ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

โก่งคอขัน ประชันร้าน “ไก่ย่าง” รสเด็ด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 มกราคม 2548 16:47 น.

ไก่ย่างเมนูยอดฮิตที่สามารถหาซื้อกินได้ทั่วไป
       เชื่อว่าคนไทยคงรู้จักและคุ้นเคยกับไก่ย่างกันเป็นอย่างดี
      
       ไก่ย่างหากินได้ทั่วไปตามตรอกซอย หน้าปั๊ม ข้างปั๊ม ยันโรงแรมหรูเริ่ด
      
       สำหรับในกรุงเทพฯ แน่นอนว่าร้านไก่ย่างรสเด็ด ชื่อดังมีอยู่มากมายหลายร้าน ซึ่งในบรรยากาศเปิดศักราชปีไก่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ได้คัดร้านไก่ย่างเจ้าเก่าที่มีชื่อเสียงและเปิดขายกันหลายสาขาในเมืองกรุงฯ มากำนัลแก่คุณผู้อ่าน ส่วนจะมีที่ไหนบ้าง และใช่ร้านไก่ย่างในดวงใจหรือเปล่าขอเชิญทัศนาได้
      
       “ลิขิตไก่ย่าง” กรุ่นกลิ่นไก่หอมเครื่องเทศ
      
       สำหรับแฟนพันธุ์แท้ไก่ย่าง น่าจะคุ้นเคยกับ ร้าน “ลิขิตไก่ย่าง” ข้างสนามมวยราชดำเนินเป็นอย่างดี ชื่อนี้เอ่ยมาเมื่อไหร่ บางคนพาลน้ำลายสอเต็มปาก
      
       แต่ว่าการจะมามีวันนี้ของลิขิตไก่ย่างก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
      
       เลิศชาย ปัณทุราสัญญ์ ผู้ที่ดูแลกิจการร้าน “ลิขิตไก่ย่าง” ณ ปัจจุบันนี้ เล่าถึงที่มาของร้านว่า มีชื่อว่า มาจากชื่อของคุณพ่อ คือ “ลิขิต สัมมาขันธ์” ซึ่งคุณพ่อได้เริ่มมาขายไก่ย่าง ที่ข้างสนามมวยราชดำเนินแห่งนี้ แต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และขายไก่มาตั้งแต่เริ่มต้นที่ราคาตัวละ 12 บาท ก่อนจะขยับราคาขึ้นตามเศรษฐกิจ เป็นตัวละ 16 บาท 18 บาท จนกระทั่งปัจจุบันขายที่ตัวละ 100 บาท
“ลิขิตไก่ย่าง” เสียบไก่กับไม้ไผ่ย่างในเตาถ่านร้อนๆ
       การทำไก่ย่างของร้านลิขิตฯจะพิถีพิถันตั้งแต่การเลือกไก่ โดยจะคัดไก่พันธุ์เนื้อ ที่มีลักษณะตัวป้อมๆ น้ำหนักประมาณ 7-8 ขีด ที่มาจากฟาร์มโดยตรง จากนั้นจะนำไก่ไปผ่าท้อง ล้างให้สะอาด นำไขมัน หนัง และเครื่องในออก สำหรับไขมันที่เอาออกก็เพื่อไม่ให้เวลาย่างแล้วไฟลุกขึ้นมา
      
       ส่วนเครื่องหมักไก่ก็จะมีกระเทียม พริกไทย ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน วิธีการหมักก็จะชุบขึ้นมาแล้วทำการหมักทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นก็นำมาเสียบกับไม้ไผ่ ที่คัดเฉพาะไม้ไผ่จากราชบุรี
      
       เรื่องนี้เลิศชาย อธิบายว่า ถ้าไม้ไผ่หนาเกินไปเวลาหนีบไก่ไม้จะแตก เพราะฉะนั้นต้องใช้ไม้ไผ่ที่บางและทรงแบน เวลาอ้าจะไม่แตก และใช้เชือกมัดไว้ธรรมดา
      
       ส่วนการย่างไก่ จะย่างด้วยเตาถ่าน เพราะไก่จะออกมามีกลิ่นหอม โดยมีเทคนิคในการย่างตรงที่ปริมาณถ่านในเตาจะใช้ประมาณครึ่งเตา และใช้ขี้เถ้าโปะให้หนาพอควร เพราะไม่อย่างนั้นไฟจะแรงเกินไปเนื้อไก่จะไหม้ แล้วเนื้อข้างในจะไม่สุข ต้องย่างไฟอ่อนๆ พอดีๆ ตัวหนึ่งในเวลาในการย่างประมาณ 15 นาที เมื่อสุกจะกินได้หมดเลยหน้าหลัง
ไก่ย่างร้านลิขิตฯได้รสชาติของเครื่องหมักกระเทียม พริกไทย
       สำหรับความเด่นของไก่ย่างลิขิตนั้น จะอยู่ที่ไก่ย่างที่หอมกลิ่นเครื่องหมักทั้งกระเทียม พริกไทย และรสชาติของเครื่องหมักที่ซึมลึกถึงเนื้อในของไก่ย่าง ได้รสชาติในตัวเนื้อไก่ นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถสั่งทางร้านได้ด้วยว่าจะเอาไก่ย่างแบบเนื้อนุ่ม หรือว่าเนื้อแห้ง โดยทางร้านสามารถจัดการย่างให้ได้ตามความต้องการ และการกินไก่ย่างของที่นี่ก็จะมีน้ำจิ้มให้เลือก 2 แบบ คือ น้ำจิ้มหวานและน้ำจิ้มแจ่ว ที่เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน
      
       นอกจากเรื่องของความอร่อยในตัวไก่ย่างแล้วนั้น สิ่งที่ร้านลิขิตไก่ย่าง ให้ความสำคัญและเน้นหนักก็คือในเรื่องของความระมัดระวังคุณภาพของตัวไก่ย่าง ทั้งการทำก็ดี การย่างก็ดี ไม่ว่าจะคุณภาพในตัวไก่หรือรสชาติ ไม่ว่าจะมากินไก่ย่างที่ร้าน “ลิขิตไก่ย่าง” ในวันไหนๆ รสชาติก็จะเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
      
       สำหรับผู้ที่เป็นขาประจำมานั่งกินไก่ย่างที่ร้าน “ลิขิตไก่ย่าง” อยู่บ่อยๆ ก็คงจะรู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร ส่วนถ้าใครยังไม่เคยมาสัมผัสกับรสชาติของไก่ย่างลิขิตนั้นก็ลองแวะมาชิมรส ชาติกันได้ที่ร้าน ข้างสนามมวยราชดำเนิน โทร.0-2281-1094, 0-2281-3502 และอีกสาขาที่ช่อง 9 อสมท. โทร. 0-2643-0619
“นิตยาไก่ย่าง” กับไก่พื้นบ้านเนื้อแน่น
       “นิตยาไก่ย่าง” ไก่พื้นบ้านเนื้อแน่น เหนียวนุ่ม
      
       “นิตยาไก่ย่าง” ชื่อนี้ไม่เคยตกขบวนของไก่ย่างรสเด็ด ซึ่งความจริงแล้ว “นิตยาไก่ย่าง” ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว จากการอยากทำธุรกิจร่วมกันในหมู่พี่น้องของ รวีรัตน์ ลักษณวิสิษฐ์ ที่ก่อนหน้านี้หมู่พี่น้องได้ร่วมกันทำ“น้ำพริกนิตยา” ที่ติดปากติดใจของใครหลายๆคนมาแล้ว
      
       แต่กระนั้น รวีรัตน์กับพี่น้องก็ยังอยากจะทำอาหารขายอีก จึงตกลงกันว่า น่าจะขายไก่ย่างเพราะเป็นอาหารที่ขายดี และมีความชอบเป็นการส่วนตัว
      
       ในที่สุด“นิตยาไก่ย่าง” ก็ถือกำเนิดขึ้นมา สาขาแรกที่ ถ.รัตนาธิเบศร์ โดยนิตยานั้นเป็นชื่อพี่สาวของรวีรัตน์ ซึ่งเป็นชื่อที่ติดตลาดและคุ้นหูอยู่แล้ว
      
       หากถามถึงว่าไก่ย่างนิตยานี้มีความพิเศษตรงไหน เรื่องนี้ รวีรัตน์เล่าว่า จริงๆลื้วสูตรการหมักไก่ย่างนิตยาก็จะเหมือนสูตรการหมักทั่วๆไป โดยมีเครื่องหลักๆ คือ พริกไทย กระเทียม เกลือ 3 อย่าง แต่ไก่นิตยาจะเน้นเครื่องให้ถึงรสชาติ และที่เด่นไปกว่าไก่ย่างทั่วไปก็คือ ไก่นิตยาจะไม่ใช้ไก่เนื้อ แต่จะใช้ไก่บ้านในการย่างเพราะจะมีเนื้อที่แน่นและเหนียวนุ่มมากกว่าไก่ เนื้อ และจะคัดไก่ที่อยู่ในช่วงวัยกำลังเริ่มหนุ่ม มีน้ำหนักอยู่ที่ตัวประมาณ 9 ขีด
ที่“นิตยาไก่ย่าง” สาขาประชาชื่น จะมีหุ่นไก่ตัวโตตั้งโดดเด่นอยู่หน้าร้าน
       สำหรับไก่ จะเลือกใช้ “ไก่บ้านตะนาวศรี” ที่เป็นไก่พันธุ์ดี เลี้ยงจากฟาร์มระบบปิดที่ได้มาตรฐาน มีการควบคุมโรคด้วยสมุนไพรธรรมชาติที่นำมาบดผสมรวมกับอาหารให้ไก่กิน ปราศจากการใช้ยาปฏิชีวนะและสารเร่งการเจริญเติบโต ทำให้ไม่มีสารเคมีตกค้างภายในร่างกาย ไขมันต่ำเหมาะสำหรับผู้ที่รักษาสุขภาพ
      
       สิ่งที่ขาดเสียมิได้ในการกินไก่บ้านย่างก็คือ ไก่ย่างนิตยา จะเด่นเรื่อง “น้ำจิ้มแจ่ว” โดยใช้คิดสูตรอยู่ถึง 3 ปี กว่าจะมีรสชาติออกมาถูกปากถูกใจคนชอบกินไก่ย่าง ส่วนใครที่ชอบน้ำจิ้มหวานทางร้านก็มีให้
      
       นอกจากรสชาติไก่แล้ว นิตยาไก่ย่าง ยังเน้นเรื่องการบริการของพนักงาน ที่ต้องสุภาพยิ้มแย้ม เป็นมิตรกับลูกค้า
      
       ใครที่อยากจะกิน “ไก่ย่างนิตยา” ก็ตามไปกินกันได้ที่ตอนนี้มีเปิดถึง6 สาขาด้วยกัน คือ ถ.รัตนาธิเบศร์ 1 โทร. 0-2965-6519, ถ.ประชาชื่น โทร. 0-2591-1264-5, เมืองทองธานี โทร. 0-2503-3279, แยกประชานุกูล โทร. 0-2913-9886-7, พหลโยธิน (ก.ม.27) โทร. 0-2994-9549-50, แยกพระนั่งเกล้า โทร. 0-2969-7518-9 เรียกได้ว่าบ้านใครใกล้ที่ไหนก็แวะไปหม่ำได้ทุกที่ หรือกับอีกสาขาใหม่ที่กำลังจะเปิดปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ที่สาขาปิ่นเกล้าฯ
การย่างไก่แบบหมุนนี้ “ศิริไก่ย่าง” ต้นตำรับแห่งไก่หมุน
       “ศิริชัย ไก่ย่าง” ต้นตำรับไก่หมุน
      
       “ศิริชัยไก่ย่าง” รู้กันดีในหมู่นักเปิบไก่ เจ้านี้เป็นต้นตำรับไก่หมุนเจ้าแรกในประเทศไทย เพราะปกติแล้วไก่ย่างทั่วๆ ไปที่เราเห็นมักจะเป็นไก่ที่นำมาแบะออกทั้งตัวแล้วถึงจะนำมาย่าง แต่ที่ศิริชัยไก่ย่างกับแตกต่างออกไป
      
       “มนู วุฒิกร” ผู้คิดค้นการทำไก่หมุนจนโด่งดัง กลายเป็นแม่แบบไก่หมุนที่รายอื่น ๆ นำไปเลียนแบบกันทั่วบ้านทั่วเมือง เล่าว่า ความเป็นมาของ “ศิริชัยไก่ย่าง” เกิดขึ้นมาจากความที่เขาคลุกคลีอยู่กับการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก และเป็นลูกชายคนโตของครอบครัวที่ต้องช่วยเตี่ยทำอาหารขายมาตลอด จนกระทั่งก็ได้รับการถ่ายทอดเรื่องการทำอาหารอย่างครบเครื่องจากเตี่ยของตน ที่ถือเป็นมรดกติดตัวเพื่อหาเลี้ยงชีพ
      
       เมื่อมนูมีครอบครัวก็ได้ชักชวนภรรยาออกมาเปิดร้านขายไก่ย่าง โดยใช้ชื่อว่า “ศิริชัยไก่ย่าง” เปิดขายร้านแรกที่ลาดพร้าว
      
       สำหรับชื่อ“ศิริชัย” แฟนไก่ย่างอาจงงว่า ชื่อนี้ได้แต่ใดมา
      
       มนูบอกว่า ศิริชัย เป็นชื่อของลูกค้าผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นลูกค้าประจำตั้งแต่สมัยที่ทำร้าน อาหารกับเตี่ย และได้ตั้งชื่อให้ไว้ โดยบอกว่าชื่อนั้นเป็นศิริมงคลแก่ครอบครัว จึงได้นำชื่อศิริชัยมา เป็นชื่อร้านไก่ย่าง
      
       และด้วยความที่มนูอยากให้ไก่ย่างของทางร้านแปลกใหม่กว่าร้านไก่ย่าง อื่นๆ มนูจึงคิดค้นการย่างไก่แบบใหม่เพื่อไม่ให้เหมือนใคร โดยแทนที่จะแบะอกไก่ออกแล้วเสียบไม้อย่างเหมือนเจ้าอื่นๆ เขากลับเลือกการย่างไก่โดยใช้แกนหมุนในการย่างไก่ ซึ่งได้แนวคิดมาจากการทำเป็ดปักกิ่งที่ให้หนังกรอบ ส่วนเนื้อในนุ่ม
      
       นอกจากการย่างไก่แบบแกนหมุนแล้ว ไก่ที่มนูนำมาย่างก็มีสูตรหมักเครื่องพิเศษ ซึ่งกว่าจะลงตัวก็ทดลองย่างไปไปชิมไปอยู่นานพอสมควร
      
       สำหรับสูตรไก่ย่างของศิริชัยฯนั้น จะใช้ กระเทียม พริกไทย รากผักชี ขิง ข่า น้ำผึ้ง โดยส่วนผสมทั้งหมดจะนำมาบดหยาบ ๆ แล้วยัดใส่ท้องไก่ที่คัดพิเศษให้มีน้ำหนักประมาณตัวละ 5 ขีดห้ามขาดห้ามเกิน
      
       เรื่องนี้มนูทดลองมาแล้วว่าไก่ขนาดนี้ ย่างไฟประมาณ 20 นาทีเนื้อจะสุกหอมอร่อยได้ที ถ้าเล็กหรือใหญ่กว่านี้จะไม่อร่อยเท่า
      
       หลังจากยัดไส้แล้วก่อนจะนำไปย่างนั้นจะนำไก่ทั้งตัวไปชุบซีอิ้ว เหล้าจีนและเครื่องสมุนไพรจีนให้ผิวชุ่ม จากนั้นจึงนำไปย่างไฟ โดยในการย่างไก่หมุนที่มนูคิดนั้น เป็นวิธีการย่างไก่แบบเบ็ดเสร็จ มีแกนเหล็กที่นำไก่มาเสียบเรียงแถวกันได้ 6 ตัว มี 2 แถว และใช้เตาถ่านที่สุมไฟให้ระอุในการย่าง แกนจะหมุนไก่ไปเรื่อย ๆ ประมาณ 20 นาที เนื้อไก่ก็จะสุกได้ที่พอดี ส่วนเครื่องหมักที่อยู่ในท้องไก่จะแทรกซึมเข้าไปแทนน้ำในเนื้อไก่ที่ระเหย เพราะโดนความร้อน
      
       วิธีการนี้มนูบอกว่าจะทำให้ได้หนังไก่กรอบนอก แต่ว่าเนื้อไก่ข้างในจะนุ่มหอมกลิ่นเครื่องสมุนไพรที่หมักไว้ในตัวไก่ ฉีกเนื้อไก่ส่งเข้าปากกินเพียวๆ ก็ได้รสชาติดีอยู่แล้ว หรือจะจิ้มกินกับน้ำจิ้มสูตรพิเศษของทางร้านก็ช่วยเพิ่มความอร่อยเข้าไปอีก
      
       ก็ถ้าใครอยากจะไปลิ้มลองรสชาติของไก่ย่าง (ไก่หมุน) ของร้าน “ศิริชัยไก่ย่าง” ก็ตามไปชิมกันได้ซึ่งเปิดขายอยู่ 2สาขา สาขาลาดพร้าว 40-42 โทร. 0-2513-1431, 0-2511-4278 และที่สาขาวงศ์สว่าง(รัชดา 37) โทร. 0-2585-5779
ไก่ย่างจีระพันธ์ หอมกลิ่นกะทิ
       “ไก่ย่างจีระพันธ์” หวาน มัน เค็ม หอมกลิ่นกะทิ
      
       “ไก่ย่างจีระพันธ์” นับเป็นอีกหนึ่งร้านที่ได้รับความเชื่อถือจากคอไก่ย่าง เพราะไก่ย่างจีระพันธ์จะเด่นที่รสชาติ หวาน มัน เค็ม หอมกลิ่นกะทิ ซึ่งถือว่าโดนใจแฟนไก่ย่างหลายๆคน
      
       ร้านไก่ย่างจิระพันธ์ถือกำเนิดมาจาก “อับดุลเลาะห์ อาดัม” ชาย ผู้ที่มีความมุ่งมั่น ต่อสู้กับชีวิตมาอย่างโชกโชน โดยการเริ่มต้นของไก่ย่างจีระพันธ์นั้น เกิดขึ้นมาจากที่อับดุลเลาะห์ ไปช่วยกิจการร้านไก่ย่างร้านเดิมของคุณป้า ที่ชื่อว่า “ไก่ย่างจิระพันธ์” ซึ่งก็มีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง จนกระทั่งคุณป้าอายุมากจะเลิกกิจการ และไม่มีลูกหลานมาสานต่อกิจการ
      
       ด้วยความที่อัลดุลเลาะห์ได้รับความไว้วางใจจากป้า จึงได้รับให้เปิดกิจการร้านต่อ โดยได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อจากเดิมเล็กน้อย เป็น “ไก่ย่างจีระพันธ์” เพราะเกรงว่าจะไปซ้ำกับชื่อเดิมที่อาจจะมีญาติๆ คนอื่นนำชื่อไปใช้ และก็ได้มีการปรับปรุงสูตรไก่ย่างขึ้นมาใหม่ จนทำให้ไก่ย่างตำรับจีระพันธ์มีรสชาติที่อร่อยกว่าเดิม
      
       สำหรับการทำไก่ย่างของร้านจีระพันธ์นี้ จะเริ่มตั้งแต่การเลือกไก่ที่มีน้ำหนักพอเหมาะนำมาย่างคือตัวละ 1 กิโลกรัม 1 ขีดหรือ 1 กิโลกรัม 2 ขีด โดยใช้กระเทียมไทยกลีบเล็ก เพราะจะทำให้รสชาติดีกว่ากระเทียมจีนกลีบใหญ่ และหมักไก่อย่างต่ำ 1 คืนโดยแช่ตู้เย็น(ช่องธรรมดา) หรือแช่ในถังน้ำแข็ง เพื่อให้เครื่องปรุงซึมเข้าเนื้อไก่อย่างทั่งถึง
      
       ส่วนวิธีการย่างตามสูตรของร้านจะนำไก่เข้าเตาอบก่อน ให้ไก่สุกประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ แล้วนำมาย่างด้วยไฟอ่อนๆประมาณ 2 ชั่วโมง เพราะถ้าเกิดนำไปย่างเลยหนังไก่จะไหม้แต่เนื้อข้างในจะไม่สุกและกระดูกจะแดง ไม่น่ากิน เมื่อไก่สุกแล้ว หนังจะกรอบ กระดูกไม่แดง
      
       สำหรับการย่างไก่นั้น ก็ต้องมีเทคนิคในการย่างด้วย คือจะใช้วิธีการย่าง 2 เตา โดยเตาแรกจะใช้ไฟแรง เมื่อย่างไปสักพักเมื่อหนังเริ่มแห้งแล้วก็ให้ย้ายมาย่างเตาที่ 2 ย่างด้วยไฟอ่อนๆย่างไปเรื่อยๆประมาณ ชั่วโมงครึ่ง-2 ชั่วโมง ไก่ย่างบางแห่งที่เห็นสีเหลืองน่ากินเพราะใส่สีผสมอาหาร แต่ไก่ย่างจีระพันธ์จะทาด้วยขมิ้นผง โดยในขณะย่างจะมีการพรมน้ำกะทิ ทำให้ไก่ที่ย่างออกมามีเนื้อหวาน มัน เค็มและหอมกะทิ ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของไก่ย่างจีระพันธ์
      
       ส่วนการสับไก่ก็ไม่ธรรมดา ทางร้านมีเคล็ดลับคือ เมื่อสับชิ้นแรกแล้วให้สังเกตว่าเนื้อไก่แห้งดีหรือไม่ ถ้าเนื้อไก่ไม่ค่อยแห้งให้สับชิ้นใหญ่ขึ้น เพราะถ้าสับชิ้นเล็กๆจะทำให้เนื้อไก่เละได้
      
       ปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่าอับดุลเลาะห์จะถึงแก่กรรมไปแล้ว แต่ว่าลูกทั้ง 5 คนของอับดุลเลาะห์ก็ได้ช่วยกันสานต่อกิจการ “ไก่ย่างจีระพันธ์ “ ต่อไปและยังคงความเป็นไก่ย่างจีระพันธ์ที่ถูกลิ้นคอนักกินไก่ ก็ถ้าใครอยากจะไปพิสูจน์รสชาติก็ไปกันได้ที่ร้าน “ไก่ย่างจีระพันธ์” ตรง ริมถนนพระราม 9 ตัดใหม่ ฝั่งขาออกไปมอเตอร์เวย์ ร้านอยู่ห่างจากปั๊มเชล์ 100 เมตร โทร. 0-9546-2651
      
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ไก่ย่างวิเชียรบุรี หนังกรอบ เนื้อนุ่ม
       นอกจากไก่ย่างชื่อดังที่กล่าวมาแล้วทั้ง 5 ที่ ในกรุงเทพฯแล้ว ในต่างจังหวัดก็ยังมีย่านไก่ย่างที่น่าสนใจอีก อาทิ
       

       ไก่ย่างเขาสวนกวาง จ. ขอนแก่น
       
เมนูขึ้นชื่อของจังหวัดขอนแก่น เป็นไก่พันธุ์ผสมสามสายเลือด ไก่พื้นเมือง ไก่ไข่และไก่พันธุ์ และต้องเป็นไก่ที่เลี้ยงในอำเภอเขาสวนกวางเท่านั้น เพราะเนื้อแน่น อร่อย ไม่เหลวอย่างไก่พันธุ์ทั่วๆไป สูตรน้ำจิ้มไก่ย่างเขาสวนกวางก็คิดรสชาติให้เด็ดเป็นพิเศษ วิธีการย่างแม้จะใช้เตาถ่านธรรมดาแต่ต้องใช้ถ่านไม้อย่างดี โดยนำไก่ที่หมักเครื่องเทศแล้วย่างประมาณ 20 นาที (ถ้านานเกินไปจะทำให้เนื้อไก่แข็งไม่นุ่ม) เคล็ดลับอยู่ที่ระหว่างย่างจะต้องใช้กระเทียมเจียวราดลงบนตัวไก่ไปเรื่อยๆจะ ทำให้ไก่มีรสชาติหอม อร่อย
      
       ไก่ย่างท่าช้าง จ. นครราชสีมา
       ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักกันดี ใครไปใครมาแถวตำบลท่าช้าง โคราชแล้วพลาดชิม “ไก่ย่างท่าช้าง” ก็นับว่าเสียเที่ยว เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่สูตรการหมักไก่ย่างที่ทางร้านขออุบไว้ บอกได้เพียงว่าสูตรเด็ดนี้เป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร ความพิเศษอีกอย่างอยู่ที่ความนุ่มของเนื้อไก่ที่จะคัดสรรเอาเฉพาะไก่ที่สด สมบูรณ์โดยเฉพาะ คัดเอาน้ำหนักและขนาดพอเหมาะเมื่อหมักจะได้เข้าเนื้อมากขึ้น เวลาย่างต้องย่างให้ไก่แห้งแต่นุ่ม มีกลิ่นเครื่องเทศและเครื่องปรุงที่เป็นสูตรเฉพาะ ยิ่งกินพร้อมกับข้าวเหนียวที่หุงได้นุ่มแต่ไม่แฉะ หากผ่านมาแวะชิมคงไม่ผิดหวังแน่นอน
      
       ไก่ย่างห้วยทับทัน จ. ศรีสะเกษ
       ไก่ย่างไม้มะดันห้วยทับทันคัดจากไก้พันธุ์พื้นเมืองและไก่สามสาย เลือด ความพิเศษของๆไก่ที่นี่อยู่ตรงการใช้ไม้มะดันเป็นไม้เสียบไก่แทนไม้ไผ่ เนื่องจากไม้มะดันเป็นไม้ที่มีรสชาติเปรี้ยว และสามารถหาได้ง่ายในพื้นที่ โดยจะพบได้ตามธรรมชาติบริเวณริมน้ำห้วยทับทัน เมื่อผสานรสชาติเปรี้ยวนิดๆจากไม้เสียบไก่ทำให้รสชาติของไก่ย่างโดดเด่น ไม่เหมือนใคร ยิ่งเมื่อปะเหมาะกับสูตร เครื่องปรุงเนื้อไก่ และวิธีการย่างที่ทำให้ไก่สุกแห้งพอดี ไม่แฉะเยิ้มด้วยน้ำมันเหมือนเจ้าอื่นๆ เหล่านี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่เจ้าอื่นๆไม่อาจลอกเลียนได้เลย
      
       ไก่ย่างหนองกี่ จ. บุรีรัมย์
       ไก่ย่างที่เสียบไม้ย่างด้วยเตาถ่าน มีวิธีทำที่ต่างจากร้านทั่วไปตรงที่จะหั่นไก่เป็นชิ้นๆ หมักกับเกลือ ซีอิ๊ว กระเทียมตะไคร้ โดยหมักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีแล้วนำไปย่างไฟที่ก่อด้วยเตาถ่านเท่านั้น จากนั้นจึงนำน้ำมันเจียวจนหอมทาชโลมทาให้ทั่ว
      
       ไก่ย่างวิเชียรบุรี จ. เพชรบูรณ์
       ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความอร่อย ต่างจากทั่วไป ทั้งรสชาติและความกรอบของหนัง เนื้อนุ่ม รวมไปถึงน้ำจิ้มที่รสชาติแปลกๆ ร้านที่จำหน่ายไก่ย่างเหล่านี้จะตั้งอยู่สายสระบุรี-หล่มสัก ทางแยกเข้าอำเภอวิเชียรบุรี ร้านดั้งเดิมที่มีคนไปแวะชิมมากที่สุดได้แก่ ไก่ย่างของนายทรวง “ตาแป๊ะ”

ม่วนซื่นอาหารอีสาน ที่ “คาเฟ เดอ ลาว”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 มกราคม 2548 11:40 น.
กินกันไปคุยกันไป ทั้งอร่อยทั้งสนุก
       แม้ว่าจะช้าไปนิด แต่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ก็ขอกล่าวสวัสดีปีใหม่ ปีที่เริ่มต้นด้วยความเศร้าสลด แต่กระนั้นก็ได้แต่ภาวนาให้หลังฝันร้ายที่ผ่านพ้นไป มีแต่ฝันดีเข้ามาในชีวิตเราทุกเมื่อเชื่อวัน
มุมหนึ่งในบ้านไม้สักเก่าแก่ที่ดัดแปลงมาเป็นร้านอาหาร
       ก็เหมือนเช่นดังหลายปีที่ผ่านมา ในปีนี้“ผู้จัดการตระเวนกิน” ยังคงทำหน้าที่แนะนำร้านอาหารแก่แฟนานุแฟนนักกินเหมือนเช่นดังเดิม โดยในมื้อนี้ขอเปิดปฐมฤกษ์ปีไก่ด้วย ร้าน"คาเฟ เดอ ลาว" ร้านอาหารแถวสีลมที่นำเสนอเมนูอีสานรสชาติจัดจ้านถึงใจ ที่แฝงตัวอยู่ย่านวุ่นวายอย่างสีลม
      
       บรรยากาศของร้านนี้ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้ ตัวร้านเป็นบ้านไม้สักอายุเก่าแก่ร่วมร้อยปี ที่ปรับปรุงใหม่ให้เป็นร้านอาหาร ส่วนภายในตัวบ้านถูกจัดสรรพื้นที่นั่งได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว มีหลายมุมให้เลือกนั่ง และด้านนอกที่จัดเป็นโต๊ะเก้าอี้ไม้เข้ากับบรรยากาศที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้ ที่จัดตกแต่งให้เข้ากันสร้างบรรยากาศอันรื่นรมย์ชวนนั่ง
      
       สำหรับอาหารของ “คาเฟ เดอ ลาว”ใคร ที่เห็นชื่อร้านก็น่าจะเดาไม่ยากว่าที่นี่ เน้นอาหารอีสานเป็นหลัก แต่ที่ชื่อร้านออกอินเตอร์ผสมไทยก็เพราะว่าหลายเมนูของร้านนี้ เป็นอาหารอีสานประยุกต์ที่เมื่อได้ลองสั่งหลายเมนูมาลิ้มรสแล้วก็ขอบอกว่า ต้องบอกต่อให้มาสั่งมาหม่ำกัน โดยเมนูเด่นก็มีอยู่หลายอย่าง
ตำมะม่วงปลากรอบ
       “ผู้จัดการตระเวนกิน” ขอเปิปเมนูแรกกันที่ ตำมะม่วงปลากรอบ (120 บาท) แค่เห็นชื่อก็รู้ว่าต้องเปรี้ยว เป็นมะม่วงน้ำดอกไม้ดิบ นำมาตำรวมกับปลากรอบ โรยหน้าด้วยถั่วลิสง ตกแต่งด้วยใบชะพลูสวยงาม รสชาติตำมะม่วงนี้ออกเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดจากมะม่วงดิบและรสชาติน้ำตำเปรี้ยวแซบ นักเชียว
      
       ปลาช่อนหลวงพระบาง (250 บาท) เสิร์ฟตามติดๆ จานนี้มีประโยชน์จากคุณค่าของเนื้อปลา เป็นปลาช่อนสดๆ ตัวโต นำมานึ่งจนเนื้อปลานุ่มสุกได้ที่ ยกเสิร์ฟพร้อมกับน้ำพริก ที่เป็นพริกย่าง หอมย่าง มะเขือเทศย่าง นำมาตำรวมกันเป็นน้ำพริกรสเด็ด ที่จิ้มกินกับเนื้อปลาช่อนเนื้อแน่นนุ่มหวาน พร้อมกับมีผักต้มหลายชนิด ไข่ต้ม มาเป็นเครื่องเคียง
      
       ต่อกันที่กุ้งแม่น้ำนึ่งสมุนไพร (คิดตามน้ำหนักกุ้ง กก.ละ 1,400 บาท) จานนี้เป็นที่โปรดปรานของคนชอบกุ้ง กุ้งแม่น้ำตัวโตๆ สดๆ นำมานึ่งจนเนื้อกุ้งสุก แล้วจึงนำเครื่องสมุนไพร มีทั้งพริกขี้หนู ข่า รากผักชี ตะไคร้ กระเทียม ใบสะระแหน่ ทั้งหมดซอยจนละเอียดปรุงรส และนำมาราดลงบนตัวกุ้ง รสชาติจานนี้เด่นตรงที่เนื้อกุ้งหวานกรอบเข้ากับเครื่องสมุนไพรเข้มข้นเผ็ด ลิ้น
ปลาช่อนหลวงพระบาง
       ปิดท้ายด้วยของเด็ด คาเฟเนื้อเซอร์ลอยย่าง (250 บาท) จานนี้คงถูกใจคนชอบเนื้อ เพราะเป็นเนื้อเซอร์ลอย (เนื้อโคขุน) ที่นำมาย่างจนสุกได้ที่ หรือจะสั่งทางร้านมาเอาสุกมากสุกน้อยก็ได้ แล้วนำมาแล่เป็นชิ้นบางๆ จิ้มกินคู่กับน้ำจิ้มแจ่วอีสานรสเด็ด เคี้ยวกันหนึบหนับปาก
คาเฟเนื้อเซอร์ลอยย่าง
       ส่วนถ้าใครอยากจะสั่งแบบอิ่มทีเดียวได้หลายเมนู แนะนำว่าให้สั่งอาหารแบบเป็นเซ็ทมีทั้งหมด 6 เซ็ท อย่างLunch set 5 (150 บาท) เซ็ทนี้มีทั้งลาบไก่ย่าง คอหมูย่าง ส้มตำไทย ข้าวเหนียว ที่เป็นอาหาคาว รสชาติแต่ละเมนูแซบสมชื่ออาหารอีสาน และมีผลไม้รวมให้กินล้างปากด้วย
      
       นอกจากนี้ก็ยังมีเมนูอื่นๆ ที่น่าสั่งมาหม่ำลองลิ้มชิมรส อาทิ ปูนิ่มทอดตะไคร้ใบมะกรูดกรอบ (200 บาท) ส้มตำปูม้า (150 บาท) เมี่ยงปลาช่อนเกล็ดหิมะ (300 บาท) สเต็กเนื้อเซอร์ลอยกะทะร้อน (250 บาท) ทะเลพิโรธ (280 บาท) อ้อ! ลืมบอกไปว่าถ้ามาหม่ำอาหารที่นี่ถ้าสั่งข้าวสวยหรือข้าวเหนียวที่นี่เขาจะ จัดเสิร์ฟเป็นแบบบุฟเฟ่ต์เติมได้ไม่อั้นอีกต่างหาก และที่สำคัญอาหารของที่นี่ทุกจานจะไม่ใส่ผงชูรสในการปรุง
      
       เห็นอย่างนี้แล้วถ้าใครชมชอบในอาหารรสชาติจัดจ้าน อย่างอาหารอีสาน และก็ชื่นชอบในบรรยากาศที่นั่งหม่ำอาหารสบายๆ แล้วละร้าน "คาเฟ เดอ ลาว" แห่งนี้อาจจะเป็นอีกหนึ่งร้านที่น่าสนใจ พากันมาอิ่มหนำม่วนซื่นกับอาหารอีสานกัน
      
       *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    * 
      
       
"คาเฟ เดอ ลาว" ตั้งอยู่ที่ 16 ซ.สีลม 19 (ตรอกเวท) แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-14.00 น. และ 17.00-22.00 น. ถ้าจะไปคาเฟ เดอ ลาว ควรโทร.จองโต๊ะล่วงหน้า นอกจากนี้ที่นี่ยังรับจัดงานเลี้ยงด้วย โทร.0-2635-2338-9 และยังมีเปิดอีก 1 สาขา อยู่ที่ สยามสแควร์ซอย 3 โทร. 0-2251-0533
       

ควงแขนกันไปอิ่ม ส่งท้ายปีลิง ต้อนรับปีไก่

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 ธันวาคม 2547 15:55 น.
วงดนตรีบรรเลงเพลงให้ฟังกันสดๆ ที่ร้าน “Bom Bay Bar”
       ก่อนอื่น"ผู้จัดการตระเวนกิน" ต้องขอกล่าวคำว่า "เสียใจ" กับผู้ประสบเหตุภหันตภัยคลื่นยักษ์สึนามิถล่มที่ 6 จังหวัดภาคใต้ ขอไว้อาลัยอย่างสุดซึ้งให้กับผู้ที่ประสบเหตุทุกท่าน
      
       นับว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เกิดขึ้นก่อนช่วงปีใหม่ ซึ่งเชื่อแน่ว่าใครๆ ก็คงไม่อยากจะให้เกิดขึ้น สำหรับเรื่องเศร้าในครั้งนี้ก้ขอให้มลายหายไปพร้อมกับปีเก่า และปีใหม่นี้ก็ให้มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาแทนที่
      
       เอาเป็นว่าปีใหม่นี้ สำหรับผู้ที่จะพาครอบครัว ญาติมิตร เพื่อนไปอิ่มเอมในช่วงปีใหม่ “ผู้จัดการตระเวนกิน”  ได้รวบรวมร้านน่าสนใจในรอบปีที่ไปตระเวนหม่ำมากำนัลแด่ แฟนานุแฟน เพื่อเป็นตัวช่วยได้ไม่มากก็น้อย
      
       เริ่มกันที่ร้านอาหารสไตล์ Pub&Restaurant
      
       “The Grassland”ร้าน นี้บรรยากาศร่มรื่นน่านั่งสบายๆ วงดนตรีเล่นเพลงหลายแนวทั้งไทยสากล ป๊อป แจ๊ซ และอาร์แอนด์บี สลับกับการเปิดแผ่นซีดี ส่วนอาหารเด็ดของที่นี่ก็มี ปลากะพงราดน้ำปลา ต้มยำ 3 สีหม้อไฟ จานร้อนทะเลใต้ ตั้งอยู่ที่ถนนนิมิตใหม่ มีนบุรี ร้านจะอยู่เยื้องๆ กับไปรษณีย์มีนบุรี ติดกับปั๊มคาลเท็กซ์ มีที่จอดรถกว้างขวาง เปิดทุกวันเวลา 17.00-02.00 น. โทร.0-9200-1802
       

บรรยากาศร้าน “Between” ดนตรีขับกล่อมเพิ่มอรรถรสในการกิน
       “Bom Bay Bar”บรรยากาศ ร้านออกแนวคึกคักเหมาะนักสำหรับมาเฮฮาสังสรรค์ นักดนตรีเล่นเพลงสดๆ ให้ฟัง มีทั้งแนวฟังสบายๆ และแด๊นซ์กันกระจาย เมนูเด็ดที่อยากจะแนะนำก็มี ยำปลาช่อนทอด สามชั้นทอดน้ำปลา ยำคอหมูย่างยอดมะพร้าวอ่อน ตั้งอยู่ที่ อาคารลิเบอร์ตี้พลาซ่า ถ.สุขุมวิท 55 เดินเข้ามาในอาคารด้านหน้าแล้วเดินตรงไปสุดทางด้านหลังก็จะเจอร้าน เปิดทุกวันเวลา 18.30-02.00 น. โทร. 0-2819-3768 และ 0-9145-0022
       

       “Between” ร้านนี้สถานที่กว้างขวาง มีหลายมุมให้เลือกนั่งตามใจ นั่งหม่ำอาหารสบายๆ ท่ามกลางบทเพลงไพเราะเสนาะหู อาหารเด่นๆ ก็มี ยำหัวปลีกับเส้นชาเขียว ไก่สีทอง 3 รส เนื้อข้างตับทอดซีอิ้ว ตั้งอยู่ที่ ตึก Sport City 20/262-264 ถ.ประชาชื่น บางตลาด ปากเกร็ด จ. นนทบุรี เปิดทุกวัน เวลา 11.00 – 14.00 น. และ 18.00 – 01.00 น. โทร. 0-2575-0086, 0-2575-3913-21, 0-2575-3926-8
       

กุ้งนุ่งผ้าจานเด็ดของ “บ้านสัตยา”
       “บัดดี้ เบียร์”ว่า ด้วยบรรยากาศหลากหลาย จะนั่งหม่ำอาหารคุยไปกัน หรือว่านั่งหม่ำอาหารฟังเพลงสบายๆ เลือกได้ทั้งนั้น อาหารที่น่าหม่ำก็มี ขาหมูบาวาเรี่ยน หอยนางรมอบชีส พล่าปลาช่อน ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 ของ ตึกบัดดี้ ลอดจ์ ถนนข้าวสาร กรุงเทพฯ เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง โทร. 0-2629-4477, 0-2629-4499
      
       
“Sunset Street”ถนนสายเล็กๆ ในข้าวสาร ที่เต็มไปด้วยบรรดาร้านอาหารชวนนั่ง อย่าง“Sabai Bar” นั่งหม่ำอาหาร ดริ้งค์เครื่องดื่มเบาๆ ดูบรรยากาศถนนข้าวสาร ที่“Sunset Bar” เน้นอิ่มขึ้นมาหน่อยกับอาหารไทยๆ และที่ “Sanook Bar & Restaurant” เหมาะสำหรับพวกที่ชอบแบบแด๊นซ์มันส์ๆ “Sunset Street” ตั้งอยู่ที่ 197 ถนนข้าวสาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 ร้าน “Sabai Bar”เปิดทุกวัน เวลา 08.00-02.00 น. ร้าน “Sanook Bar & Restaurant”เปิดทุกวันเวลา 18.00-02.00 น. ร้าน “Sunset Bar”เปิดทุกวันเวลา 08.00-02.00 น. “Kraichitti Musem And Art Gallery” เปิดทุกวันเวลา 12.00-22.00 น. ร้านกาแฟ “Starbucks” เปิดทุกวันเวลา 10.00-01.00 น. โทร. 0-2282-2565
       

บรรยากาศอันหรูหราของ“Sirocco” บนยอดตึกเดอะโดม
       สลับอารมณ์จากผับมาที่ร้านอาหารไทยกันบ้าง
      
       “บ้านสัตยา”ว่า ด้วยบรรยากาศที่ร่มรื่นชวนนั่งเอามากๆ และก็มีอาหารหลายเมนูเด็ดชวนลิ้มลอง อย่างหมูลอยลม กุ้งนุ่งผ้า เป็ดหน้ากุ้ง ตั้งอยู่ที่ 278 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ 8 ทุ่งวัดดอน สาทร กทม. เปิดทุกวัน เวลา 11.30 – 23.00 น. โทร. 0-2676-4994-5
       

       “ห้องอาหารวิจิตร”เปิด ขายอาหารไทยมานาน เน้นที่รสชาติอาหารไทยสูตรต้นตำรับไทยแท้ดั้งเดิม เมนูเด็ดที่อยากแนะนำก็มี กุ้งนางยำตะไคร้ ห่อหมกเนื้อปู ปลากะพงผัดพริกไทยดำ ตั้งอยู่ที่ 77/2 มุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร กทม. เปิดบริการทุกวันเวลา 11.00-23.00 น. มีที่จอดรถบริการหลังร้าน โทร. 0-2282-0958, 0-2281-6433, 0-2281-5102
       

กุ้งแช่น้ำปลา ที่ร้าน “บางรัก”
       “Cafe Terrace”ดู ชื่อเหมือนจะขายอาหารฝรั่ง แต่ผิดคลาดขายอาหารไทยรสเด็ด บรรยากาศร้านก็ชวนนั่ง มีเมนูที่น่าหม่ำอย่าง ปลากะพงหลายใจ กุ้งนางหลน ต้มโคล้งปลากรอบ ตั้งอยู่ที่ 10 / 8 ซ.อารีย์ 4 (เหนือ) ถ. พหลโยธิน7 สามเสนใน พญาไท กทม. เข้ามาในซอยพหลโยธินซอย 7(ซอยอารีย์) ตรงเข้ามาประมาณ 500 เมตร เลี้ยวขวาเข้าซอยอารีย์ 4 (เหนือ) จากปากซอยประมาณ 100 เมตร ก็จะถึงร้าน สังเกตง่ายมีป้ายร้านเห็นอย่างชัดเจน เปิดทุกวันเวลา 10.30 – 14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น. โทร. 0-2619-5357-8
       

       “ต้นเครื่อง”ร้าน นี้เป็นอาหารไทยแบบต้นตำรับชาววังที่มีอาหารไทยให้เลือกสั่งหลายเมนู อย่างเมนูเด็ดๆ ของที่นี่ก็มี ห่อหมกขนมครก กุ้งนางราดพริกขิง ปลาสำลีแดดเดียว ตั้งอยู่ที่ 239 ซ.ทองหล่อ 13 (สุขุมวิท 55) คลองตันเหนือ วัฒนา กทม. เปิดทุกวัน เวลา 11.00-22.30 น. โทร. 0-2391-8703, 0-2391-8719
       

       “บางรัก” บรรยากาศร้านนี้ชวนนั่งหม่ำอาหารดูดีมีสไตล์ ด้านอาหารก็เป็นอาหารไทยๆ รสจัด อย่างเมนูเด็ดที่จะแนะนำก็มี ส้มตำยอดมะพร้าวหมูสไลด์ โรตี-แกงเขียวหวานไก่ กุ้งแช่น้ำปลา ตั้งอยู่ที่ อาคารสเตททาวเวอร์ ชั้น 1 ถ.สีสม บางรัก กทม. เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.30-24.00 น. มีที่จอดรถภายในอาคารสะดวกสบาย โทร. 0-2630-5990-1
       

ห่อหมกเนื้อปู ของ “ห้องอาหารวิจิตร”
       ส่วนร้านอาหารที่อยากจะแนะนำต่อไปนี้ ต้องบอกว่าขอรวบรวมแบบร้านที่ออกแนวหรูหราสักนิด เพราะไหนๆ ก็ปีใหม่แล้วทั้งที เงินเดือนก็เพิ่งจะออก โบนัสก็เพิ่งจะได้รับกัน เลยอยากจะชวนไปเฉลิมฉลองในร้านหรูหรา ที่มีบรรยากาศชวนนั่ง ซึ่งนานทีปีหนจะไปหม่ำสักครั้ง และในโอกาสพิเศษๆ อย่างปีใหม่นี้คนที่มีกำลังจ่ายก็คงไม่ถึงกับทำให้กระเป๋าแฟบไป(มาก) เท่าไหร่หรอก
      
       “Sirocco”ร้าน นี้ เรียกว่ามานั่งหม่ำอาหารบนที่สูงท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของกรุงเทพฯยาม ค่ำคืน ช่วยให้เจริญอาหารได้ดีนัก และเก๋สุดๆ กับ สกายบาร์ ที่เป็นเคาน์เตอร์บาร์เล็กๆ ยื่นออกไปจากตัวตึก ให้บริการพวกเครื่องดื่ม และค็อกเทล สำหรับอาหารของที่นี่จะเป็นอาหารกันสองสไตล์ ทั้งเมดิเตอร์เรเนี่ยนซีฟู้ด และ สไตล์อิตาเลี่ยน ที่เด็ดๆ ก็มี Grilled fillet of ostrich, Pan seared foie gras, River prawns ตั้งอยู่ที่ เดอะโดม อาคารสเตททาวเวอร์ ชั้น 63 1055 ถนนสีลม บางรัก กรุงเทพฯ แต่ถ้ามาแล้วต้องขึ้นลิฟท์มาลงที่ชั้น64 เปิดทุกวันเวลา 18.00-01.00 น. และถ้าจะไปก็ต้องจองโต๊ะล่วงหน้าวันธรรมดาประมาณ 1-2 วัน ถ้าเป็นช่วงเสาร์-อาทิตย์ต้องจองล่วงหน้าประมาณ 2-3 วัน โทร. 0-2624-9555
นั่งหม่ำอาหาร รับลมเย็นๆ ดูทิวทัศน์เมืองกรุง ที่ห้องอาหารเวอร์ทิโก
       “ห้องอาหารเวอร์ทิโก”โรงแรม บันยันทรี กรุงเทพฯ เป็นอีกหนึ่งห้องอาหารหรูที่เห็นวิวมุมสูงของกรุงเทพฯ มานั่งหม่ำอาหารที่นี่จะได้รับอากาศธรรมชาติและชมทิวทัศน์ของกรุงเทพฯได้โดย รอบ และมีมุมกริลล์แอนด์บาร์ที่เปิดโล่งให้บริการอาหารประเภทบาร์บีคิวปิ้งหรือ ย่าง และในส่วนของอาหารก็บริการอาหารค่ำแบบเต็มรูปแบบตั้งอยู่ที่ชั้น 61 โรงแรมบันยันทรี ถ.สาทรใต้ เขตสาทร กทม. เปิดทุกวันเวลา 18.30-22.30 น. โทร.0-2679-1200
       

       ห้องอาหาร “il cielo”(อิล ชิเญโล)โรงแรมดุสิตธานี ว่าด้วยบรรยากาศของห้องอาหารที่ดูหรูหรา เน้นความสดใส ตกแต่งด้วยสีโทนน้ำตาลที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ชวนนั่งหม่ำอาหารแบบสบายๆ ไม่รีบร้อน น่านั่งปล่อยกาย ปลดปล่อยอารมณ์ไปกับรสชาติของอาหารอิตาเลี่ยนที่หม่ำอย่าง สปาเก็ตตี้ผัดกุ้งมังกร, ทูน่า คาปาชิโอ, ปลาหิมะกับถั่วพิตาชิโอ ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 โรงแรมดุสิตธานี 946 ถ.พระราม 4 เปิดทุกวันเวลา 11.30-14.30 น. และ 18.00-22.30 น. โทร.0-2236-9999 ต่อ 2299
       

ระเบียงไม้ชวนนั่งหม่ำอาหารรับลมเย็นสบายๆ ที่ “เลอกรอง ล้านนา”
       “Papa Alfredo’s” ร้านนี้มีเสน่ห์อยู่ในตัวตรงบรรยากาศร้าน ที่จัดตกแต่งร้านแนวอิตาลี่ย้อนยุคไปในปี 1930 ออกแนวบ้านเก่าหลังเล็กๆ สร้างความรู้สึกสบายๆ เมื่อมานั่งหม่ำอาหาร ซึ่งอาหารเป็นอาหารอิตาเลี่ยนจานโต เมนูเด็ดที่น่าลิ้มลองก็มี Spaghetti Big Meatballs, Fettuccine, Grilled Lamb Chops ตั้งอยู่ที่ชั้นล่าง อาคารอื้อจือเหลียง อยู่ถนนพระรามสี่ ตรงข้ามกับสวนลุมพินี เปิดทุกวันเวลา 10.30 – 14.30 น. และ 17.30 – 22.00 น. โทร. 0-2234-4357, 0-2632-4043
      
       
"เลอกรอง ล้านนา"ร้าน นี้อยู่ไกลสักหน่อย อยู่เชียงใหม่ปู้น แต่ว่าด้วยบรรยากาศร้านแล้วต้องยกนิ้วให้ เพราะร้านโออ่ากว้างขวาง ตกแต่งร้านเน้นความเป็นล้านนาร่วมสมัย รายล้อมไปด้วยธรรมชาติความร่มรื่นของแมกไม้ แถมมีห้องอาหารในหลายบรรยากาศให้เลือกนั่งอีกต่างหาก ส่วนเรื่องอาหารนั้นก็มีให้เลือกหม่ำมากเช่นกัน เมนูเด็ดที่อยากแนะนำก็มี แกงผักปั๋งใส่จิ้นส้ม, แกงฮังเลหมู, ออเดิร์ฟเมือง ตั้งอยู่ที่ 51/4 หมู่ 1ถ.เชียงใหม่-สันกำแพง ต.ท่าศาลา อ. เมือง จ.เชียงใหม่ การเดินทางสะดวกอยู่ห่างจากสนามบินเชียงใหม่เพียง 11 กม. ใช้เวลาขับรถ 10 นาทีก็ถึงร้าน หรือถ้ามาจากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น เปิดทุกวันเวลา 11.00-22.00 น. แต่สามารถนั่งต่อได้ถึง 23.00 น. โทร. 0-5388-8888
       

       หวังว่าแฟนนานุแฟนนักหม่ำทั้งหลายคงจะถูกใจกับของขวัญชิ้นนี้ ที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” มอบให้กับการแนะนำร้านอาหารที่จะไปเลี้ยงฉลองกันในช่วงปีใหม่นี้ เอาเป็นว่าก็ค่อยๆ เลือกไปว่าอยากจะไปฉลองแบบไหน ที่ร้านไหนดี แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น “ผู้จัดการตระเวนกิน” ก็ ขออวยพรอวยชัยให้แฟนนานุแฟนทุกท่านมีความสุขสนุกสนานและอิ่มหนำสำราญเบิกบาน กายและใจกันถ้วนทั่วหน้าในโอกาสปีใหม่ (ปีไก่) นี้ก็แล้วกัน

“กรีนเล้าจ์”ลานเบียร์ในบรรยากาศแตกต่าง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 ธันวาคม 2547 18:06 น.
มุม “กรีนเล้าจ์” ด้านบนที่ให้บรรยากาศเหมือนมานั่งจิบเบียร์ที่ผับ
       ทันทีที่ลมหนาวแวะมาทายทัก ลานเบียร์ก็ต่างผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด ซึ่งหากพูดถึงลานเบียร์ในกรุงเทพฯ ผู้ที่นิยมในน้ำสีอำพันพรายฟองฟูฟ่อง ส่วนใหญ่ต่างโฟกัสไปที่ลานเบียร์หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ พลาซา หรือ เวิลด์เทรด เดิม เนื่องจากว่าลานเบียร์ที่นี่มีมานานนม มีนักนิยมเบียร์มาดื่มกินกันเนื่องแน่น
       

       ทำให้ผู้ที่ไม่ชอบความพลุกพล่านเลี่ยงไปหาเบียร์เย็นๆจิบที่อื่นแทน แต่มาเมื่อต้นเดือนนี้ “ผู้จัดการตระเวนกิน” บังเอิญผ่านไปแถวเซ็นทรัล เวิลด์ พลาซ่า และไปเจอะเจอกับ มุมเบียร์“กรีนเล้าจ์” ของไฮเนเก้น ซึ่งเป็นลานเบียร์เล็กๆ ตกแต่งในบรรยากาศแบบผับกลางแจ้ง เมื่อเห็นแล้วรู้สึกว่ามุมกรีนเล้าจ์ มีบรรยากาศที่ดูแตกต่างจากลานเบียร์ทั่วไป คือมีความเป็นส่วนตัว ไม่พลุกพล่าน ครั้นพอสอบถามราคาทางร้านก็ขายในราคาปกติเหมือนกับลานเบียร์ไฮเนเก้น เท่านั้นแหละเรานั่งแช่เลย
      
       สำหรับความน่าสนใจของ “กรีนเล้าจ์” มุมเบียร์มุมใหม่นี้ ตกแต่งแบบเรียบง่ายด้วยโทนสีเขียว ในบรรยากาศคล้ายผับกลางแจ้งเล็กๆ ในมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวหากนั่งริมระเบียงสามารถมองเห็นสีสันอันพลุก พล่านของลานเบียร์ชั้นล่างได้อย่างชัดเจน
ใครชอบบรรยากาศคึกคักก็เลือกนั่งสำราญที่ลานเบียร์ด้านล่าง
       สำหรับความน่าสนใจของ “กรีนเล้าจ์” มุมเบียร์มุมใหม่นี้ ตกแต่งแบบเรียบง่ายด้วยโทนสีเขียว ในบรรยากาศคล้ายผับกลางแจ้งเล็กๆ ในมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวหากนั่งริมระเบียงสามารถมองเห็นสีสันอันพลุก พล่านของลานเบียร์ชั้นล่างได้อย่างชัดเจน
       ในส่วนของอาหารที่น่าสนใจ สำหรับสั่งมากินแกล้มเบียร์เย็นๆที่อยู่ในซุ้มด้านล่างนั้นมีอยู่หลายร้าน ที่เด่นๆก็มี  ไก่จัสมินครึ่งตัว (80 บาท) เนื้อไก่นุ่มหนังกรอบกรุบ ซาซิมิชุดเล็ก (100 บาท) จิ้มปลาดิบกินคู่กับเบียร์เข้ากันดีนัก ส้มตำผลไม้ (60 บาท) รสแซบเปรี้ยวเผ็ดถึงใจ เอ็นข้อไก่ทอด (65 บาท) ที่เคี้ยวหนึบ กรุบกรอบ หรือจะเป็นรวมมิตรอร่อยจัง (150 บาท) ที่มีทั้ง ไก่ย่าง1/4 ตัว หมูสะเต๊ะ บาร์บีคิว ขนมปังปิ้ง กินแกล้มกับเบียร์ก็เล่นเอาอิ่มได้เหมือนกัน และอีกสารพัดเมนูเด็ดๆ มากมายที่ต้องลองสั่งมาลิ้มรสกันเอง
นอกเหนือจากเบียร์สดเป็นเหยือกแล้วมุมกรีนเลาจ์ยังมีเบียร์ไฮเนเก้นขวดเล็กไว้บริการ
       ซึ่งจะว่าไปแล้วลานเบียร์กรีนเลาจ์นับเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ นิยมดื่มเจ้าน้ำสีอำพันพรายฟองฟูฟ่อง และชอบในความเป็นส่วนตัว ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญและเป็นสิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ ถึงแม้ว่าลานกรีนเลาจ์จะมีบรรยากาศที่แตกต่างออกไปจากลานเบียร์ทั่วไป แต่ว่าราคานั้นขายปกติเท่ากับลานเบียร์ข้างล่าง
      
       หนาวนี้ใครที่ยังไม่รู้ว่าจะไปรับลมหนาวที่ไหนดี น่าจะลองควงแขนเพื่อนๆ หรือคนรู้ใจไปนั่งจิบเบียร์เย็นๆ เคล้าสียงเพลง ในบรรยากาศสบายๆเป็นส่วนตัว ที่ลานกรีนเลาจ์ชั้นบนของลานเบียร์ไฮเนเก้นก็ดูเข้าทีไม่น้อย แต่ยังไงๆก็ขอให้ท่องคาถา “เมาไม่ขับ” เอาไว้ด้วย
ซาซิมิชุดเล็ก
       
*    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *   
       ลาน“กรีนเลาจ์” เป็นส่วนหนึ่งของลานเบียร์ไฮเนเก้น ตั้งอยู่ด้านบนตรงด้านซ้ายของทางเข้าเซ็นทรัล เวิล์ด พลาซ่า(ตรงข้ามกับแมคโดนัลด์) ถ.ราชดำริ มีเบียร์สดขายตามปกติเหมือนลานเบียร์ชั้นล่าง แต่ที่แตกต่างออกไปจากลานเบียร์ชั้นล่างก็คือ มุมกรีนเลาจ์ มีเบียร์ไฮเนเก้นขวดเล็กขาย (60 บาท) นอกเหนือไปจากเบียร์สดเป็นเหยือก ลานกรีนเลาจ์ เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น.โดยจะเปิดขายไปจนถึงสิ้นปี
       

ไก่ย่างจัสมิน
       ในปีนี้หากไปจิบเบียร์ตั้งแต่วันนี้-14 ม.ค. 2548 ในส่วนของลานเบียร์ปกติ จะมีดนตรีจากค่ายเบเกอรี่มาขับกล่อม โดยวันศุกร์ที่ 24 ธ.ค.47 ฉลองคริสต์มาสปาร์ตี้ เวลา 19.15-20.30 น. จันทร์ที่ 27 ธ.ค.47 วงBEN เวลา 22.15-23.00 น. อังคารที่ 28 ธ.ค. 47 วงFlure เวลา 21.00-21.45 น. พฤหัสฯที่ 6 ม.ค. 48 วง Groove Riders เวลา 19.15-20.30 น. พฤหัสฯที่ 13 ม.ค. 48 วง Remix เวลา 21.00-21.45 น. ศุกร์ที่ 14 ม.ค. 48 วง Modren Dog เวลา 22.15-23.00 น.
       

ผู้ที่ชอบดนตรีแบบเบเกอรี่หากมาถูกวันและเวลาก็จะได้รับชมรับฟัง
       นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับผู้ที่มานั่งดื่มแล้วสั่งเบียร์ 1 เหยือก จะได้รับคูปองให้เขียนชื่อชิงโชคลุ้นรางวัลได้จัดปาร์ตี้ฟรีกับวงดนตรีดัง อย่าง Modren Dog, พรู และ Groove Riders โดยให้เลือก 1 วงที่ชื่นชอบ ซึ่งสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.heinekenthai.com