ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

“Himali Cha Cha” อาหารอินตะระเดีย รสเด็ด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 มิถุนายน 2547 14:31 น.
บรรยากาศของร้าน Himali Cha Cha ที่ตกแต่งสไตล์อินเดียประยุกต์
       “เฮ ฮาลาชาลาฮา เฮ”เสียงเพลงสำเนียงไม่คุ้นหูดังแว่วมาจากจอสี่เหลี่ยม (ขนาด 21 นิ้ว) พร้อมๆกับภาพชายหนุ่มหญิงสาวหน้าตาคมเข้มวิ่งไปมาท่ามกลางแมกไม้และใบหญ้า ดวงหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยกับระยะทางซึ่งถ้าวัดกัน แล้วก็คงจะหลายกิโลเมตร
      
       ภาพยนตร์อินเดีย ดูจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาชาติใดเหมือนได้ยาก แต่สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์อีกอย่าง เห็นจะหนีไม่พ้น อาหารอินเดียที่ทั้งรสชาติและกลิ่นของเครื่องเทศบ่งบอกความเป็นอินเดียไว้ได้อย่างดีเยี่ยม
Chicken Masala
       สำหรับคนที่เปรี้ยวปาก อยากจะกินอาหารอินเดีย ก็ไม่ต้องบินไปไกลถึงประเทศอินเดีย แค่เดินทางมาที่สุขุมวิท 35 ก็จะได้พบกับร้าน Himali Cha Cha ซึ่งเป็นร้านขายอาหารอินตะระเดียแท้ๆ ตกแต่งสไตล์อินเดียประยุกต์แถมเปิดเพลงพื้นบ้านอินเดียบรรเลงเบาๆ พาลให้เรานึกว่าตัวเองอยู่ในดินแดนภารตะซะแล้ว
      
       หลังจากซึมซับกับบรรยากาศได้พักหนึ่ง “ผู้จัดการตระเวนกิน”ก็ไม่รอช้า(เพราะกระเพาะเริ่มประท้วง)จึงรีบสั่ง Chicken Masala (แกงกระหรี่ไก่ 130 บาท) อาหารอินเดียที่คุ้นลิ้นคนไทยมาประเดิมมื้อนี้กันก่อน กลิ่นเครื่องเทศแตะจมูกมาแต่ไกล เพียงคำแรกที่เข้าปากก็รู้สึกได้ถึงสารพัดเครื่องเทศ ไม่ว่าจะเป็นผงยี่หร่า ผงขมิ้น พริกป่นแขก ผงผักชี นำไปเคี่ยวกับเนื้อไก่ให้ได้ที่แถมเพิ่มความหอมด้วยไม้หอม รสชาติที่ได้จึงทั้งกลมกล่อม หอมมัน เวลาทานสามารถเลือกทานกับแป้งแผ่นที่เรียกว่า Nan(แผ่นละ 25 บาท) หรือจะทานกับข้าวเหลือง( 70 บาท)ก็ได้ มีเคล็ดลับนิดนึงว่าถ้าจะทานให้ได้รสชาติอินเดียแท้ ต้องฉีกแผ่นแป้งด้วยมือแล้วจิ้มกับแกงกะหรี่ แล้วก็อ้ำเข้าปากไปเลย สำหรับคนที่ชื่นชอบกุ้ง ก็สามารถสั่ง Prawn Dopezia (แกงกระหรี่กุ้งผัดแห้ง 185 บาท)มาทานได้
Boti Kebab
       เคยได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างของกลิ่นเนื้อแพะหรือแม้แต่นมแพะว่า ถ้าไม่รู้จักกรรมวิธีการทำที่ดี ก็จะทำให้อาหารที่ทำจากเนื้อแพะจานนั้นมีกลิ่นสาบของแพะจนทานไม่ได้ “ผู้จัดการตระเวนกิน” อยากลองค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง จึงลองสั่ง Boti Kebab (แพะย่าง 225 บาท)มาลองลิ้นดูซักตั้ง ทันทีที่เราส่งเนื้อแพะคำแรกเข้าปากก็รู้สึกได้ถึงความเหนียวนุ่ม หอมกลิ่นเครื่องเทศที่บรรจงหมักข้ามวันพร้อมกับโยเกิร์ต สำหรับใครที่กลัวเลี่ยนสามารถบีบมะนาวพร้อมกับจิ้มหอมหัวใหญ่ซอยเข้าปากเป็น เครื่องเคียงได้ดีนักแล
Tandoori Chicken
       กำลังเคี้ยวเพลินๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นโต๊ะข้างๆกำลังฉีกไก่ย่างสีสันจี๊ดจ๊าดเข้าปาก เห็นหน้าตาน่าสนใจชวนกิน เราเลยสั่งมาลิ้มลองบ้าง กับเมนูไก่ที่ชื่อ Tandoori Chicken (ไก่ย่างแขก 280บาท)“ผู้จัดการตระเวนกิน” อดสงสัยไม่ได้ว่ารสชาติจะเหมือนกับไก่ย่างของไทยรึเปล่า จึงลองสั่งมาทานดู การ์ตูนโรแมนติก อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่าจะกินอาหารอินเดียให้อร่อยต้องใช้มือและมือ เท่านั้น เราจึงใช้สองมือน้อยๆบรรจงฉีกไก่ย่างจานนี้พร้อมกับส่งเข้าปาก แล้วก็ถึงบางอ้อว่าไก่ย่างแขกจะไม่มัน เนื้อออกแห้งๆเมื่ออยู่ในปากแล้วเหมือนกับจะยุ่ยในปาก ไม่ต้องออกแรงเคี้ยวมากมาย แถมหอมกลิ่นเครื่องเทศซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของอาหารอินเดียอีกด้วย
ชาแขก
       บางคนอาจติดนิสัยเวลารับประทานอาหารเสร็จ ต้องดื่มกาแฟตบท้าย แต่ถ้ามาทานอาหารอินเดีย ดื่มกาแฟก็ดูจะไม่ครบสูตร ต้องดื่มชาแขก (50 บาท)ชาใส่นมรสเข้มข้นหอมเครื่องเทศ ที่ทำให้กระเพาะอิ่มอุ่น หรือถ้าใครกลัวอ้วนก็สามารถสั่งชาแขกแบบไม่ใส่นมแต่ใส่ใบสะระแหน่หอมกรุ่น การ์ตูนโรแมนติก แทนได้
      
       สำหรับใครที่ยังรู้สึกว่าเหลือที่ว่างในกระเพาะอยู่ ทางร้าน Himali Cha Cha ก็มีเมนูอาหารอีกหลายหลากไว้ให้เลือกทาน ไม่ว่าจะเป็น Bindi Masala (แกงกระเจี๊ยบ 85 บาท) Chicken Cuplet (ทอดมันไก่ 145 บาท) Fish Tikka (ปลาย่างแขก 165 บาท)แต่ตอนนี้ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ต้องขอตัวไปเดินย่อยอาหารก่อน เพราะอิ่มเหลือเกิน
      
       
*    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    * 
       
 
       
ร้าน Himali Cha Cha ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท 35 (ตรงข้ามเอ็มโพเรี่ยม)เปิดช่วงกลางวันตั้งแต่เวลา 11.00-15.30 น. และช่วงเย็นเวลา 18.00-22.00 น.เปิดทุกวันโทร.0-2258-8846

อาหารยุ่นถูกลิ้น ที่“ชิน เซน”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 มิถุนายน 2547 11:53 น.
บรรยากาศกว้างขวางของห้อง “ชิน เซน” นั่งหม่ำอาหารท่ามกลางสวนสวย
       “มิตรภาพ” เป็นสิ่งสวยงามที่เกิดขึ้นที่ไหน เมื่อใด กับใคร นับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่งดงาม
      
       เหมือนเช่นการออกมาตระเวนกินของ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ในมื้อนี้ ก็ได้เกิดมิตรภาพที่ดีขึ้นมาในใจ เมื่อได้เดินทางมาตระเวนกินอาหารญี่ปุ่น ที่ห้องอาหาร “ชิน เซน” ตั้งอยู่ที่ชั้น 5 ของโรงแรมเดอะแกรนด์ กรุงเทพฯ
      
       ห้องอาหาร “ชิน เซน”แห่งนี้บริการอาหารญี่ปุ่นแบบชาวอาทิตย์ อุทัยแท้ๆ ที่ว่าด้วยรสชาติดั้งเดิม ด้านบรรยากาศดูกว้างขวาง ตกแต่งภายในเหมือนกับว่านั่งหม่ำอาหารท่ามกลางสวนญี่ปุ่นอันสวยงาม
Sashimi Mori
       อีกทั้งเรื่องของการบริการลูกค้าที่เมื่อเข้ามาถึงห้องอาหารก็บริการ ลูกค้าด้วยความเป็นมิตร ต้อนรับด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส เรียกว่าทำเอาประทับใจไปตามๆ กัน สมกับความหมายของชื่อห้องอาหาร “ชิน เซน” ที่แปลว่ามิตรภาพ ที่บริการให้ลูกค้าทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
      
       ทีนี้มาว่าด้วยเรื่องอาหารที่เด่นดังของห้องอาหาร “ชิน เซน” ก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายเมนู เราเริ่มเมนูแรกที่เมื่อมากินอาหารญี่ปุ่นแล้วไม่สั่งเป็นไม่ได้กับ Sashimi Mori (1,000 บาท) เซ็ทปลาดิบรวมถาดใหญ่ที่ภายในมีสารพัดทั้ง ปลาโอ ปลาแซลมอน ปลากะพง ปลาฮามาจิ หอยปีกนก กุ้ง ปูอัด หนวดปลาหมึก ล้วนแล้วแต่ดิบสดๆ แต่ไม่คาวจัดกินกับน้ำซอสและวาซาบิ หม่ำเพลินกันไปเลย
Kani Karage
       เซ็ทปลาดิบเหมือนเป็นแค่ออร์เดิร์ฟ (จานโต) มาต่อกันที่ California Temaki (ชิ้นละ 130 บาท) ข้าวญี่ปุ่นห่อสาหร่ายที่ข้างในใส่ไส้รวมหลายอย่างทั้งกุ้ง ปูอัด หน่อไม้ฝรั่ง ไข่กุ้ง แตงกวา และราดด้วยน้ำมายองเนส ม้วนเป็นกรวย เวลากินหม่ำทั้งคำกัดรวมๆ กัน ได้รสชาติเคี้ยวมันทั้งข้าวทั้งไส้
      
       เมนูถัดมาถือว่าพิเศษสุดในช่วงนี้ Kani Karage (300 บาท) ปูนิ่มสีส้มสดตัวโตๆ ชุบแป้งเทมปุระที่ปรุงรสเสร็จสรรพแล้วทอดให้เหลืองกรอบ เสิร์ฟมาแบบร้อนๆ ฉีกกล้ามปูเคี้ยวเข้าปากรสชาติปูนิ่มกรุบกรอบ เค็มๆ มันๆ ในตัว
Buri Kamayaki
       จากเมนูปูมาต่อที่เมนูปลาๆ Sake Kabutoni (250 บาท) ปลาแซลมอนเฉพาะส่วนหัวนำมาต้มกับซอสญี่ปุ่น มีเห็ดเข็มทอง เห็ดหอม ผักกวยเล้ง แครอท เต้าหู้ขาวเป็นเครื่องแกล้ม ปลาแซลมอนเนื้อสดหวาน ผสมผสานกับน้ำซอสญี่ปุ่นที่ซึมลึกถึงเนื้อปลา ได้รสชาติถูกลิ้นถูกปาก หวานๆ เค็มๆ
      
       Buri Kamayaki (400 บาท) เป็นแก้มปลาบุรีย่างเกลือหรือบ้านเราเรียกว่าปลาหางเหลือง โรยเกลือแล้วย่างด้วยไฟอ่อนๆ เอาแค่พอเหลืองสุกหอม เมนูปลานี้มีกลเม็ดเคล็ดไม่ลับในการการกินนิดหน่อย คือบีบมะนาวลงบนตัวปลา แล้วค่อยตักเนื้อปลาเข้าปาก จะได้รสชาติปลาที่เนื้อแน่นมันๆ เค็มๆ ตัดกับความเปรี้ยวนิดๆ จากมะนาว หรือจะจิ้มกินกับน้ำจิ้มโชยุที่ใส่หัวไชเท้าขูดฝอยก็เพิ่มรสชาติไปอีกแบบ
Sake Kabutoni
       ปิดท้ายมื้อล้างปากด้วยของหวานแบบญี่ปุ่นกับ Oshiruko (100 บาท) ถั่วแดงต้มจนเปื่อยร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ จากแป้งโมจิย่างที่ใส่มาในถ้วยถั่วแดงด้วย ตักถั่วแดงเข้าปากได้รสชาติหวานมัน ส่วนแป้งโมจิก็หวานเคี้ยวนุ่มนิ่มเข้ากันกับถั่วแดงต้มร้อนๆ ส่วนถ้าใครชอบล้างปากแบบกรึ่มๆ ด้วยแอลกอฮอล์พองาม ก็ต้องลองสั่งสาเกญี่ปุ่นที่ มีให้เลือกทั้งสาเกเย็นราคาขวดละ 500-680 บาท สาเกร้อนราคาขวดเล็ก 300 บาท ขวดใหญ่ 1,800 บาท จะล้างปากก็เข้าท่าหรือสั่งมากินแกล้มกับอาหารก็เข้าที
      
       และแล้วมื้ออันแสนอิ่มของ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ก็จบลงด้วยความอิ่มเอิบ อิ่มกายแน่นกระเพาะกับอาหารญี่ปุ่นรสชาติยุ่นแท้ๆ ที่ถูกปาก และอิ่มใจกับมิตรภาพใหม่ๆ ที่ได้รับจากห้องอาหาร “ชิน เซน” แห่งนี้ มิตรภาพดีๆ ที่คอยจะหยิบยื่นให้กับทุกคนที่ได้มาเยือน
      
       *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    * 
       ห้องอาหารญี่ปุ่น “ชิน เซน” ตั้งอยู่ที่ ชั้น 5 โรงแรมเดอะ แกรนด์ ถ.รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ เปิดทุกวันช่วงมื้อกลางวัน11.30 – 14.30 น. และมื้อเย็น 18.00 – 22.30 น. โทร. 0-2274-1515 ต่อ 1262

อาหารไทยรสเด็ด ที่ร้านชื่อฝรั่ง “Cafe Terrace”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 มิถุนายน 2547 11:44 น.
บรรยากาศด้านในร้าน “Cafe Terrace” สีสันสดใส ชวนนั่ง
       
       
“เบื่อฝนตก เบื่อรถติด เบื่อจริงๆ” ประโยคชินหูที่ช่วงนี้ใครๆ ต่างก็บ่นกันให้ระงม
      
       อันว่าเรื่องฝนตกน่ะมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องตกตามฤดูกาล ส่วนเรื่องรถติดก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่คนกรุงอย่างเราเคยชินกับมันไปเสีย แล้ว แต่พอทั้งฝนตกและรถติดมาเจอกัน เป็นใครก็ต่างต้องร้องว่าเบื่อไปตามๆ กัน

      
       บางเรื่องเรามักเบื่อกับมันง่ายๆ ทว่าสักพักจากความเบื่อหน่ายก็จะกลายมาเป็นความเคยชิน แต่กับบางเรื่องอย่างเรื่องกินๆ ทำยังไง “ผู้จัดการตระเวนกิน” ก็ไม่มีวันเบื่อ โดยเฉพาะกินอาหารไทยๆ ที่ว่าด้วยรสชาติที่หลากหลาย ทั้งเปรี้ยว หวาน เผ็ด เค็ม มัน กินแล้วถูกปากถูกใจ กินบ่อยแค่ไหนก็ไม่เบื่อ
      
       อย่างมื้อนี้กับการมาตระเวนกินอาหารไทย ที่ร้านชื่อฝรั่ง “Cafe Terrace” ถึงชื่อจะออกแนวฝรั่ง แต่เน้นขายอาหารไทยๆ เป็นหลัก และมีอาหารจีนปนบ้างเล็กน้อย
      
       ด้านบรรยากาศของร้านนี้เขาก็จัดตกแต่งชวนนั่ง มีที่ให้เลือกนั่งได้ตามอารมณ์อยาก ถ้าใครชอบบรรยากาศแบบรับลมธรรมชาติเย็นๆ ก็ต้องโซนตรงเทอเรสระเบียงไม้ด้านนอก ส่วนถ้าใครชอบแบบนั่งรับลมแอร์เย็นฉ่ำก็ต้องด้านในร้าน ที่จัดตกแต่งแบบเน้นสีสัน ดูสดใสสบายตา แถมมีดนตรีเล่นเพลงเบาๆ ให้ฟังกัน และตั้งแต่เวลา 20.00-22.00 น. จะมีนักดนตรีเล่นเพลงแนวอะคูสติกเบาๆ ให้ฟังกันเพลินๆ
       
       
       ส่วนเรื่องอาหารไทยๆ ที่ทางร้านเน้นว่ารสจัดจ้านถูกใจลิ้นคนไทยนั้น เอาเท่าที่ทางร้านแนะนำให้กับ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ได้ลองลิ้มชิมรสชาติด้วยตัวเองก็มีอยู่หลายเมนู อย่างเมนูแรกที่สั่งมา ลาบหมูทอด (90 บาท) จะทานเล่นๆ หรือกินกับข้าวก็เข้ากัน เป็นการนำเอาลาบหมูมาปั้นเป็นก้อนแล้วนำไปทอดให้สุกกรอบ เคี้ยวแบบกรอบนอกนุ่มใน ลาบหมูรสชาติจัดจ้านครบเครื่องลาบ
       
       
       จากลาบมาต่อกันที่ยำ เป็นยำมะเขือยาว (80 บาท) หน้าตาน่ากิน มะเขือยาวเผานำมายำกับเครื่องน้ำยำรสแซบ ใส่ปลาหมึก กุ้ง พริกแห้ง หอมแดง พริกขี้หนู น้ำพริกเผา และหมูสับ คลุกเคล้ารวมกันเป็นยำหนึ่งจาน ตักมะเขือส่งเข้าปากได้ส่งกลิ่นหอมเตะจมูก มะเขือเนื้อนุ่มผสานกับน้ำยำรสแซบเปรี้ยว เผ็ด หวาน และมีไข่ต้มให้กินแกล้มเพิ่มความมัน หม่ำเพลินหมดจานไม่รู้ตัว
กุ้งนางหลน
       
       
       เลยต้องรีบสั่งเมนูถัดมา กุ้งนางหลน (180 บาท) กุ้งนางตัวใหญ่ นำมาหลน ใส่พริกหยวก ใบมะกรูด หอมแดง ตะไคร้ กะทิสดๆ ที่ทางร้านคั้นเองกับมือ และโรยหน้าด้วยพริกชี้ฟ้าแดง-ส้ม เพิ่มสีสัน รสชาติออกหวานนุ่ม มันๆ เข้มข้นน้ำกะทิ กินแกล้มกับผักเคียงที่เสิร์ฟมาคู่กัน อย่าง มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี ผักชี ต้นหอม ใบโหระพา และขมิ้น
       
       ตัดความเลี่ยนกันสักนิดด้วย เนื้อปลาเก๋าลวกจิ้ม (180 บาท) เนื้อปลาเก๋าสดๆ แล่บางๆ นำไปลวกให้สุกแล้วปรุงรสด้วยเหล้าจีน โรยหน้าด้วยขึ้นฉ่าย ต้นหอม กระเทียมเจียว ดับกลิ่นคาว ด้านล่างเป็นผักกาดแก้วผัดปรุงรส ทานกับน้ำจิ้มเต้าเจี้ยว ส่งเนื้อปลาเข้าปาก เนื้อนุ่มหวานไม่คาว จิ้มน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวเพิ่มรสชาติเปรี้ยวๆ เค็มๆ แกล้มด้วยผักกาดแก้วผัด จิ้มกินเพลินหมดไปอีกหนึ่งจาน
      
       เมนูสุดท้ายเป็นเมนูปลาๆ เหมือนกันแต่เป็นปลาอยู่ในน้ำ ปลากะพงดิ้นน้ำข้น (200 บาท) ปลากะพงนึ่งสุกตัวโตอยู่ในน้ำซุปปรุงรสคล้ายๆ ต้มข่าไก่คือใส่กะทินิดหน่อยพอให้ได้น้ำข้นๆ แล้วราดลงบนตัวปลา เสิร์ฟมาในเตาหม้อไฟร้อนๆ ซดน้ำซุปร้อนๆ รสแซบเปรี้ยวข้นสะใจ เนื้อปลาก็หวานกลมกล่อมเข้ากัน
      
       นอกจากนี้แล้วก็ยังมีเมนูอื่นๆ ที่น่าลองอีกมาก อาทิ ปูนิ่มผัดพริกไทยดำกระทะร้อน (180 บาท) ปลากะพงหลายใจ (200 บาท) ต้มโคล้งปลากรอบ (150 บาท) ส้มตำผลไม้รวมกุ้งสด (100 บาท)
      
       เอาเป็นว่าถ้าใครเกิดเบื่อฝนตก เบื่อรถติด แต่ไม่เบื่ออาหารไทยๆ อย่าง “ผู้จัดการตระเวนกิน” ก็ลองแวะมาตระเวนกินอาหารไทยที่ร้านชื่อฝรั่ง “Cafe Terrace” นี้ดู ที่รสชาติดีไม่แพ้ร้านไหน ไม่แน่นะความเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นอาจจะหายไปในฉับพลันเมื่อได้ลิ้มรสของอร่อยๆ
      
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
      
       
“Cafe Terrace” ตั้งอยู่ที่ 10 / 8 ซ.อารีย์ 4 (เหนือ) ถ. พหลโยธิน7 สามเสนใน พญาไท กทม. เข้ามาในซอยพหลโยธินซอย 7(ซอยอารีย์) ตรงเข้ามาประมาณ 500 เมตร เลี้ยวขวาเข้าซอยอารีย์ 4 (เหนือ) จากปากซอยประมาณ 100 เมตร ก็จะถึงร้าน สังเกตง่ายมีป้ายร้านเห็นอย่างชัดเจน เปิดทุกวันเวลา 10.30 – 14.00 น. และ 17.00 – 24.00 น. โทร. 0-2619-5357-8
       

“พาสต้า ชาลี” ชื่อนี้มีดีที่อาหารอิตาเลี่ยน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 กรกฎาคม 2547 13:30 น. 
บรรยากาศภายในร้าน “Pasta Charlie”
       ดูเหมือนว่าช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ของแต่ละอาทิตย์จะเป็นช่วงเวลาแห่ง ความสุขที่ใครๆ ต่างก็พึงปรารถนาอยากจะให้มาถึงไวไว เพราะเหมือนกับว่าได้เป็นการพักผ่อนหยุดชาร์ทแบตเตอร์รี่ให้กับร่างกายที่ โหมงานหนักมาทั้งสัปดาห์
      
       เหมือนกับ “ผู้จัดการตระเวนกิน” ที่พอมีวันหยุดกับเขาสักทีเป็นต้องหาโอกาสดีๆ ทำในสิ่งที่ปรารถนา อย่างคราวนี้มีโอกาสมาเดินตากแอร์ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เพื่อมาเดิน (เหล่สาว) อ๊ะไม่ใช่เดินดูของใช้เข้าบ้านต่างหาก หลังจากที่เดินวนเวียนดูของหลายชั้นจนตาลาย เจ้าอาการน้ำย่อยในท้องก็กระหายอาหารขึ้นมาทันที
Fettuccine Salmon
       แล้วความหิวก็นำหน้าก่อนที่ขาจะก้าวตามไปยังชั้น 5 ของห้างที่เป็นศูนย์รวมอาหารนานา (ชาติ) ก็ว่าได้ ที่นี่มีอาหารให้เลือกกินมากมาย ทั้งอาหารไทย จีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง แต่สายตาเกิดไปปิ๊งเข้ากับร้านที่ชื่อว่า พาสต้า ชาลี (Pasta Charlie) เป็นอาหารสไตล์อิตาเลี่ยนที่ไม่รู้ว่ากินแล้วจะเลี่ยนไหม แต่ความหิวไม่รอให้หาคำตอบ ขาก็ก้าวเข้าร้านไปเสียแล้ว
      
       ภายในร้านจัดตกแต่งอย่างน่ารัก เหมือนห้องอาหารเล็กๆ กลางบ้านเรา โต๊ะเก้าอี้ถูกจัดวางเป็นสัดส่วน ดูสบายตาชวนนั่ง ว่าแล้วก็หย่อนก้นลงนั่งพร้อมกับขอเมนูมาสั่งอาหารกัน
      
       มื้อนี้ขอเดินเครื่องแบบเต็มกำลังกับอาหารเมนูหลักกันเลยเริ่มด้วย Fettuccine Salmon (120 บาท) เส้นเฟตตูชินี่ ใส่เห็ดฟาง แซลมอนรมควัน ราดด้วยครีมซอส ซาวส์ครีม และชีส โรยด้วยผักชีฝรั่ง และพริกปาปริก้า ตักเส้นเฟตตูชินี่เข้าปากได้กลิ่นหอมนุ่มๆ ของครีมซอส สัมผัสเส้นได้ถึงความเหนียวนุ่ม ได้รสชาติเค็มๆ จากปลาแซลมอนรมควันตัดความมันของครีมซอสและเผ็ดนิดๆ จากพริกปาปริก้า
Lasagna Chicken Satay
       Lasagna Chicken Satay (150 บาท) เมนูลูกผสมระหว่างอิตาเลี่ยนและเอเชีย เป็นลาซานญ่าที่ข้างในแป้งประกอบไปด้วยสารพัดไส้ทั้งแครอท ผักโขม มะเขือยาว โรยด้วยชีส นำไปอบร้อนๆ ที่ว่าลูกผสมเพราะมีน้ำราดให้เลือกทานคู่กัน 2 แบบ เป็นน้ำซอสสะเต๊ะไก่ (หวานๆ มันๆ) และซอสมะเขือเทศสไตล์อิตาเลี่ยน (ออกเปรี้ยวมะเขือเทศนิดๆ) ตัดลาซานญ่าเข้าปาก อ้าปากอ้ำทั้งคำ รับรสความนุ่มของแป้ง และเคี้ยวมันกับไส้ข้างในจนต้องตักคำต่อไปตามมาติดๆ
      
       Pork Chop (180 บาท) เป็นสเต็กหมูส่วนซี่โครงเนื้อติดมันนิดๆ หมักเครื่องเทศ ย่างสุกกำลังดี หั่นเนื้อสเต็กส่งเข้าปาก ได้รสชาติหมูเนื้อนุ่มเคี้ยวหนึบๆ รสกลมกล่อมกำลังดี หรือจะเพิ่มรสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ อีกนิด ก็ราดด้วยน้ำซอสสับปะรดสูตรเด็ดของทางร้าน ส่งเข้าปากอีกคำ อืม...เคี้ยวมันเนื้อนุ่มหวาน แถมมีกะหล่ำปลี บร็อคโคลี่ แครอท มันบด ให้กินแก้เลี่ยนอีกต่างหาก
Pork Chop
       หลังจากที่หม่ำอาหารจานหลักกันจนพุงจะกาง แต่ทางร้านแนะนำว่ายังมีของหวานที่น่าลอง เราเลยต้องจัดสรรปันส่วนพื้นที่กระเพาะให้กับของหวานด้วย Half Baked Chocolate (80 บาท) เมนูเด็ดของที่นี่เลยตัวนี้เป็นช็อกโกแลตอบร้อนๆ เสิร์ฟมาพร้อมกับไอศกรีมเย็นๆ แล้วโรยด้วยผงโกโก้ เวลากินตักไอศกรีมเข้าปากแล้วตามด้วยช็อกโกแลตอบ รับรสได้ถึงความลงตัว เข้ากันของไอศกรีมเย็นๆ กับช็อกโกแลตอบที่ละลายพร้อมๆ กันในปาก รสชาติเยี่ยมหวานมัน เย็นๆ จนต้องยกนิ้วให้เป็นรางวัล
Apple Strudel
       ตบท้ายกับของหวานเมนูนี้ Apple Strudel (80 บาท) เป็นไอศกรีมรสวนิลา ราดซอสสตรอเบอร์รี่และช็อกโกแลต ที่ดูธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาตรงที่มีพายแอปเปิ้ลข้างในมีแอปเปิ้ลผัดรวมกับอบเชย ลูกเกด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ น้ำตาล เนย แล้วห่อด้วยแป้งฟิวโรบางกรอบ อบร้อนส่งกลิ่นหอม พอส่งพายเข้าปากแล้วตามด้วยไอศกรีม สัมผัสได้ถึงรสชาติที่หวาน มัน กรอบของพายแอปเปิ้ลและความหวานเย็นของไอศกรีมที่ผสมผสานลงตัวกันได้คำเดียว ภายในปาก
      
       มื้อนี้เล่นเอาที่หิวจนตาลาย กลายเป็นอิ่มจนพุงกาง ต้องจำใจอุ้มพุงกางๆ กลับบ้านไปโดยปริยาย ซึ่งถ้าใครไม่เชื่อ ก็ลองแวะมาเติมน้ำหนักให้พุงน้อยๆ ที่ พาสต้า ชาลี (Pasta Charlie)ดูบ้าง ก็จะรู้ว่าเดินพุงกางเป็นยังไง
      
        *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    * 
       “Pasta Charlie” ตั้งอยู่ที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ชั้น 5 ฝั่งโบว์ลิ่ง เปิดบริการทุกวันเวลา 10.30 – 21.30 น. โทร. 0-2882-6000 นอกจากนี้ยังมีอีก 2 สาขา คือ เซ็นทรัล พระราม 2 ชั้น 4 โทร. 0-2673-6479, เซ็นทรัลพระราม 3 ชั้น 5 โทร. 0-2673-6479