ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

เต้าหู้มาผ่อ (Mab Tofu)

เต้าหู้มาผ่อ (Mab Tofu)
ส่วนผสม และ วัตถุดิบ

เครื่องปรุง

หมูสับ 300 กรัม
เต้าหู้แผ่นหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาด 1 นิ้ว 300 กรัม
ผงทำเต้าหู้มาผ่อสำเร็จ 1 ซอง
ต้มหอมหั่นฝอย 50 กรัม

Ingredients

300 g minced pork
300 g squared board tofu approximately 1 inch
1 pack mabo tofu mixed
50 g thinly sliced spring onion

ส่วนผสม และ วัตถุดิบ

1. ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อย ใส่หมูสับลงผัดจนสุก
Preheated and lighly greased the wok and add minced pork to stir fry until well cooked.
Recipe 2552554142336.jpg  Recipe 2552554142538.jpg
2. ใส่น้ำซอสทำเต้าหู้ม่าผ่อสำเร็จลงไป เคี่ยวต่อให้เดือด ใส่เต้าหู้หั่น พอเดือดอีกครั้ง โรยต้นหอมฟั่นฝอยก่อนปิดไฟ
Add mabo tofu instant sauce, simmer until boil and add square board tofu. When it back to the boil, add thinly sliced spring onion before turning off the heat.
Recipe 2552554142642.jpg  Recipe 2552554142658.jpg  Recipe 2552554142715.jpg
3. ตักเสิร์ฟ
Ready to serve.
Recipe 2552554142940.jpg  Recipe 2552554142956.jpg  Recipe 2552554143010.jpg

credit  ทนายอ้วน
http://www.foodietaste.com/blog_recipe_detail.asp?id=ChubbyLawyer&rid=2035

ปิ้งย่างกลมกล่อม หอมกลิ่นเครื่องเทศ กับ “หมูสะเต๊ะ”

โดย : กุ๊กเล็ก


       วันหยุดสุดสัปดาห์ในช่วงอาทิตย์นี้ก็เป็นวันหยุดนาวที่ใครหลายคนจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวและเพื่อนฝูง “กุ๊กเล็ก” ก็เลยมีไอเดียดีๆ มาเสนอ ให้สมาชิกทุกคนมาร่วมด้วยช่วยกันปิ้งๆ ย่างๆ ของอร่อยกินกัน แต่ถ้าแค่ปิ้งหมูเนื้อไก่แบบปกติมันก็ธรรมดาไป มื้อนี้เลยอยากจะลองทำ “หมูสะเต๊ะ” มาลองชิมให้อิ่มจุใจ
      
       ส่วนผสมหมูสะเต๊ะ
       เนื้อหมูส่วนสะโพก หรือสันคอ 500 กรัม
       ขมิ้นผง ½ ช้อนชา , ผงกะหรี่ ½ ช้อนชา , ลูกผักชีคั่วป่น ¼ ช้อนชา , ยี่หร่าป่น ¼ ช้อนชา
       ตะไคร้โขลกละเอียด 1 ต้น , เกลือสมุทร ½ ช้อนชา , พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
       น้ำปลา ½ ช้อนโต๊ะ , น้ำตาลทราย 1 ½ ช้อนโต๊ะ , น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
       นมข้นจืด ½ ถ้วย
      
       ส่วนผสมกะทิสำหรับพรมเวลาย่าง
       หางกะทิ 1 ถ้วย , ใบเตยฉีก 2 ใบ
       น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ , เกลือสมุทร ½ ช้อนโต๊ะ
      
       ส่วนผสมน้ำจิ้ม
       หัวกะทิ 2 ถ้วย , หางกะทิ 1 ถ้วย
       น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม , น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ , เกลือสมุทร 1 ช้อนโต๊ะ
       งาขาวคั่วป่น ¼ ถ้วย , ถั่วลิสงคั่วป่น ½ ถ้วย
       ส่วนผสมเครื่องแกงน้ำจิ้ม พริกชี้ฟ้าแห้งแกะเมล็ดแช่น้ำ 5 เม็ด
       เกลือสมุทร ½ ช้อนชา , ตะไคร้ซอย 1 ต้น , ผิวมะกรูดหั่นละเอียด ½ ช้อนชา
       เม็ดผักชีคั่วป่น 1 ช้อนชา , รากผักชีหั่น 2 ราก , กระเทียม 2 ช้อนโต๊ะ , หอมแดง 6 หัว
      
       ส่วนผสมอาจาด
       น้ำ 1 ½ ถ้วย , เกลือสมุทร 2 ช้อนชา
       น้ำตาลทราย 1 ½ ถ้วย , น้ำส้มสายชู ½ ถ้วย
       หอมแดง 3 หัว , แตงกวา 3 ลูก , พริกเหลือง 2 เม็ด
      
       วิธีทำ เริ่มจากนำเนื้อหมูมาหั่นเป็นชิ้นขนาดประมาณ 12 x 2.5 เซนติเมตร หนาประมาณ 0.3 เซนติเมตร นำไปหมักกับเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสต่างๆ ทิ้งไว้ 3-4 ชั่วโมง (หรือจะหมักข้ามคืนก็ได้) จากนั้นนำมาเสียบไม้เสียบลูกชิ้น แล้วนำไปปิ้งด้วยเตาถ่าน ขณะปิ้งให้พรมน้ำกะทิ ที่ทำมาจากหางกะทินำไปตั้งไฟจนร้อน ใส่น้ำตาลทราย เกลือสมุทร และใบเตยฉีก ต้มต่อไปจนน้ำตาลละลาย นำไปพรมลงบนหมูสะเต๊ะขณะปิ้งเพียงเล็กน้อย จนหมูสะเต๊ะสุก
      
       สำหรับน้ำจิ้มให้นำส่วนผสมของเครื่องแกงสำหรับทำน้ำจิ้มไปโขลกรวมกัน จนละเอียด จากนั้น นำหัวกะทิ 1 ถ้วย ขึ้นตั้งไฟ เคี่ยวจนแตกมัน แล้วใส่เครื่องแกงที่โขลกไว้ลงไป ผัดจนเดือด แล้วใส่หัวกะทิที่เหลือ และหางกะทิลงไปเคี่ยวให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย และเกลือสมุทร เคี่ยวจนเริ่มข้นขึ้นมาเล็กน้อย ใส่งาขาวคั่วป่นและถั่วลิสงคั่วป่น คนให้เข้ากัน แล้วปิดไฟยกลงจากเตา
      
       ส่วนอาจาดสำหรับกินคู่กับหมูสะเต๊ะนั้น ใช้น้ำเปล่าตั้งไฟให้เดือด ใส่น้ำตาลทราย เกลือสมุทร และน้ำส้มสายชู เคี่ยวจนน้ำอาจาดเริ่มเหนียวขึ้นเล็กน้อย แล้วปิดไฟ ยกลงจากเตารอให้เย็น ซอยหอมแดง หั่นพริกเหลืองเป็นแว่นๆ และหั่นแตงกวา ใส่ลงไปในน้ำอาจาดที่เย็นแล้ว
      
       เวลาเสิร์ฟหมูสะเต๊ะ ให้ยกขึ้นตั้งโต๊ะแบบร้อนๆ จะได้รสชาติความอร่อยแบบหอมกรุ่นไปด้วยเครื่องเทศ พร้อมด้วยน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ และอาจาด ที่กินคู่กันเพิ่มความอร่อยให้มากยิ่งขึ้น

“พอร์คชอปพริกแกงพะแนง” อร่อยแบบฟิวชั่น

โดย : กุ๊กเล็ก


       เดี๋ยวนี้ไปกินข้าวนอกบ้านที่ร้านไหนๆ ก็มักจะเห็นเมนูฟิวชั่นเต็มไปหมด พอ “กุ๊กเล็ก” จะเข้าครัวทำอาหาร ก็เลยอยากลองทำเมนูฟิวชั่นดูบ้าง ซึ่งในคราวนี้ก็ได้สูตรอร่อยๆ มาจากโรงแรมใบหยก สวีท เป็นเมนูฟิวชั่นที่ผสมผสานความเป็นต่างชาติเข้ากับความเป็นไทย กับเมนูที่มีชื่อว่า “พอร์คชอปพริกแกงพะแนง”
      
       ส่วนผสม
       เนื้อสันนอกหมูติดกระดูก (พอร์คชอป) 180 กรัม
       ผลไม้รวม (แอปเปิ้ล, สับปะรด, แคนตาลูป) 20 กรัม
       พริกแกงพะแนง 10 กรัม
       กะทิ 10 กรัม
       น้ำตาลปี๊บ 10 กรัม
       น้ำปลา 10 กรัม
       มันฝรั่ง 30 กรัม
       ผักรวม 30 กรัม
       เนย 30 กรัม
       ไวน์แดง 20 กรัม
       น้ำมันมะกอก 15 กรัม
       พริกไทย 5 กรัม
       เกลือ 5 กรัม
       มัสตาร์ด 5 กรัม
      
       วิธีทำ หมักพอร์คชอปด้วยเกลือ พริกไทย น้ำมันมะกอก มัสตาร์ด และไวน์แดง ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที หั่นผลไม้ต่างๆ ผัดกับเนยจนหอม แล้วพักไว้ นำกระทะตั้งไฟ ใส่เนยลงไปทิ้งไว้ให้ละลาย แล้วนำพริกแกงพะแนงลงไปผัดจนหอม ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ และน้ำปลา เคี่ยวจนให้ได้น้ำพอขลุกขลิก จากนั้นนำพอร์คชอปที่หมักไว้ไปย่างบนกระทะ โดยใส่น้ำมันมะกอกตั้งไฟให้ร้อน จากนั้นนำพอร์คชอปลงย่างให้สุกเหลืองทั้งสองด้าน เติมเนยลงไปเล็กน้อยเพิ่มความหอม แล้วยกลงจากเตา นำมันฝรั่งลงไปทอดในน้ำมัน ส่วนผักรวมต่างๆ นำไปผัดกับเนยจนสุกหอม สุดท้าย นำพอร์คชอปที่ย่างสุกแล้วมาใส่จาน วางเคียงด้วยผักรวมผัดเนย และมันฝรั่งทอด ส่วนผลไม้รวมก็วางไว้ด้านข้าง แล้วราดด้วยซอสพะแนง เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

รักษาสิวด้วย “หอมแดง”

       “หอมแดง” หนึ่งในพืชผักสวนครัวที่พ่อครัว แม่ครัว ทั้งหลายชอบนำมาใช้เป็นหนึ่งในส่วนผสมปรุงในเมนูอาหารนอกจากจะมีส่วนช่วย เพิ่มรสชาติให้ครบเครื่องแล้ว วันนี้ “108เคล็ดกิน” ยังมีเคล็ดไม่ลับที่เป็นประโยชน์ดีๆจากหอมแดงมาฝากอีกด้วย
      
       หอมแดง นอกจากจะเป็นเครื่องแกงช่วยให้รสชาติของอาหารน่าลิ้มลองแล้ว ยังมีสรรพคุณช่วยในการรักษาสิว ลบรอยด่างดำที่เกิดจากสิว เพราะในหอมแดงจะประกอบไปด้วยน้ำมันหอมระเหยและสารต่าง ๆ เช่น สารฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และหากกินเป็นประจำก็จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ทั้งยังมีธาตุฟอสฟอรัสปริมาณสูง ช่วยให้มีความจำดี อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี
      
       ที่สำคัญ คือ มีฤทธิ์ในการยั้บยั้งแบคทีเรียสาเหตุของสิวได้เป็นอย่างดี ซึ่งหนุ่ม สาว ที่มีปัญหาสิวเม็ดเป้งกวนใจ สามารถนำวิธีนี้ลองไปใช้ได้ ด้วยการนำ หอมแดงมาฝานเป็นแว่น ๆ บาง ๆ หรือทุบเบาๆ แตะน้ำที่ซึมออกมาจากหัวหอมแดง นำไปทาบริเวณที่เป็นสิว รอยด่างดำ ทาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออก ใช้เป็นประจำรอยสิวหรือรอยจุดด่างดำจะค่อยๆหายไปเองตามธรรมชาติ

"น้ำลอยดอกมะลิ"หอมเย็น เคล็ดขนมไทย

       ในการทำขนมไทยแบบไทยๆนั้น สิ่งที่จะขาดเสียมิได้ก็คือ "น้ำลอยดอกไม้" ที่มีไว้สำหรับใช้คั้นกะทิ หรือใช้ผสมกับน้ำตาลทราย ทำเป็นน้ำเชื่อม ทำน้ำอบน้ำปรุง เพราะน้ำลอยดอกไม้มีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าการทำน้ำลอยดอกไม้เขาทำกันอย่างไร "108เคล็ดกิน" จึงมีวิธีการทำมาบอกเล่าเก้าสิบกัน
      
       ดอกไม้ที่นิยมนำมาลอยน้ำ ก็มีหลากหลายชนิดทั้ง กุหลาบ กระดังงา แต่ที่นิยมกันมากที่สุดก็คือ ดอกมะลิ การทำน้ำลอยดอกไม้ จะต้องทำเตรียมไว้ในตอนเย็น เพื่อทำขนมในวันรุ่งขึ้น เหตุผลที่ต้องทิ้งไว้ค้างคืน ก็เพื่ออบเอากลิ่นหอมของมะลิ เนื่องจากธรรมชาติของดอกมะลิ เป็นดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมในเวลากลางคืน ถ้าจะลอยด้วยดอกอื่น ควรทราบเวลาที่ดอกไม้ชนิดนั้นส่งกลิ่นจึงจะได้ผลดี
      
       การทำก็ไม่ได้ซับซ้อน เพียงแค่เก็บดอกมะลิ ปลิดขั้วต่อกับดอกออก ล้างน้ำอย่างเบามือที่สุด ต้มน้ำให้เดือด แล้วทิ้งไว้ให้เย็น เทใส่ภาชนะเคลือบหรือถังพลาสติกอย่างดีมีฝาปิด หย่อนดอกมะลิ (แนะนำใช้ดอกตูม)ให้ลอยทีละดอก ปิดฝาให้สนิททิ้งไว้ตลอดคืน รุ่งเช้าจึงเก็บดอกมะลิขึ้นก็จะได้น้ำลอยดอกไม้แล้ว
      
       สมัยก่อนน้ำที่นิยมใช้ในการลอยดอกไม้เป็นน้ำฝน แต่ปัจจุบันหากต้องการใช้น้ำประปา ควรรองน้ำทิ้งไว้ให้หมดกลิ่นคลอรีนก่อน การลอยดอกมะลิ ถ้าไม่ได้ใช้ดอกมะลิปลูกเอง ไม่ควรเอาดอกมะลิลอยในน้ำโดยตรง เพราะอาจมียาฆ่าแมลงตกค้าง ให้ใส่ดอกมะลิในภาชนะอื่น เช่น ขันใบเล็ก ๆ ลอยลงในน้ำอีกที

เห็ดเผาะ ของมีค่าจากป่า

       สายฝนที่เริ่มโปรยปรายในหน้าฝนนี้ นอกจากจะนำความเย็นชุ่มฉ่ำมาสู่กาย ใจ เราแล้ว ยังนำมาซึ่งพืชพรรณนานาชนิดที่จะแตกหน่อผลิผลในช่วงฤดูกาลนี้ หนึ่งในนั้น มีของโปรดจากป่าที่มาพร้อมฝนของ "108เคล็ดกิน" อย่าง "เห็ดเผาะ"รวมอยู่ด้วย
      
       หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นหูชื่อเห็ดชนิดนี้กันนัก เรามาทำความรู้จักกันเสียหน่อยดีกว่า “เห็ดเผาะ" มีชื่อเรียกแบ่งไปตามภาษาถิ่นอีก เช่น เห็ดเหียง,เห็ดหนัง บางคนก็เรียกว่า เห็ดดอกดิน แต่ชื่อที่เรียกกันติดปากมาที่สุดคือ "เห็ดถอบ" (ภาษาถิ่นภาคเหนือ) เป็นเห็ดสมุนไพรอย่างหนึ่ง คือ มีรสเย็นหวาน บำรุงกำลัง แก้ช้ำใน มีให้กินกันเฉพาะช่วงต้นฤดูฝน ช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมเท่านั้น
      
       ลักษณะเด่นของเห็ดพันธุ์นี้ คือ มีรูปร่างเป็นก้อนค่อนข้างกลม สีสันค่อนไปทางดำ มีขนาดประมาณ 1.5 – 3.5 ซม. ไม่มีลำต้น ไม่มีราก ขึ้นตามดินร่วนที่ถูกไฟไหม้ ตามโคนต้นไม้ในป่าแพะ (ป่าเบญจพรรณ) หรือบริเวณที่เป็นป่าโปร่งตามพุ่มต้นเหียงต้นตึง (ไม้พลวง) ที่มีใบไม้หล่นทับถมกัน ทำให้บริเวณนั้นมีอากาศอับชื้น เป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้เชื้อเห็ดเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี
      
       เมื่อดอกเห็ดบานพร้อมกับเปลือกนอกแตกออกเป็นรูปดาว เมื่อผ่าดอกเห็ดออกแล้วหากดอกอ่อนจะเห็นเนื้อในเป็นสีขาวเนื้อนุ่มน่ากิน ตรงข้ามหากดอกแก่เนื้อข้างในจะเป็นสีดำปัจจุบันนี้ยังไม่มีใครวิจัยหรือเพาะ พันธุ์เห็ดชนิดนี้ได้สำเร็จ จึงทำให้เห็ดเผาะมีราคาสูงในท้องตลาด

ส้มโอมือ ผลไม้เก่าแก่ตระกูลส้ม

       คนไทยสมัยก่อนคุ้นเคยกับส้มมือที่นำมาใช้ทำเป็นยาดม เรียกกันว่า 'ยาดมส้มโอมือ' ที่มีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ ใช้สูดดมบรรเทาอาการเป็นลม หน้ามืดตาลาย แต่เชื่อว่าคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย ที่ไม่รู้ว่ายาดมส้มโอมือทำมาจาก "ผลส้มโอมือ" ซึ่งเป็นผลไม้หายากในปัจจุบัน วันนี้"108เคล็ดกิน"จึงขอพาไปทำความรู้จักผลไม้ชนิดนี้กัน
      
       ส้มโอมือ หรือ ส้มมือ เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในจำพวกส้ม พบได้ทั่วไปในภูมิภาคเขตร้อน ผลรูปร่างแปลกกว่าส้มอื่น มีรูปร่างเรียวยาวห้อยลงมาเป็นแฉก ๆ คล้ายนิ้วมือ บ้างก็ว่าคล้ายลำเทียน ขนาดใกล้เคียงกับนิ้วมือผู้ใหญ่ หรือใหญ่กว่า
      
       ดอกสีขาว มีกลิ่นหอมมาก ผลมีผิวขรุขระ มีร่องแฉกคล้าย นิ้วมือกว่า 10 นิ้ว เมื่อสุกผลมีสีเหลืองสด ภายในผลสีขาว ไม่มีเมล็ด เปลือกหนาคล้ายฟองน้ำอย่างส้มโอ เนื้อแห้งไม่ชุ่มน้ำ ผิวเปลือกมีน้ำมันหอมระเหย กลิ่นหอมคล้ายกลิ่นมะนาว
      
       ส่วนเนื้อแห้ง ไม่ฉ่ำน้ำ มักไม่นิยมนำผลมารับประทานสดเหมือนส้มทั่วไป รสชาติจืดชืดไม่อร่อยแต่จะนำเปลือกไปใช้ประกอบในการปรุงอาหาร และทำยา เพราะมีสรรพคุณในการกระตุ้นหัวใจ บำรุงหัวใจ บำรุงตับ ทำให้เลือดลมดี ไปสกัดทำน้ำมันหอมระเหย แก้อาการวิงเวียนศีรษะ คลายเครียด ในประเทศจีนและญี่ปุ่นนิยมนำไปไว้ในห้องนอนและห้องน้ำเพื่ออบกลิ่น ขณะที่ในประเทศตะวันตกรู้จักสรรพคุณทางการแพทย์ของส้มโอมือมาช้านาน ด้วยเหตุนี้ จึงตั้งชื่อส้มชนิดนี้เป็นภาษาละตินว่า medica

ภัยจากสีชาเย็น

       ชาเย็น ถือว่าเป็นเครื่องดื่มยอดนิยม ที่ซื้อง่าย ขายคล่อง ทีเดียว เพราะมีขายตั้งแต่ในร้านอาหารในห้องแอร์ยันร้านริมฟุตปาธข้างทาง เพราะรสชาติหวานเย็นเข้ากับสภาพอากาศของเมืองไทย แต่เพราะความที่หากินกันได้ง่ายดาย "108เคล็ดกิน" จึงมีเรื่องควรระวังเกี่ยวกับชาเย็นมาฝากกัน
      
       รู้หรือไม่ว่า ชาผงสำเร็จรูปที่ใช้ทำชาเย็นนั้นหลายยี่ห้อ ผู้ผลิตอาจจะนำสีย้อมผ้ามาใช้ผสม ในชาสำหรับชงดื่ม โดยพบว่ามีการใส่สีสังเคราะห์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใส่ในอาหารในชาผง ซึ่งส่วนใหญ่พบในชาผงที่ลักลอบนำเข้าประเทศ
      
       อันตรายจากสีผสมอาหารที่พบในชา จะส่งผลต่อผู้บริโภคได้ 2 ทางคือ เกิดจากตัวสีเอง หากบริโภคในปริมาณมากหรือบ่อยครั้งสีจะไปเคลือบเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้น้ำย่อยอาหารออกมาไม่สะดวก ทำให้ท้องเดิน น้ำหนักลดและอ่อนเพลีย
      
       เกิดจากสารอื่นที่ปนเปื้อนจากกระบวนการผลิตสี ได้แก่ โลหะหนัก ตะกั่ว แคดเมียม สารหนู ปรอท พลวง โครเมียม เป็นต้น สารเหล่านี้จะเข้าไปสะสมในร่างกาย จนก่อให้เกิดโรคโลหิตจาง เนื้องอก และมะเร็งได้
      
       เพื่อความปลอดภัย ควรเลือกซื้อชาผงที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้ว โดยฉลากจะต้องแสดงข้อความเป็นภาษาไทย มีเครื่องหมาย อย. ระบุเลขสารบบอาหาร ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต วันเดือนปีที่ผลิตหรือหมดอายุ เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ต้องมีระบุไว้
      
       แม้ว่าเราจะไม่สามารถสังเกตความแตกต่างระหว่างชาผงที่ผสมสีกับชาผง ที่ไม่ผสมสีด้วยตาเปล่าได้ แต่เมื่อนำไปชงในน้ำแล้วพบว่า น้ำชามีสีสันที่ฉูดฉาดกว่าปกติหรือผิดสังเกต ก็เป็นไปได้ว่าชาผงที่นำมาชงนั้นมีการใส่สีสังเคราะห์ ฉะนั้น ก่อนดื่มชาดูให้ดี ชาดีสีไม่สดเกินไป

เกาลัดคั่วในกรวดทราย

       "108เคล็ดกิน" เคยสงสัย เวลาไปเดินเล่นแถวย่านไชน่าทาวน์ เยาวราช อยู่เสมอว่า เจ้า "เกาลัด" ที่ คั่วขายกันมากมายหลายเจ้านั้น แท้จริงแล้วเขาใช้อะไรให้การคั่ว ถามเพื่อนฝูงบ้างก็ว่าใช้กาแฟ บ้างก็ว่าใช้ทราย เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย ต้องมาเซาะหาคำตอบกันหน่อย
      
       เกาลัด ภาษาจีนเรียกว่า "เลียกก้วย" "ไต่เลียก" หรือ "ปังเลียก" เป็นพืชจำพวกนัต หรือพืชเมล็ดเปลือกแข็งเช่นเดียวกับอัลมอนด์ และมะม่วงหิมพานต์ มีลักษณะค่อนข้างกลม สีเขียว มีขนแหลม เมื่อแก่จะมีสีน้ำตาลและแตกออก ภายในมีเมล็ด และใช้ส่วนเนื้อในเมล็ดกินเป็นอาหารในประเทศจีนนิยมกินเกาลัดทั้งดิบและสุก คนจีนถือว่าเกาลัดเป็น "ราชาแห่งเมล็ดพันธุ์พืช" จึงมีการปลูกอย่างแพร่หลายในจีนและผลิตสำหรับส่งออกเมื่อนำเกาลัดไปคั่วในทรายร้อน ๆ จะมีรสหวานอร่อย
      
       ทรายที่คั่วก็คือ เม็ดสีดำเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 3-5 มิลลิเมตร คนขายจะนำเอาทรายแห้งใส่ลงไปในกระบะใบใหญ่ พอทรายร้อนระอุได้ที่จนเป็นสีดำ ก็จะนำเอาลูกเกาลัดใส่ลงไป บางร้านโรยน้ำตาลลงไปคั่วรวมกันให้ได้รสหวาน กรวดทรายเมื่ออมความร้อนมากๆ พอน้ำตาล โดนความร้อน จึงเกิดกระบวนการ" Calamelization " คือน้ำตาลไหม้จึงทำให้เกิดกลิ่นหอมเหมือนคาราเมลจางๆ บางร้านเพิ่มกลิ่นหอมด้วยการใส่เมล็ดกาแฟคั่วรวมไป
      
       เหตุผลที่ต้องใช้เม็ดทราย เพราะเม็ดทรายช่วยเก็บความร้อนไว้ได้นาน ซึ่งดีสำหรับการทำให้เกาลัดสุกถึงเนื้อผลด้านใน ซึ่งจะคั่วกันนาน 30-40 นาที เม็ดทรายนั้นใช้ได้นานกว่า 1 เดือน เรียกว่าคั่วเกาลัดได้หลายกระทะ จนทรายที่เป็นเม็ดเริ่มป่นเป็นผง แล้วจึงจะเปลี่ยนไปใช้เม็ดทรายชุดใหม่

ประโยชน์ของผลไม้เคลือบเงา

       เดี๋ยวนี้เวลากินผลไม้ "108เคล็ดกิน" สังเกตว่า เปลือกผิวของผลไม้มันเงาวาวกว่าปกติ สีสวยเด่นชวนเลือกซื้อเลือกหาดี สอบถามจากแม่ค้า จึงรู้ว่าการที่ผิวของผลไม้เงาสวยนั้น เป็นเพราะผลไม้ล้วนผ่านการ แว๊กซ์ หรือ เคลือบเงาผิว จึงทำให้สีสันแลดูสดสวย ผิวของผลไม้น่ากินยิ่งขึ้น
      
       แว๊กซ์ หรือ สารเคลือบผิวผลไม้ ที่ว่านี้ได้มาจากไขผสม ทั้งที่เป็นไขจากแหล่งตามธรรมชาติ และที่สังเคราะห์ขึ้น แต่จะใช้ได้ต้องผ่านการควบคุมและตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค มีคุณสมบัติคือ ช่วยปิดบังริ้วรอยขีดข่วนที่ผิวผลไม้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ระหว่างการเก็บเกี่ยว ทดแทนไขธรรมชาติที่หลุดออกระหว่างการทำความสะอาด และช่วยยืดอายุการสุกของผลไม้ให้ยาวนานขึ้น ป้องกันการสูญเสียน้ำอันเป็นเหตุให้ผลไม้เหี่ยวแห้วเร็ว การเคลือบยังทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ตัดสินใจซื้อสินค้าจากรูปลักษณ์ภายนอก เพราะความเงางาม สีสันแวววาว ได้อีกด้วย
      
       สารเคลือบผลไม้มีอยู่หลายชนิด แต่ที่ส่วนใหญ่จะเห็นชัดเจนบนผิวแอปเปิ้ลหรือส้ม เรียกชื่อเต็มว่า Wax Soluble มีคุณสมบัติละลายในน้ำปกติได้ ถ้ากินเข้าไปบ้าง ก็ไม่เป็นอันตราย เพราะไตสามารถขับออกได้ อย่างไรก็ดี ควรล้างทำความสะอาดหรือ เช็ดออกให้สะอาดทุกครั้งที่จะส่งผลไม้เข้าปาก
      
       ส่วนสารที่มีคุณสมบัติให้ความเงามันเหมือน Wax Suloble ที่นิยมใช้อีกอย่างคือ "ไขเทียนที่ไม่ใส่สี" ตัวนี้ยิ่งต้องทำความสะอาดออกให้มาก เพราะเป็นสารที่ไม่มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในร่างกาย

กิน"หมูยอ" ระวังสารกันบูด

       เมื่อหลายวันก่อน "108เคล็ดกิน" นั่งดูข่าวทางโทรทัศน์ เรื่องที่ทางสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 นครราชสีมา ได้เตือนภัยเกี่ยวกับการกินหมูยอดิบ อาจจะมีอันตรายอาจถึงตาย เพราะเสี่ยงรับสารพิษตกค้างจากหมูยอ
      
       เลยถือโอกาสหาข้อมูลมาฝากกันว่า แท้ที่จริงแล้วใน"หมูยอ" แทบทุกยี่ห้อที่เรา ๆท่านๆ บริโภคกันอยู่นี้ใส่ "สารกันบูด" แทบจะทุกยี่ห้อ เพราะหมูยอมีส่วนผสมหลักคือ "เนื้อหมู"และอากาศบ้านเรามีอุณหภูมิเหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์มาก ดังนั้นจึงเลี่ยงสารกันบูดไม่ได้
      
       สารกันบูดในหมูยอที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายคือ "กรดเบนโซอิค" และ "กรดซอร์บิก" เพื่อ ถนอมไม่ให้หมูยอเน่าเสียก่อนถึงมือผู้บริโภค การผสมสารกันบูดนี้ผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ทำได้ แต่ต้องไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เพราะถ้าใส่มากกว่านั้น จะเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้บริโภค
      
       แต่อย่างไรก็ตามเราอจจะมีโอกาสพบเจอหมูยอที่ไม่ได้มาตราฐานและส่งผล ร้ายต่อร่ายกายได้ทุกเมื่อ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงหมูยอที่ห่อด้วยพลาสติก และสังเกตวันที่หมดอายุ เพราะในอาหารเหล่านี้จะมีสปอร์ เมื่ออยู่ในภาวะที่ไร้อากาศ และความเป็นด่าง สปอร์จะงอกและผลิตสารพิษ Clostridium botulinum ออกมา หากรับประทานหมูยอที่มีพิษเข้าไปอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากจะรับประทานให้เลือกหมูยอที่ห่อด้วยใบตองจะปลอดภัยกว่า หรือควรนำหมูยอที่ซื้อมาไปลวกก่อนกินทุกครั้ง เพราะสามารถลดปริมาณสารกันบูด

เรื่องน่ารู้ของ “ไส้กรอก”

       "108เคล็ดกิน" เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการกินอาหารอย่าง "ไส้กรอก" เป็นที่สุด เมื่อไปเจอเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการกินไส้กรอกดีๆ จึงไม่พลาดที่จะนำมาฝากนักกินทั้งหลาย
      
       รู้กันไหมว่า...ไส้กรอก มีมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณกว่า 2,000 ปี คนยุคนั้นนำเกลือมาใส่เนื้อสัตว์เพื่อเป็นการถนอมอาหาร ต่อมามีการพัฒนารสชาติและเครื่องเทศไปตามแต่ละท้องถิ่น ไส้กรอกนิยมทานกันมากในแถบยุโรป โดยเฉพาะประเทศเยอรมนี การเลือกรับประทานไส้กรอกนั้น ควรพิจารณาถึงคุณภาพของไส้กรอก โดยดูจากวัตถุดิบ เนื้อสัตว์ และไส้ รวมทั้งเครื่องเทศที่ผสม โดยมีการแบ่งเกรดของไส้กรอกดังนี้
      
       คือ ไส้กรอก (Sausage) เป็นไส้กรอกประยุกต์ให้มีรสชาติและรูปร่างเหมือนไส้กรอกเยอรมัน มีอัตราส่วนเนื้อสัตว์น้อย มักผสมแป้งและไขมันในปริมาณสูง นิยมใช้ไส้พลาสติกเป็นหลัก ปรุงรสด้วยสารเคมีและผงปรุงรส
      
       ไส้กรอกเยอรมัน (German Sausage)ไส้กรอกสูตรต้นตำรับจากประเทศเยอรมนี มีส่วนผสมของเนื้อหมูมากว่า Sausage นิยมใช้ ไส้ ที่เป็นไส้ธรรมชาติหรือไส้โปรตีนสังเคราะห์ ปรุงรสด้วยสมุนไพรธรรมชาติ
      
       ไส้กรอกเยอรมันพรีเมี่ยม (Permium German Sausage) หารับประมาณได้เฉพาะบางท้องถิ่นในเยอรมนี เปรียบได้ดั่งอาหารชาววังของไทย ผลิตจากเนื้อหมูล้วนที่ผ่านการคัดเกรดและคัดชิ้นส่วนคุณภาพสูง นิยมใช้ไส้ ธรรมชาติ เช่น ไส้แกะ ไส้หมู ไส้วัว เป็นต้น ปรุงรสด้วยสมุนไพรสดตามธรรมชาติ รู้แบบนี้แล้ว ครั้งต่อไปเวลากินไส้กรอก เราก็ได้รู้ว่าเป็นประเภทไหนที่เรากำลังกินอยู่

วิธีตัดพิษเมื่อกิน "บอน"

       อันว่าน้ำใจหญิงเหมือนดั่งน้ำกลิ้งบนใบบอน หมายถึงใจโลเลไปมา คำกล่าวนี้จะจริงเท็จอย่างไร "108เคล็ดกิน" ไม่รู้ได้ แต่ที่รู้แน่ๆก็เรื่องของ "บอน"
      
       บอน หรือ ต้นบอน เป็นพืชชนิดหัว อยู่ในตระกูลของเผือก มีทั้งบอนหวานและบอนคัน ขึ้นในที่ลุ่มตามห้วย หนอง คลอง บึง ชาวบ้านนิยมนำมาทำเป็นอาหาร ส่วนบอนคัน มี Calcium oxalate ทำให้คัน ใบแก่มีมากกว่าใบอ่อน ก่อนการปรุงเป็นอาหารจึงต้องต้มเคี่ยวและคั้นน้ำทิ้งก่อน 2-3 ครั้ง หรือใช้วิธีเผาก่อน แล้วจึงต้มน้ำและคั้นน้ำออก
      
       เมื่อนำมาปรุงเป็นอาหาร มักใส่พืชที่มีรสเปรี้ยวลงไปด้วย เพื่อช่วยตัดพิษคันของบอน เช่น ส้มป่อย ยอดมะขาม น้ำมะกรูด เป็นต้น ชาวบ้านทางเหนือมีวิธีสังเกตบอนหวานและบอนคัน คือ ที่ใบและต้นของบอนหวานจะมีสีเขียวสดหรือเขียวคล้ำ ไม่มีนวล ส่วนใบของบอนคันจะมีสีเขียวนวลและมีนวลเกาะอยู่ตามก้านใบ และดอกของบอนหวานจะมีแมลงตอม แต่บอนคันไม่มี
      
       "รากบอน" มีสรรพคุณทางยาโดยให้นำรากบอนมาต้มน้ำดื่ม แก้ท้องเสีย แก้เจ็บคอ ใครไม่เคยลิ้มรสบอนก็ลองหามาปลูกมากินดู

เสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วย “หญ้าปักกิ่ง”

หญ้าปักกิ่ง
       เกิดเป็นต้นหญ้าใครว่าไร้ค่า ไม่มีประโยชน์ “108เคล็ดกิน” ขอเถียงสุดใจขาดดิ้น เพราะต้นหญ้าที่หลายคนมองข้ามบางทีก็อาจจะเป็นยาวิเศษ ที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงได้เช่นกันอย่างเช่น “หญ้าปักกิ่ง” นี่อย่างไร
      
       หญ้าปักกิ่ง หรือในชื่อภาษาจีนว่า เล้งจือเช่า หรือ หญ้าเทวดา เป็นไม้ล้มลุก ใบ หนาเรียวคล้ายใบไผ่ ฉ่ำน้ำดอกเล็ก ๆ ออกที่ปลายต้น สีบานเย็น กลีบขาวแกมม่วง มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้แถบสิบสองปันนา เป็นยามีรสจืด เย็น มีสรรพคุณในการยับยั้งโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งในคอ มะเร็งตับ มะเร็งมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น
      
       การตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บพบว่า ลำต้นหญ้าปักกิ่งมีสารกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์ เป็นสารต้านมะเร็งระยะต้น ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เช่น โรคมะเร็ง เส้นเลือดหัวใจตีบ โรคภูมิแพ้ โรคความดันและเบาหวาน สามารถใช้รักษาร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้ ช่วยลดอาการข้างเคียงจาการฉายแสง ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องฉายแสง
      
       ในชาวจีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรรักษาโรคมาเป็นเวลาหลาย พันปี ใช้บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลย์ร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การกินหญ้าปักกิ่งมีหลากหลายวิธีแต่ที่ง่ายสุดก็คือ กินหญ้าปักกิ่งสดๆ หรือปรุงเป็นอาหารจิ้มน้ำพริกกินก็ได้ แต่ต้องล้างให้มั่นใจว่าสะอาดจริงๆและข้อควรระวังไม่ควรกินของแสลง ซึ่งมีผลให้ฤทธิ์การรักษาโรคของหญ้าปักกิ่งอ่อนลง เช่น ฟักแฟง แตงกวา มะระ หัวไชเท้า

ยับยั้งมะเร็ง ด้วยวิตามินซีจาก “กีวี”

       เมื่อเร็วๆนี้มีรายงานข่าวจากประเทศนิวซีแลนด์ว่า ทีมนักวิจัยจาก University of Otago School of Medicine ประเทศนิวซีแลนด์ เผยผลวิจัยครั้งสำคัญที่เพิ่งตีพิมพ์ลงในวารสาร Cancer Research Journal โดยระบุว่า วิตามินซีสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและยับยั้งการเจริญเติบโตของ เนื้อร้ายได้ “108 เคล็ดกิน” เห็นว่าเป็นความรู้ที่มาประโยชน์จึงนำมาบอกเล่าเก้าสิบกัน
      
       หลังจากที่ค้นพบว่าวิตามินซีในเนื้อร้ายอยู่ในระดับต่ำ ปริมาณของโปรตีน ที่มีชื่อว่า HIF -1 จะสูง ซึ่ง HIF-1 จะช่วยกระตุ้นการลุกลามของมะเร็ง นักวิจัยจึงแนะนำผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงให้เพิ่มระดับ วิตามินซีในร่างกาย เพื่อลดประสิทธิภาพการทำงานของ HIF-1 ช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งและกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองต่อการ รักษาโรคด้วยคีโมได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
      
       นอกจากจะช่วยป้องกันและรักษาโรคมะเร็งได้แล้ว วิตามินซี ยังถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของเซลล์ที่แข็งแรงและมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิ คุ้มกันของร่างกายและการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงการเพิ่มระดับวิตามินซี ให้เพียงพอกับปริมาณที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวันทำได้ง่ายๆ เพียงแค่กินกีวีวันละหนึ่งผล เนื่องจากกีวีเป็นผลไม้ที่มีอุดมไปด้วยวิตามินซี และเมื่อเทียบในปริมาณที่เท่ากันกีวีสีทองจะให้วิตามินซีมากกว่าส้มถึงสอง เท่า
      
       กินกีวีทุกวันจะช่วยเพิ่มระดับวิตามินในร่างกาย ป้องกันเซลล์จากการเสื่อมสภาพ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ดียิ่ง ขึ้น

เก็บอาหารแห้ง ให้ปลอดเชื้อราหน้าฝน

       หน้าฝนแบบนี้คุณแม่บ้านทั้งหลาย อาจจะพบเจอปัญหาในครัวสารพัด ที่มาพร้อมฝน หนึ่งในปัญหานั้นคือ ความชื้นในอากาศที่เร่งให้เกิดรา โดยเฉพาะกับอาหารแห้ง “108เคล็ดกิน” จึงมีวิธีดีๆ ในการเก็บรักษาอาหารแห้งมาฝากกัน
      
       เริ่มด้วย หอมและกระเทียม เป็นอาหารแห้งที่ไวต่อความชื้นและเชื้อรา หากเก็บไว้ในตะกร้าโปร่งที่อากาศถ่ายเทสะดวกแล้วยังไ ม่ได้ผล ให้เก็บใส่ถุงพลาสติกมัดปากถุงให้แน่น หรือใช้ถุงซิปล็อค ก่อนนำเข้าตู้เย็น ค่อยหยิบใช้เมื่อต้องการรับรองเชื้อราไม่มาแผ้วพาน
      
       ส่วน กุ้งแห้ง ก่อนเก็บล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำไปต้ม พอเดือดใส่เกลือเล็กน้อย ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำแล้วนำมาคั่วให้แห้ง เก็บใส่ถุงซิปล็อคในช่องฟรีซ กุ้งจะสะอาดปราศจากสารปนเปื้อนและเก็บได้นานเป็นปี
      
       เกลือและน้ำตาล ใส่ในขวดโหลปิดฝาให้สนิทกันมดแมลง ขณะใช้งานไม่ควรใช้ช้อนเปียกหรือชื้นตัก เพราะจะทำให้น้ำตาลหรือเกลือจับเป็นก้อน ส่วนน้ำตาลไอซิ่งโรยแป้งข้าวโพดลงไปเล็กน้อยเพื่อ ช่วยดูดความชื้น ก่อนเก็บในขวดแห้งและสะอาด
      
       และ ข้าวสาร ควรเก็บแบบแพ็คสุญญากาศ นำมาเก็บในถังพลาสติกปิดสนิทจะสะอาดปลอดภัยกว่า หากข้าวสารมีมอด แมลง ให้นำข้าวใส่ถุง แช่ช่องฟรีซสัก 2-3 วัน เพื่อกำจัดแมลง ก่อนนำมาล้างและหุงตามปกติ

ขมเป็นยา

       "หวานเป็นลม ขมเป็นยา"
      
       สำนวนไทยเก่าแก่ยังคงความเป็นอมตะและทันสมัยมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะความหวานจากอาหารและขนมมันนำซึ่งโรคภัยไข้เจ็บ อาทิ เบาหวาน ความดันสูง ในขณะที่ความขมจากพืช ผัก และสมุนไพรไทย ส่วนใหญ่จะมีสรรพคุณเป็นยา ช่วยรักษาบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บได้ไม่มากก็น้อย ดังเช่น 5 พืชผักสมุนไพรที่ "108 เคล็ดกิน" นำมาเสนอในตอนนี้
      
       "สะเดา" นิยมนำดอกและยอดมาเป็นอาหาร มีสรรพคุณบำรุงธาตุไฟ สร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย และแก้ไข้ อีกทั้งรสขมของสะเดายังช่วยเรียกน้ำย่อย และช่วยให้ขับน้ำดีตกลงสู่ลำไส้มากขึ้น
      
       "มะระ" รสขมๆของมันช่วยให้เจริญอาหาร เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ช่วยบำรุงน้ำดี แก้ตับม้ามอักเสบ ขับพยาธิ แก้อักเสบจากพิษต่างๆ ในขณะที่ผลของมะระขี้นกนั้นมีการวิจัยพบว่าสามารถต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีหรือ เชื้อเอดส์ได้อีกด้วย
      
       "ขี้เหล็ก" กินได้ทั้งใบอ่อนและดอกตูม มีสรรพคุณแก้ไข้ เป็นยาระบาย ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
      
       "มะแว้ง" กินผลได้ทั้งแบบสด ลวก และเผา ช่วยให้เจริญอาหาร แก้โรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด ขับเสมหะ ขับลม แก้ไอ ขับปัสสาวะ
      
       "เพกา" ฝักและยอดอ่อนจิ้มน้ำพริกกินได้ มีสรรพคุณช่วยขับลม ขับเสมหะ บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต และช่วยระบาย

“สมอไทย”ของดีที่(เริ่ม)หายไป

       หากถามเด็กสมัยนี้ว่ารู้จักลูก“สมอ”หรือเปล่า ส่วนใหญ่ส่ายหน้าไม่รู้จัก หรือไม่ก็ถามกลับว่า คือลูกอะไร? ขณะที่เด็กบางคนร้องอ๋อ เข้าใจว่าคือสมอเรือ ส่วนบางคนบอกคือยี่ห้อชุดนักเรียน
      
       เหตุที่เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักลูกสมอ โดยเฉพาะกับลูก“สมอไทย”นั้นเป็นเพราะว่าเดี๋ยวนี้หาลูกสมอไทยกินค่อนข้างยาก และเด็กยุคนี้ส่วนใหญ่ก็ไม่นิยมกัน ผิดกับเด็กๆในสมัยรุ่นแฟนฉันขึ้นไป ที่ดูจะคุ้นเคยกับสมอไทยมากกว่า
      
       สมอไทย เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีผลเป็นลูกป้อมๆรีๆ มีขนาดเล็กประมาณหัวแม่มือ ผิวเกลี้ยงไม่มีขน เมื่อแก่จะมีสีเขียวอมเหลือง
      
       สมอไทยมีรสชาติที่ค่อนข้างทรมานใจเด็กหลายคนหรือผู้ใหญ่บางคน เพราะมีรสฝาด ขม นำ แต่เมื่อกินไปสักพักจะกลายเป็นหวานชุ่มคอ
      
       สำหรับสรรพคุณเด่นของสมอไทย คือ เป็นยาระบาย ช่วยแก้โรคท้องผูกแต่ไม่ทำให้ถ่ายท้อง อีกทั้งยังช่วยชำระลำไส้ให้สะอาด โดยผู้ที่เป็นโรคท้องผูกควรกินลูกมอไทยประมาณวันละ 3-5 ลูกทุกวันจนกว่าจะหาย
      
       นอกจากนี้สรรพคุณของสมอไทยยังมีหลากหลาย อาทิ บำรุงกำลัง แก้ไอ แก้กระหาย แก้เจ็บคอ ขับลมในกระเพราะ แก้ปวดท้อง ช่วยย่อยอาหาร เป็นต้น
      
       และด้วยสรรคุณที่มากมีสวนทางกลับขนาดลูกเล็กๆของมัน ทำให้บางคนผู้นิยมสมุนไพรถึงกลับกล่าวว่า ถ้ากินสมอไทยวันละลูกเป็นประจำทุกวัน โรคภัยก็ยากที่จะเข้ามาก้ำกราย