว

หลังจากเริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกได้ 30 ปี จึงมีการติดดาว โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1 ดาว 2 ดาว และ 3 ดาว

ต่อมา จึงเริ่มแนะนำสถานที่กินและเที่ยวในประเทศอื่นๆ ในยุโรปและขยายพื้นที่ไปสำรวจในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก

ปัจจุบัน ทีมงานทำหนังสือไกด์บุ๊กของ มิชลินเป็นทีมงานมืออาชีพ ที่ตระเวนชิม อาหารโดยไม่เปิดเผยชื่อของตนเองและประเมินคุณภาพตามเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดไว้ ซึ่งมีความน่าเชื่อถือและถูกต้อง จากนั้นจะส่งข้อมูลกลับไปยังสำนักงานใหญ่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อรวบรวมข้อมูลและตีพิมพ์หนังสือออกมาในแต่ละปี

เมื่อปีที่แล้ว เมืองหลักๆ ที่มีไกด์บุ๊กของมิชลินตีพิมพ์ ได้แก่ ปารีส ฝรั่งเศส, ลอนดอน อังกฤษ, โตเกียว เกียวโต โอซากา ในญี่ปุ่น, ฮ่องกงและมาเก๊า, นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก ลอสแองเจลิส ลาสเวกัส ในสหรัฐ และยังมีเล่มพิเศษ "เมืองหลักในยุโรป" อีกด้วย

สำหรับสัญลักษณ์ดาวที่จัดอันดับร้านอาหารต่างๆ มีความหมายดังนี้

หนึ่งดาว คือร้านอาหารที่โดดเด่นในหมวดหมู่ร้านอาหารเดียวกันในประเทศหรือเมืองนั้นๆ และคงมาตรฐานสูงอย่างสม่ำเสมอ

สองดาว คือร้านอาหารที่ยอดเยี่ยม และเหมาะแก่การแวะเข้ามาถ้าผ่านมาในประเทศหรือเมืองนั้น

สาม ดาว คือร้านอาหารที่สุดยอด ได้รับการปรุงจากวัตถุดิบชั้นเลิศ จัดวางและเสิร์ฟด้วยความพิเศษจริงๆ ถือเป็นภัตตาคารที่คุ้มค่ามาก เหมาะสำหรับการตั้งใจไปกินที่ร้านนั้นๆ ในเมืองนั้นๆ อย่างแท้จริง

นอก จากการให้ดาวแล้ว มิชลินไกด์บุ๊กยังให้สัญลักษณ์อื่นๆ เช่น "บิบ เกอร์มานด์" (Bib Gourmand) ซึ่งมีชื่อมาจาก บีเบนดัม โลโก้มนุษย์ยางของมิชลิน ซึ่งแนะนำเมนูอาหารที่ดี ราคาปานกลางเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในประเทศหรือเมืองนั้นๆ

อีกทั้ง สัญลักษณ์ "ส้อมและช้อน" บ่งบอกระดับความเป็นทางการของร้านอาหารว่าเป็นร้านอาหารที่สบายๆ จนถึงหรูหรา มี 5 ระดับ ไล่จากสบายจนถึงหรูหรา และสัญลักษณ์ อื่นๆ เช่น "เหรียญ" ระบุร้านที่มีเมนูอาหารที่มีราคาต่ำกว่าที่กำหนด หรือราคาต่ำกว่า 19 ยูโร 25 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 5,000 เยนตามลำดับ 

http://www.khaosod.co.th

บะหมี่เกี๊ยวแห้งหมูแดง/หมูย่าง




ส่วนผสม
เส้นบะหมี่
แผ่นเกี๊ยว
หมูสับ 200 กรัม
สันคอหมู 300 กรัม
ผักกวางตุ้ง 1 กำ
ซอสปรุงรส
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ (สำหรับหมักหมู)
น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ (สำหรับหมักหมู)
พริกไทย 1 ช้อนชา (สำหรับหมักหมู)
น้ำมันงา 2 ช้อนชา (สำหรับหมักหมู)
กระเทียม
น้ำมันพืช
พริกป่น
งาขาว ตามชอบ (สำหรับหมักหมู)
ซอสหอยนางรม 1/2 ช้อนโต๊ะ( สำหรับหมักหมู)
วิธีทำ
1. ล้างผักกวางตุ้งให้สะอาด หรือแช่น้ำเกลือไว้สักพัก
2. ล้างสันคอหมู แล้วนำมาหมัก โดยใช้ ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย พริกไทย น้ำมันงา และงาขาว นำเข้าตู้เย็น หมักไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง (
วิธีทำหมูแดง คลิ๊กที่นี่)
3. หมักหมูสับ โดยใช้ซีอิ๊วขาวและพริกไทย
4. ระหว่างรอหมูหมัก ให้ห่อเกี๊ยวไว้ แผ่นเกี๊ยวสามารถซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้า ควรเลือกแผ่นเกี๊ยวอย่างดี บางยี่ห้อยังไม่ห่อแผ่นเกี๊ยวก็ขาดซะแล้ว
5. ลวกผัก โดยใช้น้ำเดือด นำผักที่หั่นเอาไว้ลงลวก อย่าลวกนานนะคะ  พอลวกได้ที่แล้วใช้ตะแกรงตักขึ้นมาแล้วเอาผักลงแช่ในน้ำเย็น นกใส่น้ำแข็งลงในน้ำค่ะ ผักที่ได้จะสีสวย และจะหยุดสุกด้วยค่ะ
7. นำหมูที่หมักไว้เข้าเตาอบอุณหภูมิ 170 -190 องศา ประมาณ 20 -30 นาทีค่ะ อันนี้ต้องแล้วแต่นะคะ เพราะขึ้นกับชิ้นหมูว่าหนาหรือเปล่า
8. ลวกเส้นบะหมี่ อย่าลืมที่จะคลี่เส้นบะหมี่ก่อนให้แป้งที่เกาะอยู่หลุดออก แล้วนำมาขยำเบาๆ ลวกจนสุกแล้วนำมาใส่น้ำเย็น บางคนจะเอาไปลวกน้ำร้อนอีกทีเพื่อให้ยังคงร้อนอยู่เวลาเสิร์ฟ
9. เส้นบะหมี่ที่ได้ ให้เอากระเทียมเจียวลงคลุก ใส่น้ำมันที่เจียวลงไปเล็กน้อยค่ะ เส้นจะได้ไม่ติดกัน
10. ระหว่างลวกบะหมี่ ถ้ามีเตาสองหัว ให้ลวกเกี๊ยวไปด้วยนะคะ พอเกี๊ยวสุกแล้วให้ตักเกี๊ยวใส่ในน้ำธรรมดา ถ้าไม่ใส่ในน้ำจะแห้งค่ะ
11. จัดเรียงเส้นบะหมี่ เกี๊ยว หมูแดงหรือหมูย่าง ผัก ลงจานแล้วปรุงรส ด้วยซอสปรุงรส น้ำตาลทราย ซีอิ๊วขาว และพริกป่น หรืออาจะเติมมะนาวด้วยก็ได้นะคะ รสตามชอบค่ะ นกจะใส่น้ำตาลทรายเยอะหน่อย ให้ออกรสหวาน หรือถ้าชอบจะใส่ซีอิ๊วดำลงไปนิดหน่อยเพื่อสีสันก็ได้ค่ะ

เหมือน จะยุ่งยากนะคะ แต่ถ้าได้ลองทำดูอาจจะไม่ยากอย่างที่คิด แม้ว่าจะมีหลายๆส่วนผสม แต่ว่าหมูเราหมักไว้ล่วงหน้าค่ะ บางคนอาจจะคิดว่าไปทานที่ร้านจะง่ายกว่า ก็จริงค่ะ แต่นกทำทานเองเพราะว่าไปทานที่ร้านแล้วได้น้อยค่ะ แม้จะสั่งพิเศษ เมื่อวานนึกอยากทานบะหมี่พอไปทานมันไม่อร่อยเลย บะหมี่แฟรนไชส์ยี่ห้อนี้แต่ก่อนออกมาใหม่ๆก็อร่อยแต่หลังๆมาไม่มีคุณภาพค่ะ หลายสาขาที่ทำไม่อร่อย

นกทำทานเองได้เยอะ และเชื่อว่าจะสะอาดกว่าที่ร้านด้วยนะคะ ที่ร้านจะใช้ชามพลาสติก มันไม่ปลอดภัยค่ะสำหรับใส่อาหารร้อนๆ บะหมี่ทำทานเองเหมาะจะทำช่วงวันหยุดค่ะ

ถ้าใครผ่านไปแถวๆแฟลตคลอง จั่น ตรงข้ามนิด้า ให้ลองแวะไปทานบะหมี่จับกังนะคะ มีขายตอนเย็นๆค่ำๆค่ะ อยู่แถวๆแฟลตคู่ค่ะ ได้เยอะ อร่อย แถมน้ำซุปมีกระดูกหมูด้วยค่ะ

http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=871

ข้าวผัดแหนม




ส่วนผสม

แหนม
มะเขือเทศ 1 ลูกใหญ่
แครอท 1/2 ลูก
ข้าวสวย 2 1/2 ถ้วย
ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
ซอสถั่วเหลือง 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
ไข่ไก่ 2 ฟอง
กระเทียมสับ
น้ำมันถั่วเหลืองสำหรับผัด
ต้นหอมซอย

วิธีทำ
1. หั่นแหนมเป็นชิ้น นำครึ่งหนึ่งที่หั่นไว้มาขยำให้แหนมเป็นชิ้นเล็กๆ เวลาผัดกับข้าวจะได้รสแหนมด้วยค่ะ
2. หั่นมะเขือเทศและแครอท เป็นชิ้นเล็กๆ เวลาทานจะทานง่ายค่ะ ส่วนมะเขือเทศจะทำให้สีของข้าวผัดสวย ส่วนต้นหอมให้หั่นท่อนประมาณ 1 ซม. ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไปค่ะ
3. เจียวกระเทียมให้หอม แล้วนำแหนมลงผัดให้พอสุก ตอกไข่ลงไปทั้งสองฟอง รอสักพักให้ไข่เริ่มสุกจึงคน ไข่จะไม่เละ
4. ใส่มะเขือเทศและแครอท ผัดให้พอสุก แล้วนำข้าวสวยลงผัด
5. ปรุงรสด้วย ซีอิ๊วขาว ซอสถั่วเหลือง และน้ำตาล ผัดจนส่วนผสมเข้ากันดี  ก่อนตักขึ้นเสิร์ฟ ให้โรยด้วยต้นหอมแล้วผัดต่อ
6. ทานคู่กับแตงกวาแช่เย็นค่ะ

http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=872 

ปูนึ่งนมสด, ต้มผักกาดดองหมูสามชั้น, ผักม้วน, ราดหน้าหมูหมัก, ผัดซีอิ๊วเส้นหมี่, ปลาส้มทอด, แกงจืดฟองเต้าหู้หมูสับ, ไข่ตุ๋นไข่เค็ม, กุ้งทอดราดซอสมะขาม, ผัดวุ้นเส้น,แกงจืดเต้าหู้ไข่,ผัดพริกแกงไก่

ปูนึ่งนมสด



ส่วนผสม

ก้ามหรือกรรเชียงปู 300 กรัม
ยอดหน่อไม้ฝรั่ง 60 กรัม
แครอทฝานลวก 50 กรัม
ซอสหอยนางรมกระเทียม 2 ช้อนโต๊ะ
พริกไทย 1/4 ช้อนชา
นมข้นจืด 1/4 ช้อนชา
น้ำซุป 3/4 ถ้วย
กระเทียมเจียว 1 ช้อนชา
ไข่ไก่ 1 ฟอง

วิธีทำ
1. ผสมนมข้นจืด น้ำซุปและไข่ไก่เข้าด้วยกัน
2. เคล้าเนื้อปูกับพริกไทย และซอสหอยนางรม พักไว้
3. เรียงเนื้อปู หน่อไม้ฝรั่ง และแครอทลงในภาชนะสำหรับนึ่ง
4.เทนมที่ผสมไว้ลงในภาชนะที่มีปู และนำผักเรียงให้สวยงาม
5. นำไปนึ่งประมาณ 20 นาที หรือจนปูสุก
6. โรยด้วยกระเทียมเจียวเสิร์ฟร้อนๆ


http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=874


ต้มผักกาดดองหมูสามชั้น



ส่วนผสม
ผักกาดดองซอย 1 กิโลกรัม
หมูสามชั้น 200 กรัม
น้ำสะอาด 2.5 ลิตร
ซีอิ๊วขาว 1 ถ้วย
น้ำตาล 1/4 ถ้วย

วิธีทำ1. ล้างผักกาดดอง บีบน้ำออกให้สะเด็ดน้ำ
2. หั่นหมูสามชั้นขนาดพอดีคำ นำมาผัดกับน้ำมันพืช พอสุกเอาผักกาดดองลงผัด เติมซีอิ๊วขาว 1/2 ถ้วย ผัดจนเข้ากันดี
3. ต้มน้ำให้พอเดือดปุดๆ นำผักกาดดองและหมูสามชั้นลง เติมซีอิ๊วขาวอีก 1/2 ถ้วย และน้ำตาลทราย ชิมรส  เคี่ยวต่ออีก 15 -20 นาที ใช้ไฟอ่อน

หมายเหตุ
- รสจะออกเปรี้ยวหวาน
- ผักกาดดอง สามารถซื้อเป็นหัวแล้วนำมาซอยเอง หรือหากที่ร้านมีขายชนิดที่ซอยแล้วก็จะสะดวกค่ะ



ผักม้วน


เครื่องปรุง
ใบกะหล่ำปลี 6 ใบ
แครอทซอยเป็นเส้น 1/2 ถ้วย
หน่อไม้ไผ่ตงซอยเป็นเส้น 1/2 ถ้วย
ผักโต้วเหมี่ยว 1/2 ถ้วย
เห็ดเข็มทอง 1/2 ถ้วย
ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสเห็ดหอม 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 1 ช้อนชา
น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
ซุปผัก 1/2 ถ้วย
แป้งข้าวโพดละลายน้ำ
งาขาวคั่ว

วิธีทำ1. ลวกใบกะหล่ำปลีให้นุ่ม ฝานโคนก้านแข็งๆออกบางส่วนให้ม้วนง่าย
2. ลวกแครอท หน่อไม้ และเห็ดเข็มทองพอสุก
3. ห่อแครอท หน่อไม้ เห็ดเข็มทอง และผักโต้วเหมี่ยวด้วยใบกะหล่ำปลี ม้วนให้แน่น ตัดเป็นชิ้นเรียงใส่จาน
4. ผสมซอสปรุงรส ซอสเห็ดหอม น้ำตาล น้ำมันงา และน้ำซุป นำขึ้นตั้งไฟให้เดือด
5. เติมแป้งข้าวโพด เคี่ยวให้สุกข้น ยกลง
6. ตักซอสที่ได้ราดลงบนผักม้วนที่ห่อไว้ โรยงาคั่ว เสิร์ฟทันที



ราดหน้าหมูหมัก

ส่วนผสม
เส้นใหญ่ 1/2 กิโลกรัม
เนื้อหมู 250 กรัม
ไข่ไก่ 2 - 3 ฟอง
ผักคะน้า 200 กรัม
บล็อคโคลี่ 150 กรัม
แครอท 100 กรัม
เห็ดหอม 50 กรัม
กระเทียมทุบ 1 หัว
ซอสหอยนางรม 1/4 ถ้วย
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 ช้อนชา
น้ำสะอาด 5 ถ้วย
แป้งมัน

วิธีทำ
1. หั่นหมูบางๆชิ้นพอคำ นำมาหมักโดยใช้น้ำมันงา งาขาวและซีอิ๊วขาวเล็กน้อย
2. ล้างผักและหั่นผักพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
3. ลวกบล็อคโคลี่ เมื่อสุกให้นำใส่น้ำที่แช่น้ำแข็งไว้ เพื่อให้สีสวยและหยุดสุก
4. คลุกเส้นใหญ่กับซีอิ๊วดำ
5. ผัดเส้นที่คลุกซีอิ๊วดำในน้ำมัน ใช้ไฟปานกลาง พอได้ที่ เขี่ยเส้นใหญ่ให้เหลือตรงกลางไว้สำหรับตอกไข่
6. ตอกไข่ รอจนไข่ใกล้สุกดี จึงผัดรวมกับเส้น ผัดต่ออีกสักครู่ให้พอกรอบหน่อยๆ
7. ทำน้ำราดหน้า โดยเจียวกระเทียมให้หอมแล้วใส่หมูที่หมักเอาไว้ ผัดให้สุก
8. นำผักคะน้า แครอทและเห็ดหอมลงผัด แล้วเติมน้ำที่ต้มเอาไว้แล้ว
9. เติมเครื่องปรุง ชิมรส แล้วละลายแป้งมันในน้ำเล็กน้อย ค่อยๆเทลงในน้ำแล้วคน ถ้าไม่ข้นพอให้เติมแป้งมันอีก

ทานร้อนๆ ตักเส้นใหญ่ใส่จานหรือชามหากต้องการทานน้ำเยอะ แล้วจึงใส่บล็อคโคลี่ที่ลวกเอาไว้แล้ว

เติมพริกป่น น้ำมะนาว น้ำตาลและน้ำปลา ตามชอบ

http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=891


ผัดซีอิ๊วเส้นหมี่


ส่วนผสม
เส้นหมี่ แช่น้ำประมาณ 3 นาที เอามาพักให้สะเด็ดน้ำ 180 กรัม
เนื้อหมู 150 กรัม
ไข่ไก่ 2 ฟอง
ผักคะน้า 250 กรัม
แครอท 100 กรัม
เห็ดหอม 10 ดอก
กระเทียมทุบ 1 หัว
ซีอิ๊วขาว 1/4 ถ้วย
น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
ซอสหอยนางรม 1/2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วดำ
น้ำสะอาด

วิธีทำ
1. นำเส้นหมี่ที่สะเด็ดน้ำมาคลุกกับซีอิ๊วดำ (ใช้ถุงมือพลาสติกสำหรับทำอาหาร)
2. หมักหมูไว้ระหว่างหั่นผัก โดยใช้น้ำมันงา ซีอิ๊วขาว และงาขาว
3. ตั้งกระทะ น้ำมันพอร้อน ใส่กระเทียมเจียวพอหอมแล้วใส่หมูที่หมักไว้ลงผัดพอสุก
4. ตอกไข่ลงผัดกับหมู แล้วเติมผักที่หั่นไว้แล้ว ผัดพอสุก จึงเติมเส้นหมี่
5. เติมเครืองปรุง ผัดต่อ ถ้าแห้งเกินไป ให้เติมน้ำลงไปทีละนิค ชิมรสตามชอบ จัดเสิร์ฟ

ประมาณ 3 - 4 ที่

http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=892


ปลาส้มทอด


เครื่องปรุง
ปลาตะเพียนขนาดกลาง 2 ตัว
ข้าวสุก 1 ถ้วย
เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียม 20 กลีบ
น้ำมันพืชสำหรับทอด
พริกแห้งเม็ดเล็กทอดกรอบ
หอมแดงและกระเทียมซอยทอดกรอบ
พริกชี้ฟ้าทอด

วิธีทำปลาส้ม
1. ล้างและขอดเกล็ดปลา ผ่าท้องน้ำไส้ออก ล้างอีกครั้งและบั้งให้พองาม
2. โขลกกระเทียม เกลือ ให้ละเอียด เคล้าปลาให้ทั่ว และกดให้ซึมเข้าเนื้อปลา
3. ล้างข้าวสุก ใส่ในปลาที่เตรียมไว้ เรียงในภาชนะ ปิดด้วยถุงพลาสติก หมักไว้ 3-4 วัน ปลาจะมีรสเปรี้ยว

วิธีทอดปลาส้ม
1. นำปลามาล้าง เอาข้าวออก พักให้สะเด็ดน้ำ
2. นำลงทอดด้วยไฟอ่อน ถึงปานกลาง จนสุก

หมายเหตุ* สามารถหาซื้อปลาส้มได้ตามตลาดทั่วอีสาน

 http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=893

แกงจืดฟองเต้าหู้หมูสับ


เครื่องปรุง
ฟองเต้าหู้แช่น้ำให้นิ่ม 3/4 ถ้วย
หมูสับ 100 กรัม
น้ำปลา 2 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำซุป 2 ถ้วย
ลูกชิ้นปลา 10 ลูก
ตังฉ่าย 1 ช้อนชา
ผักชีซอย 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. หั่นฟองเต้าหู้เป็นชิ้นยาวประมาณ 3 นิ้ว
2. เคล้าหมูสับกับน้ำปลา 1/2 ช้อนโต๊ะ แล้วปั้นเป็นก้อนขนาดพอคำ
3. ต้มน้ำซุป ใส่ฟองเต้าหู้ พอเดือดใส่หมูสับ ลูกชิ้นปลา น้ำปลา ตังฉ่าย ปิดไฟ
4. โรยหน้าด้วยผักชี เสิร์ฟร้อนๆ

 http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=894


ไข่ตุ๋นไข่เค็ม


เครื่องปรุง
ไข่ไก่หรือไข่เป็ด 2 ฟอง
ไข่เค็มแดง 1-2 ฟอง
กุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ
หมูสับ 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำซุป 1 ถ้วย
ตังฉ่าย 1/2 ช้อนชา
ผักชีเด็ดใบ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. ต่อยไข่ใส่ชาม ตีให้แตก เติมน้ำซุป ใส่ซีอิ๊วขาว หมูสับ กุ้งแห้งและตังฉ่าย ตีให้ส่วนผสมเข้ากัน
2. เทใส่ถ้วยที่จะใช้ตุ๋น วางไข่เค็มแดงข้างบน นำไปนึ่งประมาณ 20 นาที หรือจนสุก ก่อนเสิร์ฟโรยผักชี

 http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=895


กุ้งทอดราดซอสมะขาม


เครื่องปรุง

กุ้ง 250 กรัม
เกลือ 1/2 ช้อนชา
น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 1/4 ถ้วย
น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมเจียว
หอมแดงเจียว
น้ำมันสำหรับทอด
วิธีทำ
1. เคล้ากุ้งกับเกลือให้ทั่ว พักไว้ให้ผิวกุ้งหมาดๆ
2. ตั้งน้ำมันพืชให้ร้อน ใส่กุ้งลงทอดให้เหลืองกรอบ ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน
3. ผสมน้ำมะขาม น้ำปลา น้ำตาลทราย น้ำเปล่าใส่ลงในภาชนะ นำไปตั้งไฟเคี่ยวให้เหนียว ยกลงพักไว้
4. จัดกุ้งใส่จาน ราดด้วยซอสมะขาม โรยหน้าด้วย กระเทียมเจียว หอมแดงเจียว

 http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=897


ผัดวุ้นเส้น


เครื่องปรุง
วุ้นเส้น 200 กรัม
หมูสับ 100 กรัม
มะเขือเทศ หั่นเต๋า 1 ลูก
เห็ดหูหนู (หั่นฝอย) 25 กรัม
แครอท 50 กรัม
กระเทียมสับ 1 หัว
ไข่ไก่ 2 ฟอง
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ นิดหน่อย
พริกไทย

วิธีทำ
1. ถ้าเป็นวุ้นเส้นอบแห้งให้แช่น้ำจนนิ่ม แล้วพักให้สะเด็ดน้ำ
2. ตั้งกระทะเจียวกระเทียมให้พอหอม นำหมูลงผัดจนสุก แล้วตอกไข่ลงไป พอไข่เริ่มสุกให้ผัดไข่กับหมูให้ทั่ว
3. เติมแครอท มะเขือเทศ เห็ดหูหนู ผัดให้เข้ากัน
4. เติมวุ้นเส้น ผัดให้เข้ากัน แล้วเติมเครื่องปรุงรส ซีอิ๊วขาว น้ำตาล เกลือ ชิมรส ก่อนตักเสิร์ฟให้โรยพริกไทยป่น

 http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=898


แกงจืดเต้าหู้ไข่


เครื่องปรุง
หมูสับ 150 กรัม
เต้าหู้ไข่ไก่ 1 หลอด
น้ำสะอาด 2 1/2 ถ้วย
ผักกาดขาว 100 กรัม
วุ้นเส้น 50 กรัม
แครอท 50 กรัม
ต้นหอม 2 ต้น
เห็ดหูหนู 25 กรัม
เกลือ 1/2 ช้อนชา
น้ำปลา 1 ช้อนชา
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. หมักหมูสับโดยใช้ซีอิ๊วขาวนิดหน่อย กระเทียมสับ และพริกไทย พักไว้
2. ทำน้ำซุป ตั้งน้ำสะอาดให้เดือด เติมเกลือ น้ำปลาและซีอิ๊วขาว
3. พอน้ำเดือด ให้ปั้นหมูสับเป็นก้อนพอคำลงไปจนหมด
4. หั่นเต้าหู้ไข่ให้เป็นท่อน แล้วเติมลงไป
5. เติม ผักกาดขาว วุ้นเส้น แครอท
6. พอสุกให้ใส่ต้นหอม พร้อมเสิร์ฟ

 http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=899


ผัดพริกแกงไก่


เครื่องปรุง
เนื้ออกไก่ หั่นชิ้นพอคำ 150 กรัม
พริกแกงเผ็ด 1 ช้อนโต๊ะ
ถั่วฝักยาว 150 กรัม
พริกชี้ฟ้า หั่นชิ้น 3 เม็ด
ใบมะกรูดหั่นฝอย 4 ใบ
กระเทียมสับ 1 หัว
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 2 ช้อนชา

วิธีทำ1. ตั้งกระทะ ไฟปานกลาง เจียวกระเทียมให้พอหอม ใส่ไก่ที่หั่นไว้ลงผัดให้สุก เติมพริกแกงเผ็ดและน้ำสะอาดลงไปนิดหน่อย ผัดให้เข้ากัน (ควรชิมเพราะพริกแกงเผ็ดแต่ละแห่งมีความเผ็ดและความเค็มไม่เท่ากัน หากไม่เผ็ดพอให้เติมพริกแกงเพิ่ม)
2. เติมถั่วฝักยาวลงผัด แล้วเติมซีอิ๊วขาวและน้ำตาล ผัดให้เข้ากัน แล้วเติมพริกและใบมะกรูดหั่นฝอย ผัดพอเข้ากัน เสิร์ฟ

หมายเหตุ
- ถ้าหากอยากให้มีรสเผ็ดของพริกชี้ฟ้าให้นำลงผัดกับกระเทียม
- สามารถเติมน้ำลงไปอีกหากชอบรับประทานแบบขลุกขลิก และให้ชิมรส ปรุงรสเพิ่ม

 http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=900

ไก่อบ (ไม่ใช้เตาอบ), ไข่เจียวปูอัด, แกงเขียวหวานไก่, หมูแดดเดียว, ยำผสมกุ้งลวก ไข่ต้ม, ปูนิ่มทอดกระเทียม, ข้าวคลุกกะปิ, ไก่ผัดขิงเห็ดหูหนู, แกงจืดมะระยัดไส้, ผัดหอยลาย

ไก่อบ (ไม่ใช้เตาอบ)



เครื่องปรุง
เนื้ออกไก่ 350 กรัม
ผักคะน้า ตามชอบ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 1 ช้อนชา
แป้งมัน 1 ช้อนชา
น้ำสำหรับใส่ในแป้งมัน 1/2 ถ้วย
น้ำสำหรับเคี่ยว 1 ถ้วย
รากผักชี กระเทียม พริกไทยเม็ด โขลกรวมกัน สำหรับหมักไก่

วิธีทำ
1. หมักไก่กับเครื่องที่โขลกเอาไว้ ประมาณ 15-30 นาที
2. นำไก่ไปทอดให้พอสุกเหลือง พักไว้ เอาน้ำมันออกจากกระทะ
3. เติมน้ำสำหรับเคี่ยว ต้มให้เดือด เติมน้ำปลา ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว น้ำตาล คนให้เข้ากัน
4. ผสมแป้งมันกับน้ำ นำลงราดในน้ำที่ทำเอาไว้ คนให้เข้ากันอีกครั้ง
5. นำอกไก่ที่ทอดเอาไว้ลงไปเคี่ยว ใช้ไฟอ่อน เคี่ยวประมาณ 15 - 20 นาที
6. ผักคะน้า นำลงลวกในน้ำที่เคี่ยวไว้ จัดเสิร์ฟ

credit  http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=901


ไข่เจียวปูอัด



เครื่องปรุง
ไข่ไก่ 2 ฟอง
ปูอัด 50 กรัม
ซอสหอยนางรม 1 ช้อนชา
ซีอิ๊วขาว 1 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ
1. หั่นปูอัดเป็นเส้น เตรียมไว้
2. ตอกไข่ใส่ชาม และตีให้ไข่พอแตก
3. เติมปูอัดที่หั่นเอาไว้ แล้วเติมเครื่องปรุง ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว ตีให้เข้ากันอีกครั้ง
4. นำลงทอดในน้ำมันที่ปริมาณมาก และไฟค่อนข้างแรง เกลี่ยเนื้อปูอัดให้ทั่วทั้งแผ่นไข่
5. พอสุก นำจัดใส่จาน

หมายเหตุ
- ควรใช้กระดาษสำหรับซับน้ำมันรองจานก่อน เพื่อขจัดน้ำมันส่วนเกิน
- สามารถเติมต้นหอมและผักชีลงไปในไข่ที่ตีไว้


http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=902


แกงเขียวหวานไก่


เครื่องปรุง
เนื้ออกไก่ หั่นชิ้น 120 กรัม
พริกแกงเขียวหวาน 2 ช้อนโต๊ะ
มะเขือเปราะ 4 ลูก
ถั่วฝักยาว 50 กรัม
ใบโหระพา
กะทิ 1/3 ถ้วย
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 2 ช้อนชา
น้ำเปล่า 1 ถ้วย

วิธีทำ
1. หั่นมะเขือเปราะให้ได้ 4-6 ชิ้นในแต่ละลูก แช่น้ำเปล่าไว้
2. หั่นถั่วฝักยาวชิ้นพอคำ พักไว้
3. ตั้งกระทะ ผัดพริกแกงเขียวหวานกับกะทิให้หอม
4. เติมเนื้อไก่ ผัดให้พอสุก เติมมะเขือเปราะและถั่วฝักยาว ผัดให้เข้ากัน
5. เติมน้ำเปล่า ต้มให้พอเดือดจึงใส่เครื่องปรุงรส น้ำปลาและน้ำตาล
6. ต้มต่อจนมะเขือเปราะสุกและนิ่ม ก่อนปิดไฟให้เติมใบโหระพา คนให้เข้ากัน จัดเสิร์ฟ

หมายเหตุ
- รสชาติเผ็ดปานกลาง หากต้องการความเผ็ดเพิ่ม ให้เพิ่มพริกชี้ฟ้าลงผัดพร้อเนื้อไก่



หมูแดดเดียว
ส่วนประกอบ

เนื้อหมู 500 กรัม
กระเทียม 1 หัว
รากผักชี 3 ราก
ผงกะหรี่ 1 ช้อนชา
น้ำมันสำหรับทอด 3-4 ถ้วย

เครื่องปรุง
น้ำปลา4 ช้อนชา
พริกไทยป่น 1/2 ช้อนโต๊ะ
วิสกี้ 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ 
1. ล้างหมูให้สะอาด แล่ออกเป็นแผ่นบางขนาด 1 ซม.
2. โขลกกระเทียม รากผักชีพริกไทยให้ละเอียด นำเนื้อลงเคล้า เติมน้ำปลา วิสกี้ น้ำมันหอย น้ำตาลทราย ผงกะหรี่ หมักไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วตากแดด 1 วัน
3. ทอดเนื้อในน้ำมันร้อน พอสุกตัดขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน เสิร์ฟกับซอสพริก ผักกาดหอม มะเขือเทศและแตงกวา

อาหารจากร้าน The Stories
ถ่ายภาพโดย พิชชยา 
   
  cooking by : Squidbrand 


http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=913




ยำผสมกุ้งลวก ไข่ต้ม
ส่วนผสม
ผักสลัดเขียวตามชอบจำนวนพอเหมาะ     
แตงกวาหั่นแท่ง  1/4  ถ้วย 
มะเขือเทศเชอรี่  1/2  ถ้วย 
เซเลอรี่หั่นบาง  1/4  ถ้วย 
ไข่ต้ม  ฟอง 
กุ้งลวก  10  ตัว 
วิธีทำ
ตำพริกกับกระเทียมให้ละเอียด ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล น้ำมะนาว ใส่ชามพักไว้ จัดผักสลัด ไข่ต้ม และกุ้งในภาชนะที่เตรียมไว้ เมื่อจะรับประทานราดด้วยน้ำสลัดและถั่วลิสงคั่ว

-น้ำยำ

ส่วนผสม


พริกชี้ฟ้า  เม็ด 
น้ำมะนาว  ช้อนโต๊ะ 
น้ำปลา  ช้อนโต๊ะ 
น้ำตาลปี๊บ  1 1/2  ช้อนโต๊ะ 
กระเทียม  กลีบใหญ่ 
ถั่วลิสงคั่วบุบหยาบ  ช้อนโต๊ะ 


http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=924


ปูนิ่มทอดกระเทียม
เครื่องปรุง
ปู นิ่มหั่นเป็นชิ้น 2-3 ตัว แป้งทอดกรอบ 1 ซอง รากผักชีและกระเทียมปั่นให้เข้ากัน 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล 1-2 ช้อนชา พริกไทยป่น 1 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ กระเทียมตำพอแหลกทอดกรอบ 1 ถ้วย น้ำมันสำหรับทอด

วิธีทำ
1. ผสมรากผักชีกระเทียมปั่นกับ พริกไทย น้ำตาล และเกลือให้เข้ากัน นำชิ้นปูนิ่มลงคลุกเคล้าให้ทั่ว
2. จากนั้นนำไปเคล้ากับแป้งทอดกรอบพอให้แป้งติด ถ้าแห้งเกินไปให้ใช้น้ำเติมได้เล็กน้อย แล้วนำไปทอดในน้ำมันจนสุกพอเหลือง ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมันก่อน จัดใส่จานพร้อมกระเทียมทอดกรอบตามชอบ พร้อมเสิร์ฟ





























http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=925


ข้าวคลุกกะปิ


ส่วนผสม
ข้าวสวย 2 1/2 ถ้วยตวง
กะปิอย่างดี 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมไทย 3 กลีบ
น้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะ
กุ้งแห้งจืดตัวเล็ก 1/4 ถ้วยตวง
ไข่เป็ด 1 ฟอง
หัวหอมแดง 1 หัว
พริกขี้หนู 10 เม็ด
มะนาว 1/2 ลูก
มะม่วงซอย 2 ช้อนโต๊ะ
แตงกวา แตงร้าน ถั่วฝักยาว ฯลฯ

วิธีทำ
1. เอากะปิห่อใบตอง ปิ้งไฟพอหอม ใส่ถ้วยเติมน้ำสุก 1 ช้อนโต๊ะ พอเข้ากันนำมาคลุกกับข้าวสุกที่เย็นแล้ว คลุกให้ทั่ว
2. ตั้งกระทะไฟอ่อน ใส่น้ำมัน พอร้อนใส่กุ้งแห้งลงทอด พอเหลืองกรอบตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน
3. ทำไข่เจียวฝอยโดย ตักน้ำมันใส่กระทะนิดหน่อยแล้วหมุนกระทะ ให้น้ำมันอาบทั่วกระทะมีความร้องทั่วถึงทั้งใบแบบขนมเบื้องญวน พอร้อนดีแล้วเทน้ำมันออกบ้าง เอาไข่เป็ดที่คนให้เข้ากันเทลงในกระทะให้บางๆ ตักน้ำมันใส่นิดหน่อยรอบๆไข่ เอาตะหลิวแซะขึ้นกลับอีกด้านลง พอสุกตักขึ้นพักไว้ พอเย็นแล้วหั่นเป็นฝอย
4. ผัดข้าวที่คลุกกะปิเอาไว้แล้ว โดยนำกระทะตั้งไฟ น้ำมันพอร้อนเจียวกระเทียมพอหอม เอาข้าวคลุกกะปิลงผัดให้หอม และร้อนทั่วดี ตักขึ้นใส่จาน

วิธีทำหมูหวาน
ส่วนผสม
หมูสามชั้น 1/2 ถ้วยตวง
น้ำตาลปีบ 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วดำ 2 ช้อนชา
หัวหอมแดงซอย 2 ช้อนชา

วิธีทำ
1. หมูสามชั้น ขูดขนและหนังให้สะอาด เลือกเอาเนื้อมากกว่ามัน นำไปนึ่งพอหนังนุ่ม เอาส้มจิ้มเข้าก็ใช้ได้ ทิ้งไว้ให้เย็นหั่นเป็นชิ้นเล็กๆบางๆ
2. ตั้งกระทะไฟอ่อน ตวงน้ำตาลปีบ น้ำปลา เทลงไปเอาตะหลิวคนจนหอม จึงใส่ซีอิ๊วดำลงคนให้เข้ากัน เติมน้ำแล้วเอาหมูที่หั่นใส่ลงเคี่ยวให้แห้ง จึงใส่หัวหอมแดงซอย ผัดให้รวมกันพอสุก ตักขึ้นใส่ถ้วย

จัดจานข้าวคลุกกะปิใส่จาน หัวหอมแดงซอย กุ้งแห้งทอด โรยไข่ฝอย พริกขี้หนูหั่น ตักหมูหวานใส่ข้างจาน พร้อมแตงกวา มะม่วง


http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=928


ไก่ผัดขิงเห็ดหูหนู


ส่วนผสม
อกไก่ 2 ชิ้นหั่น 1 ถ้วยตวง
ตับ กึ๋น หัวใจ หั่น 1 ถ้วยตวง
ขิงอ่อนหั่นฝอย 3 ถ้วยตวง
เห็ดหูหนูแช่น้ำแล้ว 2 ถ้วยตวง
เต้าเจี้ยวขาว 1/2 ถ้วยตวง
น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ
พริกแดง พริกเหลืองหั่น 1/4 ถ้วยตวง
หัวหอมทุบสับ 1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมสับ 1 ช้อนชา
น้ำมันพืช 1/4 ถ้วยตวง
วิธีทำ
1. เครื่องในไก่ หั่นเป็นชิ้น สำหรับกึ๋นหั่นเป็นชิ้น แล้วใช้ปลายมีดหั่นจักให้เป็นริ้วๆคล้ายหงอนไก่ เวลาผัดจะสวย ตรงไส้ขูดเอาเมือกออกให้หมด
2. เห็ดหูหนูถ้าใช้อย่างแห้ง ต้องแช่น้ำให้นิ่มแล้วล้างเอาทรายออกให้หมด ตัดตรงขั้วทิ้งใส่กระชอนให้สะเด็ดน้ำ แต่ถ้าใช้เห็ดหูหนูสดก็ตัดขั้วแข็งๆออกแล้วล้างให้สะอาด
3. เต้าเจี้ยวขาวล้างน้ำให้สะอาดเพราะบางครั้งจะมีทรายปนอยู่
4. เอากระทะตั้งไฟใส่น้ำมันลงพอร้อน เอาหัวหอมสับกับกระเทียมสับลงเจียวให้หอม
5. ใส่เนื้อไก่ เครื่องในไก่ลงผัดพอสุก ใส่เต้าเจี้ยวขาว ขิงอ่อน เติมซีอิ๊วขาว น้ำตาลปีบ น้ำส้มสายชู พอสุกจึงใส่พริกแดง พริกเหลือง หั่นลงโรยพริกไทยป่นแล้วตักขึ้นใส่จาน

หมายเหตุถ้าชอบหอมหัวใหญ่ก็หั่นใส่ได้แต่ต้องผัดเครื่องในไก่ก่อน
http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=935


แกงจืดมะระยัดไส้


เครื่องปรุง
มะระ 1 ลูก
เนื้อหมูบด 1 ถ้วยตวง
กระเทียม 5 กลีบ
รากผักชี 1 ช้อนชา
พริกไทยเม็ด 5-7 เม็ด
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
เกลือป่น เล็กน้อย
น้ำปลา 2-3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

วิธีทำ
1. มะระตัดเป็นท่อน 1 ลูก ตัดได้ 3 ท่อน ควักไส้ออก ล้างน้ำให้สะอาดผึ่งไว้
2. โขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทยให้ละเอียด แล้วนำมาเคล้ากับเนื้อหมูบด เติมซีอิ๊วขาว น้ำตาลทรายเคล้าให้เข้ากันดี
3. นำเนื้อหมูที่ปรุงรสแล้วยัดใส่ในมะระให้เต็มทั้ง 3 ท่อน
4. ตั้งน้ำเปล่าให้เดือด ใส่มะระที่ยัดไส้แล้ว ใส่เกลือลงในน้ำซุปเล็กน้อย เพื่อที่มะระจะได้มีสีเขียวสด ต้มจนมะระและเนื้อหมูที่ยัดไส้สุก
5. ปรุงรสด้วยน้ำปลา ชิมรสให้กลมกล่อม ตักขึ้นเสิร์ฟร้อน โรยหน้าด้วยผักชี

http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=943
ผัดหอยลาย


เครื่องปรุง
หอยลายสด 1/2 กิโลกรัม
โหระพา 1 กำ
น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ
กะทิ หรือนมสด 1/4 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
พริกชี้ฟ้าแต่งหน้า 1 เม็ด
กระเทียม 1 หัว

วิธีทำ
1. หอยลายล้างน้ำให้สะอาด พักไว้
2. ใบโหระพาเด็ดเป็นใบๆ กระเทียมสับพอแหลก เตรียมไว้
3. กระทะตั้งไฟ ใส่หอยลายพร้อมกับกระเทียมและกะทิ ปิดฝากระทะไว้เพื่อให้หอยสุก
4. ปรุงรสด้วยน้ำพริกเผา น้ำปลา น้ำตาลทราย ชิมรสตามชอบ โรยหน้าด้วยพริกชี้ฟ้าและใบโหรพา

หมายเหตุ
ถ้าไม่ชอบกะทิก็สามารถผัดกับน้ำมันได้
http://www.horapa.com/content.php?Category=Thai&No=945