ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

เครปเค้กเนื้อนุ่ม กับราสเบอร์รี่ซอส อร่อยกำลังดี

เครปเค้กเนื้อนุ่ม กับราสเบอร์รี่ซอส อร่อยกำลังดี 







เกริ่นนำโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ Stradivarius


        เพื่อน ๆ คนไหนที่ชื่นชอบของหวานเป็นชีวิตจิตใจ  โดยเฉพาะของหวานอย่าง เจ้าเครปเค้กเนื้อนุ่มละมุนลิ้น  วันนี้กระปุกดอทคอมก็ขอเอาใจสาวกเครปเค้กทั้งหลาย นำเมนูที่มีชื่อเก๋ไก๋ว่า "Mille Crepe Cake with Raspberry Sauce"  ของคุณ Stradivarius มาฝากกัน... อ่ะอ่ะ เห็นภาพแล้ว หลายคนอาจจะคิดว่า เจ้าเครปเค้กเนื้อนิ่ม กับราสเบอร์รี่ซอสนี่ คงจะมีวิธีทำยุ่งยากใช่ไหมล่ะค่ะ แต่ขอบอกเลยว่า ไม่ยากอย่างที่คิดเลยล่ะ

         เอ้า...ลอง คิดดูซิว่า เครปเค้กเนื้อนุ่มทาครีมหวาน ๆ วางซ้อนทับกันหลาย ๆ ชั้น ราดกับซอสราสเบอร์รี่รสชาติเปรี้ยวกำลังดี ถ้าได้ทานคู่กับชาร้อน ๆ หอม ๆ จะอร่อยขนาดไหน... > <   อย่ารอช้า ไปดูวิธีทำกันเลยดีกว่าค่ะ


ส่วนผสม


         1. แป้งเค้ก 200 กรัม

          2. ผงฟู 1/2 ช้อนชา

          3. ไข่ไก่เบอร์ 0 6 ฟอง
      
          4. นมสด 250 กรัม

         5. วิปครีม 200 กรัม หรือใช้นมข้นจืดแทนได้คะ

         6. น้ำเปล่า 300 กรัม

         7. น้ำตาลทราย 100 กรัม

         8. น้ำมันพืช 80 กรัม

         9. เกลือ 1/2 ช้อนชา

         10. กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา

         11. เหล้ารัม 1 ช้อนชา


วิธีทำวิปครีม



วิธีทำ

         1. นำส่วนผสมมาชั่ง และตวงตามสูตรเสร็จแล้วนำมาผสมกันในโถ  หรือใครจะใช้เครื่องปั่น นำมาปั่นเอาก็ได้ ปั่นจนแป้งไม่เป็นเม็ดก็พอ จากนั้นนำส่วนผสมแช่เย็นไว้ 2 ชม. หรือข้ามคืนไปเลยก็ได้ อย่าลืมช้อนฟองออกนะคะ ( ** แป้งเครปที่ผสมแล้ว สามารถเก็บได้ถึง 48 ชม. )







        2. พักแป้งเครปไว้ในตู้เย็นเสร็จแล้ว ก็มาทำซอสราสเบอร์รี่สำหรับราดบนเครปเค้กกัน โดยใส่ราสเบอร์รี่ลงในหม้อ ใช้ช้อนยี ๆ ให้เละสักเล็กน้อย ตามด้วยน้ำตาลทราย คลุก ๆ ส่วนผสมให้พอเข้ากันค่ะ







         3. จากนั้นนำส่วนผสมข้างต้นไปต้ม จะเห็นว่ามีน้ำออกมาจากลูกราสเบอร์รี่



         4. เสร็จแล้วนำเอาไปปั่นให้ละเอียดอีกรอบ แล้วกรองเอากากออกมาอีกทีจะได้ซอสราสเบอร์รี่เนื้อเนียน ๆ รสชาติเปรี้ยวหวานแล้วล่ะค่ะ

         5. พอทำซอสราสเบอร์รี่เสร็จแล้ว นำแป้งเครปที่พักไว้มาลุยต่อกันเลย ก่อนอื่นต้องเตรียมอุปกรณ์ก่อนนะคะ เราจะใช้กระทะเทฟล่อน ที่มีหูสองข้าง จะได้สะดวกต่อการร่อนแป้งให้ทั่ว แล้วใช้พายซิลิโคนทนไฟสองอันสำหรับพลิกแป้ง



         6. ตักแป้งใส่ถ้วยตวงในปริมาณ ขนาด 1/4 แล้วนำแป้งไปหยอดลงในกระทะ หยอดตรงกลางกระทะนะคะ ร่อนให้ทั่วกระทะ คอยดูแป้งไม่ให้หนา หรือบางมากเกินไป 








         7. ทิ้งพักไว้สัก 2-3 นาที จากนั้นใช้พายซิลิโคนแซะขอบรอบ ๆ แล้วพลิกแป้ง แต่ระวังอย่าให้แป้งขาดนะคะ เสร็จแล้วนำไปพักที่ตะแกรง แล้วก็ทอดชั้นต่อไปเลย จนครบ 20 แผ่น หรือตามแต่ความชอบ





         8. เมื่อทำเจ้าเครปเค้กเสร็จแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนวิธีทำวิปปิ้งครีมกันดีกว่า เตรียมวิปปิ้งครีม 4 ถ้วยตวง และน้ำตาลไอซิ่ง 4-5 ช้อนโต๊ะ ตีรวมกันจนฟู ๆ ขึ้นยอดตามภาพ





         9. ต่อไปเป็นขั้นตอนประกอบร่างเจ้าเครปเค้กกันค่ะ นำครีมแปะจุดไว้ที่ฐานก่อนนะคะ กันแป้งเลื่อน จากนั้นก็นำแป้งมากันมาทาครีมที่ละแผ่น วางซ้อนกันสลับไปมาจนครบ แต่อย่าทาครีมหนาเกินไปนะคะมันจะทำให้เลี่ยนได้ พอวางเสร็จจนครบชั้นแล้ว ก็ใช้สปาตูล่าตบ จากด้านบน และเก็บขอบด้านข้างให้เรียบร้อย เมื่อได้เครปเค้กแล้วก็นำไปแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง

















เครปเค้กเมื่อแช่ตู้เย็นแล้ว 2 ชั่วโมง


       แท๊แด.... เราก็จะได้เครปเคกเนื้อนุ่ม ราดซอสราสเบอร์รี่กันแล้วล่ะค่ะ เห็นมั้ยค่ะว่า วิธีทำไม่อยากอย่างที่คิดเลย... ว่าแล้วขอไปเตรียมอุปกรณ์ ทำเจ้า "Mille Crepe Cake with Raspberry Sauce" ก่อนดีกว่า อิอิ








Credit    kapook.com

อิ่มอุ่นอาหารไทย ที่ "บ้านคุณแม่"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 สิงหาคม 2549 13:20 น. 
บรรยากาศภายในร้านบ้านคุณแม่
       ใกล้จะถึง"วันแม่แห่งชาติ" (12 ส.ค.) เข้ามาแล้ว ไม่รู้ว่ามิตรรักนักกินทั้งหลายได้เตรียมของขวัญชิ้นพิเศษที่ถูกใจคุณแม่ไว้ แล้วหรือยัง หากว่าใครยังไม่รู้ว่าจะมอบของขวัญอะไรให้กับคุณแม่ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีที่เรามีต่อท่านดี
      
       "ผู้จัดการตระเวนกิน" ขอแนะนำว่าการพาคุณแม่ออกไปทานข้าวนอกบ้านสักมื้อ เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว ได้ทั้งอิ่มหนำสำราญท้อง และสำราญใจไปในตัวก็ดูเข้าท่าดีไม่น้อยเลย
ฉู่ฉี่กุ้งนาง
       และเพื่อเป็นการออกไปกินข้าวให้เข้ากับบรรยากาศวันแม่ มื้อนี้ "ผู้จัดการตระเวนกิน" จึงขอเสนอร้านอาหารที่ชื่อร้านน่ารักๆ ว่า"บ้านคุณแม่" เป็นร้านอาหารทรงไทยที่ตั้งอยู่คู่กับย่านสยามสแควร์ (ซอย 8) มานานกว่า 8 ปี และหากเมื่อเดินเข้ามายังตัวร้านด้านใน จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศร้านที่ดูอบอุ่นชวนนั่ง เหมือนกับมานั่งกินข้าวอยู่ที่บ้าน มีทั้งหมด 2 ชั้น ให้เลือกนั่ง ชั้นล่างแบ่งเป็น2โซน ส่วนชั้น 2 มีห้อง วี ไอ พีบริการ (จ่ายเพิ่ม 200 บาท) และในทุกวันเวลา 19.00-21.00 น. มีการบรรเลงดนตรีจากขิม ซอ จะเข้ เพิ่มอรรถรสให้กับการกินอาหารอีกด้วย
      
       สำหรับอาหารของบ้านคุณแม่นี้ เน้นขายอาหารไทยโดยเฉพาะ มีอาหารไทย 4 ภาคซึ่งมีทั้งแบบไทยโบราณและแบบประยุกต์ให้เลือกลิ้มรสกันมากมาย อย่างเมนูเด็ดในร้านจานแรกที่อยากแนะนำนั้นเป็นอาหารที่คนไทยคุ้นเคยปากกัน ดี ต้มยำกุ้ง (120 บาท ) ที่มีความโดดเด่นอยู่ที่การเพิ่มความเข้มข้นด้วยการใส่มันกุ้งสดลงไปผสมกับ น้ำซุป และเติมความเข้มข้นด้วยนมสด น้ำพริกเผา แถมยังใส่เห็ดฟาง และมะเขือเทศลงไปด้วย ก็จะได้ต้มยำกุ้งที่สีแดงจัดจ้านชวนกิน หากแต่รสชาตินั้นไม่เผ็ดจัดมากนัก เรียกว่าใครไม่ค่อยกินเผ็ดก็กินได้เพราะความแดงที่เห็นคือความแดงของมันกุ้ง นั่นเอง รสที่ได้จึงกลมกล่อมเปรี้ยว เผ็ด หวานตามแบบฉบับต้มยำกุ้ง
ต้มยำกุ้ง
       จานต่อมาเป็น ฉู่ฉี่กุ้งนาง (240 บาท) เป็นกุ้งแม่น้ำตัวโตผ่าครึ่งและทอดจนพอสุก ก่อนจะนำมาฉู่ฉี่กับเครื่องแกงเผ็ดที่ทางร้านโขลกเอง ออกมาเป็นฉู่ฉี่กุ้งนางน้ำขลุกขลิกโรยหน้าด้วยพริกชี้ฟ้า และใบมะกรูดหั่นฝอย รสชาตินั้นหวานเข้มข้นเครื่องแกงหอมกลิ่นน้ำกะทิ เข้ากันดีกับกุ้งเนื้อนุ่มหวาน
ไก่ผัดเม็ดมะม่วง
       ตามมาด้วยจานผัด ไก่ผัดเม็ดมะม่วง (120บาท) จานนี้เป็นเนื้อไก่ส่วนอกนำมาหมักด้วยส่วนผสมที่เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน โดยจะหมักทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมงจนเนื้อไก่นุ่ม จากนั้นจึงค่อยนำมาผัดกับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ใส่ซอสปรุงรส น้ำมันหอย น้ำพริกเผา พริกชี้ฟ้าแห้ง และต้มหอม ผัดรวมให้สุกทั่วกัน ได้ไก่ผัดเม็ดมะม่วงที่ส่งกลิ่นหอมของซอสอ่อนๆ ลิ้มรสชาติเนื้อไก่นุ่มชุ่มน้ำซอสออกหวานนำเผ็ดเล็กน้อย
      
       ต่อด้วย แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายไข่เค็ม (120บาท) เป็นอีกหนึ่งเมนูแกงรสเด็ดที่ชวนกิน แกงเขียวหวานถ้วยนี้โดดเด่นที่เครื่องแกงที่ถึงเครื่อง เพราะเป็นเครื่องแกงที่ทางร้านทำเองเรียกว่าใส่กันแบบไม่หวงเครื่อง ส่วนลูกชิ้นปลากรายนั้นไม่ธรรมดา เพราะทางร้านนำไข่แดงเค็มมายัดไส้ห่อหุ้มด้วยเนื้อปลากรายปั้นเป็นลูกๆ พอดีคำ แล้วแกงใส่มะเขือพวง มะเขือเปราะ ใบมะกรูด พริกชี้ฟ้า ลิ้มรสชาติสัมผัสได้ถึงความเข้มข้นของแกงน้ำกะทิข้นๆ และเด็ดตรงที่ลูกชิ้นปลากรายเคี้ยวเด้งหนึบอยู่ในปาก และพอเคี้ยวไปจะเจอไข่แดงเค็มที่อยู่ได้ในให้รสมันบวกกับรสชาติเครื่องแกง ที่หวานมัน เข้มข้นน้ำกะทิออกเผ็ดลิ้นนิดหน่อย
      
       และนอกจากเมนูเด็ดที่ได้แนะนำไป ก็ยังมีอีกสารพัดอาหารไทยที่ชวนลองลิ้ม อาทิ ไก่บ้านทอดเกลือ(150 บาท) ปลาช่อนทอดตะไคร้ (220 บาท) แกงส้มชะอมกุ้ง (120 บาท) ไก่ห่อใบเตย (85บาท) ขนมหวานไทยๆ ก็มีที่ทางร้านทำเองก็มี มันสำปะหลังเชื่อม( 40-60 บาท) ข้าวเหนียวมะม่วง (150บาทต่อ1ที่) มีให้กินตลอดทั้งปี
แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายไข่เค็ม
       เอาเป็นว่าเนื่องในโอกาส"วันแม่แห่งชาติ" ที่จะมาถึงนี้ มิตรรักนักกินที่เป็นคุณลูกกตัญญูทุกท่าน ก็ลองจูงมือคุณแม่ที่รักมาอิ่มหนำสำราญกระเพาะกับอาหารไทยๆ ที่ร้าน"บ้านคุณแม่" นี้กันดู ว่าแต่อย่างไรเสียก็อย่าลืมว่าจะต้องรักและกตัญญูต่อคุณแม่ที่รักทุกๆ วันด้วยนะ

อิ่มคุ้มค่าบุฟเฟต์ปลาเผา ที่ “Big Fish”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 สิงหาคม 2549 14:34 น.
บรรยากาศภายในร้านBig Fishโปร่งโล่งนั่งสบาย
       ยุคนี้สมัยนี้อะไรก็แพงไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเหยียบ 30 (กว่า) บาท ถือว่าแพงสุดๆ (แต่ก็ยังต้องใช้กัน) รวมไปถึงค่าอุปโภคบริโภค ที่ข้าวของพากันขึ้นราคาแพงหูฉี่ชนิดที่ว่ารายจ่ายไม่พอกับรายรับ
      
       เรียกว่าหากไม่ประหยัดกันตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะประหยัดกันตอนไหนแล้ว ซึ่ง “ผู้จัดการตระเวนกิน” เองก็เริ่มเก็บหอมรอมริบ อดออมกับเขาด้วยแล้ว อย่างเรื่องกินๆ ที่โปรดปรานบางครั้งบางคราก็ต้องเมียงมองหาร้านอาหารที่เพียบพร้อมไปด้วย อาหารนานาชนิด รสชาติดี แถมราคาต้องสมน้ำสมเนื้อกับคุณภาพด้วย
สารพัดของกินทั้งหมูกระทะ ปลาเผา หอยเผา และอาหารอื่นๆ
       และการที่จะกินอาหารให้คุ้มค่าคุ้มราคา ร้านอาหารประเภทที่ขายอาหารแบบบุฟเฟต์ดูเหมือนจะถูกใจ ถูกกระเป๋านักกินทั้งหลายเป็นที่สุด เพราะว่าได้อิ่มเต็มท้องแบบไม่จำกัดปริมาณ แต่จำกัดราคาไว้แล้ว
      
       อย่างกับที่ร้าน “Big Fish” ที่ “ผู้จัดการตระเวนกิน” จะ ขอแนะนำในมื้อนี้นั้น ถือว่าเป็นหนึ่งร้านที่บริการอาหารแบบบุฟเฟต์ประเภทปิ้งๆ ย่างๆ โดยนำเสนอในรูปแบบของบุฟเฟต์ปลาเผา หอยเผา หมู-กุ้งกระทะ อาหาร และของว่างกินเล่นอีกหลากหลาย รวมไปถึงพวกขนมหวาน และผลไม้ เรียกว่าในหนึ่งมื้อมีให้อิ่มได้แบบไม่จำกัดในราคาเพียงแค่ 99 บาท ต่อคนเท่านั้นเอง
บุฟเฟต์หมูกระทะร้อนๆ ชวนกิน
       เอาเป็นว่ามาดูกันดีกว่าว่าอาหารที่ “Big Fish” นี้มีอะไรน่ากินกันบ้าง ขอเริ่มจากเมนูโดดเด่นของที่นี่กันก่อนเลยนั่นก็คือ บรรดาสารพัดปลาเผา ที่มีทั้งปลาแรด ปลาทับทิม ปลานิล และปลาช่อน ที่ทางร้านจะนำปลาสดๆ มาล้างไส้จนสะอาด ยัดด้วยเครื่องสมุนไพรและคลุกเกลือ ก่อนจะนำมาเผาบนเตาถ่านร้อนๆ วางเรียงรายให้ลูกค้าเลือกไปกินได้ตามความพอใจ เนื้อปลากินตอนร้อนๆ ช่างนุ่มหวาน แถมเพิ่มรสชาติด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซบ เปรี้ยว เผ็ด
      
       และติดๆ กันกับปลาเผาก็ยังมีหอยแมลงภู่เผา หอยแครงเผาให้ตักไปกินกันได้อีก ถัดมาก็มีไก่ย่างชิ้นใหญ่ ย่างร้อนๆ ควันโชยหอมกลิ่นไก่
      
       พอเดินเลยมาจากมุมเตาเผาปลาจะเจอกับมุมอาหารที่มี อาหารมากมายหลายสิบอย่าง ทำมาร้อนๆ ให้เลือกตักไปกิน อาทิ ผัดผัก ลาบหมู ปลาราดพริก ผัดหอยลาย ไก่ทอด ที่จะสลับหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปทุกวัน และก็ยังแกงส้มปลาช่อนทอด ที่วางเรียงไว้ในถาดรูปปลา ปลาช่อนทั้งตัวทอดกรอบราดด้วยแกงส้มใส่ผักรสจัดจ้านถูกปากคนชอบกินแกงส้มกันไป
ปลาเผาสดๆ ให้เลือกกินตามใจชอบ
       นอกจากนี้แล้วก็ยังมีอีกหนึ่งเมนูเด่น คือ บุฟเฟต์หมูกระทะ ที่จะมีสารพัดเนื้อสัตว์ทั้ง หมูหมัก หมูสามชั้น ไก่หมัก กุ้ง ปลาหมึก ปลาหมึกกรอบ แมงกะพรุน เครื่องใน ลูกชิ้นต่างๆ และก็เห็ด ผักสดๆ แช่ไว้อยู่ในตู้เย็น ได้กินของสดแน่นอน และไม่ต้องห่วงเรื่องว่าจะไม่สะอาดด้วย ซึ่งหมูกระทะของที่นี่ปิ้งย่างบนเตาถ่านร้อนๆ กินคู่กับน้ำจิ้มที่ทางร้านปรุงเองออกรสเปรี้ยวนำ
กับข้าวมากมาย รวมทั้งผลไม้และขนมหวาน
       และหากใครยังไม่อิ่มก็ยังมีมุมของกินเล่นๆอย่างพวกส้มตำ สารพัดยำ ขนมจีบ ซาลาเปา ลูกชิ้นทอด ขนมหวาน หวานเย็น รวมไปถึงผลไม้หลากชนิดตามฤดูกาล
      
       เรียกว่ามาที่ “Big Fish” ที่นี่แห่งเดียว ได้อิ่มกับอาหารนานาชนิดอย่างจุใจจริงๆ โดยเฉพาะคนที่ชอบกินปลาเผามาที่นี่ขอบอกว่าได้อิ่มสมใจปาก หากว่ามิตรรักนักกินคนไหนอยากจะอิ่มท้องสบายๆ ในราคาควักตังค์จ่ายแบบคุ้มค่า ก็ลองแวะมาที่ร้าน “Big Fish” ที่ว่านี้ดูกันได้ตามอัธยาศัย
      
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
       

   

อิ่มหนำสำราญที่ร้าน"โอยั๊วะ"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 สิงหาคม 2549 16:38 น. 
บรรยากาศความครื้นเครงภายในร้านโอยั๊วะ
       หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้พักผ่อน แลกเปลี่ยนอรรถรสพบปะพูดคุยกับเพื่อนฝูง สังสรรค์กันให้หายเหนื่อย
      
       "ผู้จัดการตระเวนกิน" ก็เช่นกัน ต้องการหาสถานที่พักผ่อนที่อิ่มเอมท้อง และอิ่มเอมใจ ในบรรยากาศสบายๆและก็ได้ร้าน"โอยั๊วะ" แถวย่านพหลโยธิน ซึ่งเป็นร้านอาหารสไตล์ผับและเรสเตอรองต์
      
       ชื่นชอบร้านนี้เพราะมีหลากหลายมุม และเก๋ไก๋ด้วยโต๊ะเก้าอี้หลายหลากรูปทรง ให้เลือกนั่งตามแต่ใจ มีมุมเคาน์เตอร์บาร์ มุมโต๊ะนั่งด้านหน้าติดขอบเวทีนักดนตรี ได้ฟังเพลงเพราะอย่างใกล้ชิด แล้วก็มีมุมโต๊ะพลูให้เล่นผ่อนคลายอารมณ์
ปีกไก่ทอดน้ำปลา
       ส่วนด้านในจัดตกแต่งเหมือนสวนหลังบ้าน ซึ่งมีบรรยากาศรายล้อมไปด้วยต้นไม้ สีเขียวชอุ่มรอบบริเวณ สำหรับเพลิดเพลินไปกับการกินข้าวท่ามกลางธรรมชาติ ร่มครึ้มชวนนั่งผ่อนคลายอารมณ์
        และยังมีมุมด้านในสุดที่จัดให้มีจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ ไว้ให้บริการแก่ผู้ที่ชื่นชอบการนั่งกิน นั่งดื่ม ไปพร้อมๆ กับการชมรายการสุดโปรด รักความสงบต้องการความเป็นส่วนตัว คุยสบายๆ ใต้เสียงเพลงเบาๆ
      
       หลังจากหามุมเหมาะนั่งได้แล้ว "ผู้จัดการตระเวนกิน"ก็พลิกเมนูเตรียมสั่งอาหารเรียกน้ำย่อยกันทันที ก็มีทั้งกับข้าวและกับแกล้มควบคู่กันไป เมนูแรกสะดุดตาด้วยซื้อคือ ต้มแซบโอยั๊วะ (90 บาท) เป็นต้มแซบที่ใช้กระดูกหมูอ่อนต้มจนนิ่ม ปรุงรสด้วยสูตรพิเศษ เสิร์ฟมาแบบร้อนๆ
      
       ชิมครั้งแรกจะรับรู้ได้ถึงรสชาติที่เปรี้ยวจัดจ้านจากน้ำมะนาว และอารมณ์เผ็ดจากพริกแห้งที่มีทั้งแบบป่นผสมอยู่ในน้ำแกง และเป็นเม็ดลอยแช่อยู่ในถ้วย ส่วนกระดูกหมูอ่อนก็กลืนได้ทันที แทบไม่ต้องเคี้ยวนุ่มลื่นลงคอ โรยหน้าด้วย ผักชี ต้นหอม ส่งกลิ่นหอมกรุ่นมาแต่ไกล
ยำปูดอง
       อีกจานเป็น ปีกไก่ทอดน้ำปลา (90 บาท) เป็นปีกไก่ขนาดใหญ่ ที่นำมาหมักและคลุกเคล้ากับน้ำปลา ก่อนจะนำไปทอดจนเหลืองกรอบ แม้จะได้ชื่อว่าปีกไก่ทอดน้ำปลา แต่ทว่ารสชาติของมัน กลับมีความหอมหวานมากกว่าที่จะเค็ม งานนี้แย่งกันแทะจะเหลือแต่กระดูก
      
       ตามมาติดๆด้วย ยำปูดอง (120 บาท) ที่นี่ใช้ปูทะเลสดตัวโตมาดอง เมื่อลูกค้าสั่งก็จะนำปูมาผ่าและทุบกระดองให้แตก เสิร์ฟบนจานบนตัวปูจะมี กระเทียมสดหั่นเป็นแว่นๆวางโรยหน้า
       ราดน้ำยำให้ทั่วตัวปูน้ำยำมีหน้าตาเหมือนกับน้ำจิ้มซีฟู้ด มีส่วนผสมของพริกขี้หนูป่น มะนาว กระเทียมบด น้ำปลา น้ำตาล รสชาติออกเปรี้ยวจากตัวน้ำยำ และมีความหวานจากเนื้อปู ปนกับความเผ็ดจากรสของกระเทียม ที่โรยหน้าไว้ทั่วตัวปู
หมูซ่อนเล็บ
       อีกจานตามมาอย่างต่อเนื่องด้วยจานเด็ด ส้มตำทอด (150 บาท) ถ้าเป็นส้มตำธรรมดาก็คงไม่กล้าแนะนำแต่เมื่อเป็นส้มตำทอดจึงมีความแปลกและ พิเศษอยู่ในตัวไม่ว่าจะเป็นน่าตาที่น่ากินเพราะมีทั้งกุ้งขาวที่นำมาชุบแป้ง ทอดจนเหลืองกรอบ
       กับปลาหมึกลวกชุบแป้งทอด มะละกอก็ขูดเป็นเส้นก่อนจะนำมาทอดกรอบ เวลากินก็จะแยกกินกับน้ำส้มตำ ที่โขลกและปรุงรสมาอย่างดี รสชาติจานนี้มีความลงตัว โดดเด่นที่ความกรอบของเนื้อมะละกอที่นำไปทอด
      
       จานสุดท้ายเป็นเมนูที่น้องๆบริกรในร้านเป็นคนแนะนำคือ หมูซ่อนเล็บ(90 บาท)มองไปมองมาคล้ายหมูปั้นก้อนแต่ข้างในเป็นการนำเนื้อหมูมาสับรวมกับกุ้ง แล้วคุลกเคล้าด้วยกระเทียม พริกไทย ชุบกับเกล็ดขนมปังแล้วทอดภายในจานจะมี พริกกับกระเทียม เสิร์ฟเป็นเครื่องเคียงมาด้วย รสชาติกลมกล่อมครบเครื่องดี
ส้มตำทอด
       หลังจากอิ่มแล้วก็ยังไม่อยากจะลุกไปไหน เลยลองพลิกเมนูดูเล่นๆ ก็พบอาหารน่ากินอีกหลายอย่างทั้ง แกงส้มชะอมไข่กุ้งสด (120 บาท),ไก่นาคั่วเค็ม (80 บาท),ส้มตำกุ้งสด(80 บาท),กุ้งแช่น้ำปลา(100 บาท),ปลาทูต้มมะดัน(90 บาท) ใครที่อ่านจนจบแล้ว หลังเลิกงานถ้ายังหาที่ผ่อนคลายอารมณ์ไม่ได้ ก็อย่าลืมพิจารณาร้าน"โอยั๊วะ"แล้วกัน

อิ่มสบาย..สบายที่ร้าน"นายเบิร์ด"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 สิงหาคม 2549 13:42 น. 
บรรยากาศยามค่ำคืนภายในร้าน "นายเบิร์ด"
       หากใครมีโอกาสผ่านไปแถวถนนพระราม 5 ตัดใหม่ จะเห็นว่ามีร้านอาหารผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดอยู่เต็มสองฟากฝั่งถนนไปหมด ตัว"ผู้จัดการตระเวนกิน" เองก็ใช้บริการเส้นทางนี้อยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งก็มักที่จะอดไม่ได้ ที่จะต้องขอแวะเข้าไปสัมผัสกับร้านอาหารต่างๆ ที่เปิดบริการอยู่ ซึ่งก็มีอยู่ร้านหนึ่งที่เราได้แวะไปใช้บริการฝากท้อง และเกิดติดใจในรสชาติของอาหาร และบรรยากาศของร้านนี้เข้าอย่างจัง จนต้องขอนำมาเสนอให้มิตรรักนักกินได้รู้กันสักหน่อย
กระเพาะปลาผัดแห้ง
       ร้านที่ว่านี้มีชื่อว่าร้าน "นายเบิร์ด" เป็นร้านอาหารที่มีบรรยากาศชวนนั่ง ซึ่งมีถึง 4 โซน 4 บรรยากาศให้เลือกนั่งตามใจชอบ มีทั้งโซนที่จัดเหมือนสวนโล่งๆ โปร่งสบายบริเวณด้านหน้า ส่วนถัดมาเป็นโซนที่มีวงดนตรีเล่นขับกล่อมบทเพลงเพราะๆ ให้ฟังทุกวัน ตั้งแต่ 19.00-23.30 น. โซนด้านบนเป็นโต๊ะนั่งสบายๆ แถมมีมุมหมอดูไพ่ยิปซีบริการดูดวงในราคา 199 บาท และสุดท้ายเป็นโซนห้องจัดเลี้ยงที่มีอยู่ด้วยกัน 2 ห้อง มีคาราโอเกะบริการด้วย
ทับทิมสองใจ
       ส่วนเรื่องอาหารของที่นี่ก็ไม่น้อยหน้าบรรยากาศ เพราะมีอาหารให้เลือกกินตามใจปากมากมาย มีทั้งอาหารไทย อาหารจีน และอาหารฝรั่ง เรียกว่าขอเมนูมาเปิดดูก็ทำเอาสั่งกันไม่ถูก เพราะมีหลายรายการเสียเหลือเกิน เลยต้องขอให้ทางร้านช่วยแนะนำ
      
       โดยเริ่มต้นเมนูเด็ดที่ทางร้านนำเสนอเป็นจานแรกที่ ยำนายเบิร์ด (76 บาท) ชื่อเก๋เข้ากับร้าน ที่จริงแล้วเป็นการนำเอาปลาหมึกทอดกรอบ กุ้งแห้งทอด มายำคลุกเคล้ารวมกับเครื่องสมุนไพรทั้งตะไคร้ หอมแดง ต้นหอม ปรุงด้วยน้ำยำสูตรพิเศษ โรยหน้าด้วยถั่วเม็ดใหญ่ทอดอีกที กินยำจานนี้ปลาหมึกและกุ้งแก้งเคี้ยวกรุบกรอบได้รสชาติน้ำยำที่จัดจ้าน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด อมหวานนิดหน่อย
      
       ตามมาด้วยเมนูจีน กระเพาะปลาผัดแห้ง (156 บาท) ที่ส่งกลิ่นหอมๆ ของกระเพาะปลามาแต่ไกล เป็น กระเพาะปลาอย่างดีนำมาผัดใส่เห็ดหอม ต้นหอม หอมหัวใหญ่ พริกชี้ฟ้า ใบขึ้นฉ่าย และใส่ไข่ ใส่เนื้อปู ปรุงรสผัดจนแห้ง ลิ้มรสชาติกระเพาะปลาเนื้อนิ่มหอม รสกลมกล่อมนุ่มละมุนลิ้น
กรรเชียงปูผัดพริกไทยดำ
       ถัดมาเป็นเมนูไทยๆ กรรเชียงปูผัดพริกไทยดำ ( 186 บาท) ที่ถ้าใครชอบกินปูไม่ควรพลาดสั่ง เพราะเป็นกรรเชียงปูม้าเนื้อแน่นกินง่ายนำมาผัดกับเห็ดฟาง แครอท หอมหัวใหญ่ ต้มหอม พริกชี้ฟ้า และเครื่องเทศพริกไทยดำ ผัดจนเครื่องทุกอย่างเข้ากับเนื้อปู ชิมรสชาติหอมกลิ่นพริกไทยดำเอามากๆ เนื้อปูแน่นซึมรสชาติเครื่องเทศออกเผ็ดลิ้น
สเต็กหมูจิ้มแจ่ว
       ต่อด้วยเมนูปลา ทับทิมสองใจ (226 บาท) สั่งเมนูนี้แล้วได้ถึง 2 รสชาติในหนึ่งเดียว เพราะทางร้านนำปลาทับทิมมาแล่เนื้อออก 2 ข้าง เหลือแต่ก้างนำไปทอดจนกรอบ ส่วนเนื้อแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งนำเนื้อไปคลุกแป้งทอดผัดแบบสามรสออกเปรี้ยว หวาน เค็ม อีกส่วนนำมาผัดพริกไทยดำรสเข้มข้น
      
       ส่งท้ายด้วยเมนูฝรั่งขึ้นชื่อของที่นี่ก็ต้องเป็นสเต็ก เราเลือกสั่งมาเป็น สเต็กหมูจิ้มแจ่ว (96 บาท) ที่ทางร้านนำสันคอหมูมาแล่เป็นชิ้นหมักกับเครื่องหมักและนมเนยจนเข้าเนื้อ แล้วนำมากริวจนสุกพร้อมเสิร์ฟมากับส้มตำไทยให้กินแกล้มกัน และน้ำจิ้มแจ่วสูตรเด็ดของทางร้าน แล่ชิ้นสเต็กหมูส่งเข้าปากเคี้ยวนุ่มออกรสหวานชุ่มลิ้น จิ้มกินกับน้ำจิ้มแจ่วออก 3 รส เปรี้ยว หวาน เผ็ด
      
       นอกจากนี้ยังมีเมนูแนะนำอื่นๆ ที่ชวนกินอีก อาทิ ยำผักหวาน (76 บาท) หมูทอดนายเบิร์ด (86 บาท) ลาบวุ้นเส้นกรอบ (76 บาท) แซลมอนจี๊ดจ๊าด (116 บาท) ปลากะพงยำกระเทียม (186 บาท) และอีกสารพันเมนูที่รอให้มาพิสูจน์รสชาติกันด้วยตัวเองที่ร้าน "นายเบิร์ด" แห่งนี้ได้
      
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *