| โดย : สันติ เศวตวิมล | ||||
สัปดาห์นี้..."ป้าช้อย" ไม่พาผมไปเปิบพิสดาร อาหารอร่อย...อร่อยเหมือนทุกสัปดาห์ ป้าถือหนังสือฝรั่งเล่มโต หนักเป็นกิโลฯ มาให้ผมอ่าน อธิบายให้ผมเข้าใจด้วยว่าทำไมจึงอยากให้ผมอ่าน | ||||
เมื่อผมพลิกดูก็สงสัย เพราะชื่อหนังสือไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับเปิบพิสดาร หนังสือชื่อ "AN INVITATION TO THE WHITEHOUSE" หรือเป็นแปลไทยก็ได้ความว่า "ขอต้อนรับสู่ทำเนียบขาว" หน้าปกก็มีรูป "นางคลินตัน" หรือเรียกกันให้เต็มยศก็ต้องว่า "ฮิลลารี่ คลินตัน" ยืนยิ้มเห็นฟันขาว คงจะถ่ายที่ห้องรับแขกในทำเนียบขาว เหมือนกำลังคอยต้อนรับแขกที่จะเข้ามาเยือน | ||||
ณ บ้านที่เป็นประวัติศาสตร์ (AN INVITATION TO THE WHITEHOUSE AT HOME HISTORY) หนังสือเล่มนี้เขียนถึงเรื่องราวของนางคลินตันในระหว่างพักอยู่ "ทำเนียบขาว" ในฐานะเป็นภรรยาของประธานาธิบดีบิล คลินตัน เรื่องเล่าถึงภายในตัวทำเนียบที่มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจ รวมทั้งเรื่องราวของแขกที่ได้รับเชิญเข้ามาสู่สถานที่ประวัติศาสตร์ชาติ อเมริกัน ซึ่งประกอบด้วยผู้นำและบุคคลสำคัญของประเทศต่างๆ ในโลก ผู้สร้างคุณงามความดีให้กับประเทศอเมริกา ทหารกล้าผู้ผ่านศึกสงคราม ศิลปินและผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพต่างๆ รวมทั้งผู้ยากไร้และผู้พิกลพิการทุกคนที่ได้รับเชิญมามีหลักการพิจารณา ว่า...จะต้องเป็นผู้ที่มีเกียรติ เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีคุณค่าเป็นที่ยอมรับของสังคม | ||||
...หนังสือเล่มนี้เขียนทำให้ทำเนียบขาวมีชีวิตประการหนึ่งที่ทำให้ชีวิตมีชีวาก็เพราะรสอาหารและดนตรีกวีนิพนธ์... อย่างที่ผมเขียนเรียนว่า หนังสือเล่มนี้ใหญ่โตขนาดตัดพิเศษ 24 หน้ายก มีจำนวนถึง 300 กว่าหน้า กระดาษที่พิมพ์เป็นกระดาษอาร์ตมัน พิมพ์สี่สี มีรูปภาพมากมายเป็นพันรูป รูปเหล่านี้ถ่ายในทำเนียบขาวตามเหตุการณ์วาระต่างกัน ทำให้เห็นว่าการเป็นประธานาธิบดี หรือเป็นภรรยาของประธานาธิบดีเป็นงานที่หนักหนาสาหัส | ||||
คนที่จะมาบริหารบ้านเมือง ประการแรกจะต้องมีความเสียสละ และประการต่อมาจะต้องมีการศึกษา มีความรอยรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวมากมาย...และที่สำคัญแม้แต่ความรู้หรืออาหารคาวหวานหรือศิลปสาขาต่างๆ ก็ต้องมีความเข้าใจ ในหนังสือเล่มนี้ คุณก็จะได้เห็นความเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถรอบด้านของ "นางฮิลลารี่" เมื่อครั้งเธอเป็น "สตรีหมายเลข 1" ของอเมริกา จนกระทั่งปัจจุบันเธอก็ยังเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ตำแหน่งที่ถือว่าเป็นหน้าตาของประเทศ เมื่อเร็วๆ นี้เธอก็เดินทางมาเมืองไทยพร้อมกับกลับด้วยข่าวที่เธอเขียนบันทึกเตือนความจำไว้ว่า เธอไม่เข้าใจถึง 21 ครั้งในการพูดคุยกับผู้นำของประเทศไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษสนทนา | ||||
นางฮิลลารี่ถึงจะมีความรอบรู้เก่งกาจอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่บางทีเธออาจจะไม่รู้ว่า...ในประเทศไทยประเทศนี้ ภาษาอังกฤษไม่ได้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ นักการเมืองที่พูดอังกฤษชนิดฟุต...ฟิต ฟอ...ไฟ ไอ...ไอ ยู...ยูจึงสามารถเป็นใหญ่เป็นโตได้ในประเทศนี้ครับ "สันติ เศวตวิมล" (ดูรายละเอียดเรื่องเมนูอาหารใน "ทำเนียบขาว" กับนาง "ฮิลลารี่ คลินตัน" ได้ที่ www.simonsays.com) |
รีวิวอาหารจากร้านต่างๆ บุฟเฟ่ต์โรงแรม รีวิวร้านอาหาร เมนูอาหารน่าทาน รูปภาพอาหาร การทำอาหาร ส่วนผสม วัตถุดิบในการทำอาหาร เมนูอาหารคาว เมนูขนมหวาน เมนูเครื่องดื่ม ตามหาร้านอาหารอร่อย ร้านอาหารในดวงใจ เมนูวัตถุดิบพิเศษ credit www.manager.co.th, www.bloggang.com www.horapa.com,www.foodietaste.com,women.kapook.com
ขอต้อนรับสู่ "ทำเนียบขาว" (DINNER WITH HILLARY CLINTON) ดินเนอร์กับ "นางฮิลลารี่" / สันติ เศวตวิมล
“Farm Design” ชีสเค้กละมุนลิ้น รสต้นตำรับฮอกไกโด
ร้านนี้มีชื่อว่า “Farm Design” (ฟาร์ม ดีไซน์) เป็นร้านเบเกอรี่ชื่อดังจากฮอกไกโด มีชื่อเสียงในเรื่องการทำชีสเค้กที่มีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร รวมถึงรสชาติและดีไซน์ที่ชวนชิม ที่ได้มาเปิดสาขาในประเทศไทยที่โครงการเดอะไนน์เป็นที่แรก นอกจากนี้ยังมีสาขาเซ็นทรัล พระราม 9 และสาขา Terminal 21 อีกด้วย | ||||
บรรยากาศในร้านก็ดูอบอุ่นเป็นกันเอง เพราะตกแต่งด้วยไม้เป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีมุมที่เป็นครัวเปิด สามารถมองเห็นการทำขนมได้แบบสดๆ ใหม่ๆ ทุกวัน แถมยังได้กลิ่นหอมยั่วยวนใจให้ต้องลองลิ้มกันสักที | ||||
ตามมาด้วย Chocomooooo Cheesecake (ชิ้นละ 105 บาท ปอนด์ละ 950 บาท) ชิ้นนี้เป็นฮอกไกโดชีสเค้กที่สอดไส้ช็อคโกแลตแบบเข้มข้นแต่งแต้มเป็นลายวัว น่ารัก ฐานล่างเป็นโอริโอบด ลองชิมแล้วจะได้รสชาติแบบผสมผสาน ทั้งความนุ่มฟูจากชีสเค้ก และความเข้มข้นจากช็อคโกแลต | ||||
แถมอีกหนึ่งความอร่อยที่เมนู Deep Chocola Cheesecake (ชิ้นละ 115 บาท ปอนด์ละ 980 บาท) ชิ้นนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบความเข้มข้นของช็อคโกแลต เพราะได้นำเอาช็อคโกแลตละลายผสมลงไปในเนื้อชีสเค้กเลย ทำให้ได้ความขมเล็กๆ หอมหวานและฟูเบาอร่อยลิ้น | ||||
และยังมีพุดดิ้งโยเกิร์ต เริ่มที่ Yogurt Rare Cheese (Original) (65 บาท) เป็นรสชาติดั้งเดิมที่ผสมครีมชีสกับโยเกิร์ตเข้าด้วยกัน จะได้รสชาติออกเปรี้ยวเล็กน้อย ตามมาด้วย Raspberry Rare Cheese (70 บาท) ก็คือเนื้อครีมชีสผสมโยเกิร์ต แล้วท็อปปิ้งด้วยราสเบอร์รี่ให้ได้รสชาติความเปรี้ยวหวานเพิ่มขึ้น และยังมี Apricot Rare Cheese (70 บาท) และ Bluberry Rare Cheese (70 บาท) ให้ลองชิมความแตกต่างอีกด้วย | ||||
และหากใครที่อยากจะซื้อกลับบ้านทางร้านก็จะแพ็คใส่น้ำแข็งให้ และจะอยู่ได้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่เมื่อถึงบ้านแล้วก็นำใส่ตู้เย็นช่องแช่แข็งจะอยู่ได้ 2 อาทิตย์ ส่วนช่องธรรมดาอยู่ได้ 1 อาทิตย์ และความพิเศษของเทศกาลแห่งความรักในช่วงนี้ ทางร้านจะเสนอเมนูชีสเค้กพิเศษสำหรับต้อนรับวันวาเลนไทน์โดยเฉพาะ ซึ่งก็ชักชวนกันมาลองชิมความอร่อยได้เลย | ||||
ร้าน “Farm Design” (ฟาร์ม ดีไซน์) ตั้งอยู่เลขที่ 999 ห้อง D102 ชั้น 1 โครงการเดอะ ไนน์ ถ.พระราม 9 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กทม. การเดินทางจากแยกพระราม 9 มุ่งหน้าไปทางมอเตอร์เวย์ จะเห็นโครงการเดอะไนน์ตั้งอยู่ด้านซ้ายมือ ก่อนถึงแยกศรีนครินทร์ ร้านฟาร์มดีไซน์ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 ภายในโครงการเดอะไนน์ ใกล้กับบันไดเลื่อน สามารถจอดรถได้บริเวณที่จอดรถของโครงการ ร้านเปิดทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น. โทร. 0-2716-7878 ทางร้านรับสั่งทำเค้กปอนด์ (ไซด์ 2 ปอนด์) ราคาเริ่มต้นที่ 850 บาท และควรโทรสั่งล่วงหน้า 1 วัน |
อิ่มอร่อยอวลไออุ่นรัก ที่ “Sea Section”
“ตระเวนกิน” ก็มีความรักที่ดีงามมาส่งมอบให้กับแฟนๆ นักกินทุกคนเหมือนกัน ด้วยการขอพาไปอิ่มอร่อยกับอาหารเลิศรส ในบรรยากาศทะเลแสนโรแมนติกแบบชิลล์ ชิลล์ กันที่ร้าน “Sea Section” (ซี เซ็คชั่น) ที่ตั้งอยู่ตรงถ.เกษตร-นวมินทร์ (ตอม่อที่ 94) | ||||
แถมยังมีเพลงเพราะๆ เปิดแผ่นให้ฟังแบบเพลิดเพลิน และทุกวันศุกร์-เสาร์ จะมีดนตรีสดมาเล่น วงแรกเล่นเวลา 18.00 น. วงที่ 2 เล่นเวลา 22.30 น. แล้วถ้าใครชอบโชว์พลังเสียง ก็มีห้องคาราโอเกะ 3-4 ห้อง ที่มีเพลงทันสมัยมากมายให้ได้เลือกร้องกันอย่างสนุกสนาน | ||||
| ||||
| ||||
| ||||
| ||||
| ||||
| ||||
เรียกว่าหากมิตรรักนักกินคนไหนกำลังมองหาสถานที่อยากจะพาคนรู้ใจ หรือคนในครอบครัวและคนที่คุณรัก ไปอิ่มอร่อยกับอาหารในบรรยากาศโรแมนติก อารมณ์ทะเล ก็ควงแขนกันมาได้ที่ร้าน “Sea Section” แห่งนี้ | ||||
| * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * “Sea Section” (ซี เซ็คชั่น) ตั้งอยู่ที่ 111/8 หมู่ 4 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 25 ถ.เกษตร-นวมินทร์ (ตอม่อที่ 94) จระเข้บัว ลาดพร้าว กทม. การเดินทางจากแยกเกษตร ให้วิ่งตรงมาที่ถ. เกษตร-นวมินทร์ ตรงมาเรื่อยๆ จนถึงตอม่อที่ 94 หรือเห็น ซ.ประเสริฐมนูกิจ 25 ก็จะเห็นร้าน Sea Section อยู่ริมถนนมีป้ายร้านให้เห็นชัดเจน ให้เลี้ยวเข้าไปจอดรถด้านในซอย ร้านเปิดทุกวัน เวลา 18.00-01.00 น. ทางร้านรับจัดเลี้ยงในสถานที่ด้วย และถ้ามาร้องคาราโอเกะแนะนำว่าควรโทร.มาจองห้องก่อน โทร. 08-7010-9000, 08-6336-6338 |
"เดอะ ออยสเตอร์ บาร์" (THE OYSTER BAR) ถ้าคุณชอบเปิบหอยนางรม / สันติ เศวตวิมล
| โดย : สันติ เศวตวิมล | |||
ซีซาร์... คัสซาโนว่า หรือ "ร็อกกี้ เฟลเลอร์" เป็นนักกินหอยระดับโลกทั้งนั้น "หอยนางรม"...ของกินเล่นของบรรดาอัครเศรษฐีในปัจจุบันรวมทั้งผู้นำในประวัติศาสตร์มากมาย อย่างที่รู้จักกัน เช่น "จูเลียส ซีซาร์" นั้นบันทึกประวัติศาสตร์ของโรมเขียนเล่าว่า หอยนางรม...เป็นอาหารโปรดของซีซาร์ หรืออย่างยอดนักรักบันลือโลก เช่น "คาสโนว่า" นั้นเพื่อนกินหอยนางรมวันละครึ่งโหลเป็นประจำ ด้วยเหตุผลสำคัญก็คือ หอยนางรม...เป็นอาหารโด๊ปชูกำลัง ใครกินแล้วจะมีแรง ไม่ต้องกลัวตกหลังม้า หรือแม้แต่อัครมหาเศรษฐีของโลกชาวอเมริกา "ร็อกกี้ เฟลเลอร์" นั้นก็มีสูตรทำหอยนางรมที่นักกินหอยทั้งหลายจะต้องสยบให้ เรียกเมนูหอยนี้ว่า ...หอยนางรม ร็อกกี้ เฟลเลอร์... | |||
บาร์พวกนี้เป็นที่ชุมนุมของพวกเศรษฐี เพราะหอยนางรมถือว่าเป็นของกินเล่นชั้นดี คนร่ำรวยเท่านั้นที่มีปัญญากินกัน กินแล้วจะอิ่มจะออกที่ไหน กินเหมือนกินเงิน...กินทองอวดกัน แล้ววิธีกินก็ไม่ได้วิริศมาหราตรงไหน เพราะจะต้องกินกันดิบ...ดิบ เริ่มจากตอกหอยออกจากเปลือก ก่อนจะตอกก็จะต้องเลือก...จี่ จ๋า จี่ (คนญวนเขาใช้ร้องเวลาออกหาปลา)จะกินตัวไหนดี จะกินตัวไหนก็ได้ ถ้าเป็นหอยชนิดดีที่จะต้องได้มาจากน้ำเย็น เนื้อหวานหอมเป็นพิเศษ เมื่อตอกหอยออกจากเปลือกก็ให้ตัวหอยอยู่ในเปลือกก่อน จะกินเมื่อไหร่ก็ให้บีบมะนาว แล้วตามด้วยซอสที่มีส่วนผสมไวน์ขาว กระเทียม หรือหอมซอยแล้วจึงปล่อยลงเข้าไปในปาก เคี้ยวช้า...ช้า เพื่อให้กำซาบรสชาติของหอย ที่จะอร่อยแตกต่างกัน แต่ที่สำคัญ หอยแต่ละตัวนั้นจะต้องได้ความเค็มของน้ำทะเลที่มาแตกต่างกันไป ก็ตรงนี้ล่ะคือความอร่อยของการกินหอยนางรม | |||
หอยนางรมจากญี่ปุ่นที่ชื่อว่า "ชิโกกุ" นักกินหอยว่าอร่อยตัวละ 120 บาท หอย "คูมูโมโต้" ก็เป็นหอยญี่ปุ่นอร่อยเป็นรองตัวละ 120 บาทเช่นกัน แต่สุดยอดเป็นหอยชื่อ "ฟายด์ เดอ คาเลียร์" ของฝรั่งเศสตัวละ 150 บาท ส่วนหอยจากแคนาดา ออสเตรเลีย หรือที่อื่นเฉลี่ยตัวละ 95-100 บาท "หอยสุราษฎร์"..."หอยอ่างศิลา" บ้านเรา ไม่เข้าอันดับจึงไม่ขึ้นโต๊ะของนักเลงกินหอยในโลกครับ เล่าไปก็เท่านั้น "ป้าช้อย" แกจูงมือผมไปร้าน "ออยสเตอร์ บาร์" ให้รู้แจ้งแดงแจ๋ ว่าหอยนางรมระดับโลกนั้นรสชาติมันเป็นอย่างไรกันนักกันหนา ร้านนี้ไม่มีชื่อเรียกเฉพาะ เศรษฐีทั้งคนไทยคนเทศเรียกกันสั้น...สั้นว่า "ออยสเตอร์บาร์" และบาร์หอยนางรมที่ว่าดูเหมือนจะมีร้านเดียวบาร์เดียวในบ้านเรา แต่จำได้ว่าเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เคยมีอยู่ที่ซอยร่วมฤดีเจ้าหนึ่ง แล้วตอนหลังก็ปิดตัวเอง...ไม่รู้ว่าเป็นเวรเป็นกรรมอะไร? | |||
นอกจากหอยนางรมแล้ว เขาก็มีของทะเลแพง...แพง อย่าง "ปูอลาสก้า" หรือ "ปูทัสมาเนีย" รวมทั้ง "กุ้งทะเลลึก" กับ "กุ้งลอบสเตอร์" บรรดาซีฟู้ดอาหารทะเลของเศรษฐีเขานิยมกินกัน "ป้าช้อย" แกขมีขมันเลือกสรรกุ้ง หอย ปู แต่ไม่มีปลาให้ผมได้เปิบคืนนั้น กลับมาฝันว่าเป็น "โพไซดอน" เจ้าสมุทร...เจ้าทะเล มีอะไรอร่อย...อร่อยในทะเลกินเรียบ เขียนเล่าเรื่อง "ออยสเตอร์บาร์" ก็ไม่ได้อยากจะเชิญชวนให้คุณไปเสียกะตังค์หรอกครับ...ข้าวยากหมากแพงอย่างตอนนี้กินหอยอยู่ที่บ้านกันดีกว่าครับ... "สันติ เศวตวิมล" THE OYSTER BAR ถนนนราธิวาส ซอย 24 โทรศัพท์ 02 212 4809 |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
































































