ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

“กรีนเล้าจ์”ลานเบียร์ในบรรยากาศแตกต่าง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 ธันวาคม 2547 18:06 น.
มุม “กรีนเล้าจ์” ด้านบนที่ให้บรรยากาศเหมือนมานั่งจิบเบียร์ที่ผับ
       ทันทีที่ลมหนาวแวะมาทายทัก ลานเบียร์ก็ต่างผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด ซึ่งหากพูดถึงลานเบียร์ในกรุงเทพฯ ผู้ที่นิยมในน้ำสีอำพันพรายฟองฟูฟ่อง ส่วนใหญ่ต่างโฟกัสไปที่ลานเบียร์หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ พลาซา หรือ เวิลด์เทรด เดิม เนื่องจากว่าลานเบียร์ที่นี่มีมานานนม มีนักนิยมเบียร์มาดื่มกินกันเนื่องแน่น
       

       ทำให้ผู้ที่ไม่ชอบความพลุกพล่านเลี่ยงไปหาเบียร์เย็นๆจิบที่อื่นแทน แต่มาเมื่อต้นเดือนนี้ “ผู้จัดการตระเวนกิน” บังเอิญผ่านไปแถวเซ็นทรัล เวิลด์ พลาซ่า และไปเจอะเจอกับ มุมเบียร์“กรีนเล้าจ์” ของไฮเนเก้น ซึ่งเป็นลานเบียร์เล็กๆ ตกแต่งในบรรยากาศแบบผับกลางแจ้ง เมื่อเห็นแล้วรู้สึกว่ามุมกรีนเล้าจ์ มีบรรยากาศที่ดูแตกต่างจากลานเบียร์ทั่วไป คือมีความเป็นส่วนตัว ไม่พลุกพล่าน ครั้นพอสอบถามราคาทางร้านก็ขายในราคาปกติเหมือนกับลานเบียร์ไฮเนเก้น เท่านั้นแหละเรานั่งแช่เลย
      
       สำหรับความน่าสนใจของ “กรีนเล้าจ์” มุมเบียร์มุมใหม่นี้ ตกแต่งแบบเรียบง่ายด้วยโทนสีเขียว ในบรรยากาศคล้ายผับกลางแจ้งเล็กๆ ในมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวหากนั่งริมระเบียงสามารถมองเห็นสีสันอันพลุก พล่านของลานเบียร์ชั้นล่างได้อย่างชัดเจน
ใครชอบบรรยากาศคึกคักก็เลือกนั่งสำราญที่ลานเบียร์ด้านล่าง
       สำหรับความน่าสนใจของ “กรีนเล้าจ์” มุมเบียร์มุมใหม่นี้ ตกแต่งแบบเรียบง่ายด้วยโทนสีเขียว ในบรรยากาศคล้ายผับกลางแจ้งเล็กๆ ในมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวหากนั่งริมระเบียงสามารถมองเห็นสีสันอันพลุก พล่านของลานเบียร์ชั้นล่างได้อย่างชัดเจน
       ในส่วนของอาหารที่น่าสนใจ สำหรับสั่งมากินแกล้มเบียร์เย็นๆที่อยู่ในซุ้มด้านล่างนั้นมีอยู่หลายร้าน ที่เด่นๆก็มี  ไก่จัสมินครึ่งตัว (80 บาท) เนื้อไก่นุ่มหนังกรอบกรุบ ซาซิมิชุดเล็ก (100 บาท) จิ้มปลาดิบกินคู่กับเบียร์เข้ากันดีนัก ส้มตำผลไม้ (60 บาท) รสแซบเปรี้ยวเผ็ดถึงใจ เอ็นข้อไก่ทอด (65 บาท) ที่เคี้ยวหนึบ กรุบกรอบ หรือจะเป็นรวมมิตรอร่อยจัง (150 บาท) ที่มีทั้ง ไก่ย่าง1/4 ตัว หมูสะเต๊ะ บาร์บีคิว ขนมปังปิ้ง กินแกล้มกับเบียร์ก็เล่นเอาอิ่มได้เหมือนกัน และอีกสารพัดเมนูเด็ดๆ มากมายที่ต้องลองสั่งมาลิ้มรสกันเอง
นอกเหนือจากเบียร์สดเป็นเหยือกแล้วมุมกรีนเลาจ์ยังมีเบียร์ไฮเนเก้นขวดเล็กไว้บริการ
       ซึ่งจะว่าไปแล้วลานเบียร์กรีนเลาจ์นับเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ นิยมดื่มเจ้าน้ำสีอำพันพรายฟองฟูฟ่อง และชอบในความเป็นส่วนตัว ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญและเป็นสิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ ถึงแม้ว่าลานกรีนเลาจ์จะมีบรรยากาศที่แตกต่างออกไปจากลานเบียร์ทั่วไป แต่ว่าราคานั้นขายปกติเท่ากับลานเบียร์ข้างล่าง
      
       หนาวนี้ใครที่ยังไม่รู้ว่าจะไปรับลมหนาวที่ไหนดี น่าจะลองควงแขนเพื่อนๆ หรือคนรู้ใจไปนั่งจิบเบียร์เย็นๆ เคล้าสียงเพลง ในบรรยากาศสบายๆเป็นส่วนตัว ที่ลานกรีนเลาจ์ชั้นบนของลานเบียร์ไฮเนเก้นก็ดูเข้าทีไม่น้อย แต่ยังไงๆก็ขอให้ท่องคาถา “เมาไม่ขับ” เอาไว้ด้วย
ซาซิมิชุดเล็ก
       
*    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *   
       ลาน“กรีนเลาจ์” เป็นส่วนหนึ่งของลานเบียร์ไฮเนเก้น ตั้งอยู่ด้านบนตรงด้านซ้ายของทางเข้าเซ็นทรัล เวิล์ด พลาซ่า(ตรงข้ามกับแมคโดนัลด์) ถ.ราชดำริ มีเบียร์สดขายตามปกติเหมือนลานเบียร์ชั้นล่าง แต่ที่แตกต่างออกไปจากลานเบียร์ชั้นล่างก็คือ มุมกรีนเลาจ์ มีเบียร์ไฮเนเก้นขวดเล็กขาย (60 บาท) นอกเหนือไปจากเบียร์สดเป็นเหยือก ลานกรีนเลาจ์ เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น.โดยจะเปิดขายไปจนถึงสิ้นปี
       

ไก่ย่างจัสมิน
       ในปีนี้หากไปจิบเบียร์ตั้งแต่วันนี้-14 ม.ค. 2548 ในส่วนของลานเบียร์ปกติ จะมีดนตรีจากค่ายเบเกอรี่มาขับกล่อม โดยวันศุกร์ที่ 24 ธ.ค.47 ฉลองคริสต์มาสปาร์ตี้ เวลา 19.15-20.30 น. จันทร์ที่ 27 ธ.ค.47 วงBEN เวลา 22.15-23.00 น. อังคารที่ 28 ธ.ค. 47 วงFlure เวลา 21.00-21.45 น. พฤหัสฯที่ 6 ม.ค. 48 วง Groove Riders เวลา 19.15-20.30 น. พฤหัสฯที่ 13 ม.ค. 48 วง Remix เวลา 21.00-21.45 น. ศุกร์ที่ 14 ม.ค. 48 วง Modren Dog เวลา 22.15-23.00 น.
       

ผู้ที่ชอบดนตรีแบบเบเกอรี่หากมาถูกวันและเวลาก็จะได้รับชมรับฟัง
       นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับผู้ที่มานั่งดื่มแล้วสั่งเบียร์ 1 เหยือก จะได้รับคูปองให้เขียนชื่อชิงโชคลุ้นรางวัลได้จัดปาร์ตี้ฟรีกับวงดนตรีดัง อย่าง Modren Dog, พรู และ Groove Riders โดยให้เลือก 1 วงที่ชื่นชอบ ซึ่งสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.heinekenthai.com

อิ่มเอมอาหารเวียดนาม ที่ “เลอ ดาลัด อินโดจีน”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 ธันวาคม 2547 14:11 น.
มุมโซฟาติดกระจกชวนนั่ง มองเห็นสวนดอกไม้ด้านนอก
       “อาหารเวียดนาม” เป็นอีกหนึ่งอาหารที่ตอนนี้คนไทยให้ความสนใจเลือกหม่ำกันอยู่ไม่น้อย ด้วยความที่อาหารเวียดนามมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตรงที่เป็นอาหารออกแนวเพื่อสุขภาพ เน้นผักที่เป็นส่วนประกอบของอาหารหรือกินแกล้มกับอาหาร
      
       ในมื้อนี้ “ผู้จัดการตระเวนกิน” เลยขอเอาใจผู้พิสมัยอาหารเวียดนาม พามาตระเวนกินกันที่ร้าน “เลอ ดาลัด อินโดจีน” ตรงสุขุมวิท 23 เป็นร้านอาหารเวียดนามที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง บ้านไม้เก่าแก่อายุกว่า 80 ปี ถูกเนรมิตให้เป็นร้านอาหารที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ
โต๊ะนั่งหม่ำอาหารที่เน้นการตกแต่งด้วยถ้วยชามและผ้าปูโต๊ะสีน้ำเงิน
       บรรยากาศด้านในร้านมีพื้นที่นั่งหม่ำอาหารหลายส่วน ชั้นล่างมีห้องล็อบบี้บาร์ บริการเครื่องดื่มและอาหารว่างเบาๆ และอีก 3 ห้อง ที่ถูกตกแต่งเต็มไปด้วยรูปภาพของ มาดาม Hoaly ที่เป็นเจ้าของร้าน และเครื่องตกแต่งลายครามจำนวนมาก รวมไปถึงถ้วยชาม ผ้าปูโต๊ะที่จะเน้นสีน้ำเงินเป็นหลัก ซึ่งเป็นสีโปรดของเจ้าของร้าน ส่วนด้านบนก็มี 3 ห้อง และตกแต่งสไตล์เดียวกับชั้นล่าง เน้นบรรยากาศนั่งสบายๆ เหมือนนั่งหม่ำข้าวอยู่ที่บ้าน
      
       ด้านอาหารของที่นี่เป็นอาหารเวียดนามที่เน้นความพิถีพิถันในการปรุงและการตกแต่ง อย่างที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ได้เลือกสั่งมาหม่ำลิ้มลองรสชาติ แล้วอยากจะบอกต่อว่าถ้ามาแล้วไม่ควรพลาดสั่ง
      
       เริ่มกันที่เมนูเบาๆ ท้อง ขลุ่ยปู (ชิ้นละ 55 บาท) ขลุ่ยปูนี้เป่าไม่ได้ แต่ว่าหม่ำได้ เป็นขลุ่ยปูที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อปูล้วนๆ คลุกเคล้ากับวุ้นเส้นและปรุงรสด้วยเครื่องเทศ นำมาห่อด้วยแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะชนิดบางที่ต้องสั่งมาเป็นพิเศษจากเวียดนาม ทอดจนเหลืองกรอบ เวลากินราดด้วยน้ำจิ้มหวานสูตรเฉพาะของทางร้าน ส่งเข้าปากรับรู้ได้ถึงความกรุบกรอบของแป้งและรสชาติของเนื้อปูข้างในที่ เนื้อแน่นผสานกับความหวานของน้ำจิ้มที่ลงตัว
ขลุ่ยปู
       ตามมาด้วย สลัดไหลบัว หรือ ยำรากบัว (165 บาท) เมนูนี้หาหม่ำยากสักหน่อย เพราะว่ารากบัวนั้นค่อนข้างหายากและลำบากในการนำมาทำ ทางร้านจะนำส่วนของรากบัวมาล้างให้สะอาดแล้วลอกเปลือกออกให้เหลือแต่เนื้อ ของรากบัวข้างในเท่านั้น นำมายำรวมกับกุ้งสด และน้ำยำสไตล์เวียดนามที่รสชาติออก 2 รส เปรี้ยวๆ อมหวาน มีข้าวเกรียบทอดให้กินแกล้มกัน กินเมนูนี้แล้วช่วยแก้ร้อนในได้ดีเพราะตัวรากบัว
      
       เฝอเนื้อ (150 บาท) เฝอเป็นก๋วยเตี๋ยวประจำชาติของเวียดนาม แต่ว่าเฝอร้านนี้มีความพิเศษกว่าร้านอื่นๆ ตรงที่นอกจากจะมีก๋วยเตี๋ยวที่ใส่เนื้อเปื่อยสันนอกแล้ว ยังมีชุดเนื้อให้จุ่มเพิ่มเติม โดยเนื้อที่ให้จุ่มนั้นเป็นเนื้อสันในสไลด์บางๆ จุ่มลงในน้ำซุปเนื้อ ทีเด็ดของเมนูนี้อยู่ตรงที่ น้ำซุปเนื้อหอมหวาน และเนื้อที่นุ่มเหนียวเสียจริงเชียว
เฝอเนื้อ
       เมนูสุดท้ายเป็น ปลาหมี่ทอ (590 บาท) ที่ดูอลังการงานสร้าง ตกแต่งมาอย่างสวยงาม สมกับชื่อเมนู หมี่ทอนั้นเป็นชื่อเมืองๆ หนึ่งของเวียดนามที่มีความงดงามตามธรรมชาติเต็มไปด้วยต้นไผ่ เมนูนี้จึงถูกตกแต่งออกมาแบบแลดูเป็นธรรมชาติ ปลาแรดทอดกรอบตัวโตตั้งอยู่ท่ามกลางต้นผักบุ้งที่นำมาจำลองคล้ายกับเป็นต้น ไผ่ มีใบขึ้นฉ่ายกับผักกาดหอมตกแต่งรองพื้นจาน ปลาหมี่ทอจานนี้ จะกินลักษณะคล้ายกับแหนมเนืองคือ มีแผ่นแป้งห่อมากับผักกาดหอม ใส่เนื้อปลาลงไป ใส่เครื่องเคียง มะม่วง แตงกวา ต้นหอม ใบโหระพา กระเทียม พริกขี้หนูสด แล้วราดด้วยน้ำจิ้มสูตรเด็ดของที่นี่ ที่มีให้เลือก 2 แบบ น้ำจิ้มกะปิออกรสไทยๆ เปรี้ยวหวาน กับน้ำจิ้มซีฟู้ดปรุง 3 รส เปรี้ยว หวาน เค็ม หม่ำทั้งคำเคี้ยวเข้าปากคำโต
ปลาหมี่ทอ
       แต่ใช่ว่าจะมีเฉพาะอาหาร 4 เมนูนี้ที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ได้ลิ้มลองแล้วนำมาเสนอให้ได้รับรู้กัน เพราะยังมีเมนูอื่นๆ ที่ทางร้านบอกว่าเด็ดสะระตี่ไม่แพ้กัน อาทิ ปูผัดเกลือ (790 บาท) ฉู่ฉี่ปลาผักชีลาว (320 บาท) กุ้งห่อเนื้อปูย่าง (490 บาท)
      
       ก็ถ้าใครชื่นชอบอาหารเวียดนามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หรือใครที่ไม่เคยกินอาหารเวียดนามมาก่อน ก็ลองแวะมาหม่ำอาหารเวียดนาม ที่ร้าน “เลอ ดาลัด อินโดจีน” นี้ดู แล้วอาจจะติดใจกับบรรยากาศและรสชาติของอาหารจนกลายเป็นลูกค้าประจำร้านนี้ไปเลยก็เป็นได้ แถมทางร้านยังใจดีบอกว่า ถ้าใครมาหม่ำอาหารที่ร้านแล้วบอกว่าอ่านมาจากนสพ.ผู้จัดการ จะมอบส่วนลดให้ 10% ทันที ถึงเดือนสิ้นเดือนธ.ค.นี้
       *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    * 
       
       “เลอ ดาลัด อินโดจีน” ตั้งอยู่ที่ 14 ซอยสุขุมวิท 23 ประสานมิตร กรุงเทพฯ เข้ามาจากปากซอยสุขุมวิท 23ประมาณ 100 ม. ร้านอยู่ขวามือใกล้กับไปรษณีย์ประสานมิตร เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.30-14.30 น. และ 18.00-22.30 น. ถ้ามาในวันเสาร์ อาทิตย์ โทรจองโต๊ะล่วงหน้าก่อนจะดีที่เบอร์ 0-2661-7967-8 และมีอีกหนึ่งสาขาชื่อร้าน "เลอ ดา ลัด" อยู่ซอยเดียวกันถัดไปอีก 200 ม. โทร. 0-2260-1849

“ต้นเครื่อง” ถึงเครื่องอาหารไทย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 ธันวาคม 2547 15:10 น.
บรรยากาศโต๊ะนั่งด้านนอกรับลมเย็นๆ ของร้าน “ต้นเครื่อง”
       หากเอ่ยถึงชื่อ “ซอยทองหล่อ” ขึ้นมา เชื่อแน่ว่าเป็นใครๆ ก็ต้องรู้จัก โดยเฉพาะเหล่าบรรดานักกินตัวยงทั้งหลาย เชื่อได้แน่ว่าคงจะต้องรู้จักซอยทองหล่อดี เพราะในซอยทองหล่อแห่งนี้ถูกใจนักกินนักละ ตรงที่มีร้านอาหารเปิดบริการอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งร้านเก่าร้านแก่ที่เปิดขายกันมานาน หรือว่าจะเปิดร้านน้องใหม่ที่ต่างทยอยกันเปิดตามๆ กันมา ซึ่งร้านอาหารที่เปิดบริการนั้นก็มีอาหารหลากหลายชาติให้เลือกกินกัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารฝรั่ง อาหารอิตาเลียน อาหารจีน โอ้ย!! เยอะมากจนไม่สามารถสาธยายได้หมด
      
       ซึ่งถ้าถาม “ผู้จัดการตระเวนกิน” ว่าตระเวนกินอาหารตามร้านต่างๆ นี้หมดครบทุกร้านแล้วหรือยัง เห็นทีต้องตอบแบบเสียงดังฟังชัดว่า “ยัง” เพราะว่ามีร้านอาหารใหม่ๆ เปิดตัวขึ้นมาเยอะเสียเหลือเกิน ตามไปกินไม่หวั่นไม่ไหว แต่ถ้าถามว่ามีร้านไหนที่ตระเวนกินมาแล้วบ้างในซอยทองหล่อแล้วถูกใจในเรื่อง รสชาติของอาหารละก็ อันนี้ยังพอตอบได้บ้าง
ห่อหมกขนมครก
       อย่างร้านที่อยากจะแนะนำก็ต้องร้านนี้เลย “ต้นเครื่อง” เป็นร้านอาหารไทยร้านแรกที่เปิดขายในซอยทองหล่อนี้เลยละ ถ้านับอายุร้านแล้วก็เปิดมากว่า 23 ปีเห็นจะได้ ซึ่งอาหารไทยของร้านนี้ถือว่าเป็นอาหารไทยแบบต้นตำรับชาววังเชียวนะ มีเมนูอาหารไทยเยอะมากกว่า 200 รายการให้เลือกสั่งกัน
       

       ส่วนเรื่องสถานที่ร้านก็กว้างขวาง มีหลากหลายบรรยากาศให้เลือกนั่ง มีทั้งห้องแอร์ ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้เป็นห้องจัดเลี้ยงได้ด้วย สำหรับผู้ที่ชื่นชอบนั่งกินอาหารสบายๆ แอร์เย็นๆ หรือจะเป็นบรรยากาศร่มรื่นแบบ open air ที่เอาไว้รองรับลูกค้าที่จะสูบบุหรี่ ซึ่งในส่วนนี้จะถูกตกแต่งให้เหมือนกับว่านั่งอยู่ในสวนหย่อมที่บ้าน บรรยากาศดูอบอุ่นเป็นกันเองดี
น้ำพริกลงเรือ
       ทีนี้มาถึงอาหารที่อยากจะแนะนำว่ามาถึงร้าน “ต้นเครื่อง” แล้วไม่ควรพลาดสั่งขึ้นโต๊ะ อย่างแรกที่แนะนำให้สั่ง คือ ห่อหมกขนมครก (110 บาท) เป็นเมนูเด็ดสุดยอดขายดี ซึ่งห่อหมกขนมครกนี้ ต้องบอกว่าร้านนี้เป็นเจ้าต้นตำรับห่อหมกขนมครกเจ้าแรกเลยนะ ที่นำห่อหมกใส่ลงไปในหลุมขนมครก ซึ่งหลุมขนมครกนี้ไม่ได้ทำมาจากดินเผา แต่ว่าสั่งทำพิเศษเป็นเซรามิก เพราะเซรามิกสะอาดกว่าและทำหลุมใหญ่กว่าขนาดขนมครกปกติ ส่วนห่อ หมกนั้นเป็นห่อหมกที่มีส่วนผสมจากเนื้อปลากราย และเครื่องแกง ที่นวดกับกะทิจนเหนียวเข้ากัน ห่อหมกที่นี่จะไม่เหม็นคาว และไม่มีก้าง เมื่อชิมแล้วรู้สึกนุ่มลิ้น ทุกอย่างกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ก็ไม่ทิ้งรสเครื่องแกง รสเผ็ดกลางๆ กำลังดี
ปลาสำลีแดดเดียว
       อย่างต่อมาเป็น น้ำพริกลงเรือ (95 บาท) น้ำพริกที่นี่ จะมี 3 รส แบบคนในสมัยก่อน คือ เค็ม เปรี้ยว หวาน ความพิเศษของอยู่ตรงที่ใส่หมูหวาน โดยน้ำไปผัดกับเครื่องน้ำพริก แล้วก็โรยหน้าด้วยปลาดุกฟู รสออกเน้นเค็มสักหน่อย ทานกับผักแกล้มแตงกวา สายบัว มะเขือเปาะ ถั่วฟักยาว กะหล่ำปลี
      
       ปลาสำลีแดดเดียว (210 บาท) เป็นปลาสำลีเลาะกระดูกปรุงรสเสร็จสรรพ ก่อนนำไปคลุกกับเกล็ดขนมปังแล้วนำไปทอด ทีเด็ดของเมนูนี้อยู่ที่น้ำจิ้ม ที่เป็นน้ำจิ้มมะม่วงซอย ใส่หมูหวาน หอมเล็ก แล้วปรุงรส รสชาติออกเปรี้ยวนำจากมะม่วงซอย
กุ้งนางราดพริกขิง
       กุ้งนางราดพริกขิง (220 บาท) เป็นการนำเอากุ้งนาง (กุ้งน้ำจืด) ทอดในน้ำมันจนสุก แล้วปรุงด้วยเครื่องแกงน้ำพริกขิง และนำมาราดบนตัวกุ้งนาง รสชาติออกเค็มๆ หวานๆ กินกับข้าวสวยร้อน ๆ เหมาะเจาะลงตัว
      
       อย่างสุดท้ายเป็น ปลาหมึกยัดไส้เจี๋ยน (250 บาท) หน้าตาอาหารเหมือนกับลูกบอลกลมๆ แท้ที่จริงแล้วเป็นเนื้อปลาหมึกรองข้างล่าง และมีทอดมันกุ้งปั้นเป็นลูกกลม ๆ วางบนเนื้อปลาหมึก เสร็จแล้วเอาไปทอด และมีน้ำราด ที่เป็นซอสน้ำมันหอยปรุงรสราดลงไป รสชาติจานนี้ออกจืดๆ เค็มๆ จากน้ำราด
      
       ที่แนะนำมาทั้งหมดนี้ ถือว่าเป็นเมนูเด็ดหลากหลายรสชาติ แต่ถ้าใครได้ลองมาตระเวนหม่ำแล้วเกิดอยากจะสั่งเมนูอื่นบ้างก็มีให้เลือก สั่งอีก อาทิ พระรามลงสรง (95 บาท) ขนมผักกาดกุ้งสด (68 บาท) หมูโสร่ง (90 บาท) หมี่กรอบ (80 บาท) เอาเป็นว่าถ้าใครยังไม่จุใจ เกิดอยากจะหม่ำเมนูอาหารไทยอื่นๆ อีก ก็มาตระเวนหม่ำที่ร้าน “ต้นเครื่อง” นี้ดูกันเองก็แล้วกัน จะได้เลือกสั่งมาหม่ำให้สมอารมณ์อยาก
      
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
       

       “ต้นเครื่อง” ตั้ง อยู่ที่ 239 ซ.ทองหล่อ 13 (สุขุมวิท 55) คลองตันเหนือ วัฒนา กทม. เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-22.30 น. ถ้ามาช่วงเย็นสำรองโต๊ะล่วงหน้าจะดี เพราะโต๊ะจะเต็ม โทรสำรองโต๊ะได้ที่เบอร์ 0-2391-8703, 0-2391-8719

หลายหลากเมนูจีน หอเจี๊ยะ ที่ “ภัตตาคารแต้จิ๋ว หูฉลาม”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กุมภาพันธ์ 2548 18:56 น.
บรรยากาศ“ภัตตาคารแต้จิ๋ว หูฉลาม” โออ่า กว้างขวาง
       “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” “ผู้จัดการตระเวนกิน”เอ่ยคำทักทาย สวัสดีปีใหม่จีน (ตรุษจีน) ที่จะมาถึงในวันที่ 9 ก.พ.นี้ กับบรรดาแฟนานุแฟน
      
       สำหรับตรุษจีนที่จะมาถึงนี้ “ผู้จัดการตระเวนกิน” มีอั่งเปาซองโตมาฝากแฟนๆ แต่ไม่ใช่อั่งเปาตังค์ที่ได้รับไปแล้วตุงกระเป๋าแต่อย่างใด กลับเป็นอั่งเปาที่ได้รับแล้วเกิดอาการตุง (ท้อง) แทน เพราะว่าเราจะพาไปเจี๊ยะอาหารจีน ที่ “ภัตตาคารแต้จิ๋ว หูฉลาม” เข้ากับบรรยากาศตรุษจีนที่จะมาถึงนี้
ติ่มซำหลายรายการ
       ที่เราเลือกพามาเจี๊ยะอาหารจีนที่ “ภัตตาคารแต้จิ๋ว หูฉลาม” นี้ ก็เพราะว่าด้วยเรื่องของบรรยากาศที่ร้านนี้ โออ่า กว้างขวาง ตัวร้านมี 2 ชั้น มีมุมให้เลือกนั่งได้อย่างสบายอารมณ์ และมีห้องวีไอพีหลายห้อง ไว้คอยบริการสำหรับผู้ที่ชอบความเป็นส่วนตัว หรือไว้จัดเลี้ยง (ไม่คิดค่าเซอร์วิสชาร์จ) และที่สำคัญอาหารจีนของที่นี่ที่มีให้เลือกเจี๊ยะหลายอย่าง เป็นอาหารจีนที่เน้นสไตล์แต่จิ๋วเป็นหลัก และสไตล์อื่นๆ มีซีฟู้ดสดๆ และก็ติ่มซำ รวมทั้งพวกเป็ดปักกิ่ง หูฉลาม ซึ่งแต่ละเมนูอาหารของที่นี่จะเน้นคัดสรรแต่วัตถุดิบคุณภาพดีมาปรุงเป็น อาหาร
      
       โอ๊ย!! เดี๋ยวจะหาว่าเราพล่ามมากไป หลายๆ คนอาจจะอยากรู้แล้วว่าเมนูอาหารของที่นี่ที่ว่าเด็ดๆ นะมีอะไรกันบ้าง งั้นไม่ให้เป็นการเปลืองหน้ากระดาษไปมากกว่านี้ ตาม “ผู้จัดการตระเวนกิน” ไปเจี๊ยะกันเลย
กระเพาะปลาผัดแห้ง
       มื้อนี้เราเริ่มต้นอุ่นเครื่องกันที่ ติ่มซำ ซึ่งที่นี่มีให้เลือกมากกว่า 27 รายการ เอาเท่าที่เราคัดสั่งแต่เด็ดๆ มาก็มี ขนมจีบกุ้ง (60 บาท) สาหร่าย (60 บาท) ไส้ครีมทอด (50 บาท) ฮะเก๋า (60 บาท) กรรเชียงปู (75 บาท) ก๋วยเตี๋ยวหลอดหอยเชลล์ (60 บาท) ติ่มซำแต่ละอย่างล้วนทำสดๆ นึ่งมาร้อนๆ หอเจี๊ยะทุกอย่าง ซึ่งถ้าใครมากินติ่มซำที่นี่เลือกกินแบบบุฟเฟ่ต์ก็เข้าท่า เพราะคุ้มค่าราคาเพียง 350 บาท เจี๊ยะได้ไม่อั้นเลย
      
       หลังจากอุ่นเครื่องแล้ว ก็เดินหน้าเต็มพิกัดกับอาหารจานหลัก ที่กระเพาะปลาผัดแห้ง (จานเล็ก 300, ใหญ่ 500 บาท) เป็นกระเพาะปลาแท้ๆ นำมาผัดกับกุ้งตัวใหญ่ และปรุงรสด้วยซอสสูตรพิเศษของทางร้าน ผัดให้ทุกอย่างเข้ากันจนแห้งๆ แล้วใส่ต้นหอมผัดเคล้ากันอีกที กระเพะปลาจานนี้จะออกแห้งๆ ไม่ค่อยมัน ส่งชิ้นกระเพะปลาเข้าปากได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำซอส และพอเคี้ยวกระเพาะปลาสัมผัสได้ถึงความนุ่มนิ่มของกระเพาะปลาและรสชาติของ น้ำซอสรสกลมกล่อมที่ซึมอยู่ในกระเพาะปลา
      
       ตามมาด้วยจานเด็ดสุดยอดของที่นี่ ใครมาแล้วไม่สั่งมาหม่ำเป็นไม่ได้ หูฉลามน้ำแดง (หม้อละ 500, 800, 1,200 บาท) เป็นหูฉลามเกรดเอปรุงด้วยน้ำซุปไก่ที่เคี่ยวจนข้น ใส่เห็ดหอม และเนื้อปู จัดเสิร์ฟมาแบบร้อนๆ เดือดปุดๆ มีผักชีและถั่วงอกให้ใส่เสริมกินคู่กัน รสชาติของหูฉลามของที่นี่เด็ดสะระตี่ตรงที่น้ำซุปที่เข้มข้น กลมกล่อมลิ้น และหูฉลามเป็นชิ้นๆ ไม่มีกระดูกติดเลย หม่ำแล้วนุ่มนิ่มลื่นคอ
หูฉลามน้ำแดง
       เป็ดปักกิ่ง (ตัวละ 700 บาท) อีกหนึ่งเมนูเด็ดของทางร้าน ที่เป็นที่นิยมของลูกค้า เป็นเป็ดปักกิ่งที่ใช้เป็ดเชอรี่น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 3 กก. ทำเป็นเป็ดปักกิ่ง ผ่านขั้นตอนการทำที่พิถีพิถัน จนได้เป็ดปักกิ่งที่เวลาแร่หนังออกเป็นชิ้นๆ จะได้หนังเป็ดที่กรอบ เวลากินจะกินคู่กับแผ่นแป้งที่นึ่งมาร้อนๆ คลี่แผ่นแป้งออกแล้ววางหนังเป็ดลงไป ใส่ต้นหอม แตงกวา ราดซอสตามและม้วนให้เป็นคำ เคี้ยวกร้วมทั้งคำ แป้งนุ่มหอม หนังเป็ดกรุบกรอบ น้ำซอสหวานผสมกลมกลึงเข้ากัน จนต้องรีบม้วนคำต่อไปตามเข้าปาก
เป็ดปักกิ่ง
       นกพิราบทอด (ตัวละ 370 บาท) เมนูนี้เด็ดแปลก สำหรับใครที่ไม่เคยหม่ำนกแนะนำว่าไม่ควรพลาดสั่ง เป็นนกพิราบที่สั่งตรงมาจากฮ่องกงโดยเฉพาะ ผ่านกรรมวิธีการล้างที่สะอาดและลวกจนสุก ก่อนนำมาต้มกับน้ำพะโล้ให้ซึมลึกถึงตัวนก จากนั้นนำมาผึ่งลมให้แห้ง แล้วนำลงทอดในน้ำมันจนหนังกรอบ เสิร์ฟคู่กับข้าวเกรียบทอดกินแกล้มกัน และน้ำจิ้มที่เป็นพริกไทยกับเกลือและผงพะโล้ และซอสเปรี้ยว ความเด่นของนกพิราบทอดจานนี้อยู่ที่หนังจะกรอบ และเนื้อก็นุ่มแน่นไม่เหนียว ไม่สาป
      
       เท่านี้ยังไม่พอสำหรับอาหารของที่นี่ยังมีอีกหลายเมนูที่น่าหม่ำ อาทิ หูฉลามพระกระโดดกำแพง (ถ้วยละ 1,300 บาท) ปลาบู่นึ่งซีอิ้ว (คิดตามน้ำหนักปลาขีดละ 100 บาท) ก้ามปูอบวุ้นเส้น (ก้ามละ 250, 300, 400 บาท) เป๋าฮื้อเจี๋ยน (ราคาเริ่มต้นที่ 800 บาท)
      
       เป็นยังไงกันบ้างสำหรับอั่งเปาที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” เอามาฝากกัน คงจะถูกใจนักหม่ำทั้งหลายไม่มากก็น้อยใช่ไหม แต่ถ้าขืนมัวแต่มานั่งอ่านแล้วไม่ได้ไปลองตระเวนเจี๊ยะเองแล้วละก็ คงได้แต่น้ำลายสอที่มุมปาก เพราะอาหารที่ “ภัตตาคารแต้จิ๋ว หูฉลาม” นี้หอเจี๊ยะจริงๆ ไม่เชื่อก็ลองไปเจี๊ยะกัน
      
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
       “ภัตตาคารแต้จิ๋ว หูฉลาม” ตั้ง อยู่ที่ 888/14 ชั้น 1 อาคารแกรนด์ไดมอนด์ ประตูน้ำ ถ.เพชรบุรี เขตราชเทวี กทม. เปิดทุกวัน เวลา 11.30-14.30 น. และ 17.30-22.30 น. ถ้าจะมาวันศุกร์-อาทิตย์ ควรโทรศัพท์จองโต๊ะล่วงหน้าก่อนที่เบอร์ 0-2656-6555