ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

อิ่มอร่อยกับเทศกาลปู...ที่ "โคคาสุกี้"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤษภาคม 2548 17:25 น.
บรรยากาศสบายๆ ใน "ภัตตาคารโคคาสุกี้" สาขาสยามสแควร์
       ถ้าไปถามบรรดาคอสุกี้ ถึงร้านสุกี้ร้านเด็ดในดวงใจ ก็เชื่อว่าน่าจะมีร้าน “ภัตตาคารโคคาสุกี้” รวมอยู่ด้วยเป็นแน่ ก็เพราะร้านนี้เขาเปิดมาได้ถึง 48 ปีแล้ว ถ้าไม่ดีจริงก็คงอยู่ไม่ได้นานขนาดนี้ “ผู้จัดการตระเวนกิน” เลยขอไปลองชิมดูสักหน่อยว่า ที่ร้านนี้มีอะไรเด็ดๆ สมควรบอกต่อบ้าง
      
       นับว่าไม่เสียเที่ยวจริงๆ ที่มาในช่วงนี้ เพราะนอกจากที่ร้านจะมีสุกี้หม้อไฟ และอาหารไทย-จีนให้ได้ลิ้มลองกันแล้ว ทาง "ภัตตาคารโคคาสุกี้" ก็ยังได้เอาใจคนรักปูด้วยการจัด "เทศกาลปูเป็นๆ" ซึ่งจับเอาปูสดๆ ตัวโตๆ น้ำหนัก 450 กรัมขึ้นไป จากน่านน้ำทะเลอ่าวไทย จังหวัดสุราษฎร์ มาทำเป็นอาหารจานเด็ดเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะ เป็นที่ถูกใจคนรักปูยิ่งนัก
อาไหว เชฟชาวฮ่องกง กับปูผัดซอสเต้าซี่ฝีมือตัวเอง
       แต่มาถึงโคคาสุกี้ทั้งที ก็ต้องลองชิม "สุกี้หม้อไฟ" ก่อนเป็นอย่างแรก ซึ่งชุดที่ "ผู้จัดการตระเวนกิน" ได้ชิมก็คือ ชุดคอมโบเซ็ท (299 บาท) ที่มีทั้งเนื้อสัตว์ ลูกชิ้น อาหารทะเล และผักต่างๆ แต่ที่พิเศษก็คือหม้อน้ำซุปของที่นี่จะแบ่งเป็น 2 ด้านให้มีน้ำซุป 2 แบบ ในหม้อเดียวกัน คือให้มีพลังร้อนและเย็นแบบยิน-หยาง โดยมีน้ำซุปต้มยำ ใส่เครื่องสมุนไพรรสจัดจ้านตามแบบต้มยำเป็นพลังร้อน และน้ำซุปไก่ ต้มจากโครงไก่เป็นพลังเย็น และเนื่องใน "เทศกาลปูเป็นๆ" ขณะนี้ ทางร้านจึงได้เพิ่ม "น้ำซุปปู" เข้าไปในเมนูสุกี้ด้วย โดยเป็นน้ำซุปที่ต้มกับน้ำสต็อกปู ใส่เม็ดเก๋ากี้ ต้นหอม และขิง ซดเข้าไปแล้วได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของขิง กินคู่กับน้ำจิ้มสุกี้ได้รสชาติดีไปอีกแบบหนึ่ง
ปูทะเลผัดไข่เค็ม
       และเมื่อมีเทศกาลปูทั้งที ถ้าจะไม่กินปูก็จะดูกระไรอยู่ เพราะนอกจากสุกี้แล้ว ที่นี่เขายังมีเมนูปูน่ากินอีกมาก อย่างจานแรกที่ "ผู้จัดการตระเวนกิน" ได้ชิม คือ "ปูกระเทียมผัดสไตล์อ่าวฮ่องกง" (249 บาท) ที่เอาปูทะเลไปทอดจนสุก แล้วนำมาผัดกับหอมใหญ่ พริกหวาน กระเทียมสับ พริกป่น เกลือและเครื่องปรุงรสต่างๆ ได้กลิ่นหอมของกระเทียมมาแต่ไกล แถมได้รสหวานของเนื้อปูสดๆ อีกด้วย
      
       จานต่อมา "ปูทะเลผัดไข่เค็ม" (249 บาท) เคล็ดไม่ลับของจานนี้อยู่ที่การเอาไข่แดงเค็มผสมกับน้ำตาลและน้ำมันงาไปนึ่ง จนสุก บดให้ละเอียด แล้วนำมาผัดกับเนยและปูทะเลทอด จนได้ออกมาเป็นปูทะเลผัดไข่เค็มจานเด็ดจานนี้ เนื้อปูขาวๆ แน่นๆ ผสมกับรสชาติออกเค็มนิดๆ มันหน่อยๆ ของไข่เค็ม น่าถูกใจใครหลายๆ คน
ปูกระเทียมผัดสไตล์อ่าวฮ่องกง
       "ปูผัดซอสเต้าซี่" (249 บาท) เมนูนี้ก็น่าสน ตรงที่เอาปูทะเลมาผัดกับซอสเต้าซี่ หรือซอสถั่วดำหมัก และใส่พริกหวาน ต้นหอม กระเทียมเพื่อเพิ่มรสชาติและสีสัน ปรุงรสด้วยน้ำมันหอยอีกนิดให้กลมกล่อม กินแล้วได้กลิ่นหอมๆของซอสเต้าซี่ ได้อารมณ์แบบจีนๆ ดีเหมือนกัน
      
       กินเมนูผัดๆ มาหลายจานแล้ว ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเเซ่บกับ "ยำปูทะเลสด" (249 บาท) ดู บ้าง เป็นการเอาปูนึ่งมาราดด้วยน้ำยำสูตรเฉพาะของทางร้าน ปรุงใส่กุ้งแห้ง มะม่วงซอย และหอมแดง รสชาติออกเปรี้ยวนิดหวานหน่อย เผ็ดกำลังดีกำลังดี
สุกี้หม้อไฟชุดคอมโบเซ็ท
       นอกจากนี้แล้วก็ยังมีเมนูปูอื่นๆ อีก เช่น ปูอบวุ้นเส้นหม้อดิน ปูผัดผงกะหรี่ ปูผัดพริกไทยดำ ปูนึ่งซีอิ้ว ซึ่งทุกจานราคา 249 บาทเท่ากันหมด หรือใครอยากจะได้ปูทะเลสดๆ ลงต้มในหม้อสุกี้ก็สามารถสั่งได้ในราคา 199 บาท/ตัว
      
       มาที่เดียวได้กินทั้งสุกี้ ทั้งอาหารหลากหลาย ยิ่งใครที่รักปูชอบปูยิ่งไม่น่าจะพลาดชิมเมนูปูใน "เทศกาลปูเป็นๆ" นี้ สำหรับผู้ที่สนใจก็เชิญแวะเวียนกันมาชิมได้ที่ "ภัตตาคารโคคาสุกี้" ทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ รับรองว่าปูตัวโตๆ เนื้อแน่นๆ รอคุณอยู่ที่นี่แน่นอน

“Antonio’s Trattoria” ร้านหรู คู่เมนูอิตาเลียนรสเด็ด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 พฤษภาคม 2548 17:51 น.

บรรยากาศน่านั่งของร้าน Antonio’s Trattoria
       คุณเคยหลงรักอะไรบางอย่างไหม??
      
       หนุ่มๆบางคนอาจหลงรักหญิงสาวนัยน์ตาสวยซึ้งที่อยู่ข้างบ้าน หรือก็มีไม่น้อยที่สาวๆหลงรักดอกไม้ช่อโตพร้อมชอกโกแลตรูปหัวใจของชายหนุ่ม แต่ตามประสาคนชอบกินอย่าง “ผู้จัดการตระเวนกิน” ที่บ่อยครั้งมักจะตกหลุมรักกลิ่นและรสชาติกลมกล่อมหอมอร่อยของอาหารหลายชาติ หลากชนิด
      
       สำหรับอาหารอิตาเลียนก็นับเป็นอาหารประเภทหนึ่ง ที่หาก “ผู้จัดการตระเวนกิน” นิยมชมชอบไม่น้อย ยิ่งช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ร้านอาหารอิตาเลียนพากันผุดขึ้นมากมายในกรุงเทพฯยิ่งทำให้เมนูอิตาเลียนคุ้น ปากเรายิ่งขึ้น ซึ่งหาก “ผู้จัดการตระเวนกิน” มีโอกาสคราใดก็มักไม่จะพลาดการหม่ำอาหารอิตาเลียนด้วยประการทั้งปวง อย่างในมื้อนี้ที่เราได้มีโอกาสไปลิ้มลองอาหารอิตาเลียนรสดี ที่ร้าน “Antonio’s Trattoria” ที่หลายๆคนเห็นชื่อในแนวก็พอเดาได้ว่าต้องเป็นร้านอาหารอิตาเลียนแหงมๆ
PAN FRIED VEAL RACK WITH BREAD CRUMB
       พอ 2 เท้าเหยียบย่างเข้าไปในร้าน“Antonio’s Trattoria” ทำให้ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ต้อง หยิกตัวเองแรงๆทีหนึ่ง เพราะไม่แน่ใจว่าเรากำลังอยู่ในร้านอาหารอิตาเลียนในประเทศอิตาลีหรือไร ไฉนจึงจัดร้านได้อย่างที่เรียกว่าคงกลิ่นอายของความเป็นตะวันตกไว้ด้วยหิน อ่อนสีสวย ตกแต่งร้านด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีโอ๊ก โคมไฟทรงสวยห้อยระย้าลงมาจากเพดานส่องแสงนุ่มนวลชวนสบายตา สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเป็นส่วนตัวก็มีชั้นสองให้นั่งหลบมุมสวีทกันด้วย
      
       เวลาผ่านไปไม่ทันไร กระเพาะก็เริ่มส่งเสียงเตือน ทำให้เราต้องสอดส่องมองหาเมนูน่าสนใจ และแล้วสายตาก็ไปปะทะกับ PAN FRIED VEAL RACK WITH BREAD CRUMB(600บาท) คุณนกเจ้าของร้านบอกว่าเนื้อลูกวัวจานนี้สั่งตรงมาจากฟาร์มในเมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย เมื่อได้เนื้อมาแล้วก็นำมาหมักด้วยเครื่องปรุงรสพร้อมไวน์แดงนิดหน่อยเพื่อ ให้นุ่ม เสร็จแล้วก็ชุบแป้งสาลีกับเกล็ดขนมปังนิดหน่อยแล้วจึงนำไปทอด เสิร์ฟพร้อมกับ PARSLEY POTATO ทำให้เนื้อลูกวัวจานนี้กรอบนอกนุ่มใน หอมกลิ่นเครื่องปรุงแถมได้รสชาติของเนื้อลูกวัวที่ไม่เหนียว ไม่คาว เคี้ยวเพลินปากดี
RAVIOLI TRUFFLE
       ถัดมากับเมนูน่าสนใจที่ชื่อ RAVIOLI TRUFFLE (550บาท)ที่บอกว่าน่าสนใจก็ตรงที่เมนูนี้คือเกี๊ยวอิตาเลียน ยัดไส้ด้วยเห็ด PORCINI ซึ่งเป็นเห็ดที่หายากและแพงมาก โดยเห็ดชนิดนี้จะขึ้นใต้ดินทำให้ต้องใช้หมูขุดหา เมื่อได้เห็ดแล้วก็นำมาปั่นใส่ชีสป่นและไข่แดง ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยขาว ราดด้วย TRUFFLE SAUCE ที่รสชาติเข้มข้น หวานเค็มกำลังดี เวลากินจะได้รสชาติของชีสเต็มปากเต็มคำ แป้งเนื้อนุ่มเนียนปากแต่ไม่เละ ถือได้ว่าอาหารจานนี้เป็นส่วนผสมของโลกตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัว แถมอร่อยอีกต่างหาก
PIZZA VEGETARIANA
       มาถึงร้านอาหารอิตาเลียนจะไม่สั่งพิซซาก็กระไรอยู่ “ผู้จัดการตระเวนกิน”  เลยเลือกที่จะสั่ง PIZZA VEGETARIANA (220บาท)ที่พอเสริฟ์แล้วต้องแอบอุทานในใจ เพราะเนื้อแป้งบางเฉียบ “ผู้จัดการตระเวนกิน”คะเนในใจก็น่าจะประมาณ 3 มิลลิเมตร ส่วนหน้านั้นจะเป็นจำพวกผักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นซูกินี(ผักชนิดหนึ่ง) มะเขือม่วง โรยหน้าด้วย PARMESEN CHEESE เวลากัดเนื้อแป้งจะกรอบนอกนุ่มใน หอมกลิ่นแป้งสดๆรสชาติออกเปรี้ยวนิดๆ หากต้องการรสชาติที่เข้มข้นขึ้นสามารถโรยชีสเพิ่มได้ อาหารจานนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบผักหรือเป็นมังสวิรัติ
TIRAMISU และ PANNA COTTA AL PISTACCHIO
       อิ่มหนำสำราญกับอาหารคาว ก็มาถึงเวลาของอาหารหวานกันบ้างกับ PANNA COTTA AL PISTACCHIO(160บาท) ขนมหวานเนื้อเจล หอมนม กลมกล่อมด้วยวิปครีม เวลาตักเข้าปากจะได้กลิ่นมะนาวอ่อนๆ เพราะกรรมวิธีการทำนั้นจะนำเปลือกมะนาวไปต้มกับนม ใส่วิปครีมและเจลาตินแล้วนำไปแช่ให้แข็ง ราดด้วยซอส PISTACCHIO เสิร์ฟพร้อมบลูเบอรี่รสเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดถึงใจ หรือหากยังไม่อิ่มหนำ TIRAMISU(160บาท) ก็น่าสนใจ เพราะขนมหวานชิ้นนี้ได้ทั้งความหอมมันของครีมชีสและความเข้มข้นของกาแฟที่ ชุ่มเนื้อขนมปัง เวลาอ้ำเข้าปากแล้วแทบไม่ต้องออกแรงเคี้ยวเลย
      
       สำหรับใครที่ยังเหลือที่ว่างในกระเพาะอีก ทางร้านก็มีอาหารน่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น TUNA CARPACCIO (350บาท), RISOTTO SPECK (360บาท),MINESTRONE SOUP (200บาท),COZZE ARRABIATA (300บาท)แต่สำหรับ “ผู้จัดการตระเวนกิน” จบ อาหารมื้อนี้แล้ว เห็นทีจะต้องขอตัวไปออกกำลังกายก่อน เพราะแต่ละอย่างที่กินเข้าไป คิดๆดูแล้วก็หลายแคลลอรี่อยู่ แต่ก็อย่างว่าอาหารอร่อยๆใครล่ะจะอดใจไหว
      
       
*    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    * 
         การเดินทางไปร้าน Antonio’s Trattoria
       

       

“หยิน หยาง”หม้อไฟเสฉวน รสชาติชวนกิน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 พฤษภาคม 2548 16:24 น.
บรรยากาศภายในร้าน “หยิน หยาง” โต๊ะนั่งหม่ำดูโล่ง โปร่งสบาย
       ความนิยมของอาหารจำพวกหมูกระทะ ปิ้งๆ ย่างๆ และจิ้มจุ่มหรือแจ่วฮ้อนที่ลวกในหม้อไฟร้อนๆ ในบ้านเรายังคงได้รับความนิยมในหมู่นักหม่ำทั้งหลายอย่างไม่เสื่อมคลาย สังเกตได้จากจำนวนร้านที่ขายอาหารประเภทนี้ต่างเปิดร้านใหม่กันอยู่ทั่วทุก มุมเมือง
หน้าตาหม้อไฟเสฉวนเป็นรูปยินหยางมีน้ำซุป 2 แบบ
       อย่างในมื้อนี้ที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ได้ไปลองลิ้มชิมรสชาติมาที่ร้าน “หยิน หยาง” ซึ่งนับว่าเป็นร้านอาหารในสไตล์หม้อไฟอีกร้านหนึ่ง แต่ว่าหม้อไฟร้านนี้มีความพิเศษตรงที่เป็น “หม้อไฟเสฉวน” หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า “ซื่อฉวน ฮว่อกวอ” (Si Chuan Huo Guo) ซึ่งเป็นอาหารหม้อไฟที่สะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์และวิถีการบริโภคของคนใน มณฑลเสฉวนที่นิยมรับประทานอาหารรสเผ็ด และพิถีพิถันในการปรุงน้ำซุปที่เต็มไปด้วยเครื่องเทศ ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพนอกเหนือไปจากความอิ่มอร่อยในการบริโภค
      
       สำหรับหม้อไฟเสฉวนของร้านหยิน หยาง จะมีเอกลักษณ์โดดเด่นเก๋ไก๋ตรงที่ทางร้านได้สั่งทำหม้อไฟเป็นพิเศษ คือมีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องหมาย “ยิน-หยาง” (ท่าน“เล่าชวนหัว”(อาจารย์สุขสันต์ วิเวกเมธากร) กูรูภาษาจีน ได้ฝากบอกผ่าน “ผู้จัดการตระเวนกิน” มา ว่า คำว่า “หยิน-หยาง” ที่คนไทยนิยมใช้กันนั้น จริงๆแล้วที่ถูกต้องตามความหมายในภาษาจีนคือ “ยิน-หยาง” โดยยิน ตามปรัชญาหมายถึง เย็น หยุดนิ่ง ส่วนหยาง หมายถึง ร้อน เคลื่อนไหว)
อาหารสดๆ ทั้งผักทั้งเนื้อที่มีให้เลือกมาลวกหม่ำลงในหม้อไฟ
       ในส่วนของน้ำซุปนั้นร้านนี้ทำออกมาน่าสนใจไม่น้อย คือเป็นน้ำซุปที่ใช้กระดูกสันหลังของหมูผสมผสานกับเครื่องเทศและสมุนไพรกว่า 14 ชนิด และโสมอีก 3 ชนิด ก่อนที่จะนำไปปรุงและเคี่ยวจนได้ที่และมีรสชาติตามต้องการ จากนั้นจึงนำไปปรุงเพิ่มเป็นน้ำซุป 2 รสชาติ คือน้ำซุปสรรพคุณร้อนและน้ำซุปสรรพคุณเย็น
      
       น้ำซุปสรรพคุณร้อน (หยาง) จะเต็มไปด้วยเครื่องเทศต่างๆหลายชนิดผสมกับกลิ่นอันหอมหวนของน้ำมันงาและ ความเผ็ดร้อนของพริกแห้งกับพริกเสฉวน(ชวงเจีย) ที่มีสรรพคุณในการขับสารพิษ และเป็นยาระบายอ่อนๆ รสชาติออกเผ็ดร้อน หอมกลิ่นเครื่องเทศ ซดแล้วชุ่มคอ ถูกลิ้นคนชอบรสจัด
      
       ส่วนน้ำซุปสรรพคุณเย็น(ยิน) ใช้น้ำซุปแบบเดียวกับแบบเผ็ด แต่ไม่ใส่พริกลงไป และจะเติมนมสดลงไปด้วย ช่วยทำให้มีกลิ่นหอมของนมสด ใส่ลำไยอบแห้งทั้งลูก และพุทราจีน ช่วยเพิ่มความหวานด้วย รสชาติออกหวานๆ นุ่มๆ หอมกลิ่นนม รสละมุนลิ้น
เนื้อสัตว์และผักลงลวกในน้ำซุปได้ทั้ง2 แบบตามแต่ใจชอบ
       เอาล่ะ เมื่อรู้ว่าน้ำซุปแบบไหนมีรสชาติอย่างไรแล้ว ทีนี้ก็ได้เวลาหม่ำหม้อไฟเสฉวนกันได้แล้ว วิธีการก็เหมือนการกินจิ้มจุ่มตามปกติ คือ แค่นำของสดลงลวกในหม้อน้ำซุป ใครชอบเผ็ดร้อนก็ลวกในน้ำซุปหยาง ส่วนใครชอบเย็น หวาน ก็ลวกในน้ำซุปยิน
      
       ครั้นสุกได้ที่แล้วก็นำไปจิ้มในน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่มีให้เลือก 2 รส คือ น้ำจิ้มถั่ว ออกรสหวานหอม มันๆ ไม่เผ็ด กับน้ำจิ้มซีฟู้ด ที่รสแซบเปรี้ยวเผ็ดลิ้น หรือจะผสมน้ำจิ้มทั้ง 2 อย่างให้เข้ากัน ก็ได้รสชาติที่ออกหวานๆ มันๆ เปรี้ยวเผ็ดกำลังดี
สารพัดของหม่ำทั้งส้มตำ หมูปิ้ง น้ำตกหมู และออเดิร์ฟ
       สำหรับหม้อไฟเสฉวนที่นี่เขาจัดเป็นแบบบุฟเฟต์ สนนราคาอยู่ที่ ผู้ใหญ่ 129 บาท เด็ก 69 บาท หม่ำกันได้ไม่อั้น แถมยังมีอาหารอื่นๆ อีก โดยทางร้านจัดออกเป็นซุ้ม มี 3 ซุ้ม คือ ซุ้มของทานเล่น เป็นออเดิร์ฟ จัดมาเป็นคำๆ น่าหม่ำ มีไข่ตุ๋น ปอเปี๊ยะ ลูกชิ้นกุ้งทอด ยำปลาหมึก และของหวานอย่างไอศกรีมกะทิสด ขนมคุกกี้ ให้เลือกตักกินได้ตามใจชอบ
      
       อีกซุ้มคือ ซุ้มของสดที่เอาไว้มาลวกหม่ำกับหม้อไฟ โดยจะอยู่ในตู้แช่ ประกอบด้วยเนื้อสัตว์กว่า 20 อย่าง ทั้งลิ้นหมู ลิ้นวัว กระเพาะหมู กระเพาะวัว ปลาเก๋า ปลากะพง กุ้ง แมงกะพรุน ฯลฯ ผักอีกหลายชนิด อาทิ เห็ดหอม เห็ดเข็มทอง ตั้งโอ๋ ผักบุ้ง ผักกาด ที่ทั้งเนื้อและผักสดๆ ทั้งนั้น
      
       ซุ้มสุดท้ายเป็นซุ้มส้มตำ มีส้มตำไทย-ลาว ลาบ น้ำตก หมูปิ้ง ให้เลือกหม่ำ ซึ่งถ้าใครมีกระเพาะใหญ่ พุงกาง ขอบอกว่ามาหม่ำหม้อไฟเสฉวนที่ร้าน “หยิน หยาง” นี้แล้วคุ้มค่า ได้ลิ้มรสหม้อไฟเสฉวนร้อนๆ ที่หม่ำแล้วดีต่อสุขภาพ รวมไปถึงอาหารอื่นๆ อีกหลายอย่าง หม่ำกันจนพุงกางเลยล่ะ
      
       
*    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *
       

       รายละเอียดการเดินทางไปที่ร้าน "หยิน หยาง" 
       

ปิ้ง-ย่าง สไตล์ญี่ปุ่น ที่ “Kabuto Yakiniku”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 มิถุนายน 2548 11:08 น.
ร้าน Kabuto จำลองแบบมาจากบ้านซามูไรญี่ปุ่น
       พูดถึงอาหารญี่ปุ่นในบ้านเราที่ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์อาหารต่างชาติ ยอดฮิตของยุคนี้แล้ว ส่วนใหญ่เมนูคุ้นลิ้นของหลายต่อหลายร้านก็มักจะเป็นอาหารพวก ปลาดิบอย่างซูชิเซ็ท กุ้งเทมปุระ ปลาซาบะ แซลมอน ซึ่งส่วนมากก็เป็นที่ถูกปากถูกใจของบรรดาแฟนานุแฟนอาหารญี่ปุ่นทั้งหลาย
      
       แต่ว่าจริงๆแล้วอาหารญี่ปุ่นในบ้านเรายังมีเมนูที่น่าสนใจอีกหลายเมนู อย่างกับที่ “Kabuto Yakiniku Japanese Restaurant” ที่ พัทยา ก็นับเป็นอีกร้านหนึ่งร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีเมนูอันโดดเด่น แตกต่างออกไปจากเมนูคุ้นลิ้นที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” กล่าวมาในข้างต้น
บรรยากาศผสมผสานเก่า-ใหม่สไตล์ญี่ปุ่นในร้าน Kabuto
       โดยร้าน Kabuto (ขอเรียกสั้นๆ)นั้นชูเมนูประเภทปิ้งๆย่างๆในสไตล์ญี่ปุ่นให้เป็นพระเอกของ ร้าน ที่งานนี้ทางร้านได้เชฟคนไทยฝีมือดีที่ไปเป็นพ่อครัวทำอาหารญี่ปุ่นในแดนปลา ดิบกว่า 15 ปี มาเป็นผู้ดูแลการทำอาหารแต่ละเมนู ที่จะเน้นเป็นพิเศษในเรื่องคุณภาพความสด-ใหม่ของอาหาร รวมถึงรสชาติ ส่วนผสม เครื่องปรุงที่คงไว้ด้วยความเป็นญี่ปุ่นตามแบบฉบับ
      
       สำหรับสิ่งน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งที่ร้าน Kabuto ก็คือร้านนี้ได้พยายามสร้างบรรยากาศในอารมณ์แบบญี่ปุ่นที่ผสมผสานระหว่าง ความเก่าและใหม่เข้าด้วยกัน
      
       เริ่มตั้งแต่รูปแบบของร้านที่สร้างให้ดูคล้ายบ้านซามูไรสมัยเอโดะ แต่ว่าเป็นบ้านซามูไรหลังเบ้อเริ่มที่พอเดินเข้าสู่ภายในจะให้ความรู้สึก โอ่โถงด้วยแบบบรรยากาศญี่ปุ่นสมัยใหม่ ซึ่งแนวคิดหลักในการสร้างบรรยากาศของร้าน Kabuto นั้น คุณศักดิ์ดา โรจนาภร เจ้าของร้านได้บอก ว่า ต้องการสร้างบรรยากาศให้ลูกค้าที่เข้ามาในร้าน รู้สึกเหมือนๆกับซามูไรที่ไปรบชนะ แล้วกลับมาบ้าน พอมาถึงบ้านก็มีคนทำอาหารเตรียมไว้ มีคนรับใช้มาบริการอย่างดี เพราะฉะนั้นการบริการจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทางร้านเน้นมาก
ใครชอบเนื้อ หมู ไก่ ซีฟู้ด ทางร้าน Kabuto มีให้สั่งมาสั่งปิ้งย่างได้ตามความชอบ
       เอาล่ะ หลังจากที่“ผู้จัดการตระเวนกิน” รับรู้บรรยากาศร้านกระตุ้นต่อมความหิวแล้ว ทีนี้ก็ได้เวลาหม่ำอาหารญี่ปุ่นกับเสียที โดยเราขอเริ่มด้วยออร์เดิร์ฟเรียกอย่าง ชุดผักรวมลวก (Namuru : 80 บาท) ที่เป็นการรวมผักดองหลายอย่างเข้าด้วยกัน ผักนั้นกรอบ รสชาติกลมกล่อมออกเปรี้ยวนำนิดๆ เหมาะมากสำหรับกินเรียกน้ำย่อย
      
       จากนั้นก็ตามด้วย ข้าวจานร้อนสูตรญี่ปุ่น/เกาหลี (Ishi Yaki Bibimba : 200 บาท) เป็นข้าวที่ผสมผสานมาด้วยเครื่องหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหรือหมู(แล้วแต่ความชอบ) ผักดอง ถั่วงอกหัวโต ไข่ไก่ เสิร์ฟมาในชาม(เหล็ก)ร้อนๆพร้อมซุปและน้ำพริกเผาญี่ปุ่นเอาไว้เพิ่มรสชาติ ซึ่งเวลากินต้องคลุกเคล้าให้ส่วนผสมต่างๆเข้ากัน และถ้าจะให้เด็ดควรคลุกข้าวให้ออกเกรียมนิดๆ(แต่อย่าถึงให้ไหม้)ด้วยการใช้ ช้อนกดข้าวในจานในแนบกับชามร้อนไว้นานๆ เมื่อตักข้าวเข้าปากข้าวแห้งและมีกลิ่นหอม ซึ่งก็เข้ากันได้ดีกับส่วนผสมต่างๆ สำหรับเมนูนี้ใครไม่สันทัดสามารถบอกทางร้านให้คลุกข้าวแบบเกรียมๆให้กินได้
ปิ้งๆย่างๆไสตล์ญี่ปุ่นเมนูไฮไลท์แห่งร้าน Kabuto
       และที่ไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวงก็คือ เมนูประเภทปิ้งๆย่างๆสไตล์ญี่ปุ่นที่ ถือเป็นไฮไลท์ของร้าน Kabuto ซึ่งก็มีเนื้อสัตว์ให้เลือกกินหลายอย่างทั้ง หมู เนื้อ ไก่ และซีฟู้ด โดยเนื้อสัตว์พวกนี้มีความโดดเด่นตรงที่ทางร้านจะนำไปหมักในสูตรของญี่ปุ่น ที่มีทั้ง หมักเกลือ หมักมิโซ และหมักน้ำทะเหละ(เฉพาะเนื้อ)
      
       สำหรับเนื้อสัตว์ที่น่าลิ้มลองของคนชอบกินเนื้ออย่าง “ผู้จัดการตระเวนกิน” ก็เห็นจะเป็น เนื้อสันนอกชั้นเยี่ยม(400 บาท) เนื้อสันในชั้นเยี่ยม(400 บาท) ซึ่งเป็นเนื้อนำเข้าจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ที่เมื่อย่างให้สุกพอกินแล้จะส่งกลิ่นหอมเตะจมูก จากนั้นก็เลือกจิ้มกับน้ำจิ้มรสกลมกล่อมแบบญี่ปุ่น ส่วนใครที่ชอบรสเข้มข้นก็เติม น้ำพริกเผา(สูตรญี่ปุ่น) มะนาว กระเทียม กันได้ตามใจชอบ
      
       ส่วนใครที่ไม่กินเนื้อก็สามารถเลือกสั่งเนื้อสัตว์ประเภทอื่นกินกัน ได้ตามใจชอบ หรือใครจะลองกินแบบเมี่ยงด้วยการนำเนื้อสัตว์ย่างไปห่อผักซันจุ แล้วด้วยราดน้ำจิ้ม ก่อนส่งเข้าปากก็จะให้รสชาติที่ชวนกินไปอีกแบบ
ข้าวจานร้อนสูตรญี่ปุ่น/เกาหลี
       อีกหนึ่งเมนูที่น่าลิ้มลองก็คือ มิโซซุปปูหม้อไฟ(Kani Miso Soup : 200 บาท) ที่น้ำซุปส่งกลิ่นหอมมาแต่ไกล เมื่อซดน้ำร้อนๆรสกลมกล่อมคล่องคอดีแท้ ส่วนเนื้อปูหากใครขยันแกะกินก็จะให้เนื้อหวานน่าเคี้ยว
      
       และนอกจากเมนูที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” กล่าวมาแล้ว ที่ร้าน Kabuto ก็มีเมนูที่น่าสนใจอีกอย่างเช่น Kabuto Boat Set, California Maki, ซุปแซลมอนกับผักกาดดอง, ชุดย่างรวมที่มีครบ ทั้งหมู เนื้อ ไก่ ซีฟู้ด ส่วนใครที่ชอบกินขนมหวานปิดท้าย อาจจะเลือกสั่ง ถั่วแดงเย็น หรือ ไอศกรีมทอดไส้ชาเขียวมาลิ้มลองก็น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว...