ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

อิ่มอร่อยเสริมมงคลรับปีมังกรที่ “ซิลเวอร์เวฟส์”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 มกราคม 2555 17:19 น.
บรรยากาศภายในห้องอาหารซิลเวอร์เวฟส์
       “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” เมื่อเอ่ยถึงคำนี้เมื่อไหร่ ก็หมายถึงการสวัสดีปีใหม่สำหรับเทศการตรุษจีนของชาวจีนนั่นเอง สำหรับในปีนี้นั้น เป็นการขึ้นปีใหม่ที่จะเข้าสู่ปีมังกรทอง และ “ตระเวนกิน” ก็ไม่พลาดที่จะเชิญชวนไปลองลิ้มอาหารมงคลรับเทศกาลตรุษจีนที่ใกล้จะมาถึง
      
       ในมื้อนี้จึงพาไปที่ ห้องอาหารซิลเวอร์เวฟส์ (Silver Waves) โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ ห้อง อาหารจีนบนชั้น 36 ที่เสนอเมนูอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง จากฝีมือของเชฟชาวจีนฮ่องกง ที่ได้ปรับรสชาติให้เข้ากับลิ้นของคนไทย ซึ่งนอกจากจะได้ลิ้มรสชาติอาหารอร่อยถูกปากแล้ว ก็ยังได้เพลิดเพลินกับบรรยากาศภายในแบบโมเดิร์นไชนีส ประกอบกับทิวทัศน์โค้งน้ำเจ้าพระยาในมุมสูงที่สวยงามทั้งในยามกลางวันและ กลางคืน และยังมีห้องส่วนตัวให้เลือกนั่งอีกถึง 4 ห้อง
ห้องส่วนตัวนั่งสบาย
       และสำหรับในช่วงเทศกาลตรุษจีนแบบนี้ ห้องอาหารซิลเวอร์เวฟส์เสนอชุดเมนูอาหารจีนมงคล 3 ชุด ให้ได้เลือกมาลิ้มลองความอร่อยกัน เริ่มต้นที่ชุด มั่งมีศรีสุข (ราคา 999 บาท++/คน) ที่ประกอบด้วย ลูกชิ้นกุ้งทอด, ซุปเสฉวน, หอยเชลล์นึ่งเต้าซี่, ผักปวยเล้งผัดกระเทียม, โกยซีหมี่ และตบท้ายด้วยผลไม้รวม ตามมาด้วยชุด โชคลาภพูนทวี (ราคา 11,900 บาท++/ 10 คน) ซึ่งประกอบด้วยเมนูไก่แช่เหล้าและแมงกะพรุนยำน้ำมันงา, กระเพาะปลาสดตุ๋นเยื่อไผ่, หอยหน่อไม้ผัดเห็ดหอมน้ำมันหอย, บล็อกโคลีราดกังป๋วย, เส้นหมี่ผัดแห้งสไตล์สิงคโปร์ และปิดท้ายที่เมนูบัวลอยน้ำขิง
ออร์เดิร์ฟร้อน-เย็น
       ส่วนชุดสุดท้ายนี้ ที่เราได้มาลองลิ้มกันก็คือชุด ยศถาบรรดาศักดิ์ (ราคา 12,900 บาท ++/ 10 คน) ประเดิมเมนูแรกด้วยออร์เดิร์ฟร้อน-เย็น ที่มีความเป็นมงคลในด้านเงินทองไหลมาเทมา ประกอบไปด้วย ปลาเงินทอดพริกเกลือ ที่จะใช้ปลาเงินตัวเล็กมาคลุกกับแป้งแล้วทอดจนกรอบ ก่อนจะคลุกกับพริกและเกลืออีกครั้ง ลองชิมแล้วปลากรอบนอกนุ่มในเคี้ยวเพลิน
      
       จานถัดมาคือ ลูกชิ้นกุ้งทอด ที่ไส้ด้านในนั้นเป็นเนื้อกุ้งล้วนๆ นำมาปรุงรสแล้วปั้นให้เป็นก้อนกลม ก่อนจะคลุกเกล็ดขนมปังแล้วนำลงทอดให้สุก กินคู่กับน้ำจิ้มบ๊วย ได้รสชาติหวานๆ หอมๆ ได้กลิ่นกุ้ง ได้รสชาติกุ้งเด้งอร่อยดี ส่วนออร์เดิร์ฟเย็น แมงกะพรุนน้ำมันงา จะใช้แมงกะพรุนมายำกับพริกที่มีส่วนผสมของพริกเซี่ยงไฮ้และน้ำมันงา รสชาติจะเข้มข้น เคี้ยวเด้งกรึบ และเมนู ไก่แช่เหล้า จะใช้เนื้อไก่สุกที่แล่เอากระดูกออกแล้ว มาราดด้วยเหล้าจีน ลองชิมเนื้อไก่แน่น ได้กลิ่นหอมเหล้าจีน
กระเพาะปลาสดตุ๋นเยื่อไผ่
       ถัดจากออร์เดิร์ฟ มาลองซดอะไรร้อนๆ กับเมนู กระเพาะปลาสดตุ๋นเยื่อไผ่ ที่ มีความเชื่อว่าเป็นเมนูเจ้าสมุทรถวายพระพร โดยตัวน้ำซุปผ่านการตุ๋นมาแล้วกว่า 12 ชั่วโมง ส่วนกระเพาะปลาสดนั้นจะต้องนำไปต้มค้างคืนก่อนจะนำมาตุ๋นกับน้ำซุปสูตรพิเศษ ของทางโรงแรมอีก 3-5 ชั่วโมง ก่อนที่จะได้ออกมาลองชิมกัน เมื่อเปิดฝาถ้วยแล้วก็จะได้กลิ่นหอมของน้ำซุปที่ยั่วน้ำลาย ลองชิมได้รสชาติกลมกล่อม กระเพาะปลาสดชิ้นใหญ่หนา เนื้อนุ่มเด้ง ส่วนเยื่อไผ่ก็นุ่มเข้ากันดี
เป็ดปักกิ่ง
       ถัดมาเป็น เป็ดปักกิ่ง ที่เชื่อว่ากินแล้วจะอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข จานนี้ใช้เป็ดเชอรี่มาผึ่งลมจนแห้งและหมักกับซอสสูตรพิเศษ แล่ออกมาแบบไม่ติดมัน หนังแห้งกรอบ กินคู่กับแป้งนึ่งร้อนๆ ที่ทางโรงแรมทำขึ้นเอง เนื้อแป้งนุ่มเหนียว และยังมีซอสสูตรพิเศษราดมาเพิ่มรสชาติหวานๆ กลมกล่อม แถมท้ายด้วยแตงกวา ต้นหอม และพริกสดเพิ่มความอร่อย
กุ้งลายเสือผัดยอดซุป
       กุ้งลายเสือผัดยอดซุป เมนูนี้กินแล้วจะมีชื่อเสียง มีอำนาจวาสนาและยศถาบรรดาศักดิ์ ความอร่อยของจานนี้อยู่ที่กุ้งลายเสือตัวใหญ่ที่นำมาคลุกแป้งทอด แล้วผัดกับน้ำซุปจากนั้นปรุงรสเล็กน้อย ก็จะได้รสชาติความสดหวานเด้งกรอบของเนื้อกุ้งเต็มคำ และน้ำซุปหนืดๆ ที่หอมกลมกล่อมเข้ากัน
เนื้อสันในอบซอสฮ่องกง
       ตามมาด้วย เนื้อสันในอบซอสฮ่องกง เมนูแห่งความอุดมสมบูรณ์ มั่นคง และความสำเร็จ ที่ใช้เนื้อส่วนสันในจากออสเตรเลียมาหมักกับเครื่องเทศและซอสต่างๆ จากนั้นก็นำมาผัดและปรุงรสกับซอสฮ่องกง ลองชิมแล้วเนื้อนุ่มละมุนลิ้นแทบจะละลายโดยไม่ต้องเคี้ยว รสชาติหวานหอมถูกใจ แต่ใครไม่กินเนื้อจะเปลี่ยนเป็นหมูแทนก็ได้
      
       ส่วนความมงคลในเรื่องสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ จะต้องชิม คะน้าฮ่องกงราดกังป๋วย ที่เลือกใช้แต่ยอดคะน้าอ่อนๆ ราดด้วยน้ำซุปกังป๋วย ที่ใช้กังป๋วยหรือหอยเชลล์อบแห้งมาผัดปรุงรสกับน้ำซุป ชิมปล้วผักคะน้าสดกรอบหวาน หอมน้ำซุป และกังป๋วยเนื้อนุ่มอร่อย
คะน้าฮ่องกงราดกังป๋วย
       และยังมีเรื่องมงคลในด้านเหลือกินเหลือใช้ และโชคดีตราบนานเท่านาน กับเมนู ปลาเก๋าดำนึ่งราดซีอิ๊ว ที่ จะใช้ปลาเก๋าดำสดๆ มานึ่งกับน้ำซีอิ๊วที่ปรุงขึ้นมาเป็นพิเศษ โรยหน้าด้วยต้นหอมและพริกซอย ชิมรสชาติน้ำซีอิ้วกลิ่นหอมเค็มๆ หวานๆ ส่วนเนื้อปลาสดแน่นเด้งหวานไม่คาว
ปลาเก๋าดำนึ่งราดซีอิ๊ว
       ยังมีเมนู เส้นหมี่ผัดแห้งสไตล์สิงคโปร์ ที่ต้อง ลองชิมแล้วจะมีอายุมั่นขวัญยืน จานนี้ใช้เส้นหมี่ขาวมาผัดในสไตล์สิงคโปร์ที่จะออกแห้งๆ ใส่กุ้ง หมูแดง กุยช่ายขาว ถั่วงอก ปรุงรสด้วยซอสและเครื่องเทศต่างๆ ลิ้มรสแล้วจะได้กลิ่นหอมผงกะหรี่อ่อนๆ เส้นหมี่นุ่มกลมกล่อม อร่อยโดนใจ
      
       ปิดท้ายความอิ่มด้วยของหวาน บัวลอยถั่วแดงบด ที่จะมีความสุขความเจริญ และร่ำรวย ตัวบัวลอยเป็นไส้งาดำนำมาบดละเอียดแล้วคลุกกับน้ำตาลปั้นให้เป็นลูก ส่วนน้ำจะใช้ถั่วแดงนำมาบดละเอียด ลองชิมจะได้รสหวานหอมจากถั่วแดง ตัวบัวลอยแป้งนุ่มหนึบหอมงาดำ ได้รสหวานๆ มันๆ
เส้นหมี่ผัดแห้งสไตล์สิงคโปร์
       อาหารมงคลทั้งสามชุดนี้ มีให้ได้ลิ้มลองกันจนถึงวันที่ 31 มกราคมนี้เท่านั้น และยังมีความพิเศษอยู่ที่ เมื่อสั่งอาหารจีนชุดโชคลาภพูนทวี และชุดยศถาบรรดาศักดิ์ ในระหว่างวันที่ 20-31 มกราคมนี้ จะได้รับบัตรกำนัลห้องพักฟรี 1 คืน โดยชุดโชคลาภพูนทวีจะได้รับห้องแกรนด์รูม ซิตี้วิว ส่วนชุดยศถาบรรดาศักดิ์ จะได้รับห้องแกรนด์สวีท 1 ห้องนอน นอกจากนี้ หากใครมาในวันที่ 23 มกราคม ช่วงเวลา 13.45 น. และ 19.45 น. จะได้ชมการเชิดสิงโตที่ห้องอาหารซิลเวอร์เวฟส์อีกด้วย
บัวลอยถั่วแดงบด
       ช่วงตรุษจีนนี้ หากใครกำลังมองหาอาหารจีนอร่อยๆ ให้ครอบครัวได้ลิ้มลองกัน ก็ลองมาที่ ห้องอาหารซิลเวอร์เวฟส์ แห่งนี้ รับรองว่านอกจากจะได้ความอร่อยแล้ว ก็ยังได้ความเป็นมงคลกลับบ้านไปอีกด้วย
      
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
      
       “ซิลเวอร์เวฟส์” (Silver Waves) ตั้งอยู่ที่ชั้น 36 โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ เลขที่ 28 ซ.เจริญกรุง 70 ถ.เจริญกรุง แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม กทม. การเดินทางจากถนนเจริญกรุง ให้มุ่งหน้ามายังซอยเจริญกรุง 70 โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ จะตั้งอยู่ข้างโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพฯ บริเวณสามแยกถนนเจริญกรุงตัดถนนจันทน์ หรือใช้บริการ BTS ลงที่สถานีตากสิน ทางโรงแรมมีบริการเรือรับ-ส่ง จากท่าเรือสาทร สามารถจอดรถได้บริเวณที่จอดรถของโรงแรม เปิดทุกวัน เวลา 11.30-14.30 น. และ 18.00-22.30 น. โทร. 0-2307-8888 ต่อ 1948-49 (ควรโทรศัพท์จองล่วงหน้า)

“ข้าวหมกไก่” หอมกรุ่นกลิ่นเครื่องเทศ อร่อยเด็ดโดนใจ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 มกราคม 2555 20:55 น.
  โดย : กุ๊กเล็ก


       ถึงช่วงวันหยุดทีไร “กุ๊กเล็ก” ก็เกิดอาการอยากทำอาหารเลี้ยงเพื่อนพ้องและครอบครัวขึ้นมาทันที และในคราวนี้ ก็เลยลองทำเมนู “ข้าวหมกไก่” ให้ทุกคนได้ลองชิม ลิ้มรสข้าวหมกหอมกรุ่นกลิ่นเครื่องเทศ และไก่เนื้อนุ่ม พร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด
      
       ส่วนผสมมีดังนี้
       สะโพกไก่ 1 กิโลกรัม (ประมาณ 4 ชิ้น)
       ข้าวสาร 3 ถ้วย
       อบเชยป่น ½ ช้อนชา
       กานพลู 6 ดอก
       กระวาน 6 ลูก
       พริกป่น 1 ช้อนชา
       ลูกผักชีป่น 2 ช้อนชา
       พริกไทย 20 เม็ด
       พริกชี้ฟ้าแดงเม็ดใหญ่ 2 เม็ด
       เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ
       ขมิ้น ½ ช้อนชา
       ผงกะหรี่ 2 ช้อนโต๊ะ
       ยี่หร่าป่น 1 ช้อนชา
       โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย (150 กรัม)
       เนยจืด 60 กรัม
       นมข้นจืด 4 ช้อนโต๊ะ
       มะเขือเทศ 2 ลูก
       หอมเจียวตามใจชอบ
       แตงกวาเป็นเครื่องเคียง
      
       ส่วนผสมน้ำจิ้ม
       ต้นหอม 2 ต้น
       ผักชี 3 ต้น
       ขิงแก่ ¼ ถ้วย
       พริกชี้ฟ้าแดงเม็ดใหญ่ 1 เม็ด
       น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วย
       เกลือป่น 1 ½ ช้อนชา
       น้ำส้มสายชู ¼ ถ้วย
       น้ำเปล่า 1 ½ ช้อนโต๊ะ
      
       วิธีทำ เริ่มจากนำอบเชยป่น กานพลู กระวาน ลูกผักชีป่น และพริกไทย ลงไปคั่วในกระทะให้หอม จากนั้นนำไปโขลกจนละเอียด นำพริกชี้ฟ้าแดง (เอาเมล็ดด้านในออก) มาโขลกจนละเอียด ผสมกับเครื่องเทศที่โขลกไว้ จากนั้นใส่พริกป่น เกลือ ขมิ้น ผงกะหรี่ และยี่หร่า คนให้เข้ากัน ใส่โยเกิร์ต เนยจืด และนมจืด ผสมให้เข้ากัน แล้วนำสะโพกไก่ลงหมักทิ้งไว้ข้ามคืน
      
       เมื่อหมักไก่ได้ที่ นำกระทะขึ้นตั้งไฟ ใส่เนยจืดลงไปเล็กน้อย รอจนเนยละลาย ใส่สะโพกไก่ลงไปทอด โดยนำด้านหนังไก่ลงทอดจนเหลือง จากนั้นพลิกด้าน ทอดจนเหลืองเช่นกัน นำข้าวสารไปซาวน้ำ แล้วเทน้ำทิ้งให้หมด ใส่ไก่ลงในหม้อหุงข้าว ใส่เครื่องหมักที่เหลือตามลงไปด้วย ใส่มะเขือเทศที่หั่นเป็นซีก แล้วใส่น้ำเปล่าลงไป กะให้พอดีกับข้าวที่หุงตามปกติ จากนั้นก็กดสวิตช์หุงในหม้อหุงข้าวไฟฟ้าเหมือนหุงข้าวสวยปกติ
      
       ส่วนน้ำจิ้มข้าวหมกไก่ ให้นำ ต้นหอม ผักชี ขิงแก่ และพริกชี้ฟ้า (ไม่เอาเมล็ด) มาปั่นจนละเอียด นำหม้อตั้งไฟ ใส่น้ำเปล่า น้ำตาลทราย และเกลือลงไป รอจนน้ำตาลละลาย ยกลงจากเตาแล้วใส่น้ำส้มสายชู จากนั้นนำเครื่องที่ปั่นไว้มาผสมลงไป เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ยกไปเสิร์ฟพร้อมกับข้าวหมกไก่ร้อนๆ โรยหน้าด้วยหอมเจียวปริมาณตามใจชอบ และมีแตงกวาเป็นเครื่องเคียง

ลิ้มลองอาหารสวิส เติมสีสันให้ชีวิต ที่ “รร.บันยันทรี”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 กันยายน 2547 12:06 น.
บรรยากาศดีๆ รับลมเย็นๆ ดูทิวทัศน์เมืองกรุง ที่ห้องอาหารเวอร์ทิโก
       “สวิตเซอร์แลนด์” แดนดินถิ่นในฝันของใครหลายๆ คน ที่หมายมั่นปั้นมืออยากจะไปเที่ยวสักครั้ง ซึ่งก็รวมถึง “ผู้จัดการตระเวนกิน” เองด้วย และไม่ใช่แค่จะไปดูสิ่งสวยๆ งามๆ ของบ้านเมืองเขาเท่านั้น แต่ยังอยากจะลองกินอาหารสวิสดูสักที เพราะได้ยินว่ามีของดีที่ขึ้นชื่อหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ อาหารทะเลสดๆ ชีส และช็อกโกแลต แสนอร่อย
       

       และแล้วความฝันก็เป็นจริง ได้มีโอกาสลิ้มลองรสชาติอาหารสวิสต้นตำรับกับเขาสักครั้ง โดยไม่ต้องบินไปกินไกลถึงที่สวิสนู่น ถือว่าเป็นความโชคดีสุดๆ ที่ โรงแรมบันยันทรี เขาจัด “เทศกาลอาหารสวิตเซอร์แลนด์” ขึ้นโดยเชิญเชฟมาทิอาส ดรอส และทีมงานบินตรงจากโรงแรมแกรนด์แบลล์วู เมืองเกสตาดบนเทือกเขาแอลป์ ซึ่งโรงแรมนี้ได้รับรางวัลโรงแรมยอดเยี่ยมประจำปี 2546 และตัวของเชพมาทิอาส เองก็มีประสบการณ์การทำอาหารกว่า 20 ปี มีรางวัลการันตีฝีมืออีกนับไม่ถ้วน
กุ้ง Spring Roll เสิร์ฟพร้อม Fresh Apple
       โอ้โห...เป็นความพิเศษที่พิเศษจน “ผู้จัดการตระเวนกิน” อดใจไม่ไหวต้องขอไปชิมอาหารจานเด่นของเชฟชาวสวิสเสียแล้ว ยิ่งบวกกับบรรยากาศของห้องอาหารเวอร์ทิโก ที่อยู่สูงถึงชั้น 61 หรือชั้นดาดฟ้าของโรงแรม ได้นั่งกินอาหารรับลมธรรมชาติเย็นๆ เห็นทิวทัศน์ของกรุงเทพฯได้รอบทิศกว้างไกล ก็ยิ่งเสริมให้มื้อนี้พิเศษสุดๆ
      
       “ผู้จัดการตระเวนกิน” ดูรายการอาหารแล้ว เห็นเป็นภาษาอังกฤษยาวๆ ก็นึกหวั่นๆ เหมือนกันว่าหน้าตาส่วนผสมจะเป็นแบบไหน จะเรียกถูกเรียกผิดรึเปล่า แต่พออ่านๆ ไปในชื่ออาหารนั้นก็จะบอกรายละเอียดคร่าวๆ ของอาหารอยู่แล้ว เลยไม่รอช้าขอเบิกโรงกับจานแรกเป็น
เนื้อรมควันเสิร์ฟพร้อม Cherry Tomato
       Pastoral Salad with Crisp Prawns Embroidered with Green Apples in Granny Smith Reduction (550 บาท) ดูหน้าตาแล้วก็เป็นกุ้งห่อแป้งเสิร์ฟพร้อมแอปเปิลเขียวนั่นเอง ซึ่งนอกจากความกรุบกรอบของแผ่นแป้ง และกุ้งสดตัวใหญ่เนื้อแน่นมีกลิ่นหอมใบโหระพาโชยอ่อนๆแล้ว ยังได้ความเปรี้ยวของซอสแอปเปิล ซึ่งน่าจะเป็นความเด่นของจานนี้ เพราะต้องใช้แอปเปิลเขียว 10 กก. ถึงจะได้ซอส 1 ลิตร และเพื่อให้มีอรรถรสยิ่งขึ้นแนะนำว่าควรจะกินกุ้งพร้อมๆกับแอปเปิลจะได้มีรส ชาติดียิ่งขึ้น
      
       จานต่อมาเป็นเนื้อรมควันเสิร์ฟพร้อม Cherry Tomato ชื่อเต็มๆ ของจานนี้ก็คือ Tartar of “Gstaad Air Dried Meat” and Carpaccio of “Simmentaler Beef” with Parmesan Tuile (720 บาท) เนื้อรมควันจานนี้ เป็นเนื้อวัวมาจากสวิสซึ่งที่โน่นเขามีวิธีการทำโดยเอาเนื้อสันหมักกับซอส 2 วัน แล้วแขวนตากลมไว้ 3 เดือน จึงจะนำมาปรุงรสชาติได้ จานนี้ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ขอยกนิ้วให้ในความกรรมวิธีการทำจนได้ออกมาเป็นเนื้อรมควันรสดี
เนื้อย่างเสิร์ฟพร้อมกับมัน Rosti
       ตามต่ออารมณ์เนื้อย่างกันที่ เนื้อย่างเสิร์ฟพร้อมกับมัน Rosti จานนี้เป็น 1 ใน 5 ของเมนูชุด Wagyu Tendorloin with Truffle Reduction Purce of Green Peas and Sauteed Rocket Salad (3,850 บาทต่อชุด) เป็นเนื้อจากออสเตรเลีย ย่างสุกขนาดกลางๆ ไม่เหนียวหยาบ กินกับมัน Rosti ที่เป็นมันมาจากสวิสก็ช่วยแก้เลี่ยนได้ดี
      
       ปิดท้ายด้วยของหวานที่คงจะขาดไม่ได้ นั่นก็คือ Chocolate Dessert of the Region (480 บาท) เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าช๊อกโกแลตของสวิตเซอร์แลนด์ขึ้นชื่อมาก พอได้กลิ่นความหอมมัน และสัมผัสกับความลื่นรสนุ่มลิ้นของจานนี้ เลยทำให้เพลิดเพลินและรื่นรมย์กับการกินเป็นนานสองนาน
Chocolate Dessert of the Region
       มื้อนี้เลยได้อิ่มเอมทั้งกระเพาะและบรรยากาศ สำหรับใครที่อยากจะลิ้มลองอาหารสวิสคงจะต้องรีบไปตระเวนกินกัน เพราะ “เทศกาลอาหารสวิตเซอร์แลนด์” มีแค่วันนี้ – 10 ต.ค.นี้เท่านั้น ไม่งั้นคงต้องนั่งเครื่องบินบินตามไปกินถึงสวิสนู่นเลย ไกลเอาเรื่องนะจะบอกให้
      
       *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *
       โรงแรมบันยันทรี จัด “เทศกาลอาหารสวิตเซอร์แลนด์” ตั้งแต่วันนี้ – 10 ต.ค.นี้ ที่ “ห้องอาหารเวอร์ทิโก” ชั้น 61 เวลา 18.30-22.30 น. หรือถ้าชอบบรรยากาศในสวนสวยที่ “ห้องอาหารร่มไทร” อยู่บริเวณลอบบี้ชั้นล่าง มีบริการบุฟเฟต์อาหารนานาชาติด้วย เปิดบริการเวลา 11.45-14.30 น. และ 18.00-22.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-2679-1200
      
       โรงแรมบันยันทรี ตั้งอยู่ที่ ถ.สาทรใต้ เขตสาทร กทม. ถ้าไปทางรถยนต์ โรงแรมอยู่ทางซ้ายมือ ด้านหลังอาคารไทยวา 1 ถ้าไปทางรถไฟฟ้า ลงที่สถานีช่องนนทรี ถ้าไปทางรถไฟฟ้าใต้ดิน ลงที่สถานีลุมพินี ประตูที่ 2 หรือ 3

หม่ำอาหารอิตาเลี่ยน เคล้าเสียงโอเปร่าที่ “Papa Alfredo’s”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 ตุลาคม 2547 11:35 น.
Papa Alfredo’s กับบรรยากาศบ้านเก่าสไตล์อิตาเลี่ยนย้อนยุค
       ช่วงนี้ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ยังคงติดลมบน ชอบไปชิมอาหารของเมืองนอกเมืองนา ไม่ใช่ว่าหลงแสงสีหรือลืมรสน้ำพริกของไทยๆ เพียงแต่ว่านานทีปีหนได้ไปเปิดหูเปิดตาดูสีสันการจัดตกแต่งและลิ้มลองรสชาติ อะไรใหม่ๆ ก็ถือเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์การกินให้กับตัวเองได้บ้าง
ทุกวันเสาร์ช่วงค่ำจะมีนักร้องมาร้องโอเปร่าให้ฟังกันสดๆ
       เหมือนอย่างคราวนี้ที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ได้หนีบเพื่อนๆ 4-5 คน ไปนั่งกินอาหารอิตาเลียนที่ร้าน “Papa Alfredo’s” (ออกเสียงว่า ปาป้า อัลเฟรโด) เพราะชอบสไตล์การจัดตกแต่งร้านที่ย้อนไปในปี 1930 ออกแนวบ้านเก่าหลังเล็กๆ ของครอบครัวชาวอิตาลี สร้างความรู้สึกสบายๆ อบอุ่นเป็นกันเอง ไม่ต้องมีพิธีรีตองในการกินหรือวางตัวมากนัก
      
       และอีกหนึ่งความพิเศษที่จูงใจให้เรามาที่นี่ ก็คือทุกวันเสาร์ที่ร้านนี้จะมีการแสดง Classic-Opera ของคณะ Melodrama Opera Group ซึ่งเป็นเหล่าลูกศิษย์ฝีมือเฉียบของ อาจารย์ดุษฎี พนมยงค์ ผู้ซึ่งมีรางวัลการันตีฝีมือด้านดนตรีและการขับร้องมานักต่อนัก ฟังอย่างนี้หลายคนคงตั้งแง่ไว้ก่อนว่าการฟังเพลงโอเปร่าคงไม่ใช่แนวที่เราจะ เข้าถึงได้ง่ายๆ จะต้องปีนบันไดฟังเหมือนเสียงสูงๆยาวๆ ของโอเปร่าด้วยหรือเปล่า
Spaghetti Big Meatballs
       ซึ่ง“ผู้จัดการตระเวนกิน” เองก็เคยคิดอย่างนั้นเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วอาจารย์ดุษฎี ได้ให้ความรู้มาว่าโอเปร่าไม่ใช่เพลงของชนชั้นสูง สำหรับเมืองนอกเป็นเพลงที่ร้องข้างถนนด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นน่าจะเป็นแนวดนตรีอีกทางเลือกหนึ่งที่อยากให้ลองฟัง ยิ่งมารวมเข้ากับรสชาติและบรรยากาศความเป็นอิตาเลียน ก็น่าจะทำให้มื้อนี้อิ่มเอมเปรมปรีดิ์เข้าไปอีก
      
       ว่าแล้วไม่รอช้าสั่งเมนูแรกกันดีกว่า Papa Antipasti Platter (333 บาท) เป็นออเดิร์ฟรวมหลายๆอย่างในจานเดียวมีทั้ง ผักโขมชีสอบเห็ด (Stuffed Mushrooms) หน้าตาชวนกินไม่พอยังได้กลิ่นหอมเตะจมูกของชีส เบคอนและเห็ดหอมเข้าไปอีก อีกชิ้นเป็นเห็ดผัดน้ำมันขนมปังกรอบ (Bruschetta) ชิ้นนี้ใช้เห็ดหอมผัดกับน้ำมันมะกอกวางบนขนมปังโรยหน้าด้วยชีสแล้วอบจน สุกกรอบ ส่วนหอยลายอบชีส (Baked Clams) และไส้กรอกหมูอิตาเลียน (Italian Sausage) ก็หอมน่ากินไม่แพ้กัน
Fettuccine
       เมนูต่อมาเป็น Spaghetti Big Meatballs (290 บาท) กินแล้วก็รู้สึกได้ว่าสปาเก็ตตี้เส้นเหนียวนุ่ม รสชาติเข้มข้นด้วยเนื้อบดที่ผสมเครื่องเทศปั้นเป็นก้อนกลมใหญ่ๆ ราดหน้าด้วยซอสมะเขือเทศ พอคลุกเคล้าเข้าด้วยกันก็ทำให้จานนี้ไม่เลี่ยน และกินได้เรื่อยๆ
      
       Fettuccine (390 บาท) เมนูจานสวยจัดตกแต่งเหมือนปลา ส่วนที่เป็นตัวปลาเป็นเส้นสปาเกตตี้แบน ผัดกับกุ้ง ปลาหมึกชิ้นใหญ่ๆ และซอสมารีนนาร่าที่เป็นซอสอิตาลี ได้รสชาติเผ็ดนิดหน่อย ส่วนที่จัดแต่งเป็นหางปลาก็มีทั้งหอยตลับและหอยแมลงภู่จากนิวซีแลนด์ตัวขนาด ใหญ่ ทำให้กินได้เต็มปากเต็มคำผัดกับซอสมารีนนาร่าเช่นกัน หรือถ้าอยากได้รสชาติอีกแบบจะเปลี่ยนเป็นซอสไวน์ขาวก็ได้
Papa Antipasti Platter
       ปิดท้ายด้วย Diavola (300 บาท) เป็นพิซซ่าแผ่นบางกรอบ ใส่ซอสที่เข้มข้น โรยหน้าด้วย Salami เป็นแฮมหมูนั่นเอง แต่จริงๆแล้วต้นตำรับดั้งเดิมเป็นแฮมเนื้อม้า แต่อย่างว่าบ้านเราไม่นิยมกินก็เลยใช้แฮมหมูแทน นอกจากนี้ก็ยังมีไส้กรอกอิตาเลียน มะเขือเทศ และมะกอกหั่นชิ้นเล็ก ๆ เป็นส่วนผสมด้วย ทำให้มีรสเค็มนิด ๆ เป็นพิซซ่าที่หน้าตาและรสชาติที่ต่างไปจากพิซซ่าในร้านชื่อที่เราคุ้นเคย จริงๆ
      
       ยังมีเมนูอื่นที่น่ากินอีกอย่าง Caesar Salad (150 บาท) Lasagna Spinach (230 บาท) Grilled Lamb Chops (260 บาท) และอีกหลายอย่าง แต่แค่กิน 4 จานนี้เข้าไปก็อิ่มแปล้ นี่ขนาดว่ามีเพื่อนช่วยกันกินตั้งหลายคน ก็อาหารที่ยกมาแต่ละจานนั้นไม่ใช่เล็กๆ แต่เป็นจานใหญ่มหึมา ให้เหล่านักกินทั้งหลายได้อิ่มหนำเต็มที่กันทุกคน พอถึงเวลาคิดค่าอาหารก็ช่วยกันจ่ายเหมือนที่ช่วยกันกิน มื้อนี้ของ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ก็เลยคุ้มจริงๆ
      
       *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *
      
       
“Papa Alfredo’s” ตั้งอยู่ที่ชั้นล่าง อาคารอื้อจือเหลียง ซึ่งอยู่ถนนพระรามสี่ ตรงข้ามกับสวนลุมพินี ร้านเปิดทุกวันเวลา 10.30 – 14.30 ซึ่งจะมี Special Set Menu ราคาไม่แพงบริการด้วย และอีกช่วงเวลาคือ 17.30 – 22.00  ทุกๆ วันเสาร์มีการแสดงสดร้องเพลงโอเปร่าโดยคณะ Melodrama Opera Group  เสาร์ละ 2 คน ในช่วงเวลา 20.00  - 21.30 ติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. 0-2234-4357, 0-2632-4043