ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

จิบชา...กินขนม...ชมจันทร์...ในวันไหว้พระจันทร์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 กันยายน 2552 16:41 น.

       ปีนี้เทศกาลไหว้พระจันทร์ตรงกับวันที่ 3 ตุลาคม ช่วงนี้เราจึงเริ่มเห็นขนมไหว้พระจันทร์อันเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลนี้ เริ่มวางขายกันเต็มไปหมด ไม่รู้จะเลือกกินของยี่ห้อไหนดี ?
      
       ความเป็นมาของเทศกาลไหว้พระจันทร์นั้น มีตำนานหลายเรื่อง แต่หัวใจสำคัญของเทศกาลคือ การสร้างความสามัคคีกลมเกลียว เพราะสมาชิกของครอบครัวจะมาอยู่พร้อมหน้ากันในวันสิ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวและ เป็นช่วงที่พระจันทร์เต็มดวงสวยที่สุด
      
       ชาวจีนจะให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้ เป็นอันดับสองรองจากเทศกาลตรุษจีนเลยทีเดียว หลายๆ ประเทศที่มีชาวจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จะฉลองเทศกาลนี้กันอย่างสนุกสนาน มีทั้งการเชิดสิงโตตามท้องถนนเพื่อความเป็นสิริมงคล การไหว้เจ้า ซึ่งจะต้องมีของไหว้คือ ขนมไหว้พระจันทร์ และกระดาษ ส่วนตอนกลางคืนสมาชิกของครอบครัวจะมาอยู่พร้อมหน้ากันเพื่อกินขนมพร้อมจิบชา ภายใต้แสงจันทร์ ส่วนเด็กๆ ก็จะถือโคมไฟกระดาษที่ทำเป็นรูปต่างๆ เดินเรียงแถวกันไปตามถนน เป็นบรรยากาศที่สนุกสนาน
       

       สำหรับเมืองไทยนั้น ช่วงหลังๆ จะลดทอนพิธีการต่างๆ ลงไปมาก คงเหลือให้เห็นเพียงขนมไหว้พระจันทร์ที่ผุดขึ้นมาหลากหลายกลาย เป็นสีสันของเทศกาลนี้
      
       “ขนมไหว้พระจันทร์” เป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในเทศกาลนี้ มีความหมายถึงความพรั่งพร้อม ความสมบูรณ์ และความสมหวัง ขนมก้อนเล็กๆ ชิ้นนี้มีกำเนิดที่ประเทศจีนเมื่อ 600 ปีมาแล้ว แต่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาสู่เมืองไทยเป็นครั้งแรก เมื่อประมาณ 70 ปีที่ผ่านมา ขนมไหว้พระจันทร์ดั้งเดิมมีเพียงไส้ลูกบัว ถั่วแดง โหงวยิ้ง จนถึงปัจจุบันขนมก้อนนี้ถูกพัฒนารสชาติให้เข้ากับยุคสมัยและรสปากของคนรุ่น ใหม่มากขึ้น
      
       เรามาอัพเดตขนมไหว้พระจันทร์ปีนี้ว่า แต่ละยี่ห้อจะมีลูกเล่นอะไรแปลกใหม่มาสนองตอบคนกินกันบ้าง
      
       เริ่มจาก ร้านกอกใจ (ร้านเดิมชื่อกกจีเหลา เยาวราช) ใช้สโลแกนสืบสานรสชาติแท้แบบดั้งเดิม ที่พิถีพิถันกับไส้ลูกบัวต้องใช้ลูกบัวสดๆ มานึ่งและบดเอง เพื่อให้ได้รสและกลิ่นหอมของลูกบัวแท้ๆ ปีนี้ค่ายกอกใจออก 2 ไส้ใหม่คือ ไส้ลูกบัว-ลูกพรุน-ลูกเดือย เน้นสุขภาพ เพราะลูกพรุนมีวิตามินบี 1 แถมมีไฟเบอร์สูง ส่วนลูกเดือยนอกจากมีทั้งวิตามินมากมายแล้วยังเป็นยาเย็นแก้ร้อนใน บำรุงไต ม้าม ตับ และมีกรดอะมิโนที่กระตุ้นให้เซลล์สมองหลั่งสารที่ทำให้นอนหลับ ส่วนไส้ “นพเก้า” ออกมาเพื่อเอาใจวัยรุ่น ประกอบด้วยผลไม้อบแห้ง 9 ชนิด อาทิ แอปเปิล ลูกพรุน ลูกเกด ฯลฯ
       

       สำหรับปีนี้ทางค่ายกอกใจปรับแพคเกจใหม่ สั่งกล่องผ้าแมกเนติกสวยงามจากประเทศจีนทั้งกล่องและใหญ่ และที่พิเศษคือกล่องผ้าไหมที่ดูดีมีราคาสำหรับบรรจุขนม 9 ชิ้นเพื่อเป็นของกำนัลแก่ผู้หลักผู้ใหญ่
      
       ภัตตาคารเชียงการีลา เจ้าของสูตรเปลือกบาง เนื้อนุ่ม ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้ามากว่า 40 ปี เสนอไส้มังคุดและไส้เกาลัด-แมคคาเดเมีย พร้อมบรรจุภัณฑ์ใหม่สวยเก๋เป็นกล่องชุดมิตรสหาย กล่องโชคลาภ ชุดดาวล้อมเดือน สำหรับซื้อเป็นของฝาก ส่วนไส้อื่นๆ ก็มีให้เลือกอร่อยกว่า 20 ไส้ โดยเฉพาะขนมไหว้พระจันทร์ต้นตำรับอย่างไส้ทุเรียนหมอนทองไข่ 1 , ไส้ลูกบัวไข่ 1 , ไส้พุทราจีนไข่ 1 และไส้ทุเรียนไม่มีไข่ หาซื้อได้ที่ เชียงการีลาทุกสาขา และ เดอะมอลล์ ทุกสาขา
       

       “ขนมไหว้พระจันทร์โคคา” มีให้อร่อยหลากหลายรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นไส้ถั่วแดง ลูกบัว ลูกบัวขิง ทุเรียน โหงวยิ้ง คัสตาร์ด และใหม่ล่าสุดกับ ไส้ “คัสตาร์ดชาเขียว” โดยคัดสรรวัตถุดิบและส่วนผสมคุณภาพทั้งในประเทศและฮ่องกง มาเป็นสูตรต้นตำรับของโคคา ที่สืบทอดมามากกว่า 50 ปี รสชาติเป็นเอกลักษณ์ บรรจุในกล่องไม้ฉลุทำมือ (Handmade) ที่สวยงาม คงทน จำหน่ายที่ โคคาทั้ง 6 สาขา สุรวงศ์ สยามสแควร์ สุขุมวิท 39 ไทม์สแควร์ เซ็นทรัลเวิลด์ สยามเซ็นเตอร์ และร้านไชน่าไวท์ ข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 08-5123-4575
       ร้านอาหารสีฟ้า เจ้าแรกที่ทำขนมไหว้พระจันทร์ปิดทอง Golden Mooncake เพิ่มมูลค่าให้กับขนมหวานห่อแป้งให้ดูเริ่ดหรูอลังการกว่าเดิม ทำเป็นโฮมเมดสูตรต้นตำรับฮ่องกงที่อบวันต่อวัน มีหลายไส้ให้เลือก อาทิ ทุเรียนทอง โหงวยิ้งแฮมยูนาน และลูกบัว บรรจุในกล่องสีทอง สลับฝาสีแดงดีไซน์สวยทันสมัย เพื่อสื่อถึงความสุขและความเป็นศิริมงคล เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญ หรือของฝากสำหรับผู้ใหญ่ ญาติมิตรและบุคคลใกล้ชิด
      
       พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม รับฟรีทันที 1 ชิ้นเมื่อซื้อขนมไหว้พระจันทร์ครบ 4 ชิ้น หรือเลือกรับส่วนลดสุดคุ้มถึง 20% ทุกวันจันทร์ และพิเศษ สำหรับผู้ถือบัตร Seefah Family Card สามารถรับส่วนลด 10 – 15% ได้ทุกวัน สำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถเลือกซื้อขนมไหว้พระจันทร์ปิดทองที่ร้านสีฟ้าทั้ง 19 สาขา หรือใช้บริการสีฟ้า ดิลิเวอรี่ 02 800 8080
       

       บ้านกอไผ่ เป็นอีกรายหนึ่งที่สร้างสีสันให้กับวงการขนมไหว้พระจันทร์ ที่มักจะออกรสชาติแปลกใหม่เอาใจทั้งคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ปีนี้ขอเกาะกระแสไข้หวัด 2009 ด้วยการนำเสนอไส้ฟ้าทะลายโจร ที่มีสรรพคุณบรรเทาอาการหวัด หลอดลมอักเสบ แต่ปกติฟ้าทะลายโจรจะเหม็นเขียว แต่ไส้ฟ้าทะลายโจรลูกนี้นำลูกบัวมากวนกับฟ้าทะลายโจรและดับกลิ่นด้วยชายอด น้ำค้าง
      
       ไส้เก็กฮวยหล่อฮังก้วย นำเม็ดบัวมากวนกับสารสกัดดอกซากุระหรือดอกเก็กฮวยที่เป็นเหมือนยาของตระกูล ดอกไม้ ช่วยให้ชุ่มคอ นอกจากนี้ ยังมีหล่อฮั่งก้วย สมุนไพรจีนนับร้อยปีที่ให้สรรพคุณดับพิษร้อน และไส้ทีรามิสุ เป็นการนำเค้กช็อกโกแลตแท้ มาห่อด้วยกาแฟเอสเพรสโซกับแป้งนุ่มลิ้นของบัวหิมะ ให้ความแปลกใหม่ฉีกแนวเดิม (ลูกละ 85 บาท )
       

       นอกจากนี้ยังมี ไส้แปะก้วยรังนก ( ขนาด 60 กรัม กล่องละ 4 ลูก ราคา 220 บาท ) ไส้ลำไยสีทองรากบัวจีน ลูกละ 95 บาท ไส้เกาลัดลูกพลับญี่ปุ่น ลูกละ 95 บาท ไส้โหงวยิ้งแฮมแมคคาดิเมี่ยนัท ลูกละ 90 บาท สนใจซ้อชิมได้ที่ห้างเดอะมอลล์ทุกสาขา โลตัส เซ็นทรัล ท็อป คาร์ฟูร์ เอ็มโพเรียม พารากอน หรือซื้อจำนวนมากติดต่อคุณธรรมนูญ 087-515-9969
      
       ขนมไหว้พระจันทร์สูตรสตาร์บัคส์ ปีนี้มี 4 รสชาติให้เลือกอร่อยกันคือ ไส้กาแฟสตาร์บัคส์เอสเพรสโซ ไรสท์ สูตรต้นตำรับหอมของกาแฟ ไส้ทุเรียนหมอนทอง ไส้ชาเขียวสตาร์บัคส์และถั่วแดง และไส้โหงวยิ้ง
      
       สำหรับแพคเกจของสตาร์บัคส์ปีนี้เป็นกล่องบรรจุดีบุกและสีเงิน(สำหรับ บรรจุ 2 ลูกรสใดก็ได้) หรือจะทานร่วมกับกาแฟหรือเครื่องดื่มสตาร์บัคส์ทั้งกาแฟดำ คาปูชิโนหรือลาเต้ จะช่วยให้กาแฟขมกับขนมหวานอร่อยยิ่งขึ้น
       

       วกเข้าโรงแรมที่เชฟห้องอาหารจีนเกือบทุกแห่งคิดค้นสูตรเด็ดทำขนมไหว้พระจันทร์ออกมาขาย เริ่มที่ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท 11 ต้นตำรับบัวหิมะที่ใช้แป้งขนมโก๋สีขาวและสีเขียวมาห่อขนมแทนแป้งสีน้ำตาล อันเป็นที่นิยมในฮ่องกง ปีนี้ เชฟเหล่า ชิ หว่อง แนะนำบัวหิมะลูกพรุน บัวหิมะขิง และขนมไหว้พระจันทร์ทุเรียน-งาดำ ส่วนไส้เดิมๆ ที่ขายดี อาทิ บัวหิมะครีมใบเตย เป็นต้น
      
       พบโปรโมชั่นพิเศษ ซื้อ 10 กล่อง ฟรี 1 กล่อง (เฉพาะที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพฯ) หรือสั่งซื้อตั้งแต่ 2 หมื่นบาทขึ้นไป ฟรี! บัตรรับประทานอาหารที่ฮ่องเต้มูลค่า 500 บาท
       

       โรงแรมเพนนินซูล่า กรุงเทพฯ นำไส้คัสตาร์ดไข่แดง ดั้งเดิมที่ใช้ไข่เค็มแดงผสมกับคัสตาร์ดรสชาติหวานมันห่อด้วยแป้งพาสทรีบาง นุ่ม อันเป็นสูตรลับเฉพาะที่โด่งดังของโรงแรมเพนนินซูล่า ฮ่องกง นอกจากนี้ ยังมีไส้เม็ดบัวและไส้อื่นๆ บรรจุในกล่องสวยงามที่สั่งพิเศษจากฮ่องกงในราคากล่องละ 480 บาท และระหว่างวันที่ 2-4 ตุลาคม ห้องเหม่ยเจียง มีเซ็ตเมนูพิเศษต้อนรับครอบครัวที่จะมาฉลองเทศกาลนี้ ในราคาคนละ 1,280 บาท ( สลัดไก่เย็นกับแมงกะพรุนซอสพริก , ซุปหูฉลามน้ำแดงเนื้อปู , เป็ดปักกิ่ง, หมูสันในผัดซอสพริกไทยดำ ,ปลากะพงนึ่งซีอิ้ว,ข้าวผัดหยางโจว,สาคูครีมลูกบัวอบ,ขนมไหว้พระจันทร์เพนนิ นซูล่า )
       หรือราคาคนละ 1,880 บาท ( หมูหันกับปลาเงิน, ซุปหูฉลามน้ำแดงเยื่อไผ่ , กุ้งผัดซอสพริกเอ็กซ์โอ,ผักกาดขาวห่อเห็ดรวมราดซอสแฮมบด,ปลาหิมะทอดซอสพริก เกลือ,บะหมี่กรอบราดหน้าไก่ซอสเต้าซี่,สาคูครีมลูกบัวอบ,ขนมไหว้พระจันทร์เพ นนินซูล่า)
      
       เชฟวิเชียร จากครัวดิ เอมเพรส โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส หลานหลวง รังสรรค์ขนมไหว้พระจันทร์ต้นตำรับ ที่อบสดใหม่ทุกวันจากเตา มีหลายรสให้เลือก อาทิ ทุเรียน เกาลัด ลูกบัว ถั่วดำ พุทราจีน และชาเขียว

       เชฟหว่อง กั๋ม เหยา จากครัวจีนโรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ นำทีมพ่อครัวผลิตขนมไหว้พระจันทร์ ตำรับกวางตุ้งใหม่สดทุกวันจากเตาอบ ซึ่งมี 8 ไส้ยอดนิยม และแบบ East meets West ได้แก่ ไส้ครีมคัสตาร์ด ถั่วแดง ทุเรียน เม็ดบัว เกาลัด โหงวยิ้ง ช็อกโกแลต และพุทราจีน ในราคากล่องละ 289-1,500 บาท จำหน่ายที่ห้องอาหารจีนหลิว ชั้น 3 และร้านขนมเดลี ชั้น 2 ตึกซีอาร์ซี ออลซีซั่นส์ เพลส หรือ เซ็นทรัล ชิดลม, สยามพารากอน
      
       เชฟอูสร์ โรห์บาซ หัวหน้าพ่อครัวสวิส โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพฯ ที่ผ่านโรงแรมระดับห้าดาวที่ฮ่องกง และจีนมาแล้ว ได้ตระเตรียมขนมไหว้พระจันทร์ที่ผสมผสานรสชาติแบบดั้งเดิมและรสชาติแบบตะวัน ตก อาทิ Hilton Signature cheese Moon Cake with Snow skin เป็นไส้ครีมเนื้อนุ่มในแบบบัวหิมะ ทั้งไส้ชีสชาเขียว และเม็ดบัว ไส้วอลนัท และคาราเมล หรือไส้ลูกพีชและครีมชีส เป็นต้น ในราคาลูกละ 90 บาท หรือกล่องละ 360 บาท (4 ชิ้น)

       พิเศษ ! สำหรับคนรักช็อกโกแลต เชฟอูสร์เตรียม Hilton Chocolate Moon Cake สารพัด ไส้ช็อกโกแลต ทั้งช็อกโกแลตสอดไส้ครีมรสส้ม และแกรนด์มาเนียร์ มิลค์ช็อกโกแลตสอดไส้คาราเมลบลูเล่ ไวท์ช็อกโกแลตสอดไส้ราคาเมลถั่วฮาเซลนัท หรือลองชิมเรดช็อกโกแลตสอดไส้ถั่วพิตาชิโอ และแมคคาเดเมีย ในราคาชิ้นละ 70 บาท นอกจากนี้ ยังมีไส้มาตรฐานทั่วไปจำหน่ายด้วย
      
       ชอบรสไหนเจ้าไหนก็ลองไปหาชิมกันได้ และขอให้อร่อยกับเทศกาลไหว้พระจันทร์กันถ้วนหน้า
       

      
        ***ก่อนจะหยิบขนมหวานชิ้นอร่อยนี้เข้าปาก ลองมาทำความรู้จักกับความเป็นมาของขนมไหว้พระจันทร์กันก่อน**
































การ์ตูนผู้หญิงแบบ PDF สั่งได้เลยที่ไลน์ไอดี fattycatty หรือแสกนคิวอาร์โค้ดไลน์ที่นี่




สั่งซื้อการ์ตูนตาหวาน
การ์ตูนผู้หญิงแบบ PDF
มีเป็นพันเล่มคลิกเข้าไปเลือกดูได้เลยที่นี่

ผ่าไส้ขนมไหว้พระจันทร์ หลายเรื่องราวที่ไม่เคยเปิดเผย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 กันยายน 2552 17:35 น.
       ปีนี้เทศกาลไหว้พระจันทร์ตรงกับวันอังคารที่ 18 กันยายน แต่ตลาดขนมเปี๊ยะกลับเริ่มโหมโรงคึกคักกันมาตั้งแต่ 2 เดือนที่ผ่านมาแล้ว เสน่ห์ของขนมชิ้นเล็ก ๆ นี้ไม่เพียงแต่ความหวานอร่อยในรสชาติเท่านั้น แต่กลับเป็นตำนานขนมที่เดินทางมานานกว่า 600 ปีซึ่งไม่ธรรมดาเช่นกัน เพราะกว่าจะมาเป็นแป้งห่อด้วยไส้สวยงามเช่นนี้มีเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์บอก เล่าได้อย่างสนุกสนาน ถ้าอยากรู้ต้องลองไปผ่าไส้ขนมกันดู……
      
       “ขนมไหว้พระจันทร์” มีความหมายถึงความพรั่งพร้อม ความสมบูรณ์ และความสมหวัง ขนมก้อนเล็ก ๆ ชิ้นนี้มีกำเนิดที่ประเทศจีนเมื่อ 600ปีมาแล้ว แต่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาสู่เมืองไทยเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 70 ปีที่ผ่านมา ในยุคที่เยาวราชเฟื่องฟูและเป็นแหล่งอาหารการกินอันลือชื่อที่สุดของ เมืองกรุง ตอนนั้นมี 5 เสือภัตตาคารที่ขายอาหารจีนเลิศรสที่บรรดาเศรษฐีเชื้อสายจีนในเมืองไทยจะ ต้องแวะเวียนไปชิมอยู่เป็นประจำคือ กก จีเหลาหรือสากลภัตตาคาร , ห้อยเทียนเหลาหรือภัตตาคารหยาดฟ้า , ไล้กี่ภัตตาคาร , ภัตตาคารเยาวยื่น และภัตตาคารซาเยี๊ยะ
       อนันต์ อธินันต์พันธุ์ ทายาท "กก จีเหลา" ( ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น”กอกใจ” ) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่เปิดตำนานขนมไหว้พระจันทร์ของเมืองไทยเล่าว่าเมื่อ เกือบ 70 ปีที่ผ่านมาภัตตาคารจีนเกือบทุกแห่งในเวลานั้นต่างก็เริ่มทำขนมไหว้พระ จันทร์ขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกันเพราะแต่ละที่จะมีกุ๊กเป็นชาวฮ่องกงประจำทั้ง นั้น
       สำหรับทางภัตตาคารกกจีเหลานั้นได้เชิญอาจารย์โหลวอึ่ง ซึ่งเชี่ยวชาญทางด้านขนมไหว้พระจันทร์มาเมืองไทยเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 “เฮียฮ้อ” ซึ่งเป็นเถาชิ้วเก่าแก่ของกกจีเหลาเล่าว่า
       “ ผมจำได้ว่าตอนอาจารย์โหลวมาเมืองไทยเพื่อทำขนมนั้นเมืองไทยยังมีโรงฝิ่นอยู่ เลย พออาจารย์นวดแป้งขนมเสร็จเรียบร้อยก็จะต้องแวะไปสูบฝิ่นก่อน พวกเราก็ต้องนั่งเฝ้าแป้งจนกว่าอาจารย์จะสูบฝิ่นเสร็จค่อยกลับมาทำขนมได้”
      
       **กำเนิดขนมไส้ทุเรียน**
       
สมัยก่อนถ้าอยากจะกินขนมไหว้พระจันทร์นั้นจะต้องอด ใจรอให้ถึงช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์เสียก่อนเพราะปีหนึ่งจะทำขายกันเพียง ครั้งเดียวเท่านั้น บรรดาชาวไทยเชื้อสายจีนจะเดินทางมาซื้อขนมไหว้พระจันทร์ที่ย่านเยาวราชเพราะ ถือเป็นแหล่งขายขนมชนิดนี้ที่ใหญ่ที่สุดและคึกคักที่สุดด้วย แต่ละร้านค้าจะตั้งตู้โชว์ไว้หน้าร้านขณะที่หลังร้านก็จะทำขนมไหว้พระจันทร์ กันอย่างชุลมุนวุ่นวายทีเดียว
       

       ในยุคแรก ๆ นั้นไส้ขนมมีเพียงไม่กี่ไส้ตามแบบเมืองจีนคือ ไส้ลูกบัว ไส้โหงวยิ้ง ไส้โอวเต่าซา( ไส้ถั่วดำ) ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีไส้ทุเรียนแต่มีอยู่ปีหนึ่งถือว่าคุณอาของอานันต์เป็นคน แรกที่ให้กำเนิดขนมเปี๊ยะไส้ทุเรียน สืบเนื่องจากมีคนนำทุเรียนกวนจากภาคใต้มาให้กิน แต่คุณอากลับมีความคิดว่าปกติคนไทยชอบกินทุเรียนมาก ถ้าเอาไปทำเป็นขนมไหว้พระจันทร์น่าจะอร่อย จึงทดลองทำขึ้นมาแล้วไปแจกพวกลูกค้าที่เล่นไพ่นกกระจอกให้ช่วยชิมหน่อย ปรากฏว่าทุกคนชมว่าอร่อยจึงเป็นเจ้าแรกที่ทำไส้ทุเรียนออกมาขาย
       ปรากฏว่าเมื่อนำขนมไส้ทุเรียนออกมาขายเป็นครั้งแรกนั้นขายดีมาก ๆ ขนาดลูกค้าแย่งกันซื้อจนเกือบจะตบดีกันทีเดียว ทางร้านจึงต้องขอจัดระเบียบด้วยการวางกฎให้ซื้อได้คนละ 5 กล่องเท่านั้น
      
       **“น้ำเชื่อม”สุดยอดเคล็ดวิชา**
       
ถ้าจะถามว่าขนมไหว้พระจันทร์ก้อนเล็ก ๆ นี้ ขั้นตอนไหนในการทำขนมให้อร่อยและยากที่สุดนั้น เชฟทุกคนจะตอบเหมือนกันคือ”น้ำเชื่อม”
       “น้ำเชื่อม”
ที่จะนำมาทำเป็นเปลือกสำหรับห่อขนมนั้นจะมีสูตรลับพิเศษที่คนจีนโบราณไม่ ค่อยจะยอมถ่ายทอดเคล็ดวิชานี้ให้แก่คนอื่นยกเว้นลูกหลานเท่านั้น เพราะน้ำเชื่อมที่ดีจะทำให้ขนมที่อบออกมาสีสวยงามสม่ำเสมอ สามารถปั้นแป้งให้บางจนเห็นไส้ข้างในชวนให้น่ารับประทานยิ่งนัก
       ส่วนผสมหลัก ๆ ของการทำน้ำเชื่อมนั้นมีน้ำตาลและน้ำนำไปเคี่ยวกับไฟประมาณ 5 ชั่วโมง จากนั้นใส่ไข่ขาวและน้ำมะนาวเข้าไป เหตุผลที่ต้องใส่ส่วนผสมอีก 2 อย่างนั้นถือเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณโดยไข่ขาวจะช่วยฟอกสีของน้ำเชื่อมให้ ขาวและยังทำให้สิ่งสกปรกที่อยู่ในน้ำเชื่อมตกตะกอน ส่วนน้ำมะนาวจะทำให้น้ำเชื่อมไม่คืนตัวเป็นเกร็ดน้ำตาล
       สูตรนี้ถ้าจะให้อร่อยสุดยอดแล้วจะต้องทำแบบค้างปี คือต้มน้ำเชื่อมปีนี้แล้วเก็บเพื่อนำไปทำขนมในปีหน้า โดยน้ำเชื่อมนี้จะไม่บูดหรือเสียเลย
       “ ทางร้านจะทำน้ำเชื่อมแต่ละปีเสร็จแล้วจะเก็บใส่โอ่งมังกรสิบกว่าโองแล้วนำไป เก็บไว้ที่ชั้น 3 ของภัตตาคาร พออีกปีจึงจะนำมาทำขนม” เฮียฮ้อกล่าว
      
       **ลาวปั้นจีนกิน**
       
เป็นเรื่องที่แปลกแต่จริงซึ่งเป็นที่รู้กันในวงการ ทำขนมไหว้พระจันทร์ว่า แม้ขนมชนิดนี้จะนำสูตรมาจากประเทศจีน แต่กลุ่มคนที่ทำขนมไหว้พระจันทร์นี้เป็นกลับเป็นคนหมู่บ้านพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ในช่วงใกล้เทศกาลไหว้พระจันทร์นั้นว่ากันว่าในหมู่บ้านนี้เหลือเพียงคนแก่ และเด็กเท่านั้น เพราะหนุ่มสาวจำนวน 300 – 400 คนจะพากันเดินทางเข้ากรุงเทพฯกันหมดเพื่อไปทำขนม
       เหตุผลที่มาของปรากฏการณ์นี้เริ่มในยุคแรก ๆ ที่กก จีเหลาเริ่มทำขนมไหว้พระจันทร์นั้นจะต้องใช้คนงานเป็นจำนวนมาก จึงต้องจ้างลูกจ้างชั่วคราวเกือบ 100 คนมาช่วยทำขนมในช่วงเทศกาล และเริ่มแรกก็มีคนจากหมู่บ้านพิบูลมังสาหารมาช่วย จากนั้นเมื่อถึงวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี บรรดาคนหมู่บ้านนี้ก็จะรู้ว่าถึงเวลานัดหมายกันโดยไม่ต้องส่งจดหมายหรือ โทรศัพท์ไปบอกกล่าว บรรดาชาวบ้านกลุ่มนี้ก็จะรวมตัวกันเดินทางมารับจ้างทำขนมไหว้พระจันทร์ตาม ร้านต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ
       

       “ ยุคแรกที่เราทำขนมไหว้พระจันทร์นั้นขายดีมาก ๆ ต้องใช้คนงานผู้หญิงกวางตุ้ง 40 – 50 คนมานั่งแกะเม็ดบัวโดยเฉพาะ ที่เหลือก็ใช้คนงานประจำอีก 50 – 60 คน แล้วก็ต้องเรียกคนงานพวกที่มาจากหมู่บ้านพิบูลมังสาหารมาช่วยอีก 60 กว่าคน รวมแล้วต้องใช้คนทำไม่ต่ำกว่า 200 คน สำหรับขนมเปี๊ยะ 4 แสนลูกต่อปี “ เฮียฮ้อกล่าว
      
       **“มือเคาะ” มือทอง**
       
ขนมไหว้พระจันทร์ทุกลูกนั้นไม่ว่าจะไส้อะไรหรือสูตรอร่อยแค่ไหน แต่ถ้า”คนเคาะ” ทำ หน้าตาของขนมออกมาไม่สวยก็ทำให้ขนมชิ้นนั้นไร้เสน่ห์ได้เช่นกัน ดังนั้นคนทำหน้าที่เคาะขนมจึงสำคัญมาก คือเป็นผู้ที่จะต้องนำขนมที่ห่อไส้แล้วเป็นก้อนกลม ๆ เหมือนลูกบอลนำมากดลงบนพิมพ์แล้วใช้วิธีการเคาะ 3 จังหวะคือซ้าย ขวาและกลาง จากนั้นคว่ำพิมพ์ลงขนมก็จะหลุดออกจากพิมพ์ออกมาเป็นลูกกลมหรือเหลี่ยมอย่าง สวยงาม
       ฟังดูอาจจะคิดว่าทำง่าย แต่ความจริงแล้วคนที่ทำหน้าที่เคาะขนมที่ชำนาญในยุคนี้แทบจะนับตัวได้เลย เพราะจะต้องใช้คนที่ชำนาญจนรู้จังหวะที่จะลงน้ำหนักมือให้เท่ากันไม่เช่น นั้นขนมจะเบี้ยวออกมาไม่สวยหรือทำให้ขนมชิ้นนั้นเสียไปเลย
       คนเคาะขนมนั้นจะได้ค่าตัวที่แพงกว่าทุกตำแหน่งอย่างปัจจุบันจ้างกัน ที่ราคา 500 – 600 บาทต่อวัน ดังนั้นใครที่มีความสามารถทางด้านนี้ก็จะถูกจองตัวผูกขาดจากร้านทำขนมเปี๊ยะ พระจันทร์และจะต้องทำงานหนักตลอดเทศกาล เพราะหลังจากนี้ไปแล้วแต่ละคนก็ต้องกลับไปทำนา เป็นมอเตอร์ไซน์รับจ้าง หรือไปรับจ้างทาสี เลี้ยงชีพรอไว้ปีหน้าจึงจะเดินทางมาตามเวลานัด
       แต่ปัจจุบันคนนิยมกินขนมไหว้พระจันทร์มากขึ้น ความต้องการในช่วงเทศกาลมีหลายหมื่นลูกทำให้บางรายนำเข้าเครื่องทำขนมไหว้ พระจันทร์สำเร็จรูป ที่ใช้แรงลมแทนการเคาะขนมออกจากพิมพ์ และสามารถผลิตได้ครั้งละ 8 ลูกจึงทำให้ขนมไหว้พระจันทร์สามารถผลิตได้ทันตามความต้องการของลูกค้า
      
       

       **“พิมพ์ไม้” นิยายคลาสสิก**
       จะมีใครสังเกตบ้างไหมว่าขนมไหว้พระจันทร์ชิ้นสวย ๆ นั้นมีลวดลายอะไรและมีตัวหนังสือเขียนว่าอะไรบ้าง???
       บนหน้าขนมไหว้พระจันทร์นั้นนิยมทำเป็นรูปดอกไม้ ใบไม้ มังกร ยี่ห้อของร้าน เป็นต้น คนทำขนมรุ่นใหม่ ๆ จะไปหาซื้อพิมพ์เหล่านี้ได้ตามย่านพาหุรัดที่เป็นพิมพ์ไม้บ้าง พลาสติกบ้าง แต่ถ้าเป็นพิมพ์ขนมยุคเก่าดั้งเดิมนั้นจะต้องใช้พิมพ์ไม้เท่านั้นและที่ สำคัญจะต้องไปสั่งแกะสลักกันที่ประเทศจีน
       อนันต์ เล่าถึงความเป็นมาของพิมพ์ขนมว่าในยุคแรกนั้นทางภัตตาคารกกจีเหลาจะสั่งทำ พิมพ์ไม้มาจากฮ่องกง จนเมื่อประเทศไทยเปิดความสัมพันธ์กับประเทศจีนแล้วอนันต์จึงได้บุกไปที่มณฑล กวางเจาสืบเสาะจนพบตระกูลหนึ่งที่รับจ้างแกะสลักพิมพ์ไม้เพื่อใช้ทำขนมไหว้ พระจันทร์สืบทอดต่อกันมากว่า 3 ชั่วอายุคนแล้ว
       “มีเพียงร้านเดียวเท่านั้นตั้งอยู่ในเมือง พอได้พบและพูดคุยกันแล้วถึงได้รู้ว่าพิมพ์เก่า ๆ ของที่ร้านกกจีเหลาที่เราสั่งทำที่ฮ่องกงนั้นก็ส่งมาให้เขาแกะเช่นกัน “ อนันต์กล่าว
       พิมพ์ไม้แกะสลักของร้านนี้ถือว่าไม่ธรรมดาอย่างยิ่งเพราะรุ่นปู่เขา จะเก็บไม้เนื้อแข็งเป็นชิ้น ๆ กว่าหมื่นชิ้น และไม้แต่ละชิ้นจะต้องเก็บเกือบ20ปีจึงจะนำมาใช้แกะได้เพราะไม้จะแข็งและไม่ มีการหดตัว โดยจะเก็บไม้มาเป็นรุ่น ๆ ตามอายุของไม้ เมื่อมีการว่าจ้างให้แกะก็จะใช้ไม้รุ่นที่เก็บนานที่สุดมาใช้
       ฝีมือและเคล็ดวิชาการแกะสลักของตระกูลนี้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เพราะเป็นการแกะสลักไม้ที่ไม่ธรรมดาเช่นกันคือแกะลึกเป็นหลุมลงไปและด้านใน จะแกะเป็นหน้าของขนมเปี๊ยะ ซึ่งจะต้องใช้ฝีมือและความชำนาญ เช่นถ้าแกะไม่เสมอกันเวลาเคาะแป้งก็จะไม่หลุดออกจากพิมพ์ หรือถ้าแกะลายคมเกินไปทำให้ขนมมีขอบเวลาอบแล้วจะไหม้ เป็นต้น
       ปกติพิมพ์ไม้ที่ดีแต่ละอันแม้จะถูกใช้เคาะทั้งวันแต่จะมีอายุการใช้ งานเป็น 10 ปีเช่น กัน ซึ่งขณะนี้ทางร้านกกจีเหลายังเก็บพิมพ์ไม้รุ่นเก่าไว้จำนวนหนึ่ง บางอันเป็นพิมพ์ขนาดใหญ่ที่มีอายุกว่า 50 ปี ซึ่งในปัจจุบันคงจะหาไม่ได้อีกแล้วเพราะไม่มีไม้ขนาดใหญ่ให้ใช้อีกแล้ว
       

       **“บัวหิมะ” ชิ้นแรกของเมืองไทย**
       
ถ้าใครเป็นนักชิมขนมไหว้พระจันทร์คงจะเคยเห็นขนม ชนิดหนึ่งที่หน้าตาแปลกไปตรงที่ใช้แป้งขนมโก๋เป็นสีขาวและสีเขียวห่อไส้แทน แป้งสีน้ำตาล ซึ่งขนมนี้ที่เมืองจีนที่เรียกขานกันว่า “ บัวหิมะ”
       “บัวหิมะ”
เป็นขนมที่นิยมของคนฮ่องกงมาก สำหรับเมืองไทยนั้นรายแรกที่นำขนมเปี๊ยะบัวหิมะมาเผยแพร่ในเมืองไทยนั้นคือ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพฯในยุคของชวลิต ทั่งสัมพันธ์ เจ้าของโรงแรมฯที่ได้ชื่อว่าชอบเสาะหาแต่ของอร่อย ๆ มาไว้ในโรงแรม เมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ฟูเก๋ง เชฟชาวฮ่องกงที่มาทำขนมประจำโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ได้นำสูตรขนมเปี๊ยะบัวหิมะจากฮ่องกงมาทำขายเป็นครั้งแรกที่โรงแรมแห่งนี้
       “ ก่อนหน้านั้นเราเป็นโรงแรมแห่งแรกที่ทำขนมไหว้พระจันทร์ออกมา และประมาณปี 2526 เราก็ทำบัวหิมะออกมาขายปรากฏว่าขายดีมาก ๆ เพราะแปลกและไม่มีใครทำมาก่อน ลูกค้ากินแล้วชอบบอกว่าเย็นชื่นใจดี “ ป้าณี-ภารุณี ปิ่นถาวรลักษณ์ เชฟขนมไหว้พระจันทร์ของโรงแรมฯกล่าว
       แม้ว่าปัจจุบันจะมีหลายรายที่ทำ”บัวหิมะ” ขึ้นมา แต่ก็ไม่มีใครทำแป้งที่ห่อได้เหนียวนุ่มและอร่อยได้เท่ากับเจ้าตำรับแบบโรง แรมแอมบาสซาเดอร์ บัวหิมะสูตรดั้งเดิมสมัยฟูเก๋งยังคุมอยู่นั้นจะมีแป้งสีขาวและสีเขียวจากใบ เตย แต่ปัจจุบันจะมีสีแดงที่ทำจากน้ำหวานสละมาเป็นอีกทางเลือกให้แก่ลูกค้า โดยป้าณีเล่าว่าก่อนจะถึงช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์นั้นจะต้องเตรียมตัวประมาณ 2 เดือน และจะทำขนมไหว้พระจันทร์แบบสดใหม่ทุกวัน ขนมบัวหิมะจะมียอดขายดีที่สุด
      
       **S&P จุดประกายตลาด**
       
ยุคก่อนนั้นถ้าอยากจะกินขนมไหว้พระจันทร์จะต้องรอ ให้ถึงเทศกาลเสียก่อนและต้องไปหาซื้อตามย่านเยาวราชที่เป็นแหล่งใหญ่ซึ่งจะ มีขนมยี่ห้อเก่าแก่ที่ล้วนแต่เป็นชื่อภาษาจีนทั้งนั้น เช่นกก จีเหลา( ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกอกใจ) ไล้กี่ , ท่องกี่ , แต้เล่าจิ้นเส็ง เป็นต้น
       แต่เดี๋ยวนี้อยากจะกินขนมไหว้พระจันทร์ไม่ยากเย็นอีกแล้ว ไปเดินตามห้างสรรพสินค้าก็จะมีซุ้มที่รวบรวมขนมไหว้พระจันทสารพัดยี่ห้อมา เรียงรายให้เลือกซื้อเลือกกินกันสะดวกสบาย ผู้ที่จุดประกายความเปลี่ยนแปลงนี้คงต้องยกให้ค่าย S&P
       และต้องยอมรับว่าค่ายS&P เป็นผู้สร้างตำนานขนมไหว้พระจันทร์หน้าใหม่ขึ้นมาเมื่อ 6 – 7 ปีก่อน เมื่อค่ายนี้หันมาเปลี่ยนโฉมขนมไหว้พระจันทจากสไตล์โฮมเมดแบบเดิม ๆ ให้กลายมาเป็นแบบแมสโปรดักส์ที่นำเครื่องมือมาช่วยในการผลิตเพื่อให้ได้ ปริมาณเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเปลี่ยนพฤติกรรมคนกินให้ซื้อขนมไหว้พระ จันทร์ไม่เพียงแต่ซื้อเพื่อนำไปไหว้ตามประเพณีเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นขนมที่ซื้อฝากผู้ใหญ่โดยใช้การออกแบบกล่องให้สวยงามเพื่อดึง ดูดจนถึงขนาดบางปีการแข่งขันเรื่องกล่องใส่ขนมเพื่อแย่งชิงลูกค้านั้นเข้ม ข้นดุเดือดยิ่งกว่ารสชาติของขนมเสียอีก
       จนถึงขณะนี้ขนมไหว้พระจันทร์มีมูลค่าการตลาดสูงถึง 200 กว่าล้านบาท โดยใช้เวลาขายเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น มีคนนิยมลิ้มลองรสชาติหวานอร่อยของขนมนี้ตั้งแต่คนจีนรุ่นเก่า ลูกหลานคนจีนรุ่นใหม่ จนถึงหนุ่มสาวรุ่นใหม่ และมีผู้ที่โดดเข้ามาทำขนมไหว้พระจันททั้งรายเล็กรายใหญ่เพิ่มขึ้นกว่า 10 ราย
      
       **ขนมไหว้พระจันทสำหรับคนรุ่นใหม่**
       จนถึงวันนี้วัฒนธรรมของขนมไหว้พระจันทร์เริ่มถูกสั่นคลอนด้วยคนรุ่น ใหม่ที่เข้ามาจับธุรกิจนี้เพื่อปูฐานสินค้าเข้าสู่คนรุ่นใหม่ที่มีนิสัยต้อง การสัมผัสความแปลกใหม่ ไส้เดิม ๆ ที่เคยมีอยู่เพียง 3- 5 อย่างให้เลือกนั้นก็เริ่มมีไส้แปลก ๆ ใหม่ ๆ เพื่อเป็นทางเลือกมากขึ้น อย่างเมื่อ 2 – 3 ปีก่อนนั้นกระแสชาเขียวเพื่อสุขภาพกำลังมาแรงก็มีหลายรายที่นำชาเขียวมาทำ เป็นไส้ขนมไหว้พระจันทร์ซึ่งก็ขายดิบขายดีเช่นกัน
       ส่วนเมื่อปีที่แล้วกระแสลูกพรุนเพื่อสุขภาพกำลังมาแรงก็มีหลายรายที่ หันมาทำไส้ลูกพรุน และที่แหวกแนวคงเป็นค่ายเชียงการีล่าที่คว้าสาหร่ายสไปรูไรน่าที่มีสรรพคุณ เพื่อสุขภาพมาทำเป็นไส้ขนมด้วย
       ธรรมนูญ สุภานุรัตน์ คนหนุ่มรุ่นใหม่เจ้าของขนมไหว้พระจันทร์ยี่ห้อร้านบ้านกอไผ่ เพิ่งจะเปิดตัวขนมไหว้พระจันทร์เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา โดยมีจุดเด่นที่ฉีกแนวเดิมอย่างสิ้นเชิงคือ “ไส้ขนม” แปลกใหม่ที่จับตลาดทั้งคนรุ่นเก่าที่ห่วงใยสุขภาพ โดยมีไส้ที่แปลกแหวกแนวคือ ลูกบัวแปะก๋วย งาดำเม็ดแตง ชาเขียวญี่ปุ่น เกาลัดลูกพลับญี่ปุ่น ลำใยรากบัว ลิ้นจี่จักรพรรดิ์รากบัว ลูกพรุนบีทรูท ชาอู่หลง และไฮไลท์แบบอลังการคือไส้โสมตังกุย ส่วนขนมไหว้พระจันทร์ที่นำมาเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่อาทิ ม็อคค่าโอริโอ ช็อคโกแลตบราวนี่ กาแฟคาปูชิโน เป็นต้น
       สำหรับปีนี้ร้านบ้านกอไผ่นำเสนอรสใหม่ อาทิ ขิงหอมผสมน้ำผึ้ง , งาขาวแม็คคา , ทุเรียนก้านยาว เป็นต้น
       และแทบไม่น่าเชื่อว่าค่ายสตาร์บัคส์ กาแฟชื่อดังของอเมริกาก็ดีเดย์ชักธงรบเข้าสู่ตลาดขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์ใน เมืองไทยเช่นกัน หลังจากที่ประสบความสำเร็จจากที่ไต้หวันและฮ่องกงมาแล้ว
       “ สตาร์บัคส์เริ่มทำขนมไหว้พระจันทร์ครั้งแรกที่ไต้หวันและฮ่องกงเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และไม่น่าเชื่อว่าจะขายดีมาก ๆ” สุมลพินทุ์ โชติกะพุกกะณะ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ ไทยแลนด์กล่าว
       ทั้งนี้ค่ายสตาร์บัคส์ในเมืองไทยได้เปิดตัวขนมเปี๊ยะไส้กาแฟเอสเพรส โซ่ โรส์ในราคาชิ้นละ 95 บาท โดยได้สูตรมาจากสตาร์บัคส์ที่ไต้หวัน และนำมาดัดแปลงให้เข้ากับลิ้นคนไทย โดยส่วนผสมหลักของไส้จะมีถั่วแมคคาเดเมีย เม็ดบัว และไข่แดงและที่ขาดไม่ได้คือกาแฟเอสเพรสโซ โรสท์ ที่เพิ่มกลิ่นหอมของรสกาแฟเข้าไป สำหรับปีนี้ค่ายสตาร์บั๊คมีไส้ใหม่มาเอาใจคอกาแฟด้วยไส้ทุเรียน
       ตำนานการเดินทางของขนมไหว้พระจันทร์ของเมืองไทยยังไม่จบ เพียงเท่านี้ แต่อย่างไรก็ตามถ้าคุณอยากที่จะรู้จักกับขนมนี้ให้มากขึ้นคงต้องลองชิมดูจะ ดีกว่า ส่วนจะเป็นยี่ห้อไหนบ้างนั้นแล้วแต่ใจของคุณเถอะ

       
       หมายเหตุ...บทความนี้เคยตีพิมพ์ในผู้จัดการรายวันเมื่อวันที่10 กันยายน 2547

อร่อยเจรสแซบ....ร้านธรรมเกิดทรัพย์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 ตุลาคม 2552 12:39 น.
ปลารมควัน
       กินเจปีนี้ตรงกับช่วงวันที่ 17-26 ตุลาคม ใครที่เป็นขาประจำกินเจก็คงเตรียมตัวเตรียมใจกันไว้แล้ว แต่เรื่องเตรียมที่จะไปกินร้านไหนบ้างนั้น ขออนุญาตแนะนำร้านที่ขายอาหารเจเก่าแก่มานานกว่า 60 ปีที่ชื่อว่า...ร้านธรรมเกิดทรัพย์
ปลาหิมะนึ่งบ๊วย
       ฟังชื่อร้านแล้วอย่าเพิ่งคิดว่าเป็นร้านขาย สังฆภัณฑ์ คือว่าร้านนี้เป็นร้านอาหารที่เปิดมานานแล้ว เดิมเป็นห้องแถวไม้อยู่แถวปากตรอกวัดใหญ่ศรีสุพรรณ ร้านนี้ดังตั้งแต่ขายเป็ดเฉโป (ซึ่งปัจจุบันหากินได้ยากแล้ว) ต่อมาย้ายมาอยู่ที่ปากซอยเพชรเกษม 32
       ตอนนี้ทายาทที่สืบทอดฝีมืออาหารมาถึงรุ่นที่ 4 แล้ว ชื่อ ลั้ง-วิภาดา กมลทิพย์ ซึ่งก็ยังคงรักษาสูตรเมนูเด็ดของบรรพบุรุษเหมือนเดิม และที่พิเศษคือร้านนี้จะขายอาหารเจทั้งปี มีทั้งเมนูอาหารไทยและจีนให้เลือกมากมายอีกด้วย คุณลั้งบอกว่า ทางร้านจะเลือกวัตถุดิบคุณภาพมาทำอาหารเจ โดยเฉพาะ “หมี่กึง” ที่ทำเป็นรูปเนื้อสัตว์นั้น ทางร้านจะต้องสั่งตรงจากไต้หวัน เพราะเป็นของคุณภาพดีที่สุดที่ทำได้เหมือนของจริงทั้งหน้าตาและรสชาติ
       เมนูเจเด็ดๆ ที่ต้องเลือกสั่ง อาทิ ปลาหิมะนึ่งบ๊วย (ชิ้นละ 200 บาท) ดูด้วยตาแล้วเหมือนปลาหิมะมากๆ เนื้อขาวจั๊วะตัดกับหนังปลาสีดำน่ากินทีเดียว มีผักคึ่นฉ่าย ขิงซอย เห็ดหอมและหมูสามชั้นเจียวโรยอยู่ด้านบน หอมกลิ่นบ๊วยผสมเห็ดหอมและซีอิ้วที่ราดบนเนื้อปลา แถมน้ำจิ้มซีฟู้ดสามรสแซ่บอย่าบอกใคร ทำให้ปลาจานนี้ยิ่งอร่อยจนลืมเนื้อปลาของจริงทีเดียว
       

ขาหมูน้ำตก
       จานนี้ก็เด็ด... ปลารมควัน (100 บาท) หน้าตาเป็นชิ้นปลาที่นำมาหั่นเป็นแผ่นบางๆ มีทั้งเนื้อ-หนังและมัน วางเรียงแผ่มาเต็มจาน แถมน้ำจิ้มแบบแจ่วมาให้ด้วย ทดสอบกินแบบไม่ต้องจิ้มแจ่วจะได้กลิ่นหอมของปลารมควันจริงๆ และรสชาติมันติดลิ้น ถ้าชอบรสแซบให้จิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดจะแซ่บกว่านี้
       ยำปลาดุกฟู (80 บาท) จานนี้มองแล้วเหมือนของจริงเช่นกัน ทางร้านจะทำสูตรลับเนื้อปลาดุกปลอมขึ้นมาเอง ซึ่งทอดน้ำมันแล้วทั้งฟู ทั้งกรอบ ยิ่งได้ถั่วลิสงทอดใหม่ๆ ราดด้วยน้ำจิ้มแบบยำมะม่วงรสเปรี้ยวหวาน เผลอกินเพลินๆ หมดจานโดยไม่รู้ตัว
       น้ำตกขาหมู (80 บาท) เป็นสูตรส้มตำน้ำตกที่ใส่ข้าวคั่ว แต่ใช้ขาหมูเทียมเนื้อสีชมพูเป็นเส้นเหมือนจริงๆ ติดหนังติดมัน หั่นเป็นชิ้นบางๆ นำไปคลุกกับเครื่องน้ำตก ขอบอกก่อนว่า อาหารยำของร้านนี้ออกรสแซบถึงทรวงจริงๆ คือทั้งเปรี้ยว-เค็ม-เผ็ด กินแล้วต้องเรียกหาข้าวเหนียวร้อนๆ มาช่วย
       

ยำปลาดุกฟู
       หมูกระเทียมพริกไทย (60 และ 100 บาท) เจจานนี้สั่งแล้วไม่ต้องตกใจ เพราะทั้งหมูและกระเทียมที่คั่วมาแบบเหลืองกรอบนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นของปลอมทั้งนั้น แต่เหมือนของจริงจนจับผิดไม่ได้
       ปลาสำลีแดดเดียว (80 บาท) เป็นหมี่กึงที่ทำเป็นรูปปลานำไปชุบแป้งทอดกรอบนอก เวลาหั่นเป็นชิ้นๆ จะเห็นเนื้อปลายุ่ยๆ ตัดกับสีของแป้งทอด แถมด้วยผักชุบแป้งทอด จานนี้มีตัวช่วยเป็นมะม่วงน้ำปลาหวาน 3 รส ช่วยให้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น
       

       ในวันที่ 17-26 ตุลาคมนี้ ร้านนี้จะคึกคักจนแทบไม่ได้นอน ลูกค้าเจขาประจำจะแวะเวียนมากิน เพราะจะขายแต่อาหารเจทั้งหมด โดยเปลี่ยนภาชนะ เครื่องใช้ทั้งร้านที่เตรียมสำหรับอาหารเจโดยเฉพาะ เพื่อความสะอาด ซึ่งนอกจากจะมีอาหารตามสั่งแล้ว ในแต่ละวันยังมีอาหารสำเร็จรูปทำเป็นหม้อๆ กว่า 20 อย่าง ตักใส่ถุงขายอยู่หน้าร้าน
       

       ช่วงเทศกาลเจปีนี้ อย่าลืมแวะไปลองลิ้มชิมอาหารเจรสแซบได้ที่ ร้านธรรมเกิดทรัพย์ ปากซอยเพชรเกษม 32 ไปไม่ถูกโทรไปถามทางได้ที่ 0-2467-3113
ปลาสำลีแดดเดียว