4 สุดยอดร้านอาหาร กับบรรยากาศเทพๆ

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 10 มกราคม 2555 15:09 น. 
 ตลอดปี 2554 ที่ผ่านมา ฟรีก็อปปี้ Taste ได้ออกตระเวณ Test ตามล่าหาร้านอาหารรสเลิศที่วางตัวอยู่ในเมืองหลวง ซึ่งพูดกันจริงๆ ก็ไม่มีร้านไหนกินขาดไปกว่าร้านอื่นๆ สักกี่มากน้อย แต่กระนั้นก็ดี ถ้าให้เราต้องกัดฟันเลือกร้านอาหารสัก 4-5 ร้านที่ “โดนใจ” เรามากที่สุด ต่อไปนี้ คือร้านที่อยู่ในความทรงจำของเราอย่างแจ่มชัด และเราอยากจะหยิบมาแนะนำ สำหรับหลายๆ ท่านที่กำลังมองหาร้านนั่ง Eat & Drink แบบชิลๆ ใน กทม.
       The Long Bar
       บาร์หรูทันสมัย ที่โดดเด่น ด้วยเคาน์เตอร์บาร์ยาวเหยียดกว่า 14 เมตร พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มรสเลิศควบคู่อาหารว่างสไตล์อิตาเลี่ยน ให้ผู้มาเยือนด้วยด้วยการบริการ ระดับ 5 ดาวตามแบบฉบับ แชงกรี-ลา
       ด้วยการตกแต่งแบบโทนสีน้ำตาลธรรมชาติ เพิ่มลูกเล่นด้วยสีม่วง และแสงจากโคมไฟประดับบนผนังไม้ด้านหลัง เปล่งแสงสว่างเรืองรองให้ เดอะ ลอง บาร์ ดูสว่างสดใส สะกดสายตาทุกคู่ที่ผ่านมาพบเห็น
       จุดเด่นหลักของความเป็นบาร์ คงไม่พ้นเครื่องดื่มหลากหลายชนิด เช่น ค๊อกเทลคลาสสิค กาแฟและชา ที่มีส่วนผสมของสุราพรีเมี่ยมและเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่า ทุกที่นั้น ต้องมีตัวเด็ด ! อย่าง “เฟลิตวิธมี” ของ เดอะ ลอง บาร์ หนึ่งในเครื่องดื่มค๊อกเทลสูตรสร้างสรรค์ ที่มีส่วนผสมของ ดอกกุหลาบสีแดงสด วอดก้าราสเบอร์รีเข้มข้น น้ำแครนเบอร์รีและน้ำสับปะรด หรือจะเป็น “ริเวอร์แคว” ที่เกิดจากการผสมของ วอดก้า มะกรูด เหล้าแตงโม น้ำแอบเปิ้ล น้ำมะนาวและน้ำเชื่อม
       สำหรับผู้ชอบดื่มกาแฟ ยังมี คาราเมลคาปูชิโน่ และคอฟฟี่อาฟเตอร์เอท ที่มีส่วนผสมของซอสช็อกโกแลตขาว และรวมถึงเครื่องดื่มสุขภาพและเครื่องดื่มที่ผสมให้ตามรสชาติตามที่ผู้มา เยือนต้องการ
       ส่วนเรื่องของอาหารที่ เดอะ ลอง บาร์ นั้น ก็พร้อมสรรพด้วยอาหารว่าง ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารอิตาเลี่ยน โดยฝีมือการปรุงของ เชฟมาร์โค่ ริวา นำเสนอในแบบอิตาเลี่ยนคลาสสิค เป็นเมนูเบาๆ สไตล์โฮมเมดและอาหารจานเด่นอื่นๆที่ ปรุงจากเนยแข็ง ของดีจากอิตาลี เป็นกับแกล้มชั้นดี เพื่อเติมเต็มความเป็นบาร์อย่างสมบูรณ์แบบ
       หากใครยังมองหาที่สักแห่ง ไว้เพื่อประชุมธุรกิจ นัดสังสรรค์ในกลุ่มเพื่อน หรือแม้แต่อยากผ่อนคลายกับเพลงเพราะๆ ในช่วงเย็นย่ำ พร้อมจิบเครื่องดื่มก่อนมื้ออาหารค่ำแล้วล่ะ ก็ ที่ เดอะ ลอง บาร์ น่าจะช่วยรับหน้าที่เป็นจุดหมายปลายทางนั้นให้คุณได้เป็นอย่างดี
       และสำหรับคนรักช็อกโกแลต ที่ ล๊อบบี้เลานจ์ ของ แชงกรี-ลา ติดกับเดอะ ลอง บาร์ ยังถูกแบ่งออกเป็นมุม “ช็อกโกแลต บูติก” ไว้ต้อนรับช็อกโกแลต เลิฟเวอร์ ด้วย ช็อกโกแลตในรูปแบบต่างๆ ที่สวยงามทั้งรูปลักษณ์และรสชาติ ผ่านการปรุงจากวัตถุดิบระดับพรีเมี่ยม ให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มรส และยังสามารถซื้อกลับ ไปเป็นของขวัญ ของฝาก ได้อีกด้วย
       ที่ตั้ง โรงแรมแชงกรี-ลา บางรัก กรุงเทพฯ
       เวลาให้บริการ 07.00 - 01.00 น.
       โทร. 02 236 7777 ต่อ 6205-6
       website www.shangri-la.com/bangkok
       Inversus
       Inversus (อินเวอร์ซูส) ร้านอาหารอิตาเลี่ยนแบบ modern luxury 2 สไตล์ ในร้านเดียว ได้จับจองมุมดีดี บนพื้นที่ K-Village ไป-มาสะดวก ที่จอดรถกว้างขวาง ทำให้ อินเวอร์ซูส ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
       พื้นที่ 2 ชั้นของ อินเวอร์ซูส ผ่านการตกแต่งเป็น 2 สไตล์อย่างชัดเจน โดยชั้นบน ถูกดีไซน์เป็นพื้นที่โปร่ง ภายใต้บรรยากาศห้องเหลี่ยมเพชร ตั้งแต่พื้นจรดเพดาน เตรียมไว้รองรับลูกค้าที่ต้องการ ทาน dinner โดยเฉพาะถึง 70 ที่นั่ง ส่วนชั้นล่าง นั้นเป็นการใช้งานหลุยส์มาเพิ่มลูกเล่นให้กับฟังค์ชั่นต่างๆ ของร้าน ไม่ว่าจะประตู ผนังร้าน ไปจนถึงป้ายชื่อร้าน แสดงถึงความคลาสสิค เลอค่า อย่างมีสไตล์ ให้บรรยากาศขรึมๆ รับหน้าที่ความเป็น บาร์ ขนาด 60 ท่านได้อย่างไม่บกพร่อง
       เรื่องของอาหารทั้งหมดนั้น ได้ เชฟ Roberto Pezza เจ้าของรางวัลมิชลินสตาร์ อย่างที่กล่าวไปตอนต้นนั่นเอง ที่ลงมือปรุงอาหารด้วยตัวเอง และไม่ใช่เพียงแค่แวะมาช่วงสั้นๆ แล้วผ่านไปเท่านั้น เพราะไม่ว่าคุณจะมาเยือนที่นี่ วันไหน เมื่อไร รับรองได้ว่า โอกาสชิมอาหารฝีมือเชฟชื่อดัง นั้นเป็นของคุณแน่นอน
       จากประสบการณ์ของ เชฟโรเบอร์โต้ ที่มีโอกาสเรียนรู้จากการเดินทางไปนานาประเทศ หลากหลายวัฒนธรรม ทำให้เกิดเป็นไอเดียในการปรุงอาหารแบบฟิวส์ชั่นฟู้ด ได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังเพิ่มเสน่ห์ ให้อาหารอิตาเลี่ยนด้วยการ ผสมผสานความเป็นไทย ด้วยการนำผักพื้นบ้าน มาแสดงเอกลักษณ์รสชาติอาหารไทย ที่แทรกซึมอยู่ในอาหารต่างชาติได้อย่างดี
       การเลือกใช้วัตถุดิบนั้นก็เนี๊ยบและพิถีพิถัน โดยเชฟโรเบอโต้บอกกับเราผ่านล่าม ว่า “วัตถุดิบบางอย่างที่ต้องการความสดใหม่จริงๆนั้น จะหลีกเลี่ยงการนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะจะทำให้ความสดใหม่นั้น สูญหายไประหว่างทางได้”
       อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า 2 ชั้น 2 สไตล์ ของ อินเวอร์ซูส นั้น แบ่งรับความต้องการของผู้มาเยือนอย่างชัดเจน ซึ่งหากผู้ที่ต้องการ ดินเนอร์สุดหรูตามแบบฉบับอิตาเลี่ยน ด้วยอาหารรสเลิศชื่อยาวๆ ทั้งหลาย ที่แฟนตัวจริงของอาหารอิตาเลี่ยนต้องคุ้นหู อย่าง ไอศกรีมหอมหัวใหญ่กับปลาซีบาสรมควัน, ลาวิโอลีฟักทองกับเห็ดทรัฟเฟิล, แกะออสเตรเลียเนื้อนุ่มชุ่มด้วยซอส ปิดท้ายด้วยของหวานทีเด็ด Roberto Petza style Tiramisu เค้กทีรามิสุ สูตรเฉพาะของเชฟโรเบอร์โต้ เท่านั้น
       หรือว่าจะเปลี่ยน feel มาเฮฮากับก๊วนเพื่อนที่บาร์ ด้านล่างก็ยังมีอาหารจานเดียวทานเล่น อย่าง พิซซ่า สปาเกตตี้ ไว้ให้คุณทานควบคู่กับเครื่องดื่ม alcochol และ non-alcohol อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น คอกเทลสูตรเฉพาะอย่าง The inversus, 7 days, 4season miracle, และที่อยากแนะนำ โมเลกุลล่า ที่ผสานส่วนประกอบของสมุนไพรและผลไม้ไทยไว้อย่างลงตัว ส่วนผู้ชอบทานไวน์ ก็ยังมี ไวน์ โปรโมชั่น 990 บาท หรือจะเป็น สมูตตี้ รสชาติต่างๆ อีกมากมาย
       โดยทางร้านยังมีคอนเซ็ปต์ต้อนรับผู้มาเยือน ด้วยโค้ด 774 ซึ่งใน 7 วันที่มาเยือน จะได้พบกับการเพิ่มบรรยากาศด้วย เพลงใน 7 รูปแบบ ทั้งยังสัมผัสอาหารรสเยี่ยมจาก 4 เชฟรับเชิญที่หมุนเวียนกัน ในแต่ละฤดูกาล
       เชื่อว่าเพียงเท่านี้ คงทำให้ Inversus นั้น เหมาะสมกับเป็นพื้นที่ไว้เผยความในใจ บอกความรู้สึกดีแก่คนพิเศษ ภายใต้บรรยากาศโรแมนติกของแสงเทียนอันอบอุ่นให้กับผู้มาเยือนได้ไม่ยาก
       ที่ตั้ง K-Village สุขุมวิท 26
       เวลาบริการ ทุกวัน ชั้นบน 11.00 - 22.30 น. ชั้นล่าง 17.00 - 01.00 น.
       โทร 0 -2665-6447
       Bangkok Balcony
       bangkok balcony ห้องอาหารที่ปัจจุบันได้ครองตำแหน่ง “ห้องอาหาร open-air ที่สูงที่สุดในเมืองไทย” เป็นไฮไลต์ของโรงแรมใบหยกสกาย ที่แฝงตัวอยู่บนชั้น 81 ซึ่งถ้าไม่ลองขึ้นไปสักครั้ง ผมคิดว่าคงจินตนาการไม่ออกจริงๆ ว่า ชั้นที่ 81 ของตึกนั้น สูงแค่ไหนกัน
       bangkok balcony นอกจากการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น สีขาวสะอาดตา ยังถูกออกแบบให้เปิดโล่ง เปิดมุมมองแบบพาโนราม่ารอบด้าน ผู้มาเยือนสามารถชื่นชมและสัมผัสความงามของเมืองหลวงได้แบบไร้สิ่งกีดขวาง เรียกได้ว่า ให้ทัศนียภาพของมหานครกรุงเทพ รับหน้าที่เป็นวอลเปเปอร์ ไปโดยปริยาย
       180 ที่นั่งของห้องอาหาร ถูกแบ่งเป็นส่วน in door และ open-air ด้านนอกทั้ง 4 balcony ที่ออกแบบมาเสมือนเป็น “ระเบียงของกรุงเทพฯ” ทั้ง 4 ทิศ ที่มีเสน่ห์แตกต่างกันไป โดยในส่วนของ balcony นั้น ถูกจำกัดความเป็นส่วนตัวไว้เพียงด้านละ 20 ที่นั่งเท่านั้น
       อาหารที่เตรียมไว้บริการนั้น เป็นอาหารประเภทกริลล์ และซีฟูด รวมถึงบุฟเฟต์นานาชาติ สำหรับผู้ที่รักการทานอาหารแบบหลากหลายในมื้อเดียว การคัดสรรวัตถุดิบนั้น นอกจากมาตรฐานระดับโรงแรมแล้ว ยังใช้วัตถุดิบเกรดเอในการปรุง อย่างเช่นเนื้อแกะ และเนื้อเซอร์ลอยด์นำเข้าจากออสเตรเลีย หรือจะเป็น หอยแมลงภู่ตัวเขื่อง จากแหล่งขึ้นชื่ออย่างนิวซีแลนด์ รวมถึงผักสดปลอดสารพิษจากโครงการหลวง ทำให้กว่า 100 เมนูที่เตรียมไว้บริการนั้น กลายเป็นอาหารนานาชาติสุดพิเศษ
       นอกเหนือจากเมนูบุฟเฟต์กว่า 100 เมนูนั้น ผู้ที่เลือกรับประทานอาหารในส่วน open-air ก็สามารถรับบริการเมนูพิเศษเพิ่มจากไลน์บุฟเฟต์ได้อีกหลากหลายเมนู เริ่มกันตั้งแต่ “ซุปหูฉลาม” ที่ขึ้นชื่อของที่นี่ ผ่านการปรุงจากเชฟมือดีที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงอาหารจีนมากว่า 20 ปี “หางวัวตุ๋นไวน์แดง” ที่ใช้ท่อนหางวัวช่วงกลาง ขนาด 300-400 กรัม มาตุ๋นจนได้ที่ “อกเป็ดซอสส้ม” “โครงแกะย่างซอสไวน์แดง” “สะโพกนางฟ้า” และอื่นๆ อีกมากมาย ให้ผู้มาเยือนได้ชิมควบคู่กับบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟของโซน balcony
       หากคุณยังหาสถานที่โรแมนติกเพื่อเติมเต็มค่ำคืนแสนพิเศษนี้ยังไม่ได้ ล่ะก็ Bangkok Balcony จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ลงตัวสมบูรณ์แบบ ทั้งอาหารเลิศรส และทัศนียภาพบนระดับความสูงที่เหนือจินตนาการ...รับรองว่าถ้านี่คือครั้งแรก ของคุณล่ะก็ คุณจะไม่มีทางลืมประสบการณ์นี้เลยทีเดียว
       ที่ตั้ง ชั้น 81 โรงแรมใบหยกสกาย ประตูน้ำ กรุงเทพฯ
       ราคา โซน in door 690 บาทต่อท่าน โซน open-air 1,250 บาทต่อท่าน (ทานหมดรับ cash back 200 บาท เหลือ 1,050 บาทต่อท่าน)
       เปิดบริการทุกวัน 17.30-23.00 น.
       โทร.0-2656-3456 กด 4, 0-2656-3939
       เว็บไซต์ : www.baiyokehotel.com
       FABB Fashion CAFE'
       เพียงเลี้ยวเข้ามายัง ซอยเอกมัย 12 ก็หลีกหนีความวุ่นวายของ เอกมัยสายหลัก สังเกตทางขวามือ จะเป็นที่ตั้งของร้าน FABB CAFE' อย่างชัดเจน และพร้อมให้คุณหลบมุมพักผ่อน บรรยากาศที่อบอุ่น ลานนั่งด้านนอกถูกจัดให้เป็นสไตล์คาเฟ่กลางแจ้ง ภายใต้แมกไม้ที่เขียวชอุ่ม เพิ่มดีกรีความสบายให้กับมื้ออาหารของทุกคน
       หากใช้ที่นี่เป็นที่นัดพบทางธุรกิจ ซึ่งต้องการความสบายเหนือระดับขึ้นไปอีก บริเวณด้านในร้านก็รับมือได้อย่างดี ด้วยส่วนผสมของความสบายและความหรูหราอย่างลงตัว ทั้งบรรยากาศและเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งที่เป็นของสะสมส่วนตัวของเจ้าของร้าน ที่ให้กลิ่นอายของความร่วมสมัยอยู่ในที
       เรามาพบกับ คุณเลิฟ-เจนจิรา กมลเศวตกุญ เจ้าของร้าน ในวันงาน cup test กาแฟรสเลิศของ FABB ที่คุณเลิฟ สละเวลามาเป็นบาริสต้าด้วยตัวเองพอดี โดยมีที่มาจากร้านอาหารหรูหรา แบบ fine-dining ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ในทำเลใจกลางเมืองย่านชิดลม เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ จนกระทั่งกระแสการบริโภคของคนกรุงเปลี่ยนไป ทำให้จากร้านที่เมื่อมาทานต้องดูมีพิธีรีตองเยอะเป็นพิเศษ กลายมาเป็นร้านที่ดูสบายๆ ทานง่ายขึ้นแบบฉบับ bistro นั่นเอง
       อีกทั้งที่นี่ยังเพิ่ม section ของความเป็นร้านกาแฟ เพื่อรองรับผู้มาเยือนระหว่างมื้ออาหารได้มากยิ่งขึ้น จากความชอบกาแฟเป็นการส่วนตัวของคุณเลิฟเอง ทำให้กาแฟชั้นเยี่ยมกว่า 50 ชนิดทั่วโลก ผ่านการคั่วจนได้ที่ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นเพิ่มบรรยากาศร้านได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเร็วๆ นี้ ที่นี่ยังมีโครงการ Coffee Academy ไว้ถ่ายทอดความรู้สำหรับผู้ที่สนใจอยากเป็นบาริสต้าอีกด้วย
       นอกจากที่นี่จะเป็นสวรรค์สำหรับคนรักกาแฟแล้ว คุณสามารถฝากท้องที่นี่ได้เป็นอย่างดี ด้วยอาหารกว่า 60 เมนู ที่คัดสรรวัตถุดิบชั้นยอด ผ่านฝีมือการปรุงจาก เชฟมาโย (Marian Baranek) เชฟหนุ่มไฟแรงชาวสโลวัก ที่ผ่านประสบการณ์หน้าเตา กับเชฟชื่อดัง Mark Hix จากร้านอาหารขึ้นชื่อในลอนดอนมาแล้วกว่า 6 ปี
       หากแวะเวียนมาเมื่อใด อย่าพลาดจานเด็ดของที่นี่ “สลัดคาเปรเซ่แบบร้อน กับกุ้งลายเสือ” (Hot Caprese & Tiger prawn) ที่ผสมผสานชีสมอซซาเรลลา กับมะเขือเทศพันธุ์เนื้อ อบในเตาจนชีสละลาย พร้อมกับกุ้งลายเสือเนื้อแน่นผัดอย่างเร็ว ปรุงรสด้วยกระเทียมและพาร์สลีย์สับ หรือใครชอบทานปลา ขอแนะนำ “ปลากะพงขาวย่าง กับครีมถั่วลันเตา” (Grill Sea Bass with Creamy Peas , Leek and Bacon) จากเนื้อปลาชิ้นเขื่องย่างจนหนังกรอบ คลุกเคล้ากับครีมซอสข้นๆ ก็เป็นอีกจานที่ไม่ควรพลาด
       นอกจากนี้ใครที่ชอบรสชาติแบบไทยๆ ลองแวะมาทาน Lunch set ราคาพิเศษ ที่นำเสนออาหารไทย 3 ภาค 3 สไตล์ รวมถึงเมนูไทยแบบฟิวชั่น ให้บริการตลอดทั้งวันอีกด้วย
       เรียกได้ว่า ตั้งแต่มื้อเช้า กระทั่งมื้อเย็น FABB CAFE' เตรียมอาหารนานาชนิดรับมืออาการท้องร้อง เคียงข้างคุณ ตลอดทั้งวันอย่างแน่นอน
       ที่ตั้ง : 39 ซ.เอกมัย 12 วัฒนา กรุงเทพฯ 10110
       ราคา 150-990 บาท
       เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 06.00-24.00 น.
       โทร.0-2713-1290-2 แฟกซ์ 0-2713-1293
       www.fabbcafe.com และ www.facebook.com/fabb.cafeandbistro

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น