ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

"ฮารุ" อิ่มจุใจ ในสไตล์ญี่ปุ่นฟิวชั่น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 สิงหาคม 2551 11:52 น.
บรรยากาศภายในร้าน "ฮารุ" โปร่งโล่งนั่งสบาย
       ไม่รู้ว่ามิตรรักนักกินทั้งหลายจะมีความรู้สึกเหมือน "ผู้จัดการตระเวนกิน" บ้างไหม?? ว่าประเทศไทยของเรานี้ช่างอุดมสมบูรณ์พรั่งพร้อมไปด้วยเรื่องอาหารการกินอันมากมายเสียจริงเชียว
      
       นอกเหนือจากอาหารไทยประจำชาติอันเลิศรสแล้ว ก็ยังมีอาหารต่างชาติอื่นๆ อีกมากไม่ว่าจะเป็นอาหารจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม อิตาเลียน ฝรั่งเศสและอาหารชาติอื่นๆ อีกมากมายที่ต่างพากันมาเปิดให้บริการความอิ่มอร่อยกันถึงถิ่นที่เมืองไทย โดยไม่ต้องแสวงหาเดินทางไปกินไกล ก็สามารถที่จะลิ้มรสชาติอาหารชาตินั้นๆ ได้อย่างอิ่มหนำสำราญปาก
เลือกตักได้ไม่อั้นกับสลัดบาร์
       อย่างในมื้อนี้เมื่อ "ผู้จัดการตระเวนกิน" นึกอยากจะกินอาหารญี่ปุ่นขึ้นมา เราก็แค่นึกว่าอยากจะเดินทางไปกินอาหารญี่ปุ่นกันที่ร้านไหนดี และในที่สุดเราก็ตกลงปลงใจที่จะขอเลือกไปอิ่มหนำกับอาหารยุ่นกันที่ร้าน อาหารญี่ปุ่นน้องใหม่ในย่านซอยทองหล่อที่มีชื่อว่า "ฮารุ" (HARU) ที่เพิ่งเปิดตัวเข้าสู่ยุทธจักรร้านอาหารญี่ปุ่นมาแบบสดๆ ร้อนๆ แค่ 2 เดือน แต่ว่ามีแรงดึงดูดอันน่าสนใจจนทำให้เราต้องเดินทางมาลิ้มลองรสชาติกันให้จง ได้
      
       เพราะว่าที่ร้านฮารุแห่งนี้ บริการอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมและแบบญี่ปุ่นสไตล์ฟิวชั่นที่ไม่เหมือนร้าน ไหน มีรสชาติแปลกใหม่อันหลากหลาย และอีกหนึ่งจุดเด่นที่ดึงดูดใจให้เราอยากมากินอาหารญี่ปุ่นที่นี่เป็นอย่าง มาก นั่นก็คือการที่ทางร้านจะมีบริการอาหารแบบให้อิ่มฟรีไม่มีอั้น เพียงแค่เราเลือกสั่งอาหารหลักชุดเมนูใดก็ได้ 1 ชุดจากในเมนูอาหาร เราก็จะสามารถที่จะเลือกอิ่มเพิ่มเติมแบบฟรีไม่มีอั้นกับเคาน์เตอร์บุฟเฟต์ อาหารที่จะตั้งอยู่ตรงกลางร้าน ให้เราได้เดินไปเลือกตักอาหารได้ตามใจชอบ ที่ทางร้านมีบริการไว้หลากหลายกว่า 40 รายการ ไม่ว่าจะเป็นซูชิสารพัดหน้า สลัดบาร์ที่มีผักและผลไม้ให้เลือกมากมายพร้อมกับน้ำสลัดรสดี หรือจะเป็นซุปร้อนๆ สารพัดอย่างที่จะสลับหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปตามแต่ละวัน และก็ยังมีของหวานอย่างฟองดูช็อคโกแลตที่ทางร้านเลือกใช้ช็อคโกแลตอย่างดี จากเบลเยี่ยมมาให้ลิ้มรส
      
       สำหรับเมนูอาหารญี่ปุ่นอันชวนสั่งมากินของที่ร้านฮารุนั้นก็มีมาก หลาย อีกทั้งอาหารที่นี่มีให้เลือกสั่งมากินแบบจานเดี่ยว หรือจะเลือกสั่งแบบเป็นเซ็ทอิ่มคุ้ม ซึ่งจะมีข้าว กิมจิ ยำสาหร่าย หมูลวกราดด้วยซอสผสมงาขาว และซุปมิโซะร้อนๆ เสิร์ฟมาให้อิ่มแบบครบเซ็ท ในมื้อนี้เราอยากจะแนะนำเมนูจานเด่นๆ ที่ขายดีของที่นี่ ที่ทางร้านแนะนำมาเลยว่าเป็นเมนูจานเด็ดที่หากว่ามาแล้วไม่ควรพลาดสั่งมา ลิ้มรสกัน
หอยเชลล์โอทาเตะใหญ่พิเศษราดซอสไวน์ขาว
       เริ่มขบวนจานเด็ดด้วย หอยเชลล์โอทาเตะใหญ่พิเศษราดซอสไวน์ขาว (400 บาท เซ็ท 470 บาท) ทางร้านนำหอยเชลล์สดๆ ตัวใหญ่คัดพิเศษมากริลล์มากับซอสไวน์ขาวสูตรพิเศษของทางร้าน เสิร์ฟมาพร้อมกับซัลซ่ามะเขือเทศ ชิมหอยเชล์ตัวใหญ่เคี้ยวเนื้อแน่นหนึบนุ่มหวาน ได้รสชาติซอสไวน์ขาวที่หอมละมุน
แซลมอนเทริยากิซอสไวน์ขาว
       ถัดมาทางร้านนำเสนอเมนูปลาเพื่อสุขภาพอย่าง แซลมอนเทริยากิซอสไวน์ขาว (270 บาท เซ็ท 340 บาท) ปลาแซลมอนชิ้นโตที่ย่างจนสุกหอมและราดด้วยซอสเทริยากิที่ปรุงรสชาติผสมกับ ซอสไวน์ขาว ลิ้มรสเนื้อปลาแซลมอนย่างหอมๆ เนื้อหวานนุ่มซึมรสชาติซอสเทริยากิที่ออกเค็มๆ หวานๆ ผสานรสชาติเข้ากับซอสไวน์ขาวได้เป็นอย่างดี
ทูน่าทาทากิพริกไทยดำ
       ต่อด้วยอีกหนึ่งเมนูปลาจานเด็ด ทูน่าทาทากิพริกไทยดำ (280 บาท เซ็ท 350 บาท) เป็นทูน่าสดๆ นำมากริลล์กับพริกไทยดำแบบข้างนอกพอสุกแต่เนื้อในยังฉ่ำสดอยู่ และมีน้ำซอสสูตรเด็ดที่ทางร้านปรุงพิเศษจะออกเปรี้ยวนิดๆ เจือเผ็ดหน่อยๆ กินเข้าคู่กันดีกับปลาทูน่าเนื้อหวานนุ่ม ที่หอมกลิ่นพริกไทยดำขึ้นจมูกเวลาเคี้ยวอยู่ปาก
พาสต้าไข่ปลาเมนไตโกะ
       กินเมนูปลาติดๆ ไปแล้วถึง 2 จานหันมากินเมนูจานเส้นที่ทางร้านบอกว่าขึ้นชื่อและขายดีกันบ้าง เมนูนี้คือ พาสต้าไข่ปลาเมนไตโกะ (230 บาท เซ็ท 300 บาท) เป็นเส้นสปาเกตตี้ผัดกับไข่ปลาเมนไตโกะ และผัดปรุงรสใส่วิปปิ้งครีมและครีมนมสด โรยหน้าด้วยไข่กุ้งสีส้มสด สาหร่ายญี่ปุ่น และถั่วแระญี่ปุ่น ม้วนเส้นสปาเกตตี้ส่งเข้าปาก ออกรสชาติหอมหวานเนียนนุ่มลิ้น และเคี้ยวกรุบๆ กับไข่ปลาและไข่กุ้ง
สเต็กเนื้อออสเตรเลีย
       ส่งท้ายขบวนด้วยเมนูเนื้อจานเด็ดที่ถ้าใครชอบกินเนื้อไม่ควรพลาดสั่ง สเต็กเนื้อออสเตรเลีย (580 บาท เซ็ท 650 บาท) เป็นเนื้อวัวออสเตรเลียส่วนสันนอกอย่างดีนำมากริลล์และปรุงรสตามสูตรเด็ดของ เชฟ แล้วแล่มาเป็นชิ้นพอดีคำเสิร์ฟมาบนกระทะร้อนๆ และมาพร้อมกับซอสรสเด็ด 3 อย่างมาให้จิ้มกันกับเนื้อวัวที่เคี้ยวนุ่มหนึบหนับปากได้รสชาติความหวานสด ของเนื้อวัวชั้นดี
สารพัดซูชิมีให้เลือกอิ่มแบบไม่จำกัด
       แต่ถ้าใครคิดว่าเมนูที่นำเสนอมานี้อาจจะยังไม่หนำใจปาก ขอบอกว่าในเมนูอาหารที่ได้เปิดดูนั้นยังมีเมนูเด่นๆ อีกเพียบที่ชวนกิน อาทิ กุ้งเทมปุระสไปซี่ซอส (160 บาท เซ็ท 230 บาท) ข้าวแกงกะหรี่ (170 บาท เซ็ท 240 บาท) หมูห่อชีสทอด (200 บาท เซ็ท 270 บาท) ซาบะย่างซีอิ้ว (150 บาท เซ็ท 220 บาท) ข้าวหน้าหมูผัดกิมจิ (170 บาท เซ็ท 240 บาท) และอีกสารพัดอาหารญี่ปุ่นจานเด็ด ที่อยากจะชวนให้คออาหารยุ่น ลองแวะมาตระเวนกินกันด้วยตัวเองที่ร้าน "ฮารุ" แล้วจะได้พบกับความอิ่มแบบจุใจในรสชาติญี่ปุ่นฟิวชั่นกลับไป
      
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
      
       "ฮารุ" (HARU) ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 อาคารอเนกวานิช ในซอยทองหล่อ การเดินทางถ้านั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานีทองหล่อ แล้วเข้ามาในซ.ทองหล่อ ระหว่างทองหล่อซ. 4 และ ซ.6 จะเห็นตึกอเนกวานิชตั้งอยู่ริมถนนข้างท็อปส์ มาร์เก็ตเพลส เดินเข้าไปในตึกแล้วขึ้นไปที่ชั้น 2 จะเห็นร้านฮารุตั้งอยู่ เปิดจันทร์-ศุกร์ 10.30-14.30 และ 17.30-23.00 น. เสาร์-อาทิตย์ 10.30-23.00 น. ถ้ามากินควรโทร. มาจองโต๊ะก่อนจะดีที่เบอร์ 0-2392-4765

อาหารกรีก"Souvlaki" รสดีต้นตำรับ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 กันยายน 2551 14:22 น.
บรรยากาศโต๊ะนั่งภายในร้านซูฟลากี้
       ถ้าพูดถึงอาหารจากชาติตะวันตกจากแถบยุโรปแล้ว ส่วนใหญ่นักกินคนไทยมักจะคุ้นลิ้นและชินปาก กับอาหารอิตาเลียน และอาหารฝรั่งเศสกันเสียเป็นส่วนมาก แต่ถ้าเอ่ยถึง "อาหารกรีก" ขึ้นมาต้องบอกว่ายังเป็นที่รู้จักกันน้อยมากสำหรับนักกินชาวไทย
      
       ที่จริงแล้วอาหารกรีกนั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งอาหารยุโรปเลิศรสที่น่า สนใจ เพราะอาหารกรีกมีจุดเด่นตรงที่เป็นอาหารที่มีความเรียบง่าย ไม่ต้องปรุงแต่งอะไรมาก และจัดว่าเป็นอีกหนึ่งอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะอาหารกรีกจะเน้นใช้น้ำมันมะกอกที่อุดมไปด้วยวิตามินและธาตุเหล็ก พร้อมกับผักสดเป็นส่วนประกอบของอาหาร
อีกหนึ่งมุมโต๊ะนั่งสบายๆ
       เหตุที่ "ผู้จัดการตระเวนกิน" พูดถึงอาหารกรีกขึ้นมาก็เพราะว่า ในมื้อนี้เราอยากจะพามิตรรักนักกินไปลิ้มลองอาหารกรีกรสดีกันที่ร้าน "Souvlaki" (ซูฟลากี้) ตรงสีลมซอย 4 ร้านนี้มีเจ้าของร้านชื่อ Mrs. Fotini Loumbardia เป็นชาวกรีซที่มาอยู่ในเมืองไทยนานกว่า 9 ปีแล้ว และก็คิดที่อยากจะเปิดร้านอาหารกรีกให้นักกินชาวไทยได้ลิ้มรสชาติกัน
      
       อาหารกรีกของที่นี่เป็นสไตล์กรีกแท้ๆ จากต้นตำรับ เพราะพวกวัตถุดิบหลักของอาหารและเครื่องเทศต่างๆ นั้นอิมพอร์ตมาจากประเทศกรีซโดยตรง อีกทั้งอาหารยังผ่านการปรุงโดยเชฟชาวกรีซฝีมือเยี่ยม ทำให้อาหารกรีกของที่นี่มีรสชาติไม่ผิดเพี้ยนยังคงไว้ซึ่งรสชาติอาหารกรี กแบบต้นตำรับที่ชวนลิ้มรส
สลัดกรีก
       สำหรับเมนูกรีกเด่นๆ ที่ชวนกินของที่นี่นั้นมีมากมาย อย่างถ้ามากินอาหารกรีกแล้วก็ต้องไม่พลาดที่จะสั่ง สลัดกรีก (130 บาท) มากินกัน สลัดกรีกของที่นี่มีมะเขือเทศ แตงกวา หัวหอมใหญ่ พริกยักษ์ 3 สี มะกอกจากกรีซ และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเฟต้าชีสเป็นชีสจากกรีซ แล้วก็ราดด้วยน้ำมันมะกอก น้ำส้มสายชู และโรยด้วยผงออริกาโน ลิ้มรสสลัดกรีกผักสลัดสดกรอบเข้ากันกับน้ำสลัด และเฟต้าชีสเนื้อเนียนที่ออกรสเค็มช่วยส่งให้สลัดมีรสชาติที่เข้มข้น
แป้งพิต้า
       แล้วถ้ากินสลัดกรีกแล้ว ทางร้านก็แนะนำว่าควรสั่ง แป้งพิต้า (30 บาท) ที่ชาวกรีซนิยมกินคู่กับสลัดมากินด้วย เป็นแป้งพิต้าที่สั่งตรงมาจากกรีซเป็นพิเศษนำมาย่าง แล้วทาด้วยน้ำมันมะกอก กลิ่นแป้งพิต้าหอมๆ ยั่วน้ำลายลิ้มรสแป้งพิต้าเคี้ยวนุ่มปาก กินคู่กับสลัดถูกปากดี
ซูฟลากี้
       ต่อมาเป็นเมนูเด่นที่มีชื่อเดียวกับร้านนั่นคือ ซูฟลากี้ เป็นอาหารที่ชาวกรีซนิยมกินกัน หน้าตาเหมือนเคบับที่ถือกินได้สบายๆ และซูฟลากี้ของที่นี่มีเนื้อต่างๆ ให้เลือกมากมายไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ ฯลฯ แต่เราเลือกที่จะสั่ง ซูฟลากี้เนื้อไก่กิโร (80 บาท) มากินลักษณะมีไก่กิโร ผักกาดหอม มะเขือเทศ หอมใหญ่ และห่อม้วนด้วยแป้งพิต้าเป็นรูปกรวย แล้วราดด้วยซอสที่ปรุงขึ้นมาเป็นพิเศษ กินซูฟลากี้กัดกินทั้งคำแป้งพิต้าเคี้ยวนิ่มกลมกลืนเข้ากันกับเนื้อไก่กิโร เนื้อนุ่มรสดีออกเค็มนิดๆ และผสานกับรสชาติซอสที่กลมกล่อมลงตัว
      
       เนื้อหมูกิโร (170 บาท) เป็นอีกหนึ่งเมนูกรีกจานเด็ดที่ไม่ควรพลาดสั่งมากิน เสิร์ฟมาในถาดสแตนเลสที่มีด้ามจับสั้นๆ ที่ดีไซน์มาเป็นพิเศษ ในถาดมีแป้งพิต้ารองอยู่ข้างล่าง มีเนื้อหมูที่ทางร้านคัดสรรมาอย่างดีนำมาเสียบกับเหล็กและย่างโดยการหมุนให้ สุก พร้อมกับมีซอสทาซิกิเป็นซอสแบบกรีซ และมีผักสลัดกับมันฝรั่งทอดให้กินเคียงกัน กินเนื้อหมูกิโรเคี้ยวนุ่มปากออกรสเค็ม จิ้มกับซอสทาซิกิเพิ่มรสชาติที่เข้ากัน และกินคู่กับแป้งพิต้านุ่มๆ
เนื้อหมูกิโร
       ที่นี่ยังมีเมนูกรีกพิเศษในแต่ละวัน อย่างถ้ามาวันพฤหัสบดีจะได้ลิ้มรสเมนู Lahanodolmades (280 บาท) เป็นใบกะหล่ำปลีที่ข้างในสอดไส้ด้วยหมูสับ และข้าวที่ปรุงรสด้วยเครื่องเทศกรีซและน้ำมันมะกอก แล้วห่อม้วนนำไปนึ่งสุก ราดด้วยซอสเลมอน ลิ้มรสแล้วถูกปากผักกะหล่ำปลีเคี้ยวนุ่มได้รสชาติไส้หมูสับและข้าวที่กลม กล่อมลงตัวเข้ากัน และออกรสเปรี้ยวนิดๆ จากซอสเลมอน
      
       และใช่ว่าจะมีแต่เมนูกรีกของคาวที่ชวนกินเท่านั้น เพราะว่ายังมีเมนูของหวานที่ชวนชิมด้วย อย่าง กรีกโยเกิร์ต (160 บาท) ที่มีให้เลือก 2 แบบ คือ กรีกโยเกิร์ตราดด้วยน้ำผึ้งกับวอลนัท และกรีกโยเกิร์ตราดด้วยแยมผลไม้ เป็นโยเกิร์ตสไตล์กรีกแท้ๆ สูตรเด็ดเฉพาะของทางร้าน ตัวโยเกิร์ตเนื้อขาวเนียนข้น ลิ้มรสแล้วละเมียดละมุนนุ่มลิ้นออกเปรี้ยวกำลังดีกิน
Lahanodolmades
       นอกจากนี้ก็มี Baklava (160 บาท) อีกหนึ่งเมนูของหวานที่เป็นแป้งอบกรอบสอดไส้ถั่วชนิดต่างๆ ราดชุ่มฉ่ำด้วยน้ำผึ้งผสมมะนาวหวานนุ่ม และโรยด้วยผงซินนาม่อนหอมๆ และยังมีกาแฟสไตล์กรีก (70 บาท) ที่เสิร์ฟมาแบบเป็นเซ็ทที่ชวนคอกาแฟลองดื่มกาแฟรสนุ่มละมุนหอมๆ และอีกนานาเมนูอาหารกรีกรสชาติดีที่ชวนลิ้มลองมากมาย หากว่ามิตรรักนักกินท่านไหนสนใจอยากจะลองลิ้มรสชาติอาหารแปลกใหม่อย่างอาหา รกรีกขึ้นมาบ้าง ก็ลองมาสัมผัสรสชาติอาหารกรีกแท้แบบต้นตำรับกันได้ที่ร้าน "Souvlaki" แห่งนี้
กรีกโยเกิร์ต และBaklava
       *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *
      
       "Souvlaki" (ซูฟลากี้) ตั้งอยู่ที่ 114/14 ซ.สีลม 4 ถ.สีลม สุรวงศ์ บางรัก กรุงเทพฯ การเดินทางนั่งรถฟ้ามาลงที่สถานีศาลาแดง แล้วเดินมาทางสีลมซ.4 เดินเข้ามาในสีลมซ. 4 นิดเดียวจะเห็นร้านซูฟลากี้ตั้งอยู่ซ้ายมือ มีป้ายร้านให้เห็นชัดเจน ถ้าขับรถมาสามารถนำรถไปจอดในซ.บ้านกล้วย เลยจากสีลมซ. 4 ประมาณ 100 ม. ร้านเปิดทุกวัน เวลา 11.00-02.00 น. แนะนำว่าควรโทร.มาจองโต๊ะก่อนจะดีที่เบอร์ 0-2632-9967-8 และทางร้านยังมีบริการส่งอาหารด้วยผ่าน เชฟ เอ็กซ์เพรส โทร. 0-2664-0100, 0-2204-2001

"กาลิค" ยั่วใจ รสไทยถึงเครื่อง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 กันยายน 2551 12:57 น.
บรรยากาศร้านโทนสีอบอุ่นของกาลิค
       (เขาหิวครั้งใด) ฉันเดินเข้าครัว (เขาหิวเขาทำ) ฉันนั้นทำเอง (เขาหิวเขาทำ) ทำเป็นอย่างเดียว ไข่เจียวนั้นง่ายทำบ่อย (แค่เพียงน้ำมันวางลงบนเตารอไฟให้ร้อน) เหลืองไข่เหลืองและหอมกรุ่น ฟู...ฟู ดูน่ากิน
      
       "ผู้จัดการตระเวนกิน"กำลังเคลิ้มกับเพลง "นายไข่เจียว" ของ วงเฉลียง เพลงอะไรก็ไม่รู้ ช่างยั่วต่อมน้ำลายเสียจริงเชียว คิดแล้วก็อยากกินไข่เจียวอาหารง่ายๆใครๆก็ทำได้ แต่ถ้าจะทำให้อร่อยแน่นอนว่าก็คงมีเคล็ดลับของใครของมัน ฟังเพลงจบ แต่อารมณ์หิวยังไม่ไม่ได้ดับ ทำไข่เจียวกินเองก็ทำได้ แต่ไม่อยากกินไข่เจียวธรรมดา เกิดอยากกินไข่เจียวปูขึ้นมา เลยต้องเสาะหาร้านไข่เจียวปูรสดี และก็มาพบเป้าหมายที่ร้านอาหารที่มีชื่อว่า "กาลิค"แห่งย่านประชาชื่น
ไข่เจียวปู
       ร้านกาลิค จัดเป็นร้านเก่าแก่ของย่านนี้ เปิดให้บริการมานานกว่า 27 ปี เน้นอาหารไทยแท้ เป็นส่วนใหญ่ ภายในร้านมี 2 ชั้น การตกแต่งเน้นบรรยากาศให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นเหมือนนั่งกินอาหารอยู่ที่ บ้าน ทำให้ไม่รู้สึกตัวเกร็งจนทำอะไรไม่ถูกเวลาเดินเข้าร้าน แนวคิดของร้านนี้เจ้าของร้านเล่าว่าได้แนวคิดมาจากเมืองเล็กๆชายทะเลอังกฤษ ทั้งร้านสามารถจุคนได้ 90-100 คน
      
       ได้ที่นั่งแล้วก็เลือกเปิดเมนูที่มีให้เลือกกว่า 200 รายการ อย่างแรกที่สั่งโดยไม่คิดเลย คือ ไข่เจียวปู (120บาท) อาหารขึ้นชื่อของทางร้าน ที่ใครมาเป็นต้องสั่งทุกรายไป ไข่เจียวปูของที่นี่เขาไม่ได้ทำออกมาเป็นไข่เจียวแผ่นๆแบนๆแบบเต็มจาน แต่ทางร้านเขามีวิธีการทำไข่เจียวปูเป็นของตัวเอง คือ การทอดไข่เจียวในบล็อกกลมสำหรับเจียวไข่ ไข่เจียวของเขาจึงขึ้นฟูแบบขนมเค้ก ปูที่ใช้เป็นปูม้าแกะเอาแต่เนื้อกรรเชียงปู
กุ้งนางทอดพริกเกลือ
       แอบถามเคล็ดลับจากทางร้านว่าทำไมไข่เจียวปูที่นี่จึงได้รับความนิยม จากลูกค้า เขากระซิบบอกว่ามีเคล็ดลับอยู่ที่อุณหภูมิของน้ำมันรวมไปถึง ความสดของไข่ ส่วนผสมที่เหลือก็ไม่ได้พลิกแพลงอะไรยังเติมน้ำปลา พริกไทย ตามปกติ เวลากินจะกินคู่ข้าวสวยร้อนๆและซอสพริกแสนเข้ากัน ด้วยรสชาติของไข่เจียวที่มีรูปร่างก้อนกลมหนา กรอบ นุ่ม ตักดูข้างในจะพบเนื้อปูเป็นก้อนเป๋งๆ ช่วยให้กินเพลินหมดในเวลาอันรวดเร็ว
      
       นอกจากไข่เจียวทางร้านก็ยังมีเมนูเด็ดๆอีกมากมายให้ลองลิ้มชิมรส เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา "ผู้จัดการตระเวนกิน"จึงขอสั่งตามใจอยากเลยดีกว่า ประเดิมด้วย กุ้งนางทอดพริกเกลือ (ขนาดเล็กตัวละ 85บาท,ขนาดใหญ่ตัวละ 90บาท) กุ้งแม่น้ำตัวโต ถูกนำมาผ่าหลังควักกระเพาะกุ้งออก เพราะอาจจะทำให้ท้องเสียได้
      
       จากนั้นนำกุ้งมาทอดพอสุกก่อนลงผัดกับส่วนผสมอื่น อาทิ กระเทียมเจียว เม็ดมะม่วงหิมพานต์ พริกไทยอ่อน ปรุงรสด้วยสูตรพิเศษของทางร้าน จานนี้หอมกลิ่นกระเทียมเจียวมาแต่ไกล ได้รสชาติเผ็ดๆ เค็มๆ
ปลากะพงทอดน้ำปลา
       ต่อกันเลยด้วยเมนู ปลากะพงทอดน้ำปลา (280บาท) ปลากะพงตัวโตที่ผ่านกรรมวิธีการแล่เอาก้างออกทั้งสองข้าง จากนั้นนำมาทอดในน้ำมันเดือดจัด จนกรอบนอกนุ่มใน แล้วราดด้วยน้ำปลาแท้ เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ช่างเย้ายวนกระเพาะด้วยรสชาติแบบธรรมชาติ ที่คงความหวานของเนื้อปลาและรสเค็มเล็กน้อยจากน้ำปลาแท้ที่ราดจะซึมผ่านเข้า ไปถึงเนื้อในของปลากะพงที่กรอบนอกนุ่มในชวนกินยิ่งนัก
แกงป่าลูกชิ้นปลากราย
       เปลี่ยนแนวมาซดน้ำแกงร้อนๆกันบ้างกับเมนู แกงป่าลูกชิ้นปลากราย (95บาท) เนื้อปลากรายแท้ถูกนำมาขูด ผสมด้วยสูตรลับเฉพาะมีมีมานานกว่า27 ปี ตีให้เหนียวจนเป็นเนื้อเดียวกัน ปั้นเป็นลูกลวกในน้ำเดือดที่มีน้ำพริกแกงที่กำลังละลาย เมนูนี้อุดมด้วยพืชผักสมุนไพร อย่างมะเขือเปราะ มะเขือพวง ถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อน กะชายซอย พริกไทยอ่อน ใบมะกรูด ใบกะเพรา เป็นต้น ซดตอนร้อนจะได้รสชาติเผ็ดจัดจ้านถึงใจ
ถั่วหวานผัดเนื้อปู
       แต่ถ้าใครไม่ชอบกินเผ็ดขอแนะนำให้สั่ง ถั่วหวานผัดเนื้อปู (120บาท)เป็นเมนูง่ายๆที่นำเอาถั่วลันเตาจีน มาผัดกับเนื้อปูปรุงรสชาติด้วยน้ำมันหอย ผัดให้เข้ากันก็สามารถขึ้นโต๊ะพร้อมเสิร์ฟได้แล้ว
      
       ขอปิดท้ายกันด้วยเมนูชาววังอย่าง กุ้งแสร้งว่า (ขนาดเล็กตัวละ35,ขนาดใหญ่ตัวละ 50บาท)ที่หน้าตาดูเผินๆคล้ายกุ้งพล่าแต่ไม่ใส่น้ำมันเผา กุ้งแสร้งว่าของที่นี่เขา ใช้วิธีลวกกุ้ง คลุกเคล้าด้วยน้ำยำ ที่มีเครื่องอย่าง ตะไคร้ซอย หอมแดงซอย พริกขี้หนู กินคู่กับเครื่องเคียงอย่างผักต่างๆ ถั่วฝักยาว แตงกวา โรยหน้าด้วยใบสาระแหน่ จานนี้ออก 3 รส เปรี้ยว เผ็ด หวาน
กุ้งแสร้งว่า
       อ้อ...ได้อาหารครบทุกรายการแล้วก็อย่าลืมสั่งข้าวสวยร้อนๆควบคู่กันด้วย ที่ต้องเตือนเพราะว่าทีเด็ดของข้าวสวยที่นี่เขามี บุฟเฟต์ข้าว (12 บาท) ข้าวหมดเติมได้ไม่อั้น แต่ถ้ากินกับข้าวหมดก่อนข้าว จะสั่งอาหารเพิ่มก็ยังมีเมนูดีๆให้เลือกสรรกันอีกหลากหลายอย่าง ปลาแรดย่างเกลือ( 200-220 บาท),ขาหมูทอด( 270 บาท),หอยลายอบเนยกระเทียม (95 บาท),ไส้หมูทอด( 85 บาท)ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเช่นกัน.
บรรยากาศร้านบริเวณชั้น 2 ของกาลิค
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
      
       การเดินทางไปยังร้าน"กาลิค"เริ่ม จากแยกประชานุกูล ขับเลียบคลองประปามาเรื่อยๆ ตรงไปข้ามทางรถไฟจนถึงซอยประชาชื่น16 ให้เลี้ยวซ้ายเข้าสะพาน99(อยู่ตรงข้ามซ.16) เลี้ยวข้ามสะพานตรงไปไม่ถึง100 เมตร จะเจอร้านอยู่ขวามือ ร้านเปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.30-14.30 น.และ16.30-22.30น. ทุกวัน หยุดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 3 ของเดือน มีที่จอดรถด้านหลังร้านสามารถจอดรถได้ 20 คัน ทางร้านยินดีรับบัตรเครดิต โทร.0-2585-1932

กินเจรสอร่อย ที่ "ฉาง โซ่ว"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 ตุลาคม 2551 10:54 น.
บรรยากาศโต๊ะนั่งภายในร้านอาหารเจ ฉาง โซ่ว
       พอถึงช่วง "เทศกาลกินเจ" ทีไร (ปีนี้ตรงกับวันที่ 29 ก.ย. – 7 ต.ค.) "ผู้จัดการตระเวนกิน" ก็ไม่พลาดที่จะขอร่วมกินเจ ละเว้นการกินเนื้อสัตว์ เพื่อเป็นการทำบุญไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และถือว่าเป็นการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีต่อร่างกายกับเขาด้วย และในมื้อนี้เราก็ได้มาอิ่มบุญกับการกินอาหารเจรสดีกันที่ร้านอาหารเจ "ฉาง โซ่ว"
       

       ร้านอาหารเจ ฉาง โซ่ว ร้านนี้เขาไม่ได้ขายอาหารเจแต่เฉพาะช่วงเทศกาลกินเจเท่านั้น เพราะที่นี่บริการอาหารเจให้ได้อิ่มอร่อยกันได้ตลอดทั้งปี เพราะว่าเจ้าของร้านคือคุณใหญ่ หรือ สำเภา เส็ง นั้นเธอเป็นคนหนึ่งที่กินเจมาตลอดนานกว่า 7 ปีแล้ว และก็เห็นว่าในวงการร้านอาหารในบ้านเรานั้นยังมีร้านอาหารเจที่ขายเจตลอด อยู่น้อยมาก เธอก็เลยไปซื้อแฟรนไชส์ร้านอาหารเจ ฉาง โซ่ว มาจากอินโดนีเซีย และนำมาเปิดบริการในบ้านเราเพื่อให้ผู้ที่กินเจได้บริโภคอาหารเจรสเลิศลิ้น กัน
เกี๊ยวซ่า
       อาหารเจของที่ร้านนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นแฟรนไชส์มาจากอินโดนีเซีย แต่ว่าทางร้านก็ได้นำมาปรับเปลี่ยนและดัดแปลงอาหารเจให้มีรสชาติที่ถูกปาก นักกินคนไทยมากยิ่งขึ้น และมีอาหารเจทั้งสไตล์อาหารจีน และอาหารไทย ให้ได้เลือกลิ้มลองรสชาติอย่างมากมายกว่า 100 เมนู ซึ่งอาหารเจของที่นี่จะเน้นใช้วัตถุดิบประเภทโปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นหลัก และมีพวกฟองเต้าหู้ และผักสดต่างๆ ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี และนำมาปรุงแต่งเป็นอาหารเจรสเลิศที่ชวนลิ้มรสมากมาย
      
       อย่างในมื้อนี้ "ผู้จัดการตระเวนกิน" ก็ได้เลือกสั่งเมนูจานเด็ดของที่นี่มากินมากมาย เริ่มจากเมนูขายดีอย่าง เกี๊ยวซ่า (70 บาท) สูตรจากอินโดนีเซียที่มีหน้าตาไม่เหมือนที่ร้านไหน เป็นเกี๊ยวซ่าแป้งบางนุ่มข้างในห่อด้วยไส้ขาเห็ด ผัดกาดขาว และวุ้นเส้นปรุงรส และก็ยังนำเอาเกี๊ยวซ่าไปทอดบนกระทะพร้อมกับแป้งที่ทางร้านปรุงขึ้นมาเอง ชิมชิ้นเกี๊ยวซ่าเคี้ยวแป้งบางนุ่มได้รสชาติไส้เข้มข้นกลมกล่อมปาก หรือจะจิ้มกับจิ๊กโช่วเพิ่มรสชาติ
ลาบไก่
       เมนูต่อมาเป็นเจสไตล์ไทย คือลาบไก่ (120 บาท) ตัวไก่นั้นทำมาจากโปรตีนถั่วเหลือง เห็ดหิมะ และเห็ดหอมที่นำมาทอดและสับละเอียด แล้วก็นำมาคลุกเคล้ากับเครื่องลาบไทยๆ กินแล้วเหมือนได้กินลาบไก่จริงๆ ที่รสแซบเด็ดครบเครื่องลาบ
น้ำตก
       ส่วนอีกหนึ่งเมนูเจรสแซบแบบไทยที่ไม่ควรพลาดสั่งมากินคือ น้ำตก (100 บาท) เป็นหมูย่างที่ทำมาจากโปรตีนถั่วเหลืองปรุงรสและรมควัน แล้วก็นำมาทอดปรุงรสชาติแบบน้ำตกใส่ข้าวถั่วส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ชิมน้ำตกหมู เนื้อหมูเคี้ยวนุ่มปากออกรสหวานซึมรสชาติเครื่องน้ำตกออกรสเปรี้ยว เผ็ดถูกปาก
เห็ดโบราณผัดเจ
       สลับรสชาติแซบๆ มากินเมนูนี้ เห็ดโบราณผัดเจ (120 บาท) เป็นสูตรจากอินโดนีเซียที่นำเอาเห็ดหิมะมาชุปแป้งทอด และผัดใส่พริกหวานสีเขียว พริกชี้ฟ้าแดง ขิง และผัดกับพริกเครื่องเทศยาจีนสูตรเด็ดของทางร้าน ลิ้มรสชาติเห็ดโบราณเคี้ยวกรอบนอกนุ่มในได้รสชาติพริกเครื่องเทศที่ออกเผ็ด ลิ้นสักนิด
ปลานึ่งซีอิ้ว
       แล้วก็มาอิ่มกันต่อที่ ปลานึ่งซีอิ้ว (150 บาท) ตัวปลาทำมาจากฟองเต้าหู้ ข้าวโอ๊ด และสาหร่ายทะเลที่ปั้นมาเป็นชิ้นๆ และนำมาทอด แล้วก็มีน้ำซีอิ้วสูตรเด็ดของทางร้านราดมา พร้อมกับโรยหน้าด้วยแครอทและขิงซอย ชิมปลานึ่งซีอิ้วถูกปากตรงที่เนื้อปลาเคี้ยวแน่นชุ่มน้ำซีอิ้วออกรสเค็มนิดๆ หอมกลิ่นขิงขึ้นจมูก
ต้มยำรวมมิตร
       กินเมนูแห้งๆ มาหลายจานคอชักฝืดต้องสั่งเมนูซดน้ำร้อนๆ อย่าง ต้มยำรวมมิตร (100 บาท) มากินกัน เป็นต้มยำน้ำใส ครบเครื่องใส่ทั้งกุ้ง ที่ทำมาจากหัวบุกและโปรตีนถั่วเหลือง ขาเห็ด ที่ทำมาจากขาเห็ดหอมปรุงรส ปลาหมึกทำมาจากหัวบุก และมีหมูยอเจ ได้ซดน้ำต้มยำร้อนๆ เปรี้ยว เผ็ด โล่งคอ
มะเขือไส้เผือก
       หลังจากได้กินเมนูอาหารคาวจนใกล้จะอิ่มท้อง เราก็ไม่ลืมที่จะเหลือพื้นที่ในกระเพาะให้กับของหวาน อย่างมะเขือไส้เผือก (80 บาท) เป็นขนมที่ได้สูตรมาจากอินโดนีเซีย ที่นำเอามะเขือยาวมาสอดไส้ด้วยเผือกกวนปรุงรส แล้วก็ชุปแป้ง คลุกเกล็ดขนมปังทอดจนเหลืองกรอบ กินแล้วมะเขือยาวกรอบนอกนุ่มใน ไส้เผือกหวานนุ่มหอมได้ใจ
      
       "ผู้จัดการตระเวนกิน" ได้อิ่มเอมกับอาหารเจรสดีจนพุงกาง แต่ถ้าหากใครมากันหลายๆ คนก็แนะนำว่ายังมีเมนูอื่นๆ ที่ชวนสั่งมาลิ้มรสกันอีกเพียบ อาทิ กุ้งเปรี้ยวหวาน (120 บาท) ขาหมูผัดไส้ (150 บาท) ปลาดุกฟู (120 บาท) ยำสาหร่าย (60 บาท) หอยจ้อเจ (120 บาท) กุ้งผัดผงกะหรี่ (120 บาท) เต้าหู้เย็น (80 บาท) ฯลฯ และนอกจากที่ร้านอาหารเจ ฉาง โซ่ว จะมีเมนูเจที่ทำสำเร็จให้ได้กินกันแล้ว ที่นี่ยังมีพวกวัตถุดิบอาหารเจทั้งของแห้งและของแช่แข็งสารพัดอย่าง ให้ชาวเจได้เลือกซื้อหาไปทำเป็นเมนูเด็ดกินกันเองที่บ้านได้อีกด้วย
      
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
       

       ร้านอาหารเจ ฉาง โซ่ว ตั้งอยู่ที่ 84/88 หมู่ที่ 7 ท่าข้าม ถ.พระราม 2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กทม. การเดินทางถ้ามาจากดาวคะนอง ให้วิ่งตรงมายังถ.พระราม 2 วิ่งตรงมาจนถึงโฮมโปรแล้วให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยสน.ท่าข้าม ขับตรงเข้ามาในซอยประมาณ 800 ม. จะเห็นร้านอาหารเจ ฉาง โซ่ว ตั้งอยู่ขวามือริมถนน ตรงหน้าปากซอยท่าข้ามซ. 8 มีที่จอดรถในร้าน เปิดทุกวัน เวลา 10.00-15.00 น. และ 17.00-22.00 น. ทางร้านรับจัดโต๊ะจีนนอกสถานที่ด้วย โทร. 0-2895-4895