ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

“กนกซุปเปอร์ราดหน้า (เจ้าเก่า)” ระนอง

ขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์


ราดหน้าปลา เมนูยอดฮิตของร้าน




“กนกซุปเปอร์ราดหน้า” เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเก่าแก่ร้านหนึ่งในระนอง เป็นร้านพื้นๆ ธรรมดาที่ใครๆ ก็เข้าไปรับประทานได้ เปิดขายมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 มี นายกิตติพงษ์ ปิ่นถาวรรักษ์ เป็นเจ้าของร้านและกุ๊กประจำร้าน




เมนู สุดฮิตของร้านที่ลูกค้ามักจะสั่งมารับประทาน คือ ราดหน้ารวมมิตร และราดหน้าปลา ซึ่งมีทั้งก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ เส้นหมี่ และ หมี่กรอบ



ราดหน้ารวมมิตร อีกหนึ่งเมนูที่ลูกค้าต้องสั่ง



ราดหน้ารวมมิตร จะเน้นอาหารทะเล เช่น เนื้อปลา ปลาหมึก และ กุ้ง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมี หมูหมัก คะน้า ข้าวโพดอ่อน เห็ดฟาง เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า แครอท ส่วนราดหน้าปลา ก็จะใส่เนื้อปลาเป็นหลัก ส่วนประกอบอื่นจำพวกผักก็ใส่เช่นเดียวกับราดหน้ารวมมิตร

ส่วนรายการอาหารอื่นๆ ที่ขายในร้านยังมีราดหน้าหมู ซึ่งจะใช้หมูหมักเอง ต้มยำทะเล ทั้งน้ำข้น-น้ำใส นอกจากนี้ ยังมีอาหารตามสั่งประเภทข้าว เช่น ข้าวผัด ผัดกะเพราะ ผัดเครื่องแกง แกงจืด เป็นต้น และสุกี้ทรงเครื่อง


กิต ติพงษ์ บอกเคล็ดลับที่ทำให้ลูกค้ามารับประทานแล้วติดใจ คือ เน้นการปรุงที่รสชาติเสมอต้นเสมอปลาย รสมันกลมกล่อม บางคนไม่ต้องใส่เครื่องปรุงก็สามารถทานได้

แต่ถ้าใครชอบรสชาติไหนก็ ปรุงได้ตามใจชอบ และที่สำคัญที่สุดส่วนอาหารทะเลที่นำมาปรุงจะต้องสดใหม่เสมอ สั่งซื้อวันต่อวันไม่มีค้างคืนหรือแช่เอาไปขายวันต่อไปอย่างแน่นอน

ราดหน้าสนนราคาเริ่มต้นที่จานละ 35 บาท พิเศษ 40-60 บาท เช่นเดี่ยวกับอาหารตามสั่งอื่นๆ ราคาจานละ 35-70 บาท รับรองว่าจานเดียวอิ่มท้องแน่นอน

ร้านเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17.00-01.00 น.หยุดทุกวันพระใหญ่ คือ ขึ้น 15 ค่ำและแรม 15 ค่ำ ส่วนช่วงเทศกาล เช่น ตรุษจีนหยุด 5 วัน สงกรานต์หยุด 1 วัน คือ วันที่ 13 เมษายน ปีใหม่หยุดวันที่ 1 มกราคม

แต่สำหรับช่วงเทศกาลกินเจ จะปรับเปลี่ยนมาขายอาหารเจ แต่หลังจากเทศกาลกินเจจะหยุดพัก 4-5 วัน


ส่วนลูกค้าที่ต้องการโทร.สั่งอาหารล่วงหน้า ทั้งรับประทานที่ร้าน หรือหิ้วไปรับประทานที่บ้านก็ได้ ตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป ที่ร้านหมายเลข 0-7782-2174

ร้านตั้งอยู่บริเวณสี่แยกซอยสอง หรือสี่แยกโรงรับจำนำ ริมถนนท่าเมือง อ.เมืองระนอง


ขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์

“ก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายเลี๊ยก” น้ำซุปหอมหวาน เนื้อนุ่มโดนใจ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 กุมภาพันธ์ 2555 14:28 น. 
บรรยากาศภายในร้าน
       หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปีที่แล้ว อยุธยาเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ภายหลังจากน้ำท่วมผ่านพ้นไปแล้ว ก็ต้องช่วยกันโปรโมทการท่องเที่ยวในอยุธยาให้กลับมาคึกคักดังเดิม “ผ่านมาแวะกิน” ก็ยังคงช่วยสนองนโยบายไทยเที่ยวไทย ด้วยการตามไปเที่ยวที่อยุธยาเพื่อเป็นการช่วยชาวบ้านไปอีกทางหนึ่ง
      
       และเมื่อไปเที่ยวแล้วก็แน่นอนว่าจะต้องหาของอร่อยมาลิ้มลองให้อิ่ม ท้องเป็นธรรมดา คราวนี้ก็เลยได้เพื่อนฝูงเจ้าถิ่นแนะนำร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยโดนใจสำหรับคนกิน เนื้อ ร้านนี้มีชื่อว่า “ก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายเลี๊ยก” ที่เมื่อมาถึงหน้าร้านแล้วจะได้กลิ่นหอมยั่วยวนชวนน้ำลายสอมาก่อนเลยทีเดียว
นายเลี๊ยก เจ้าของร้านและเจ้าของสูตรอร่อย
       ร้านนี้เปิดขายกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 ซึ่ง นายเลี๊ยก เจ้าของร้านเล่าว่า แต่ก่อนพายเรือขายในแม่น้ำลำคลองมาก่อน ตอนแรกก็ขายเป็นก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำใสธรรมดา แต่หลังจากขึ้นมาขายบนบกเมื่อ 16 ปีก่อน ก็เปลี่ยนมาขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อเพียงอย่างเดียว โดยสูตรเด็ดเคล็ดลับต่างๆ นั้นคิดขึ้นมาเอง
      
       ก๋วยเตี๋ยวเนื้อของร้านนี้มีให้เลือกกินกันทั้งเนื้อสด เนื้อเปื่อย ลูกชิ้นเนื้อวัวล้วน และเอ็นตุ๋น อย่างเนื้อสดนั้นก็เลือกใช้เนื้อวัวที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี หมักกับเครื่องปรุงรสต่างๆ ที่เป็นเคล็ดลับพิเศษทำให้เนื้อเปื่อยนุ่ม พอหมักจนได้ที่แล้วมีลูกค้าสั่ง ก็จะนำเนื้อมาลวกแค่พอสุก
เกาเหลารวม
       ส่วนเนื้อตุ๋นก็จะตุ๋นกับเครื่องพะโล้ ซอสปรุงรสต่างๆ รากผักชี กระเทียม และเครื่องเทศจีน ตุ๋นไปเรื่อยๆ จนนิ่มเปื่อย และยังมีเอ็นตุ๋นที่ก่อนจะนำมาตุ๋นต้องนำไปต้มก่อนประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นก็ตุ๋นลงไปในหม้อเดียวกับเนื้อตุ๋น พอนิ่มได้ที่แล้วก็ตักขึ้นพักไว้ สูตรเด็ดความอร่อยอีกอย่างหนึ่งก็คือ น้ำซุปหอมหวานชวนให้ลองชิม ก็ใช้น้ำเปล่ามาต้มกับโครงกระดูกและเศษเนื้อ ปรุงรสเล็กน้อย แล้วต้มต่อจนได้น้ำซุปที่เข้าที่
      
       อย่างในชามแรกที่ได้ลองชิมนั้น ด้วยความเลือกไม่ถูกว่าจะชิมอะไรก่อนดี ก็เลยขอสั่งมาลองชิมทั้งหมดเลยในเมนู เกาเหลารวม (40 บาท พิเศษ 50 บาท) ที่มีทั้งถั่วงอกและคะน้าลวกแบบพอสุก ใส่ลูกชิ้นเนื้อ เนื้อสด เนื้อตุ๋น และเอ็นตุ๋น โรยหน้าด้วยผักชีใบเลื่อยเพิ่มกลิ่นหอม ลองชิมน้ำซุปที่ได้กลิ่นหอมมาก่อน แล้วก็ได้รสชาติกลมกล่อมถูกใจ เนื้อสดก็นุ่มไม่เหนียวไม่คาว เนื้อตุ๋นเปื่อยนุ่มได้รสชาติ เอ็นตุ๋นเคี้ยวกรุบนิ่มปาก และลูกชิ้นเด้งหนึบโดนใจ
เส้นเล็กรวม
       มาลองชิมก๋วยเตี๋ยวดูบ้าง ทางร้านมีให้เลือกทั้งเส้นเล็ก เส้นใหญ่ และเส้นหมี่ เราเลือกสั่ง เส้นเล็กรวม (30 บาท พิเศษ 40 บาท) มาชิมอีกสักชาม ชามนี้ใส่เครื่องเคราทุกอย่างที่อร่อยถูกปากถูกลิ้น ส่วนเส้นเล็กก็เหนียวนุ่ม เมื่อกินคู่กับน้ำซุปอร่อยๆ แล้วเข้ากันดีเป็นอย่างยิ่ง
      
       อีกชามขอลอง เส้นใหญ่ลูกชิ้นเนื้อตุ๋น (30 บาท พิเศษ 40 บาท) ชามนี้ก็อร่อยไม่แพ้กัน แต่ต้องขอลองมาเผ็ดสูตรเด็ดอีกอย่างของร้านคือ พริกป่นที่มีให้ปรุงรสเพิ่ม มองดูทีแรกก็คิดว่าเป็นพริกผัดเหมือนร้านอื่นๆ แต่เมื่อลองสอบถามดูแล้ว กลายเป็นพริกแห้งที่นำมาป่นแล้วหมักด้วยน้ำร้อนธรรมดา ได้ออกมาเป็นพริกป่นที่มีกลิ่นหอมหวน รสชาติเผ็ดจี๊ดถูกใจคนชอบรสจัดจ้าน
เส้นใหญ่ลูกชิ้นเนื้อตุ๋น
       นอกจากก๋วยเตี๋ยวเนื้อแล้ว ยังมี บะจ่าง (45 บาท) ให้ลองชิมกันอีกเมนู ใส่มาทั้งแปะก๊วย กุ้งแห้ง เม็ดบัว เห็ดหอม และไข่แดงเค็ม ส่วนด้านล่างของข้าวนั้นจะเป็นถั่วดำกวนรสชาติออกหวานๆ ลองชิมแล้วหอมหวนกลมกล่อม อร่อยแบบเต็มอิ่ม
      
       ใครที่มาแล้วอยากลองเมนูอื่นบ้าง เราก็ขอแนะนำ เกาเหลาเอ็นตุ๋น (40 บาท พิเศษ 50 บาท) สำหรับคนที่ชอบเอ็นตุ๋นกรุบๆ เคี้ยวเพลิน หรือจะเป็นก๋วยเตี๋ยวเส้นอื่นๆ ที่เลือกเครื่องได้ตามใจชอบ และทางร้านยังมีน้ำหวานๆ ให้ดื่มเย็นชื่นใจกันอีกด้วย ทั้งโอเลี้ยง ชาดำเย็น กระเจี๊ยบ เก็กฮวย และลำไย (แก้วละ 10 บาท)
      
       ก๋วยเตี๋ยวเนื้ออร่อยๆ แบบนี้ “ผ่านมาแวะกิน” ไม่อยากให้นักชิมทั้งหลายพลาดด้วยประการทั้งปวง
บะจ่าง
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
      
       ร้าน “ก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายเลี๊ยก” ตั้งอยู่ที่ 6/7 ม.4 ถ.ป่ามะพร้าว ต.หอรัตนไชย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา การเดินทางเมื่อมาถึงตัวเมืองอยุธยา ให้วิ่งบนถนนอู่ทอง ตรงมายังถนนป่ามะพร้าว เลี้ยวเข้าถนนป่ามะพร้าวแล้วตรงมาอีกประมาณ 50 มตร จะเห็นร้านอยู่ทางขวามือ สามารถจอดรถได้บริเวณด้านหน้าร้าน ร้านเปิดทุกวัน เวลา 09.00-15.00 น. (หยุดเฉพาะช่วงเทศกาล) โทร 0-3525-1761

ลิ้มรส 'ปลาแรด' อร่อยเลิืศ ที่ T-House

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 14 ธันวาคม 2554 09:57 น.
       by: ลงพุง (zathunman@gmail.com)
      
       Taste สัปดาห์นี้ ไม่ขอพูดพร่ำทำเพลงให้เปลืองหน้ากระดาษ เสียดายทรัพยากรโลก ที่เหลืออยู่น้อยนิด เพราะขอเหลือพื้นที่ไว้พรรณาถึง ร้านอาหารรสชาติเยี่ยม ที่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมกันมาหยกๆ
       มื้อเที่ยงวันทำงาน เมื่อหันซ้ายหันขวาไม่เห็นใคร เลยถือโอกาสแอบโดดงาน(อีกแล้ว) ออกไปหาอาหารเที่ยงอร่อยๆกิน ที่หมายที่เตรียมไว้ในใจก็คือ ร้านอาหารเวียดนาม T.HOUSE ที่หลายท่านน่าจะเคยได้ยินชื่อมาบ้าง เพราะสาขา ซอยร่วมฤดี ปลายทางในครั้งนี้นั้น สาขาที่ 4 น้องใหม่ ที่ความอร่อยไม่น้อยหน้าสาขาอื่นๆเลย
        เมื่อจอดรถเรียบร้อย ยกนาฬิกาขึ้นดู พบว่า วันนี้ได้ทานอาหารมื้อเที่ยงกันแบบตรงเวลาเป๊ะๆ หลังจากพนักงานเปิดประตูต้อนรับอย่างสุภาพ สิ่งที่พบก็เป็นอย่างที่คาด ….. คนตรึม!!
       อย่างไรก็ดี นี่ก็เป็นตัวชี้วัดอย่างแล้วสำหรับร้านอาหารรสชาติดีทั่วไป ที่ผู้คนต้องให้ความไว้วางใจมาฝากท้องกันอยู่มากมาย มากไปกว่านั้นเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาพักกลางวันของ ผู้คนที่ทำงานละแวกใกล้เคียง เพราะนอกจากจะเดินทางด้วยรถส่วนตัวแล้ว ที่นี่ยังเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS เลือกปลายทางสถานีเพลินจิต
        ระหว่างที่รออาหารอยู่เพลินๆ ก็พิจารณาดูรอบๆ พบว่า T.House สาขานี้นั้น ดัดแปลงมาจากบ้านเก่ายุค 70 สู่ร้านอาหารบรรยากาศอบอุ่นเหมือนได้มาทานอาหารที่บ้าน และตกแต่งภายในด้วยสไตล์โมเดิร์นไชนีสที่มีทั้งกลิ่นอายความเป็นจีน ฝรั่งเศส ทั้งยังผสมผสานสไตล์โอเรียนทัลแบบร่วมสมัย ที่รับรองว่าทุกท่านจะสามารถดื่มด่ำกับรสชาติของอาหาร ภายใต้บรรยากาศที่เล่ามาแบบลืมไม่ลง
       อาหารเวียดนามของ T.HOUSE นำเสนอรสชาติตำรับชาววังจากเมืองเว้ ทางภาคใต้ของเวียดนาม ซึ่งวัฒนธรรมการกินของคนที่นั่น พิศมัยในอาหารรสจัด เฉกเช่นเดียวกับคนไทย
        ซึ่งจะแตกต่างจากอาหารเวียดนามพื้นเมืองโดยทั่วไป ที่เน้นผักพื้นบ้านเป็นหลัก และยังทำให้หลายคน(ที่ไม่ชอบทานผัก) เข้าใจว่าอาหารเวียดนามมีแต่ผักและทานยาก แต่สำหรับที่ T.HOUSE จะเพิ่มความหลากหลายของวัตถุดิบที่คัดสรร ทั้งเนื้อหมู ไก่ กุ้ง ปลา หอย ปู ปลาหมึก ทานร่วมกับผักท้องถิ่นพื้นบ้าน เพื่อเพิ่มอรรถรสในการทานอาหารตามตำรับชาววัง พร้อมกับน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของ T.HOUSE เพิ่มรสชาติอร่อยกลมกล่อม ให้กับอาหารเวียดนามที่คุณเลือกในทุกเมนู
       หากต้องการสัมผัสรสชาติอาหารเวียดนามสูตรพิเศษ โดยเฉพาะน้ำจิ้มที่หลายคนติดใจ T.HOUSE ขอแนะนำ "บั่นก้วง" หรือข้าวเกรียบปากหม้อญวนรสชาติกลมกล่อม "ปอเปี๊ยะฮอยอัน" สูตรพิเศษกรอบอร่อย "สุกี้เวียดนาม" ที่มีความพิเศษที่น้ำซุปรสกลมกล่อมหอมกลิ่นสมุนไพร "เฝอเนื้อ" รสชาตินุ่มลิ้น และเมนูเด็ดก็คือเมนู "ปลาแรดฮอยอัน" ทานคู่กับน้ำจิ้มสไตล์เวียดนามแท้ๆ รสชาติกลมกล่อม รับประกันความสดอร่อยทุกจาน
       นอกจากอาหารเวียดนามแล้วยังมีอาหารไทย และอาหารอิตาเลี่ยนสำหรับผู้ที่ชอบความหลากหลายของรสชาติอาหารที่แตกต่าง ยิ่งถ้าได้ทานในบรรยากาศร้านที่ตกแต่งอย่างสวยงามมีสไตล์ พร้อมด้วยมุมส่วนตัวสำหรับจัดเลี้ยง สัมมนา สำหรับคอเพลงแล้วยังสามารถเลือกฟังเพลงเพราะๆในมุมพิเศษแสนสบาย ทั้งหมดนี้รอพบกับทุกท่านที่ร้าน T.House ที่ซอยร่วมฤดี เพื่อให้ทุกท่านเต็มอิ่มกับรสชาติอาหารในแบบฉบับที่ดีต่อสุขภาพและสร้างช่วง เวลาแห่งความสุขให้กับทุกคนในครอบครัว อย่างแน่นอน
      
      
      
      
      
      
      
       ที่ตั้ง : 63/3 ซอยร่วมฤดี ปากซอยร่วมฤดี 3 ถ.เพลินจิต ลุมพินี ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
       เวลาเปิด 11.00-14.30 น. และ 17.00-23.00 น.
       โทร. 0-2650-9961-2
       website : www.t-houserestaurant.com

4 สุดยอดร้านอาหาร กับบรรยากาศเทพๆ

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 10 มกราคม 2555 15:09 น. 
 ตลอดปี 2554 ที่ผ่านมา ฟรีก็อปปี้ Taste ได้ออกตระเวณ Test ตามล่าหาร้านอาหารรสเลิศที่วางตัวอยู่ในเมืองหลวง ซึ่งพูดกันจริงๆ ก็ไม่มีร้านไหนกินขาดไปกว่าร้านอื่นๆ สักกี่มากน้อย แต่กระนั้นก็ดี ถ้าให้เราต้องกัดฟันเลือกร้านอาหารสัก 4-5 ร้านที่ “โดนใจ” เรามากที่สุด ต่อไปนี้ คือร้านที่อยู่ในความทรงจำของเราอย่างแจ่มชัด และเราอยากจะหยิบมาแนะนำ สำหรับหลายๆ ท่านที่กำลังมองหาร้านนั่ง Eat & Drink แบบชิลๆ ใน กทม.
       The Long Bar
       บาร์หรูทันสมัย ที่โดดเด่น ด้วยเคาน์เตอร์บาร์ยาวเหยียดกว่า 14 เมตร พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มรสเลิศควบคู่อาหารว่างสไตล์อิตาเลี่ยน ให้ผู้มาเยือนด้วยด้วยการบริการ ระดับ 5 ดาวตามแบบฉบับ แชงกรี-ลา
       ด้วยการตกแต่งแบบโทนสีน้ำตาลธรรมชาติ เพิ่มลูกเล่นด้วยสีม่วง และแสงจากโคมไฟประดับบนผนังไม้ด้านหลัง เปล่งแสงสว่างเรืองรองให้ เดอะ ลอง บาร์ ดูสว่างสดใส สะกดสายตาทุกคู่ที่ผ่านมาพบเห็น
       จุดเด่นหลักของความเป็นบาร์ คงไม่พ้นเครื่องดื่มหลากหลายชนิด เช่น ค๊อกเทลคลาสสิค กาแฟและชา ที่มีส่วนผสมของสุราพรีเมี่ยมและเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่า ทุกที่นั้น ต้องมีตัวเด็ด ! อย่าง “เฟลิตวิธมี” ของ เดอะ ลอง บาร์ หนึ่งในเครื่องดื่มค๊อกเทลสูตรสร้างสรรค์ ที่มีส่วนผสมของ ดอกกุหลาบสีแดงสด วอดก้าราสเบอร์รีเข้มข้น น้ำแครนเบอร์รีและน้ำสับปะรด หรือจะเป็น “ริเวอร์แคว” ที่เกิดจากการผสมของ วอดก้า มะกรูด เหล้าแตงโม น้ำแอบเปิ้ล น้ำมะนาวและน้ำเชื่อม
       สำหรับผู้ชอบดื่มกาแฟ ยังมี คาราเมลคาปูชิโน่ และคอฟฟี่อาฟเตอร์เอท ที่มีส่วนผสมของซอสช็อกโกแลตขาว และรวมถึงเครื่องดื่มสุขภาพและเครื่องดื่มที่ผสมให้ตามรสชาติตามที่ผู้มา เยือนต้องการ
       ส่วนเรื่องของอาหารที่ เดอะ ลอง บาร์ นั้น ก็พร้อมสรรพด้วยอาหารว่าง ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารอิตาเลี่ยน โดยฝีมือการปรุงของ เชฟมาร์โค่ ริวา นำเสนอในแบบอิตาเลี่ยนคลาสสิค เป็นเมนูเบาๆ สไตล์โฮมเมดและอาหารจานเด่นอื่นๆที่ ปรุงจากเนยแข็ง ของดีจากอิตาลี เป็นกับแกล้มชั้นดี เพื่อเติมเต็มความเป็นบาร์อย่างสมบูรณ์แบบ
       หากใครยังมองหาที่สักแห่ง ไว้เพื่อประชุมธุรกิจ นัดสังสรรค์ในกลุ่มเพื่อน หรือแม้แต่อยากผ่อนคลายกับเพลงเพราะๆ ในช่วงเย็นย่ำ พร้อมจิบเครื่องดื่มก่อนมื้ออาหารค่ำแล้วล่ะ ก็ ที่ เดอะ ลอง บาร์ น่าจะช่วยรับหน้าที่เป็นจุดหมายปลายทางนั้นให้คุณได้เป็นอย่างดี
       และสำหรับคนรักช็อกโกแลต ที่ ล๊อบบี้เลานจ์ ของ แชงกรี-ลา ติดกับเดอะ ลอง บาร์ ยังถูกแบ่งออกเป็นมุม “ช็อกโกแลต บูติก” ไว้ต้อนรับช็อกโกแลต เลิฟเวอร์ ด้วย ช็อกโกแลตในรูปแบบต่างๆ ที่สวยงามทั้งรูปลักษณ์และรสชาติ ผ่านการปรุงจากวัตถุดิบระดับพรีเมี่ยม ให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มรส และยังสามารถซื้อกลับ ไปเป็นของขวัญ ของฝาก ได้อีกด้วย
       ที่ตั้ง โรงแรมแชงกรี-ลา บางรัก กรุงเทพฯ
       เวลาให้บริการ 07.00 - 01.00 น.
       โทร. 02 236 7777 ต่อ 6205-6
       website www.shangri-la.com/bangkok
       Inversus
       Inversus (อินเวอร์ซูส) ร้านอาหารอิตาเลี่ยนแบบ modern luxury 2 สไตล์ ในร้านเดียว ได้จับจองมุมดีดี บนพื้นที่ K-Village ไป-มาสะดวก ที่จอดรถกว้างขวาง ทำให้ อินเวอร์ซูส ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
       พื้นที่ 2 ชั้นของ อินเวอร์ซูส ผ่านการตกแต่งเป็น 2 สไตล์อย่างชัดเจน โดยชั้นบน ถูกดีไซน์เป็นพื้นที่โปร่ง ภายใต้บรรยากาศห้องเหลี่ยมเพชร ตั้งแต่พื้นจรดเพดาน เตรียมไว้รองรับลูกค้าที่ต้องการ ทาน dinner โดยเฉพาะถึง 70 ที่นั่ง ส่วนชั้นล่าง นั้นเป็นการใช้งานหลุยส์มาเพิ่มลูกเล่นให้กับฟังค์ชั่นต่างๆ ของร้าน ไม่ว่าจะประตู ผนังร้าน ไปจนถึงป้ายชื่อร้าน แสดงถึงความคลาสสิค เลอค่า อย่างมีสไตล์ ให้บรรยากาศขรึมๆ รับหน้าที่ความเป็น บาร์ ขนาด 60 ท่านได้อย่างไม่บกพร่อง
       เรื่องของอาหารทั้งหมดนั้น ได้ เชฟ Roberto Pezza เจ้าของรางวัลมิชลินสตาร์ อย่างที่กล่าวไปตอนต้นนั่นเอง ที่ลงมือปรุงอาหารด้วยตัวเอง และไม่ใช่เพียงแค่แวะมาช่วงสั้นๆ แล้วผ่านไปเท่านั้น เพราะไม่ว่าคุณจะมาเยือนที่นี่ วันไหน เมื่อไร รับรองได้ว่า โอกาสชิมอาหารฝีมือเชฟชื่อดัง นั้นเป็นของคุณแน่นอน
       จากประสบการณ์ของ เชฟโรเบอร์โต้ ที่มีโอกาสเรียนรู้จากการเดินทางไปนานาประเทศ หลากหลายวัฒนธรรม ทำให้เกิดเป็นไอเดียในการปรุงอาหารแบบฟิวส์ชั่นฟู้ด ได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังเพิ่มเสน่ห์ ให้อาหารอิตาเลี่ยนด้วยการ ผสมผสานความเป็นไทย ด้วยการนำผักพื้นบ้าน มาแสดงเอกลักษณ์รสชาติอาหารไทย ที่แทรกซึมอยู่ในอาหารต่างชาติได้อย่างดี
       การเลือกใช้วัตถุดิบนั้นก็เนี๊ยบและพิถีพิถัน โดยเชฟโรเบอโต้บอกกับเราผ่านล่าม ว่า “วัตถุดิบบางอย่างที่ต้องการความสดใหม่จริงๆนั้น จะหลีกเลี่ยงการนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะจะทำให้ความสดใหม่นั้น สูญหายไประหว่างทางได้”
       อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า 2 ชั้น 2 สไตล์ ของ อินเวอร์ซูส นั้น แบ่งรับความต้องการของผู้มาเยือนอย่างชัดเจน ซึ่งหากผู้ที่ต้องการ ดินเนอร์สุดหรูตามแบบฉบับอิตาเลี่ยน ด้วยอาหารรสเลิศชื่อยาวๆ ทั้งหลาย ที่แฟนตัวจริงของอาหารอิตาเลี่ยนต้องคุ้นหู อย่าง ไอศกรีมหอมหัวใหญ่กับปลาซีบาสรมควัน, ลาวิโอลีฟักทองกับเห็ดทรัฟเฟิล, แกะออสเตรเลียเนื้อนุ่มชุ่มด้วยซอส ปิดท้ายด้วยของหวานทีเด็ด Roberto Petza style Tiramisu เค้กทีรามิสุ สูตรเฉพาะของเชฟโรเบอร์โต้ เท่านั้น
       หรือว่าจะเปลี่ยน feel มาเฮฮากับก๊วนเพื่อนที่บาร์ ด้านล่างก็ยังมีอาหารจานเดียวทานเล่น อย่าง พิซซ่า สปาเกตตี้ ไว้ให้คุณทานควบคู่กับเครื่องดื่ม alcochol และ non-alcohol อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คอกเทลสูตรเฉพาะอย่าง The inversus, 7 days, 4season miracle, และที่อยากแนะนำ โมเลกุลล่า ที่ผสานส่วนประกอบของสมุนไพรและผลไม้ไทยไว้อย่างลงตัว ส่วนผู้ชอบทานไวน์ ก็ยังมี ไวน์ โปรโมชั่น 990 บาท หรือจะเป็น สมูตตี้ รสชาติต่างๆ อีกมากมาย
       โดยทางร้านยังมีคอนเซ็ปต์ต้อนรับผู้มาเยือน ด้วยโค้ด 774 ซึ่งใน 7 วันที่มาเยือน จะได้พบกับการเพิ่มบรรยากาศด้วย เพลงใน 7 รูปแบบ ทั้งยังสัมผัสอาหารรสเยี่ยมจาก 4 เชฟรับเชิญที่หมุนเวียนกัน ในแต่ละฤดูกาล
       เชื่อว่าเพียงเท่านี้ คงทำให้ Inversus นั้น เหมาะสมกับเป็นพื้นที่ไว้เผยความในใจ บอกความรู้สึกดีแก่คนพิเศษ ภายใต้บรรยากาศโรแมนติกของแสงเทียนอันอบอุ่นให้กับผู้มาเยือนได้ไม่ยาก
       ที่ตั้ง K-Village สุขุมวิท 26
       เวลาบริการ ทุกวัน ชั้นบน 11.00 - 22.30 น. ชั้นล่าง 17.00 - 01.00 น.
       โทร 0 -2665-6447
       Bangkok Balcony
       bangkok balcony ห้องอาหารที่ปัจจุบันได้ครองตำแหน่ง “ห้องอาหาร open-air ที่สูงที่สุดในเมืองไทย” เป็นไฮไลต์ของโรงแรมใบหยกสกาย ที่แฝงตัวอยู่บนชั้น 81 ซึ่งถ้าไม่ลองขึ้นไปสักครั้ง ผมคิดว่าคงจินตนาการไม่ออกจริงๆ ว่า ชั้นที่ 81 ของตึกนั้น สูงแค่ไหนกัน
       bangkok balcony นอกจากการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น สีขาวสะอาดตา ยังถูกออกแบบให้เปิดโล่ง เปิดมุมมองแบบพาโนราม่ารอบด้าน ผู้มาเยือนสามารถชื่นชมและสัมผัสความงามของเมืองหลวงได้แบบไร้สิ่งกีดขวาง เรียกได้ว่า ให้ทัศนียภาพของมหานครกรุงเทพ รับหน้าที่เป็นวอลเปเปอร์ ไปโดยปริยาย
       180 ที่นั่งของห้องอาหาร ถูกแบ่งเป็นส่วน in door และ open-air ด้านนอกทั้ง 4 balcony ที่ออกแบบมาเสมือนเป็น “ระเบียงของกรุงเทพฯ” ทั้ง 4 ทิศ ที่มีเสน่ห์แตกต่างกันไป โดยในส่วนของ balcony นั้น ถูกจำกัดความเป็นส่วนตัวไว้เพียงด้านละ 20 ที่นั่งเท่านั้น
       อาหารที่เตรียมไว้บริการนั้น เป็นอาหารประเภทกริลล์ และซีฟูด รวมถึงบุฟเฟต์นานาชาติ สำหรับผู้ที่รักการทานอาหารแบบหลากหลายในมื้อเดียว การคัดสรรวัตถุดิบนั้น นอกจากมาตรฐานระดับโรงแรมแล้ว ยังใช้วัตถุดิบเกรดเอในการปรุง อย่างเช่นเนื้อแกะ และเนื้อเซอร์ลอยด์นำเข้าจากออสเตรเลีย หรือจะเป็น หอยแมลงภู่ตัวเขื่อง จากแหล่งขึ้นชื่ออย่างนิวซีแลนด์ รวมถึงผักสดปลอดสารพิษจากโครงการหลวง ทำให้กว่า 100 เมนูที่เตรียมไว้บริการนั้น กลายเป็นอาหารนานาชาติสุดพิเศษ
       นอกเหนือจากเมนูบุฟเฟต์กว่า 100 เมนูนั้น ผู้ที่เลือกรับประทานอาหารในส่วน open-air ก็สามารถรับบริการเมนูพิเศษเพิ่มจากไลน์บุฟเฟต์ได้อีกหลากหลายเมนู เริ่มกันตั้งแต่ “ซุปหูฉลาม” ที่ขึ้นชื่อของที่นี่ ผ่านการปรุงจากเชฟมือดีที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงอาหารจีนมากว่า 20 ปี “หางวัวตุ๋นไวน์แดง” ที่ใช้ท่อนหางวัวช่วงกลาง ขนาด 300-400 กรัม มาตุ๋นจนได้ที่ “อกเป็ดซอสส้ม” “โครงแกะย่างซอสไวน์แดง” “สะโพกนางฟ้า” และอื่นๆ อีกมากมาย ให้ผู้มาเยือนได้ชิมควบคู่กับบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟของโซน balcony
       หากคุณยังหาสถานที่โรแมนติกเพื่อเติมเต็มค่ำคืนแสนพิเศษนี้ยังไม่ได้ ล่ะก็ Bangkok Balcony จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ลงตัวสมบูรณ์แบบ ทั้งอาหารเลิศรส และทัศนียภาพบนระดับความสูงที่เหนือจินตนาการ...รับรองว่าถ้านี่คือครั้งแรก ของคุณล่ะก็ คุณจะไม่มีทางลืมประสบการณ์นี้เลยทีเดียว
       ที่ตั้ง ชั้น 81 โรงแรมใบหยกสกาย ประตูน้ำ กรุงเทพฯ
       ราคา โซน in door 690 บาทต่อท่าน โซน open-air 1,250 บาทต่อท่าน (ทานหมดรับ cash back 200 บาท เหลือ 1,050 บาทต่อท่าน)
       เปิดบริการทุกวัน 17.30-23.00 น.
       โทร.0-2656-3456 กด 4, 0-2656-3939
       เว็บไซต์ : www.baiyokehotel.com
       FABB Fashion CAFE'
       เพียงเลี้ยวเข้ามายัง ซอยเอกมัย 12 ก็หลีกหนีความวุ่นวายของ เอกมัยสายหลัก สังเกตทางขวามือ จะเป็นที่ตั้งของร้าน FABB CAFE' อย่างชัดเจน และพร้อมให้คุณหลบมุมพักผ่อน บรรยากาศที่อบอุ่น ลานนั่งด้านนอกถูกจัดให้เป็นสไตล์คาเฟ่กลางแจ้ง ภายใต้แมกไม้ที่เขียวชอุ่ม เพิ่มดีกรีความสบายให้กับมื้ออาหารของทุกคน
       หากใช้ที่นี่เป็นที่นัดพบทางธุรกิจ ซึ่งต้องการความสบายเหนือระดับขึ้นไปอีก บริเวณด้านในร้านก็รับมือได้อย่างดี ด้วยส่วนผสมของความสบายและความหรูหราอย่างลงตัว ทั้งบรรยากาศและเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งที่เป็นของสะสมส่วนตัวของเจ้าของร้าน ที่ให้กลิ่นอายของความร่วมสมัยอยู่ในที
       เรามาพบกับ คุณเลิฟ-เจนจิรา กมลเศวตกุญ เจ้าของร้าน ในวันงาน cup test กาแฟรสเลิศของ FABB ที่คุณเลิฟ สละเวลามาเป็นบาริสต้าด้วยตัวเองพอดี โดยมีที่มาจากร้านอาหารหรูหรา แบบ fine-dining ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ในทำเลใจกลางเมืองย่านชิดลม เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ จนกระทั่งกระแสการบริโภคของคนกรุงเปลี่ยนไป ทำให้จากร้านที่เมื่อมาทานต้องดูมีพิธีรีตองเยอะเป็นพิเศษ กลายมาเป็นร้านที่ดูสบายๆ ทานง่ายขึ้นแบบฉบับ bistro นั่นเอง
       อีกทั้งที่นี่ยังเพิ่ม section ของความเป็นร้านกาแฟ เพื่อรองรับผู้มาเยือนระหว่างมื้ออาหารได้มากยิ่งขึ้น จากความชอบกาแฟเป็นการส่วนตัวของคุณเลิฟเอง ทำให้กาแฟชั้นเยี่ยมกว่า 50 ชนิดทั่วโลก ผ่านการคั่วจนได้ที่ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นเพิ่มบรรยากาศร้านได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเร็วๆ นี้ ที่นี่ยังมีโครงการ Coffee Academy ไว้ถ่ายทอดความรู้สำหรับผู้ที่สนใจอยากเป็นบาริสต้าอีกด้วย
       นอกจากที่นี่จะเป็นสวรรค์สำหรับคนรักกาแฟแล้ว คุณสามารถฝากท้องที่นี่ได้เป็นอย่างดี ด้วยอาหารกว่า 60 เมนู ที่คัดสรรวัตถุดิบชั้นยอด ผ่านฝีมือการปรุงจาก เชฟมาโย (Marian Baranek) เชฟหนุ่มไฟแรงชาวสโลวัก ที่ผ่านประสบการณ์หน้าเตา กับเชฟชื่อดัง Mark Hix จากร้านอาหารขึ้นชื่อในลอนดอนมาแล้วกว่า 6 ปี
       หากแวะเวียนมาเมื่อใด อย่าพลาดจานเด็ดของที่นี่ “สลัดคาเปรเซ่แบบร้อน กับกุ้งลายเสือ” (Hot Caprese & Tiger prawn) ที่ผสมผสานชีสมอซซาเรลลา กับมะเขือเทศพันธุ์เนื้อ อบในเตาจนชีสละลาย พร้อมกับกุ้งลายเสือเนื้อแน่นผัดอย่างเร็ว ปรุงรสด้วยกระเทียมและพาร์สลีย์สับ หรือใครชอบทานปลา ขอแนะนำ “ปลากะพงขาวย่าง กับครีมถั่วลันเตา” (Grill Sea Bass with Creamy Peas , Leek and Bacon) จากเนื้อปลาชิ้นเขื่องย่างจนหนังกรอบ คลุกเคล้ากับครีมซอสข้นๆ ก็เป็นอีกจานที่ไม่ควรพลาด
       นอกจากนี้ใครที่ชอบรสชาติแบบไทยๆ ลองแวะมาทาน Lunch set ราคาพิเศษ ที่นำเสนออาหารไทย 3 ภาค 3 สไตล์ รวมถึงเมนูไทยแบบฟิวชั่น ให้บริการตลอดทั้งวันอีกด้วย
       เรียกได้ว่า ตั้งแต่มื้อเช้า กระทั่งมื้อเย็น FABB CAFE' เตรียมอาหารนานาชนิดรับมืออาการท้องร้อง เคียงข้างคุณ ตลอดทั้งวันอย่างแน่นอน
       ที่ตั้ง : 39 ซ.เอกมัย 12 วัฒนา กรุงเทพฯ 10110
       ราคา 150-990 บาท
       เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 06.00-24.00 น.
       โทร.0-2713-1290-2 แฟกซ์ 0-2713-1293
       www.fabbcafe.com และ www.facebook.com/fabb.cafeandbistro