ประวัติและชีวิตส่วนตัวของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 และนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังคนแรก ชื่อไอน์สไตน์กลายเป็นคำเดียวกับอัจฉริยะ การคิดค้นของเขานำไปสู่ระเบิดปรมาณู ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสมการ E=mc2 กลายเป็นสิ่งที่ทำลายโลกได้ ไอน์สไตน์นั้นปวดร้าวเสมอที่ต้องเลือกระหว่างงานและผู้หญิงในชีวิต มีความขี้เล่นอยู่มากที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไอน์สไตน์เปลี่ยนจากคำวิจารณ์ว่า เธอสวยแค่ไหน เธออวบอัดแค่ไหน ว่าเขาจำร่างอันอบอุ่นของเธอได้ แล้วเขาก็เปลี่ยนไปพูดว่า ฉันเพิ่งอ่านหนังสือเรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามา ไอน์สไตน์เห็นว่าการแต่งงานนั้นอันตราย และงานของเขานั่นเองที่ชนะเสมอ
ภาพลักษณ์นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องในหนังมาจากผู้ชายคนเดียว อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ 50 ปีหลังเขาเสียชีวิต ใบหน้าของเขาอยู่ตามถ้วยกาแฟ ปฏิฑิน และเสื้อยืด เขาเป็นดาราผู้โด่งดังคนแรกของวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ แต่เบื้องหลังภาพความสำเร็จที่น่าชื่นชมนี้ ไอน์สไตน์ยากที่จะเข้าใจพอๆกับสมการของเขา E=mc2 ความเป็นอัจฉริยะที่ไร้คู่แข่งเป็นเพียงเบื้องหน้าของเขาที่ทรยศแม้คนใกล้ชิด เขาชอบผู้หญิงและเขาเกลียดความชอบนี้มาก เขาพยายามต่อสู้กับมัน เพราะมันดึงเขาออกจากสิ่งที่เขาคิดว่ามันเป็นภารกิจนั่นคือการดึงความลับของจักรวาล อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นั้นมีใจมุ่งกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ช่วงแรกๆของชีวิต ความหลงใหล ความกระตือรือร้น เขามุ่งหมายและให้ความสำคัญกับงานของเขาอย่างมาก การอุทิศตัวของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ทำให้ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ แต่เขาต้องเสียบางอย่างเพื่อแลกกับความสำเร็จ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ส่วนตัว
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นั้นมองว่าผู้หญิงคือพวกที่ต้องนำมาใช้ในแง่ที่ว่าผู้หญิงนั้นอาจจะเป็นแรงบันดาลใจได้ แต่เขาก็ต้องทำร้ายพวกเธอด้วย รักแรกของไอน์สไตน์คือเพื่อนนักศึกษาวิชาฟิสิกส์ มิเลว่า มาริช ซึ่งแก่กว่า 4 ปี ไอน์สไตน์ชอบความใฝ่ฝันและความเป็นตัวเองของเธอ ตอนเขาพบมิเลว่า มีความหลงใหลที่ทำให้ตัวเขาเองก็กลัวในสิ่งที่เขาคุมไม่ได้ เมื่อมิเลว่าที่ยังไม่ได้แต่งงานตั้งครรภ์ ทำให้งานวิทยาศาสตร์ของไอน์สไตน์อยู่ในอันตราย ไอน์สไตน์พยายามที่จะหางานทางภาคเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นที่ๆคนหัวโบราณมากๆ และถ้าเขาไปที่นั่นพร้อมกับลูกนอกสมรส เขาต้องลำบากอย่างแน่นอน ไอน์สไตน์ไม่ยอมทำลายการงานของเขาเพื่อเด็กคนหนึ่ง ทั้งคู่ยกลูกคนแรกที่เป็นผู้หญิงให้คนอื่น ไอน์สไตน์ไม่เคยเห็นลูกสาวอีกเลย ต่อมาเมื่อเขาแต่งงานกับมิเลว่า เขามีลูกอีกสองคน ฮานส์อัลเบิร์ตและเอ็ดเวิร์ด การหมกมุ่นในงานของไอน์สไตน์ทำให้ครอบครัวต้องเป็นที่สอง เขาเดินทางบ่อยและทำงานดึก แทบไม่อยู่บ้านเห็นหน้าลูกหรือภรรยา ด้วยความเป็นทุกข์ มิเลว่าเขียนถึงเพื่อนว่า ฉันโหยหาความรัก ฉันเชื่อว่าต้องโทษวิทยาศาสตร์ตัวร้ายเท่านั้น ขณะที่มิเลว่าเชื่อใจเขาน้อยลงและหึงมากขึ้น เขาเริ่มผละตัวไปจากเธอและเริ่มโกรธมากขึ้น แล้วก็หันไปหาหญิงอื่นเพื่อที่จะปลอบใจ
เอลซ่า ลูกพี่ลูกน้องของไอน์สไตน์เป็นหนึ่งในนั้น พวกเขาเป็นชู้รักกัน ไอน์สไตน์เขียนถึงเอลซ่าว่า ผมคงดีใจมาก หากได้เดินไม่กี่ก้าวข้างๆคุณ โดยไม่มีเมียขี้หึง ผมถือว่าเธอคือลูกจ้างที่ไล่ออกไม่ได้ ปี 1919 4 เดือนหลังหย่าขาดจากมิเลว่า ไอน์สไตน์แต่งกับลูกพี่ลูกน้องของเขา ในตัวเอลซ่า เขาพบคู่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ผู้หญิงที่พร้อมจะดูแลเขาและให้ตัวเองเป็นที่สองรองจากการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ เธอเป็นภรรยาแบบในยุคเก่าแบบที่มิเลว่าไม่สามารถจะเป็นได้ดังที่ไอน์สไตน์ได้เคยกล่าวไว้ว่า เขาต้องการคนรีดเสื้อให้กับเขา ตั้งแต่หย่าไอน์สไตน์ก็ไม่ได้พบลูกชายทั้งสองคน ต่อมาลูกชายคนโตเขียนหนังสือเรื่องโครงการเดียวที่เขาเลิกทำคือผมเอง ลูกคนที่สองเป็นโรคจิตเสื่อม เขาอยู่ในโรงพยาบาลประสาทหลายปี เขาไม่ใช่พ่อที่ประสบความสำเร็จ เขาไม่มีความเกี่ยวข้องกับลูกๆ มากนัก เขาพบกับเด็กทั้งสองเป็นครั้งคราวหลังจากที่หย่า อาจจะพูดได้ว่าเขาได้เกรด A+++ ในวิชาฟิสิกส์ แต่ว่าในเรื่องของการเป็นพ่อนั้น เขาได้เกรดประมาณ C- ถึง D เท่านั้น
ปี 1919 ปีที่เขาแต่งงานกับเอลซ่า ทฤษฎีสัมพันธภาพได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง ด้วยวัย 40 ปี ไอน์สไตน์กลายเป็นคนดังทันที ซุปเปอร์สตาร์คนแรกที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ในหลายแง่มุมแล้วเขากลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุด เป็นหนึ่งใน 12 คนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกในชั่วข้ามคืนเท่านั้น สามปีต่อมาไอน์สไตน์ได้รับเกียรติยศสูงสุดของนักวิทยาศาสตร์ นั่นคือรางวัลโนเบล แต่ขณะที่ทั่วโลกเชื่อว่าไอน์สไตน์เป็นอัจฉริยะ เขากลับคิดว่าตัวเองล้มเหลวในทางอารมณ์ แรงขีบเพื่อความสำเร็จทางการงานจะนำความเศร้ามาให้ในอีกหลายปีข้างหน้า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เกิดในยุคที่มีการคิดค้นวิทยาศาสตร์ขึ้นเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต เขาถูกกระตุ้นด้วยความหลงใหลสิ่งที่เป็นไปรอบตัว ตอนยังเด็กสิ่งแรกที่พ่อให้กับเขาไว้ก็คือเข็มทิศแม่เหล็ก เขาประทับใจกับการเคลื่อนไหวของโลหะชิ้นน้อยที่แกว่งไปมา แล้วก็หาทางไปทางทิศเหนือ ว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น มีบางอย่างฝังลึกที่นั่น มีบางอย่างในตัวเขาที่ต้องค้นหาความจริงของสิ่งต่างๆให้ได้
เข็มทิศเป็นจุดเริ่มต้นการแสวงหาความรู้ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ การแสวงหาที่จะครอบงำส่วนที่เหลือของชีวิต อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เกิดในปี 1879 ทางตอนเหนือของเยอรมันนี ลูกคนโตของพ่อแม่ชนชั้นกลาง ชาวยิวเคร่งศาสนา เฮอร์แมนและพอลลีน เฮอร์แมนเป็นวิศวกรและยังเป็นเจ้าของโรงงานผลิตไดนาโม การผลิตไฟฟ้าในเยอรมันนีเกิดขึ้นในอัตราที่เร็วมาก ครอบครัวของเขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจที่เปรียบเหมือนกับการปฏิวัติเทคโนโลยีในยุคนั้น และเป็นยุคที่มีการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ มีกระบวนการขนาดใหญ่ที่ทำให้อุตสาหกรรมใหม่ๆนั้นเป็นไปได้ ความมั่งคั่งก็มีมากขึ้น เข้าสูศตวรรษใหม่ที่อะไรก็ดูจะเป็นไปได้ทั้งนั้น แม่ของเขาพอลลีนเป็นหญิงที่ชอบข่มผู้อื่น เธอสนับสนุนให้ลูกชายเล่นไวโอลินและปลูกฝังให้เขาตั้งใจที่จะประสบความสำเร็จ แม่ของไอน์สไตน์นั้นเป็นคนที่ครอบงำครอบครัวเขา เธอครอบครองอำนาจและพ่อของเขาด้วย และนี่คือสิ่งที่พบเห็นในนักวิทยาศาสตร์หลายคน ส่วนใหญ่จะมีปูมหลังที่พ่อช่างฝันเล็กน้อย และแม่จะเป็นผู้นำในการดูแลครอบครัว แม่ของไอน์สไตน์ปลูกฝังในตัวเขา ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตาม อย่าคิดวางมือเด็ดขาดจนกว่ามันจะเสร็จ
ไอน์สไตน์ในวัยหนุ่มเป็นคนที่พึ่งตัวเองได้และช่างคิด ชอบเเรียนรู้ด้วยความสมัครใจ เขาใช้เวลาหลายชั่วโมงสร้างบ้านจากไพ่และแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน เขาไม่ชอบโรงเรียน ตอนแรกครูคิดว่าเขานั้นโง่ เขาใช้เวลานานในการแก้โจทย์เลขจนครูคิดว่าเขาหัวช้า แต่จริงๆแล้วเขาคิดว่าจะทำยังไงเพื่อหาวิธีที่ดีกว่าในการแก้โจทย์ เรื่องหนึ่งที่ลือกันก็คือไอน์สไตน์นั้นเรียนไม่เก่ง ที่จริงเขาเป็นนักเรียนที่เก่งมาก เขากับวิชาพีชคณิต เรขาคณิต ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ตรีโกณมิติ เรขาคณิตขั้นสูง ทุกวิชาที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เขาเป็นนักเรียนเกรดเอ และเมื่อไอสไตน์ได้จังหวะเล่นงานครู พวกเขาก็ไม่มีทางสู้เลย เขาจะถามคำถามครูแล้วครูก็จะหาทางคิดให้ออกแต่ก็คิดไม่ออก ปี1896 ไอน์สไตน์ออกจากบ้านและเข้าเรียนที่โปลีเทคนิคแห่งสหพันธรัฐสวิสที่ซูริค ที่เขาฝึกหัดเป็นครูฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ ที่นี่เองที่เขาได้พบโลกเสรีทางปัญญาและยังได้พบผู้หญิงอีกด้วย
ผู้หญิงต่างรุมล้อมเขาเพราะว่าเขาหน้าตาดีมาก เขามีลักษณะของนักกวี นักดนตรี หรือนักเขียน มากกว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ ที่โปลีเทคนิคนี่เอง ไอน์สไตน์วัย 17 ปีตกหลุมรักนักศึกษามิเลว่า มาริช ซึ่งเป็นนักศึกษาฟิสิกส์จากเซอร์เบียและแก่กว่าเขา 4 ปี เธอสวยมาก ไอน์สไตน์เล่าต่อมาว่าตาของเธอดึงดูดเขา และพวกเขาก็สร้างความสัมพันธ์ที่ร้อนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าไอน์สไตน์จะมีแฟลตของตัวเองไว้บังหน้า แต่ว่าจริงๆแล้วพวกเขานั้นอยู่ด้วยกัน พวกเขานั้นเป็นคู่กัน มิเลว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่ธรรมดา เธอฉลาดมากและชัดเจน เป็นผู้หญิงที่กำลังศึกษาปริญญาเอกอยู่ เมื่อสมัย 100 กว่าปีก่อนถือว่าไม่ธรรมดามากๆ และมิเลว่าก็เป็นนักฟิสิกส์ที่เก่งมากๆอีกด้วย คู่รักทั้งสองเขียนจดหมายรักถึงกันและไอน์สไตน์ถึงกับแต่งกลอนให้ด้วย เขาไม่ใช่คนรักแบบทั่วไปที่เป็นแบบหวานแหวว นี่คือคนสองคนที่หลงใหลซึ่งกันและกัน แต่ก็หลงใหลในฟิสิกส์มากๆด้วย ไอน์สไตน์มีความขี้เล่นอยู่มาก เขาบอกว่าเธอสวยแค่ไหน เธออวบอัดแค่ไหน ว่าเขาจำร่างอันอบอุ่นของเธอได้ แล้วเขาก็จะเปลี่ยนไปพูดว่า ฉันเพิ่งอ่านหนังสือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามา
แต่ความสัมพันธ์เริ่มมีปัญหา ทั้งสองครอบครัวต่างก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะดีพอสำหรับลูกของตัวเอง แม่ชาวยิวจากชนชั้นกลางของไอน์สไตน์ตกใจกับคู่ที่ลูกชายเลือก เธอเห็นว่ามิเลว่ามาจากเซอร์เบีย เป็นคนต่างชาติที่สถานะทางสังคมต่ำกว่าลูกชายเธอ ครอบครัวไอน์สไตน์โดยเฉพาะแม่ของเขาเกลียดมิเลว่า แล้วเมื่อไอน์สไตน์พูดตอนเรียนจบว่า เขาต้องการแต่งงานกับเธอ แม่ของเขาถึงกับปล่อยโฮและสะอื้นอยู่บนเตียงของเธอ แม่ของไอน์สไตน์บอกเขาว่าลูกกำลังทำลายอนาคตและทำลายโอกาสตนเอง ถ้าเธอท้องชีวิตลูกต้องยุ่งเหยิงแน่นอน ภายในไม่กี่เดือน มิเลว่าตั้งครรภ์ ในยุคนั้นการมีลูกโดยไม่ได้แต่งงาน ไม่เพียงทำลายสถานะทางสังคมของไอน์สไตน์ แต่ยังเป็นเรื่องการงานอีกด้วย ไอน์สไตน์มีทางเลือกเดียว อะไรจะมาก่อน ลูกของเขาหรือว่าการงาน?
ปี 1901 ชีวิตของไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์วัย 22 กำลังล่มสลาย เขามีปริญญาแต่ตกงาน และแฟนของเขามิเลว่า มาริชตั้งครรภ์ การมีลูกนอกสมรสถืเป็นความอัปยศทางสังคม ไอน์สไตน์ยืนยันให้มิเลว่าไปคลอดที่บ้านพ่อกม่เธอในเซอร์เบีย ห่างไปหลายร้อยไมล์ ทารกเพศหญิงชื่อว่าลีเซล ไอน์สไตน์ไม่เคยเห็นหน้าลูกคนแรก เธออาจถูกรับไปเลี้ยงโดยใครสักคน จนถึงทุกวันนี้ชะตาของลีเซลยังคงเป็นปริศนาอยู่ ลีเซลหายไปจากบันทึกของราชการและหายไปจากชีวิตของไอน์สไตน์ เมื่อตอนอายุสองขวบเธออาจเสียชีวิตไปด้วยโรคหรือถูกส่งให้คนอื่นไปรับเลี้ยง เราไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ คงเป็นเรื่องน่าเจ็บปวดของทั้งสองฝ่ายที่ต้องเสียลูกไป แต่พวกเขาก็ยังคงต้องดำเนินชีวิตต่อไป
มิถนายน ปี1902 ไอน์สไตน์ได้งานที่เขาชอบ เขาได้งานเป็นผู้เชี่ยวชาญด่านเทคนิคชั้นสาม ในสำนักงานสิทธิบัตรสวิสในกรุงเบิร์น งานราชการที่มั่นคง เวลาทำงานที่มีชั่วโมงแน่นอน ทำให้มีเวลาคิดทฤษฎีของเขาในตอนค่ำและสุดสัปดาห์ และยังให้ความมั่นคงทางการเงินจนแต่งงานกับมิเลว่าได้ แต่ขั้นแรกเขาต้องเอาชนะใจพ่อแม่ของเขาก่อน ในที่สุดเขาได้รับอนุญาตจากพ่อ ตอนที่พ่อของเขานอนบนเตียงใกล้ตาย ไม่นานหลังพ่อของเขาเสียชีวิต ไอน์สไตน์แต่งงานกับมิเลว่า เธออายุ 28 ปี เขาอายุ 24 ปี ไอน์สไตน์ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง 6 วันต่อสัปดาห์ ที่สำนักงานสิทธิบัตร พอกลับมาบ้านและทุกนาทีที่ว่างก็ทำงานทางด้านทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ไอน์สไตน์เป็นชายหนุ่มที่ไม่อยู่เฉยๆ ไม่มีอะไรแม้แต่ครอบครัวที่จะขวางความคิด ความใฝ่ฝันของเขาได้ ไอน์สไตน์ทำงาน งานด้านฟิสิกส์บนโต๊ะในครัว ซึ่งเงินไม่เคยพอเลย มิเลว่าก็บ่นอยู่เรื่อย
พฤษภาคม ปี1904 มิเลว่ากำเนิดลูกชายคนแรก ฮานส์อัลเบิร์ต แต่แม้มีเด็กเกิดใหม่ในบ้าน ไอน์สไตน์ก็ยังหมกมุ่นแต่งาน เขาละเลยความต้องการของภรรยายิ่งขึ้น ความฝันด้านวิชาการของเธอแตกสลายไป เธอกลายเป็นแม่เต็มเวลาที่ต้องดูแลลูกๆของเธอ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเธออยู่แต่ในเงาของสามีเธอ มีความตึงเครียดในชีวิตสรส เขาและมิเลว่าแทบไม่ได้คุยเรื่องฟิสิกส์กันเหมือนแต่ก่อน เขากลับเลือกทำงานดึกที่สำนักงานแทน เขาเรียกมันว่า กุฎิฆราวาสที่เขาคิดค้นพัฒนาทฤษฎีวิทยาศาสตร์ได้อย่างสงบ ไอน์สไตน์เชื่อว่าความคิดเขาเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เขาเขียนรายงานฉบับแล้วฉบับเล่า มั่นใจว่าการอุทิศตนอย่างแน่วแน่ของเขาจะส่งผลในไม่ช้า ในปี 1905 เป็นปีที่สุดมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์ จู่ๆเขาก็เขียนรายงานได้สี่ฉบับที่เปลี่ยนโฉมหน้าของวิทยาศาสตร์และความก้าวหน้าของมนุษย์ ทั้งสี่ฉบับนั้นถูกเขียนขึ้นห่างกันแปดสัปดาห์และมันก็ร้อนแรงมากๆ
ฉบับที่โด่งดังที่สุดคือเรื่องทฤษฎีสัมพันธภาพ และสมการที่อธิบายทฤษฎีคือ E=mc2 ไอน์สไตน์เป็นอัจฉริยะที่พอได้ความคิดที่ยอดเยี่ยมก็จะปิดตัวเองด้านอารมณ์ ย้ายอารมณ์ทั้งหมดไปที่อื่นซะ แล้วมิเลว่าก็ถูกผลักให้ห่างออกไปอีกและหายเข้าไปในเงามืด การที่เอ็ดเวิร์ดลูกคนที่สองเกิดมา ไม่ได้ช่วยชีวิตสมรสไอน์สไตน์และมิเลว่าเลย มิเลว่าไม่พอใจในความหมกมุ่นในงานของสามี ขณะที่เธอต้องอยู่บ้านกับลูกๆ เธอไม่พอใจที่เขากำลังโด่งดังกับชื่อเสียงทางวิทยาศาสตร์ แต่อาชีพของเธอกลับจบสิ้นลง เธอได้เห็นด้วยว่าความหลงใหลในตัวเธอก็จางลง เขาแยกห้องนอนและไอน์สไตน์ก็หลีกเลี่ยงที่จะแตะต้องเธอ และมิเลว่าก็พบว่าไอน์สไตน์มีมิตรภาพให้หญิงอื่น เพื่อนหญิงคนหนึ่งเขียนจดหมายถึงเขา ฟังดูเหมือนกับว่าจะนัดพบกัน แต่ว่ามิเลว่าพบจดหมายนั้นก่อน เธอออกอาการหึงหวงและเขียนจดหมายถึงสามีผู้หญิงคนนั้น และไอสไตน์ไม่พอใจมากเขาบอกว่ามิเลว่านั้นอัปลักษณ์และก็ขี้หึง
ในการเดินทางธุรกิจไปเบอร์ลินในปี 1912 ไอน์สไตน์พบกับลูกพี่ลูกน้องและเพื่อนวัยเด็ก เอลซ่า ซึ่งแก่กว่าไอน์สไตน์สามปี เธอเป็นแม่ม่ายหย่าสามีที่มีฐานะและมีลูกสาวสองคน เพราะความวุ่นวายและหึงหวงของมิเลว่า ไอน์สไตน์รู้สึกว่าเอลซ่าเหมือนอากาศบริสุทธิ์ พวกเขาเริ่มลักลอบเป็นชู้กัน ความสัมพันธ์ของไอน์สไตน์และมิเลว่าเลวร้ายจนเขาหลีกเลี่ยงการอยู่ลำพังกับเธอ ในที่สุดก็ยื่นเงื่อนไขต่างๆที่ต้องทำหากต้องการอยู่กับเขา เงื่อนไขในการอยู่ด้วยกันนั้นรุนแรงมาก ไอน์สไตน์เรียกร้องว่าเมื่อฉันพูดกับเธอ เธอต้องตอบฉันทันที แล้วถ้าฉันให้เธอออกจากห้องของฉัน เธอต้องออกไปทันที ในที่สุดสิ่งที่แน่นอนก็คือเขาจะไม่ยอมเสียสละ ถ้าเขาใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น มองผู้หญิงอื่นให้น้อยลง บางทีอาจจะรักษาชีวิตสมรสไว้ได้
ปี 1914 เมื่อไอน์สไตน์รับตำแหน่งอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน มิเลว่าและลูกๆต่างก็ไปเมืองหลวงของเยอรมันนี 3 เดือนต่อมามิเลว่ากลับสวิตเซอร์แลนด์พร้อมลูกๆ แต่เธอไม่กลับไปอีก 1 เดือนต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ไอน์สไตน์ผู้รักสันติภาพอย่างจริงจังและเปิดเผย ถอยกลับเข้าห้องทดลองและทำงานวิทยาศาสตร์ต่อไป ชีวิตส่วนตัวเขาพังทลาย และที่ผ่านมาทฤษฎีที่คิดขึ้นใหม่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ จนเกือบสิบปีหลังจากที่เขาตีพิมพ์มันขึ้นมา ตอนต้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในปี1914 ชีวิตส่วนตัวของไอน์สไตน์กำลังพังทลาย เขาแยกกันอยู่กับภรรยามิเลว่าที่อยู่กับลูกชายสองคนในสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเขาไม่ค่อยได้เห็นหน้า ขณะยุโรปเริ่มเข้าร่วมสงคราม ไอน์สไตน์ผู้รักสันติอย่างจริงจังขังตัวเองในห้องทำงานในกรุงเบอร์ลิน เขาบอกว่ามันบ้ามากๆ ไม่มีเหตุผลเลย คนหลายล้านจะตายโดยไร้เหตุผล มาหยุดมันให้สงครามยุติเถอะ นี่เป็นจุยืนที่ไม่เป็นที่นิยมอย่างมากในเยอรมันนีตอนนั้น แต่ว่าไอน์สไตน์ไม่สนใจ
ในปีนั้นสถาบันชั้นนำของเยอรมันนีตีพิมพ์คำประกาศเพื่อปกป้องที่เยอรมันนีรุกรานชาติอื่น ไอน์สไตน์จัดรวบรวมชื่อเพื่อสันติภาพบ้าง แต่ได้เพียงสามลายเซ็นต์เท่านั้น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เป็นคนรักสันติเสมอมา เขาเคยเจอทหารแล้วก็กลัวมากเลยทีเดียว ตอนเป็นเด็กพอเห็นทหารเดินแถวอย่างเข้มแข็งตามถนนในเยอรมันนี เขาขอพ่อแม่ว่าอย่าให้เขาต้องโดนเกณฑ์ไปเป็นทหารเลย ไม่ว่าจะในรูปแบบใด เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับเขาโดยสิ้นเชิง รวมทั้งจิตวิญญาณในตัวของเขาด้วย ไอน์สไตน์ดึงตัวไปสู่โลกแห่งทฤษฎีทางฟิสิกส์ ไอน์สไตน์เก็บตัวเองอยู่กับงานที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไป ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงที่แสดงเวลาในอวกาศซึ่งยืดหยุ่นและโน้มเอียงและทำนายว่าจะมีการขยายตัวของจักรวาล หลังทำงานหนักอยู่หลายปีเพื่อพัฒนาทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ไอน์สไตน์ก็เหนื่อยอ่อนทั้งร่างกายและจิตใจ
ในปี1916 เขาล้มป่วย เอลซ่าลูกพี่ลูกน้องของเขาที่เริ่มเป็นชู้กันเมื่อ 4 ปีก่อนคอยพยาบาลจนเขาหายดี ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ค่อยโรแมนติก เป็นแบบแม่ห่วงลูกมากกว่า และมีส่วนของการดูแลเอาใจใส่ที่เขาต้องการ เอลซ่าไม่ได้เสแสร้งในเรื่องความสำเร็จทางวิชาการ ซึ่งทำให้เขาโล่งใจหลังจากที่ได้เจอแบบมิเลว่ามา ความสัมพันธ์ของพวกเขาลึกซึ้งยิ่งขึ้น แต่ก่อนแต่งงานกันไอน์สไตน์ต้องหย่ากับมิเลว่าก่อน การหย่าของพวกเขาเจ็บปวดอย่างมากสำหรับมิเลว่า ลูกๆและก็ไอน์สไตน์เอง ครอบครัวนั้นแตกสบายจริงๆ ในการเดินทางไปเบอร์ลินซึ่งตอนนั้นเขาเป็นศาสตราจารย์ชั้นนำแล้ว เขาไปเยี่ยมลูกๆบ้างเป็นครั้งคราว เขาบอกว่าเขาร้องไห้ตลอดทางกลับบ้านหลังจากได้เจอลูก
ปี1919 เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตการงานและชีวิตส่วนตัวของไอน์สไตน์ ปีนั้นเขาหย่ากับมิเลว่าทำให้เป็นอิสระและแต่งงานกับเอลซ่าได้ เอลซ่านั้นหน้าตาไม่ดีเท่ามิเลว่า เอลซ่าประสบความสำเร็จกับเขาเพราะเธอดูแลเขาเหมือนกับภรรยาในยุคเก่าซึ่งเป็นสิ่งที่มิเลว่าไม่อาจจะเป็นได้ เธอทำอาหารเย็น เฮฮากับเพื่อนๆ และถอยออกห่างเมื่อไอน์สไตน์มีเพื่อนหญิง ปี1919 ยังเป็นปีที่มีปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่ปกติเกิดขึ้น สุริยุปราคา เป็นเหตุการณ์ที่พิสูจน์ว่าทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์นั้นถูกต้อง เป็นจุดที่เขาคิดค้นและฝันถึง เขามีที่สำหรับเขาในประวัติศาสตร์แล้ว หนึ่งในคนแรกๆที่บอกเขาน่าจะเป็นผู้หญิงที่สำคัญที่สุดในชีวิต บุคคลที่เขาเห็นว่าสำคัญที่สุดที่ต้องบอกให้ได้และเขาก็มีความสุขที่สุดที่จะได้บอกว่า ในที่สุดเขาประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามและก็พลิกผันวงการฟิสิกส์ได้ นั่นก็คือแม่ของเขา เขาเขียนโปสการ์ดถึงเธอบอกว่า นี่ผมเพิ่งได้ยินว่าแสงดาวนั้นโค้งตอนเคลื่อนที่ผ่านดวงอาทิตย์ เป็นชัยชนะแท้จริง และทุกอย่างในการงานผมวิเศษมาก ผมมีความสุขมากที่ได้บอกแม่
ชั่วข้ามคืนไอน์สไตน์กลายเป็นคนมีชื่อเสียง ในหนึ่งปีหนังสือกว่าร้อยเล่มตีพิมพ์เรื่องทฤษฎีสัมพันธภาพ ไม่กี่คนเท่านั้นที่เข้าใจทฤษฎีนี้ว่าหมายถึงอะไร ไอน์สไตน์อธิบายไว้ในแบบที่ทุกคนเข้าใจได้ ถ้าคุณนั่งบนจานร้อนๆสักวินาที มันจะดูเหมือนนานเป็นชั่วโมง แต่ถ้าสาวสวยมานั่งบนตักของคุณหนึ่งชั่วโมงก็ดูเหมือนวินาทีเดียวเท่านั้นนั่นแหละครับสัมพันธภาพ ปี1921 ไอน์สไตน์และเอลซ่าเริ่มการเดินทางไปสู่อเมริกาเป็นครั้งแรก ที่นี่เขาได้รับการต้อนรับเยี่ยงดาราหนังหรือราชวงศ์ มีฝูงชนคอยตามเขาไปทุกที่ เอลซ่าชอบมากแต่ไอน์สไตน์ไม่ชอบเลย เขาตกใจจริงๆกับปฎิกิริยาที่เขาพบ ผู้คนมองเขาเหมือนเป็นพระเจ้า เขาเป็นบุคคลตัวอย่าง เป็นซุปเปอร์สตาร์อย่างแท้จริง มันดึงดูดสื่อมวลชนจำนวนมาก ไม่ว่าจะไปที่ไหนและนั่นทำให้เขาตกใจมาก เขาบ่นเรื่องนักข่าวที่มาตั้งแคมป์อยู่นอกประตู มันมีความวุ่นวายเกิดมากเกินไป มีคำขอสัมภาษณ์ที่มากเกินไป
ปี1922 ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ 10ปีต่อมาเขาเดินทางไปทั่วโลก บรรยายการค้นพบใหม่ของเขา ให้แฟนผู้อุทิศตนหลายคนฟัง เขากลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของคนรุ่นนั้น แต่ที่บ้านเกิดเยอรมันนี ไอน์สไตน์ไม่ถูกมองว่าเป็นอัจฉริยะแต่เป็นเพียงคนยิวคนหนึ่ง ปี1932 ฮิตเลอร์กำลังจะกลายเป็นเผด็จการแห่งเยอรมันนี ไม่มีคนยิวคนใดปลอดภัย โดยเฉพาะคนยิวที่ดังที่สุดในโลก ไอน์สไตน์คนยิวเป็นวลีที่ใช้บ่อยมาก พรรคนาซีที่กำลังจะรุ่งจะให้เงินสนับสนุนเมื่อไอน์สไตน์ไปพูด มีเรื่องเข้าหัวของเขาว่าบางทีเขาน่าจะไปซะ มีราคาค่าหัวของไอน์สไตน์ ลือกันว่าห้าพันดอลล่าห์หรือมากกว่านั้น ไอน์สไตน์กลับบอกว่า ฉันไม่คิดว่าฉันมีค่าขนาดนั้นหรอก ยุโรปกลายเป็นสถานที่อันตราย ไอน์สไตน์รู้ว่าเขาไม่มีอนาคตที่นั่น
ปี1932 ครอบครัวอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ล่องเรือไปอเมริกา ซึ่งพวกเขาไม่เคยกลับมายุโรปอีกเลย มันชัดเจนสำหรับเขาว่า เขาจะถูกจับสังหารหรือโยนเข้าค่ายกักกันก็ได้ ไอน์สไตน์ เอลซ่าและลูกสาวสองคนของเธอไปอยู่ในอเมริกา ไม่ช้าไอน์สไตน์ก็ทำงานหนักอีกครั้งหนึ่ง ที่น่าขันก็คือด้วยกฏของธรรมชาตินี่เองที่ทำให้ไอน์สไตน์นักรักสันติภาพตัวยงค้นพบสิ่งที่ถูกนำมาใช้ช่วยสร้างอาวุธทำลายล้างขนาดใหญ่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติเคยพบเห็นมา หลังหนีพวกนาซีในปี1932 นักวิทยาศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์และครอบครัวลงหลักปักฐานในอเมริกาขณะอายุ 56ปี เขารับตำแหน่งวุฒิการศึกษาขั้นสูงที่พรินซ์ตัน นิวเจอร์ซี่ เขาและภรรยาเอลซ่ากับลูกสาวของเธอสองคนที่เขารับเป็นลูก ลูกชายสายเลือดที่แท้จริงของเขาที่เขาแทบไม่เคยได้เห็นหรือพูดคุยด้วยยังอยู่ในยุโรปกับแม่
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ชอบอเมริกา เขากลายเป็นพลเมืองอเมริกันเขารู้สึกสบายใจจริงๆในอเมริกาในแง่ที่ว่าเขามีความสงบและสันติ พรินซ์ตันเป็นที่ๆวิเศษสำหรับเขา เขาไม่ต้องรับผิดชอบด้านการสอน ไม่ต้องรับผิดชอบด้านการบริหาร เขาได้ทำอย่างที่เขาต้องการ ที่สถาบันไอน์สไตน์ได้ทำงานเรื่องทฤษฎีสนามรวม เป็นการพยายามอธิยายทุกสิ่งในธรรมชาติด้วยสมการเดียว เขาค้นหาต่อไปเพื่อความจริงอันเป็นที่สุด ความจรงที่เป็นเป้าหมาย ซึ่งเขาเชื่อว่าเข้าถึงได้โดยคณิตศาสตร์เท่านั้น แต่ไอน์สไตน์ไม่ได้อยู่ได้ด้วยงานทางวิชาการเท่านั้น เขาชอบผู้หญิงมาโดยตลอดและด้วยความที่เป็นคนดังก็มีสาวมากมายมาชอบเขา เขาไม่เคยมีขอบเขตส่วนตัว นั่นคือวิธีที่เขาใช้ชีวิต และเขาได้ชื่อว่าเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในโลก เขามีเงินมากมาย เขาดูแลตนเองเป็นอย่างดี เขาอยู่ในสภาพที่ดีและเขาก็มีกลุ่มคนล้อมรอบเขาทุกที่ ผู้คนจะแนะนำเขาให้รู้จักผู้หญิงอยู่เสมอ แล้วเขาก็จะเชิญผู้หญิงมาที่บ้าน แล้วเขาจะสวมเสื้อคลุมอาบน้ำผ้าไหม จะคุยกับเธอ เสื้อคลุมก็จะเปิดออกโดยไม่ตั้งใจ ถ้าเธอเล่นด้วยก็ดี แต่ถ้าไม่ก็แล้วไป
มีสาวที่เด็กกว่าหลายคนที่เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย เอลซ่ายอมทน เธอไม่มีทางเลือก เพราะสำหรับการแต่งงานครั้งแรก ไอน์สไตน์ได้วางกฎเกณฑ์พื้นฐานในการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน พวกเขาแยกห้องนอนกัน เขาจะคบใครก็ได้ที่เขาต้องการ ผู้หญิงจะมาในรถที่มีคนขับเพื่อไปดูโอเปร่ากับเขา อีกสองวันเขาถึงกลับบ้าน และผู้หญิงพวกนั้นต้องมีกล่องลูกอมมาฝากเอลซ่า เอลซ่าไม่พอใจเรื่องนี้แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้เลย เขาวิ่งไปมากับผู้หญิงมากมาย เธอไม่ได้มีความสุขเลยแม้แต่น้อย แต่ว่าเธอก็ยังยอมทนในแบบที่เธอทำใจไว้แล้ว ฤดูใบไม้ร่วงปี1935 เอลซ่าล้มป่วยหนัก 20ปีก่อนที่ไอน์สไตน์ล้มป่วย เธอพยาบาลจนเขาหายดี คราวนี้บทบาทสลับกัน ไอน์สไตน์ดูแลเธอจนวันสุดท้ายของเธอ เธอทึ่งกับความรักและการดูแลที่ไอน์สไตน์แสดงกับเธอตอนที่เธอกำลังจะตาย เอลซ่า ไอน์สไตน์เสียชีวิตในวันที่ 20 ธันวาคม ปี1936 อายุได้ 60 ปี ทั้งคู่แต่งงานได้เกือบ 17ปี หลังจากเธอตายไอน์สไตน์ก็กลับเข้าห้องทำงานทันที เขาบอกว่าเป็นทางที่ดีที่สุดที่เขาจะรับมือกับเหตุการณ์นี้
แต่งานของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์โดนขัดจังหวะ เมื่อทีมนักวิทยาศาสตร์ที่อพยพมา เล่าให้เขาฟังว่า นาซีอาจกำลังค้นพบอาวุธใหม่ที่น่ากลัว เขาตระหนักว่าถ้าอาวุธที่มีอำนาจสูงอย่างระเบิดปรมาณูตกอยู่ในมือของนาซี ก็จะกลายเป็นจุดจบของอารยธรรมได้และจะส่งผลให้มนุษยชาติถอยหลังกลับไปหลายศตวรรษ ยุโรปกำลังใกล้มีสงครามเข้ามา ไอน์สไตน์รู้สึกตกใจกับการยึดยุโรปของฮิตเลอร์ ไอน์สไตน์รู้ว่าลัทธินาซีเป็นตัวตนแห่งความชั่วร้าย และเขาเข้าใจว่าภายใต้สถานการณ์ที่พิเศษจริงๆ เมื่อมีความชั่วร้ายขั้นสุดยอด มันก็จำเป็นต้องใช้กำลัง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ถูกบีบให้ต้องทิ้งความรักสันติ วันที่ 2 สิงหาคม ปี1939 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ร่วมลงนามในจดหมายถึงประธานาธิบดีรูสต์เวล ให้ทราบถึงปรากฏการณ์ใหม่ที่จะนำไปสู่การสร้างระเบิด จดหมายนี้ช่วยให้เกิดโครงการแมนฮัตตัน เป็นการแข่งขันของอเมริกาเพื่อสร้างระเบิดปรมาณู
เขาถูกวิจารณ์ว่าไม่คงเส้นคงวา เขาอธิบายให้นักศึกษาฟังว่า ใช่ผมทำให้คุณผิดหวัง แต่เพื่อรับประกันว่าเสรีภาพให้คงอยู่ ชายคนนี้ อุดมการณ์นี้จะต้องหยุด ซึ่งเขาหมายถึงฮิตเลอร์ อเมริกันชนะการแข่งสร้างระเบิดปรมาณู และในเดือนสิงหาคม ปี1945 พวกเขาทิ้งระเบิดสองลูกใส่ที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ กว่าสองแสนคนเสียชีวิต เมื่ออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ได้ยินข่าว เขาถึงกับทรุดลงแล้วบอกว่า ฉันน่าจะเผานิ้วของฉันที่เขียนจดหมายนั่นถึงประธานาธิบดีรูสต์เวล สำหรับทั่วโลกไอน์สไตน์เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นบิดาแห่งระเบิดปรมาณู พลังงานเท่ากับมวล นั่นคือหลักพื้นฐานของระเบิดปรมาณู แต่ต้องพูดถึงความเข้าใจว่า คุณต้องเปลี่ยนมวลเล็กน้อยให้เป็นพลังงานจำนวนมากแล้วทำให้ทั้งเมืองราบนั้นเป็นสิ่งที่ไอน์สไตน์ไม่เคยทำ เขาไม่เคยทำงานเรื่องปรมาณูหรือโครงการปรมาณูเลย
ความน่ากลัวของฮิโรชิม่าและนางาซากิคอยตามหลอน เขาคอยรณรงค์ต่อต้านการใช้อาวุธทำลายล้างสูงอย่างระเบิดปรมาณู ปี1949 อยู่ที่พรินซ์ตัน นิวเจอร์ซี่ ตอนรัสเซียทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรก อเมริกาโดนความกลัวคอมิวนิสต์เข้าเกาะกุม หัวหน้าเอฟบีไอคนหนึ่งคิดว่าอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เป็นคอมมิวนิสต์และคิดล้มล้างประเทศ เอฟบีไอได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับไอน์สไตน์และความคิดทางการเมืองมาหลายสิบปี พวกเขากล่าวหาไอน์สไตน์ว่าเขาเหมาะกับองค์กรคอมมิวนิสต์ยิ่งกว่าโจเซฟ สตาร์ลินซะอีก ไอน์สไตน์ถูกสอดแนมอย่างใกล้ชิดและถูกดักฟังทางโทรศัพท์ เรื่องราวทั้งหมดนั้นเป็นความลับ แต่ไอน์สไตน์นั้นยิ่งใหญ่พอและไม่สนใจว่ามีคนคิดกับเขาอย่างไร เขาเป็นชายที่มีความมั่นใจส่วนตัวมากๆ มีคนถามเขาว่าอะไรจะเป็นอาวุธหลักของสงครามโลกครั้งที่สาม เขาตอบว่าเขาไม่รู้ แต่รับประกันได้ว่าอาวุธหลักของสงครามโลกครั้งที่ 4 คือไม้กอล์ฟ ไม่มีอะไรเหลือ อารยธรรมจะถูกทำลาย
ปี 1955 ไอน์สไตน์ลงชื่อในคำร้องให้ล้มเลิกการผลิตอาวุธปรมาณูและสงคราม เขาบอกว่าตอนนี้เราต้องเขาหาพลเรือนเพื่อควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ เข้าหาองค์กรระหว่างประเทศ รัฐบาลควรจะร่วมมือเพื่อเข้าสู่สันติภาพ แทนที่จะมุ่งสู่สงคราม เขาเป็นสัญลักษณ์ของศตวรรษที่20 แต่ในฐานะผู้ชาย เขาทำให้ครอบครัวผิดหวัง ความรักในวิทยาศาสตร์ของไอน์สไตน์ไม่เคยลดลง เขายังคงทำงานทุกวันเกี่ยวกับทฤษฎีของเขา จนวันที่ 18 เมษายน ปี1955 ตอนที่เขาเข้าโรงพยาบาลบ่นว่าเจ็บหน้าอกเป็นปัญหาที่ร้ายแรงที่อาจรักษาได้ เขาไม่ยอมผ่าตัดซึ่งอาจจะช่วยรักษาเขาได้ เขากลับบอกว่าพอแล้ว ฉันได้ทำงานในส่วนของฉันแล้ว ถึงเวลาต้องไปอย่างสวยงามสักที อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เสียชีวิตต่อมาในวันนั้น เขาอายุ 76ปี นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกยุคใหม่ เขาไม่ต้องการพิธีการใหญ่โต เพื่อทำตามคำขอของเขา ศพของไอน์สไตน์ถูกเผาและอัฐิถูกโปรยลงในสถานที่ที่ไม่มีใครรู้ มรดกของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ก็คือแรงบันดาลใจ คือคนที่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ผู้คนไม่ค่อยกล้าที่จะทำ ไม่มีใครเหมือนเขามาก่อน เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักตลอดกาล
จัดอันดับ
สยองขวัญ
ประวัติศาสตร์
เมนูอาหาร
สุขภาพ
รีวิวอาหารจากร้านต่างๆ บุฟเฟ่ต์โรงแรม รีวิวร้านอาหาร เมนูอาหารน่าทาน รูปภาพอาหาร การทำอาหาร ส่วนผสม วัตถุดิบในการทำอาหาร เมนูอาหารคาว เมนูขนมหวาน เมนูเครื่องดื่ม ตามหาร้านอาหารอร่อย ร้านอาหารในดวงใจ เมนูวัตถุดิบพิเศษ credit www.manager.co.th, www.bloggang.com www.horapa.com,www.foodietaste.com,women.kapook.com
ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube
อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube
อ่านการ์ตูน Youtube
มังงะออนไลน์ Youtube
อ่านมังงะออนไลน์ Youtube
การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube
การ์ตูนโรแมนติก Youtube
ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube
การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube
แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube
การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube
เกมรักพยาบาท Youtube
GOLD รักนี้สีทอง Youtube
เกาะนางพญาเงือก Youtube
หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube
วังวนปรารถนา Youtube
คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube
เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube
รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube
หัวใจไม่ร้างรัก Youtube
เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube
บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube
princessหมึกจีน Youtube
ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube
หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube
หน้ากากนักสืบ Youtube
ราศีมรณะ Youtube
THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube
เกียรติยศรัก Youtube
SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube
หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube
รักแรกแสนรัก Youtube
รอรักสาวซากุระ Youtube
รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube
หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube
รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube
ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube
บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube
อ้อมกอดทะเลทราย Youtube
การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube
การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube
อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube
การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube
การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube
การ์ตูนรักระแวง Youtube
การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube
การ์ตูนหนามชีวิต Youtube
ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube
การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube
การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube
การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube
การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube
อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube
การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube
การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube
การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube
การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube
ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube
เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube
การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube
การ์ตูนชะตารัก Youtube
แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube
รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube
รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube
รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube
Hot Love หมึกจีน Youtube
การ์ตูนผีกุกกัก Youtube
คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube
การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube
หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube
Extra Romance หมึกจีน Youtube
เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube
ความเป็นมาของชีส
ความเป็นมาของชีส
ชีสเป็นอาหารอย่าง Paradox , ซับซ้อน เริ่มต้นเป็นหนึ่งเรียบง่ายและสมถะ ส่วนผสม : นม เมื่อบวกกับส่วนผสมที่เรียบง่ายอย่างเท่าเทียมกัน แบคทีเรีย , เกลือ , เอนไซม์ และจัดการภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสมและเงื่อนไข , การแปลงเกิดขึ้น ส่งผลให้อาร์เรย์ของผลิตภัณฑ์ของที่แตกต่างกันรูปร่างขนาดและสี กับชุดเกราะรส , รสชาติและพื้นผิว นี้เป็นยอดเยี่ยมชีสของโลก แต่ไม่มีอะไรที่ง่าย ๆ เกี่ยวกับ การทำชีส เวลานาน และแรงงาน เหนื่อยมาก การดูแลที่ดีจะต้องจัดดูแลสัตว์และภูมิประเทศที่ผลิตนมที่มีคุณภาพสูงสำหรับ cheesemaking . เมื่อนมถูกเก็บรวบรวมหลายชั่วโมง วัน และเดือนที่ต้องการเสร็จขั้นตอนของ cheesemaking และอายุต้องผลิตมาก ชีส มาก สามารถไปผิด แต่เมื่อทุกอย่างเป็นไปอย่างถูกต้อง ผลที่ได้คือกว่าสิบสี่ร้อยประเภทของชีสที่คนชอบทั่วโลก
สำรวจความหลากหลายของวิธีที่เราโต้ตอบกับชีส หลาย ประสบการณ์ของเรากับชีสจำกัดที่ชีสเป็นส่วนผสมที่ยอดเยี่ยมชีสโรยหน้าพิซซ่าร้อน หั่นชีสในอาหารเม็กซิกัน หรืออาหารเม็กซิกัน ทาโก้ หรือ อื่น ๆ , ครีมขนมปังชีส เชดดาร์ชีสในอาหารความสะดวกสบาย เช่นมักกะโรนีและชีส หรือชีสละลายในด้านบนของที่โดดเด่นอย่างแคว้นควิเบคจาน poutine ความต้องการของผู้บริโภคสำหรับอาหารอย่างรวดเร็วและเตรียมอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารเป็นหลัก ผู้ใช้ของชีสเป็นส่วนผสมทั่วโลก ที่ความต้องการในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปที่บงการชีสเป็นส่วนผสมลงตัวแบบฉบับ - ฟังก์ชันมันละลาย มีความสอดคล้อง น้ำตาลในทายลักษณะที่ปรากฏเป็นชนิดสมบูรณ์แบบว่าน้ำมันไม่แยกจากชีสมวล เป็นผล ชีสที่ใช้เป็นส่วนผสมประกอบด้วย บ่อยๆ ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้พวกเขาทำอย่างต่อเนื่อง มีเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมมากที่ได้สร้างชีสความต้องการที่ดีสำหรับนมและนมและส่วนผสมเช่น โปรตีน นม อาหาร เวย์โปรตีน เมื่อพิจารณาอาหารของ cheesemaking ขณะนี้มูลค่าทางอุตสาหกรรม เป็นแหล่งสำคัญ และการทำงานอย่างโปรตีน แลคโตเฟอร์ริน
มีอีกโลกหนึ่งที่หุ้นของชีสรากทางวัฒนธรรมและประเพณีที่อุดมด้วยพันธุ์ได้ถูกผลิตขึ้นในยุโรปมานานหลายศตวรรษเหล่านี้โบราณประเพณีชีสตอนนี้ถูกสวมกอดโดยเราผลิตช่างฝีมือ ชีส และ ผลในช่วงสามสิบปี Bona fide ชีสวัฒนธรรมได้เกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา เนยแข็งผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกาขณะนี้คู่แข่งมากที่ดีที่สุดที่ผลิตทั่วโลก เนยแข็งเหล่านี้แตกต่างกันไปในตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เริ่มต้นวัฒนธรรมใช้เมื่อเงื่อนไข ทุ่งหญ้า หรือค้นหาที่สัตว์ถูกเลี้ยงและสัตว์ที่ใช้ผลิตนมตั้งแต่แกะ แพะ วัว ควาย เนยแข็งเหล่านี้ชีวิต หรือหายใจ พวกเขาได้ในบางกรณีชีวิตชั้นสั้นมากชอบไวน์รสชีส Artisan มีเทอรัว , การเชื่อมต่อไปยังสถานที่ มันคือการค้นหาสำหรับเอกลักษณ์ และมักไม่ทำให้ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์เหล่านี้
ในปี 1985 สมาคมชีสอเมริกัน ก่อตั้งโดย Cornell ศาสตราจารย์แฟรงก์ kosikowski ตัดสิน 89 ชีสเข้าไป 30 โรงงานทำชีสที่ประจำปีประชุม ในการประชุมประจําปี 2015 ACS จัดขึ้นในพรอวิเดนซ์ที่ 1799 เนยแข็งที่ทำโดยผู้ผลิตที่ถูกป้อนในการแข่งขันเทศกาลเนยแข็งในระหว่างที่รายการทั้งหมดแสดง พร้อมชิมจ่ายเครื่องบรรณาการความพยายามที่น่าทึ่งของช่างเรา และยอดนิยมในโรงงานทำชีส ถ้าแฟรงค์ kosikowski ยังอยู่ในวันนี้ฉันคิดว่าเขาคงจะภูมิใจมากที่จะเห็นสิ่งที่เขาวิสัยทัศน์เริ่มต้นได้ตระหนัก ความต้องการช่างฝีมือ ชีสมีการเติบโตอย่างน่าทึ่งในสหรัฐอเมริกาและการให้โอกาสและรายได้ในช่วงที่ท้าทายครั้ง สำหรับเกษตรกรและเศรษฐกิจในชนบทการเพิ่มขึ้นของเราช่างอุตสาหกรรมเป็นบางที ชีสอย่างที่ดีที่สุดสำหรับฉันเมื่อใน 2014 , ประธานโอบามาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำของรัฐที่ไวท์เฮ้าส์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสฟร็องซัว ออล็องด์ อะไรผู้นำของโลกฟรีเลือกให้กับประธานาธิบดีแห่งวัฒนธรรมชีสมากที่สุดบนโลกแทนการเลือกจากความหลากหลายของอย่างมากเนยแข็งฝรั่งเศสพิเศษสำหรับเมนู , สีขาวพ่อครัวบ้านเด่นเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรหลักเป็นอเมริกันชีส เฮเซิน , สีฟ้า , หนึ่ง ที่ชื่นชอบของฉันเวอร์มอนต์ช่างฝีมือชีส ช่วงเวลานี้เป็นสัญลักษณ์ให้ฉันคิดไกลแล้วจริงๆ อุตสาหกรรมชีสช่างฝีมือชาวอเมริกันที่มีมา
การเจริญเติบโตของเราช่างอุตสาหกรรม และชีสยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของ cheesemaking ที่เกิดขึ้นตลอดโลกนำเสนอโอกาสที่ยิ่งใหญ่เพื่อให้การศึกษาแก่ประชากรใหม่ของเกษตรกร affineurs ผู้จัดการ นักศึกษา นักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี โรงงานทำชีส และชีสผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ศิลปะ , การควบคุม , การขาย , การตลาด , และผลกระทบทางวัฒนธรรมของชีส เราได้พยายามอย่างดีที่สุดที่จะทำเพื่อความยุติธรรมหลายมิติของเนยแข็งในเพื่อนน่าเศร้า ที่แม้จะมีการเติบโตที่โดดเด่นและประสบความสำเร็จช่างชีส ชีส Artisan อุตสาหกรรมทั่วโลกกฎระเบียบที่มีมาภายใต้การพิจารณา ระเบียบที่ควบคุมโรงงานทำชีสในสหรัฐอเมริกาใช้อย่างโรงงานทำชีสอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และขนาดเล็กโรงเรือนที่ผู้ผลิตอาจนมน้อยเป็นห้าตัวผู้ผลิตอุตสาหกรรมมากขึ้นขอให้มาตรฐานของตนเปลี่ยนเป็นพันธุ์ชีส เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้สำหรับชีส การผลิต องค์การอาหารและยาได้ลองพิจารณาห้ามขายเนยแข็งนมดิบพิจารณาความต้องการเพื่อใช้บังคับแทนของนมพาสเจอร์ไรส์ใน cheesemaking . ที่ฉันนับถือเพื่อนร่วมงานและเพื่อนพอล kindstedt รัฐ นมดิบเนยแข็งจะประหยัดคุ้มค่า ใน rawmilk สาระสําคัญของชีสอภิปรายเน้นความแตกต่างพื้นฐานในปรัชญาแบ่งสหรัฐอเมริกาและยุโรปเมื่อมันมาถึงระเบียบของน้ำนมดิบเนยแข็ง และผลิตภัณฑ์อาหารอื่น ๆแบบดั้งเดิม
กระบวนการผลิตชีส ลักษณะของชีสชนิดต่างๆ
สำรวจความหลากหลายของวิธีที่เราโต้ตอบกับชีส หลาย ประสบการณ์ของเรากับชีสจำกัดที่ชีสเป็นส่วนผสมที่ยอดเยี่ยมชีสโรยหน้าพิซซ่าร้อน หั่นชีสในอาหารเม็กซิกัน หรืออาหารเม็กซิกัน ทาโก้ หรือ อื่น ๆ , ครีมขนมปังชีส เชดดาร์ชีสในอาหารความสะดวกสบาย เช่นมักกะโรนีและชีส หรือชีสละลายในด้านบนของที่โดดเด่นอย่างแคว้นควิเบคจาน poutine ความต้องการของผู้บริโภคสำหรับอาหารอย่างรวดเร็วและเตรียมอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารเป็นหลัก ผู้ใช้ของชีสเป็นส่วนผสมทั่วโลก ที่ความต้องการในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปที่บงการชีสเป็นส่วนผสมลงตัวแบบฉบับ - ฟังก์ชันมันละลาย มีความสอดคล้อง น้ำตาลในทายลักษณะที่ปรากฏเป็นชนิดสมบูรณ์แบบว่าน้ำมันไม่แยกจากชีสมวล เป็นผล ชีสที่ใช้เป็นส่วนผสมประกอบด้วย บ่อยๆ ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้พวกเขาทำอย่างต่อเนื่อง มีเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมมากที่ได้สร้างชีสความต้องการที่ดีสำหรับนมและนมและส่วนผสมเช่น โปรตีน นม อาหาร เวย์โปรตีน เมื่อพิจารณาอาหารของ cheesemaking ขณะนี้มูลค่าทางอุตสาหกรรม เป็นแหล่งสำคัญ และการทำงานอย่างโปรตีน แลคโตเฟอร์ริน
มีอีกโลกหนึ่งที่หุ้นของชีสรากทางวัฒนธรรมและประเพณีที่อุดมด้วยพันธุ์ได้ถูกผลิตขึ้นในยุโรปมานานหลายศตวรรษเหล่านี้โบราณประเพณีชีสตอนนี้ถูกสวมกอดโดยเราผลิตช่างฝีมือ ชีส และ ผลในช่วงสามสิบปี Bona fide ชีสวัฒนธรรมได้เกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา เนยแข็งผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกาขณะนี้คู่แข่งมากที่ดีที่สุดที่ผลิตทั่วโลก เนยแข็งเหล่านี้แตกต่างกันไปในตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เริ่มต้นวัฒนธรรมใช้เมื่อเงื่อนไข ทุ่งหญ้า หรือค้นหาที่สัตว์ถูกเลี้ยงและสัตว์ที่ใช้ผลิตนมตั้งแต่แกะ แพะ วัว ควาย เนยแข็งเหล่านี้ชีวิต หรือหายใจ พวกเขาได้ในบางกรณีชีวิตชั้นสั้นมากชอบไวน์รสชีส Artisan มีเทอรัว , การเชื่อมต่อไปยังสถานที่ มันคือการค้นหาสำหรับเอกลักษณ์ และมักไม่ทำให้ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์เหล่านี้
ในปี 1985 สมาคมชีสอเมริกัน ก่อตั้งโดย Cornell ศาสตราจารย์แฟรงก์ kosikowski ตัดสิน 89 ชีสเข้าไป 30 โรงงานทำชีสที่ประจำปีประชุม ในการประชุมประจําปี 2015 ACS จัดขึ้นในพรอวิเดนซ์ที่ 1799 เนยแข็งที่ทำโดยผู้ผลิตที่ถูกป้อนในการแข่งขันเทศกาลเนยแข็งในระหว่างที่รายการทั้งหมดแสดง พร้อมชิมจ่ายเครื่องบรรณาการความพยายามที่น่าทึ่งของช่างเรา และยอดนิยมในโรงงานทำชีส ถ้าแฟรงค์ kosikowski ยังอยู่ในวันนี้ฉันคิดว่าเขาคงจะภูมิใจมากที่จะเห็นสิ่งที่เขาวิสัยทัศน์เริ่มต้นได้ตระหนัก ความต้องการช่างฝีมือ ชีสมีการเติบโตอย่างน่าทึ่งในสหรัฐอเมริกาและการให้โอกาสและรายได้ในช่วงที่ท้าทายครั้ง สำหรับเกษตรกรและเศรษฐกิจในชนบทการเพิ่มขึ้นของเราช่างอุตสาหกรรมเป็นบางที ชีสอย่างที่ดีที่สุดสำหรับฉันเมื่อใน 2014 , ประธานโอบามาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำของรัฐที่ไวท์เฮ้าส์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสฟร็องซัว ออล็องด์ อะไรผู้นำของโลกฟรีเลือกให้กับประธานาธิบดีแห่งวัฒนธรรมชีสมากที่สุดบนโลกแทนการเลือกจากความหลากหลายของอย่างมากเนยแข็งฝรั่งเศสพิเศษสำหรับเมนู , สีขาวพ่อครัวบ้านเด่นเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรหลักเป็นอเมริกันชีส เฮเซิน , สีฟ้า , หนึ่ง ที่ชื่นชอบของฉันเวอร์มอนต์ช่างฝีมือชีส ช่วงเวลานี้เป็นสัญลักษณ์ให้ฉันคิดไกลแล้วจริงๆ อุตสาหกรรมชีสช่างฝีมือชาวอเมริกันที่มีมา
การเจริญเติบโตของเราช่างอุตสาหกรรม และชีสยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของ cheesemaking ที่เกิดขึ้นตลอดโลกนำเสนอโอกาสที่ยิ่งใหญ่เพื่อให้การศึกษาแก่ประชากรใหม่ของเกษตรกร affineurs ผู้จัดการ นักศึกษา นักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี โรงงานทำชีส และชีสผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ศิลปะ , การควบคุม , การขาย , การตลาด , และผลกระทบทางวัฒนธรรมของชีส เราได้พยายามอย่างดีที่สุดที่จะทำเพื่อความยุติธรรมหลายมิติของเนยแข็งในเพื่อนน่าเศร้า ที่แม้จะมีการเติบโตที่โดดเด่นและประสบความสำเร็จช่างชีส ชีส Artisan อุตสาหกรรมทั่วโลกกฎระเบียบที่มีมาภายใต้การพิจารณา ระเบียบที่ควบคุมโรงงานทำชีสในสหรัฐอเมริกาใช้อย่างโรงงานทำชีสอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และขนาดเล็กโรงเรือนที่ผู้ผลิตอาจนมน้อยเป็นห้าตัวผู้ผลิตอุตสาหกรรมมากขึ้นขอให้มาตรฐานของตนเปลี่ยนเป็นพันธุ์ชีส เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้สำหรับชีส การผลิต องค์การอาหารและยาได้ลองพิจารณาห้ามขายเนยแข็งนมดิบพิจารณาความต้องการเพื่อใช้บังคับแทนของนมพาสเจอร์ไรส์ใน cheesemaking . ที่ฉันนับถือเพื่อนร่วมงานและเพื่อนพอล kindstedt รัฐ นมดิบเนยแข็งจะประหยัดคุ้มค่า ใน rawmilk สาระสําคัญของชีสอภิปรายเน้นความแตกต่างพื้นฐานในปรัชญาแบ่งสหรัฐอเมริกาและยุโรปเมื่อมันมาถึงระเบียบของน้ำนมดิบเนยแข็ง และผลิตภัณฑ์อาหารอื่น ๆแบบดั้งเดิม
กระบวนการผลิตชีส ลักษณะของชีสชนิดต่างๆ
10 อันดับงูที่มีพิษมากที่สุด
10 อันดับงูที่มีพิษมากที่สุด
งูกะปะ
แค่งูจากอเมริกาในรายการ , งูกะปะจะระบุได้อย่างง่ายดายโดยบอกเรื่องราวสั่นตรงปลายหางของมัน พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวงู และมีความสามารถที่โดดเด่นถึง 2 / 3 ของลำตัว . ตะวันออกหนอนใยผักในการพิจารณาชนิดมีพิษมากที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ จู่ ๆ เยาวชนถือว่าเป็นอันตรายมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กไม่สามารถที่จะควบคุมปริมาณพิษที่ฉีดเข้าไป ชนิดส่วนใหญ่ของ hemotoxic พิษงูหางกระดิ่งมีการทำลายเนื้อเยื่อ อวัยวะที่เสื่อมลงและก่อให้เกิดภาวะแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ( ทำให้เลือดแข็งตัว ) บางส่วนของการเกิดแผลเป็นถาวรมากในกรณีที่กัดพิษ , การรักษาที่มีประสิทธิภาพแม้กับพร้อมท์ และสามารถนำไปสู่การสูญเสียแขนขา หรือตายได้ หายใจลำบาก , อัมพาต , น้ำลายไหลและมีอาการเลือดออก ก็เป็นอาการสามัญ ดังนั้น , งูกะปะกัดอยู่เสมอ อาการอาจร้ายแรง . งูกะปะกัดดิบ โดยเฉพาะชนิดที่มีขนาดใหญ่ มักจะร้ายแรง อย่างไรก็ตาม antivenin เมื่อใช้ในเวลา ลดอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่า 4 %
Death Adder
ที่มีชื่ออย่างเหมาะสม Adder ตายที่พบในออสเตรเลียและนิวกินี พวกเขาล่าและฆ่างูอื่น ๆรวมถึงบางส่วนในรายการนี้มักจะผ่านการซุ่มโจมตี เพิ่มเติมตาย ดูคล้ายกับงู ที่พวกเขามีรูปสามเหลี่ยมหัวสั้นและหมอบร่าง พวกเขามักจะฉีดรอบ 40-100mg พิษกับ LD ของ 0.4mg-0.5mg/kg . กัดตาย และนี้เป็นหนึ่งในที่อันตรายที่สุดของโลก พิษเป็นยาพิษ กัดทำให้เกิดอัมพาตและสามารถทำให้เกิดการตายภายใน 6 ชั่วโมง เนื่องจากระบบหายใจล้มเหลว อาการโดยทั่วไปสูงสุดภายใน 24-48 ชั่วโมง antivenin ประสบความสำเร็จมากในการรักษากัดจากความตายงูพิษ , โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากความก้าวหน้าค่อนข้างช้า อาการ แต่ก่อนการพัฒนา , งูเห่ากัดตายเป็นตายเท่ากัน 50% กับตีเร็วที่สุดในโลก ความตายนี้สามารถไปจากตีตำแหน่งโดดเด่นและการกลับมาอีกครั้งของภายใน 0.13 วินาที
Vipers
Vipers อยู่ตลอดเวลาส่วนใหญ่ของโลก แต่เนื้อหางูมีพิษมากที่สุด ไวเปอร์ปรับเลื่อยและงูไวเปอร์เชน พบส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางและเอเชียกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเดีย จีน และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Vipers มีอารมณ์อย่างรวดเร็ว และกลางคืนโดยทั่วไป ใช้งานมักจะหลังจากฝนตก พวกเขาจะรวดเร็วมาก ส่วนสายพันธุ์เหล่านี้มีพิษที่อาการสาเหตุที่เริ่ม มีอาการปวดบริเวณที่ถูกกัด ตามมา ด้วยอาการบวมของปลายได้รับผลกระทบทันที มีเลือดออกเป็นอาการทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเหงือก มีความดันโลหิตลดลง และอัตราการเต้นหัวใจอยู่ พองเกิดขึ้นบริเวณที่ถูกกัด พัฒนาตามแขนขาได้รับผลกระทบในกรณีที่รุนแรง เนื้อมักจะเป็นพื้นผิว และกล้ามเนื้อใกล้กัดจำกัด แต่อาจจะรุนแรงในกรณี อาเจียนและอาการบวมที่ใบหน้าเกิดขึ้นในหนึ่งในสามของทุกกรณี อาการปวดอย่างรุนแรงอาจนาน 2-4 สัปดาห์ มักจะ บวมท้องถิ่นยอดเขาภายใน 48-72 ชั่วโมง เกี่ยวข้องกับกิ่งได้รับผลกระทบ เปลี่ยนสีอาจเกิดขึ้นทั่วบริเวณบวมเป็นเม็ดเลือดแดงและพลาสมารั่วเข้าไปในเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ ตายจาก septicaemia ระบบทางเดินหายใจ หรือหัวใจล้มเหลวอาจเกิดขึ้น 1-14 วันกัดหลัง หรือหลังจาก
งูเห่าฟิลิปปินส์
งูเห่าพันธุ์ส่วนใหญ่จะทำให้รายการนี้ แต่ งูเห่าฟิลิปปินส์เป็นข้อยกเว้น ฝากสำหรับเลื่อน พิษของมันเป็นร้ายแรงทุกสายพันธุ์คอบร้า และสามารถคายถึง 3 เมตร พิษเป็น neurotoxin ซึ่งมีผลต่อหัวใจ และระบบทางเดินหายใจ และอาจทำให้เกิดพิษต่อระบบประสาท ระบบทางเดินหายใจเป็นอัมพาต และตายใน 30 นาที กัดทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อน้อยที่สุดเท่านั้น Neurotoxins ขัดขวางการส่งสัญญาณประสาทโดยผูกกับทางแยกใกล้กล้ามเนื้อระบบประสาทกล้ามเนื้อ อาการอาจมีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย มึน ยุบ และชัก
งูเสือ
พบในออสเตรเลีย เสืองูมีพิษต่อประสาทมีศักยภาพมาก ตายจากการกัดสามารถเกิดขึ้นได้ภายใน 30 นาที แต่มักจะใช้เวลา 6-24 ชั่วโมง ก่อนที่จะพัฒนาเฉพาะ อัตราการตายจากงูเสือเป็น 60-70% อาการอาจรวมถึงแปลความเจ็บปวดในคอและเท้าภูมิภาค มึนงง รู้สึกเสียวซ่า และเหงื่อ ออก ตาม ด้วยการโจมตีอย่างรวดเร็วเป็นธรรมของการหายใจลำบากและอัมพาต โดยทั่วไปจะหนีถ้าพบงูเสือ แต่จะกลายเป็นก้าวร้าวเมื่อจนมุม มันนัดแม่นยำ
งูแมมบาสีดำ
งูแมมบาดำกลัวพบหลายส่วนของทวีปแอฟริกา เขาจะก้าวร้าวสูง และตี ด้วยความแม่นยำมรณะ พวกเขายังมีงูดินที่เร็วที่สุดในโลก ความสามารถในการเข้าถึงความเร็วสูงสุด 20 กม./ ชม งูน่ากลัวเหล่านี้สามารถตีถึง 12 ครั้งในแถว การกัดครั้งเดียวจะสามารถฆ่าได้ทุกวัย 10-25 พิษเป็น neurotoxin รวดเร็ว การกัดให้พิษ ประมาณ 100 – 120 มิลลิกรัมโดยเฉลี่ย อย่างไรก็ตาม มันสามารถส่งถึง 400 mg ถ้าพิษถึงหลอดเลือดดำ 0.25 มิลลิกรัม/กิโลกรัมเพียงพอที่จะฆ่ามนุษย์ใน 50% ของผู้ป่วย อาการเริ่มต้นที่ถูกกัดจะปวดท้องถิ่นในพื้นที่กัด แม้ไม่รุนแรงเป็นงูที่มี hemotoxins เหยื่อ แล้วประสบการณ์ชา ๆ ในปากและแขนขา ค่ะ อุโมงค์วิสัยทัศน์ ความสับสนอย่างรุนแรง ไข้ ชัยนาท (รวมฟองของปาก และจมูก) และเด่นชัด ataxia (ขาดการควบคุมกล้ามเนื้อ) ถ้าเหยื่อไม่ได้รับการรักษาพยาบาล อาการความคืบหน้าไปอาการปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ และอาเจียน ธาตุ ช็อก พิษต่อไต ความเป็นพิษต่อหัวใจ และเป็นอัมพาตอย่างรวดเร็ว ในที่สุด เหยื่อประสบการณ์ชัก จับกุมหายใจ อาการโคม่า และตาย โดยเฉพาะ อัตราการตายได้เกือบ 100% ในสุดของงูพิษทั้งหมด ขึ้นอยู่กับลักษณะของการกัด ตายได้ผลตลอดเวลาระหว่าง 15 นาทีและ 3 ชั่วโมง
งูไทปัน
รายการอื่นจากออสเตรเลีย พิษของงูไทปันจะแข็งแรงพอที่จะฆ่าหนูตะเภาถึง 12,000 พิษ clots เลือดของเหยื่อ ปิดกั้นหลอดเลือดแดงหรือเส้นเลือด ประสาทสูงได้ ก่อนที่จะมีเฉพาะ มีผู้รอดชีวิตไม่รู้จักของกัดงูไทปัน และความตายมักเกิดขึ้นภายในหนึ่งชั่วโมง แม้จะ มีการบริหารงานที่ประสบความสำเร็จของเฉพาะ เหยื่อส่วนใหญ่จะมีการเข้าพักที่กว้างขวางในหออภิบาล มันได้ถูกกับงูแมมบาดำแอฟริกันในสัณฐานวิทยา นิเวศวิทยา และพฤติกรรม
งูสีฟ้าเอราบุ
มาลาหรืองูเอราบุสีฟ้าได้ มากมาย ร้ายแรงมากที่สุดของสายพันธุ์นี้ พบทั่วประเทศไทยและอินโดนีเซีย 50% ของการกัดจากงูเอราบุสีน้ำเงินมรณะจะร้ายแรง แม้จะ มีการดูแลเฉพาะ Kraits ตามล่า และฆ่างูอื่น ๆ แม้ cannibalizing Kraits อื่น ๆ พวกเขาเป็นสายพันธุ์กลางคืน และเชิงรุกมากขึ้น under the cover of ความมืด อย่างไรก็ตาม โดยรวมมีค่อนข้างขี้อาย และมักจะพยายามซ่อน มากกว่าต่อสู้ทาง พิษเป็น neurotoxin ครั้งที่ 16 มีศักยภาพมากกว่าที่เป็นงูเห่า มันได้อย่างรวดเร็วก่อให้เกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อ โดยการป้องกันความสามารถของประสาทจะปล่อยสารเคมีที่ส่งข้อความไปยังเส้นประสาทต่อไปอย่างถูกต้อง นี่คือตาม ด้วยระยะเวลาขนาดใหญ่มากกว่าการกระตุ้น (ปวด แรงสั่นสะเทือน การหดเกร็ง), ซึ่งเทลส์ก็ ปิดการอัมพาต โชคดี กัด Kraits จะหายากเนื่องจากธรรมชาติของพวกเขาออก ก่อนที่จะพัฒนาเฉพาะ อัตราการตายได้ 85% มหันต์ แม้ว่าจะมีจัดการเฉพาะในเวลา คุณอยู่ไกลจากรอดมั่นใจ ชีวิตมักจะเกิดขึ้นภายใน 6-12 ชั่วโมงกัดงูเอราบุ แม้ว่าผู้ป่วยให้ไปโรงพยาบาล ถาวรโคม่าและตายสมองได้จากกรณีอาจเกิดขึ้น กำหนดเวลาขนส่งยาวนานอาจจะได้รับการดูแลทางการแพทย์
งูสีน้ำตาลตะวันออก
อย่าปล่อยให้ชื่อ innocuous งูนี้หลอกลวง 1/14000 ของออนซ์ของพิษของมันเพียงพอที่จะฆ่ามนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่ มาหลากหลายสายพันธุ์ งูน้ำตาลตะวันออกเป็นพิษมากที่สุด อับ ที่อยู่อาศัยที่ต้องการได้ตามหลักศูนย์ประชากรของออสเตรเลีย งูสีน้ำตาลเคลื่อนไหวรวดเร็ว สามารถก้าวร้าวบางสถานการณ์ และได้รับทราบเพื่อไล่รุกราน และซ้ำ ๆ ตีที่พวกเขา แม้กระทั่งแต้มสามารถฆ่ามนุษย์ พิษประกอบด้วย neurotoxins และ coagulants เลือด โชคดีสำหรับมนุษย์ น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกัดประกอบด้วยพิษ และพวกเขาไม่ต้องกัดถ้าเป็นไปได้ทั้งหมด พวกเขาตอบสนองเฉพาะการเคลื่อนไหว จึงยืนนิ่งถ้าคุณเคยพบในป่า
งูร้ายหรือโพ้น
ในขณะที่ฉันได้พูดว่า ฉันจะมีหลายสายพันธุ์ย่อยในรายการนี้ โพ้นเหลือเชื่อควรเป็นสถานที่พักของตัวเอง มันมีพิษงูดินมีพิษมากที่สุดในโลก ผลผลิตสูงสุดที่บันทึกไว้สำหรับกัดหนึ่งคือ 110 มก. พอฆ่ามนุษย์ประมาณ 100 หรือหนู 250,000 มี LD/50 ของ 0.03 มิลลิกรัม/กิโลกรัม มันเป็น 10 เท่าเป็นพิษงูกะปะฟเน และ 50 ครั้งมากกว่างูเห่าทั่วไป โชคดี โพ้นทะเลไม่ก้าวร้าวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง และไม่ค่อยพบ โดยมนุษย์ในป่า เสียชีวิตไม่เคยถูกบันทึก แม้ว่ามันอาจไม่สามารถฆ่ามนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่ภายใน 45 นาที
งูทะเลของ belcher
งูมีพิษมากที่สุดในโลก กี่มิลลิกรัมแข็งแกร่งฆ่า 1000 คน น้อยกว่า 1 ใน 4 ของกัดจะประกอบด้วยพิษ และพวกเขามีฤทธิ์ค่อนข้าง ชาวประมงมักตกเป็นเหยื่อของเหล่านี้กัด ตามที่พวกเขาได้พบพันธุ์เมื่อพวกเขาดึงมุ้งจากมหาสมุทร ตลอดน่านน้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียเหนือ
งูกะปะ
แค่งูจากอเมริกาในรายการ , งูกะปะจะระบุได้อย่างง่ายดายโดยบอกเรื่องราวสั่นตรงปลายหางของมัน พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวงู และมีความสามารถที่โดดเด่นถึง 2 / 3 ของลำตัว . ตะวันออกหนอนใยผักในการพิจารณาชนิดมีพิษมากที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ จู่ ๆ เยาวชนถือว่าเป็นอันตรายมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กไม่สามารถที่จะควบคุมปริมาณพิษที่ฉีดเข้าไป ชนิดส่วนใหญ่ของ hemotoxic พิษงูหางกระดิ่งมีการทำลายเนื้อเยื่อ อวัยวะที่เสื่อมลงและก่อให้เกิดภาวะแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ( ทำให้เลือดแข็งตัว ) บางส่วนของการเกิดแผลเป็นถาวรมากในกรณีที่กัดพิษ , การรักษาที่มีประสิทธิภาพแม้กับพร้อมท์ และสามารถนำไปสู่การสูญเสียแขนขา หรือตายได้ หายใจลำบาก , อัมพาต , น้ำลายไหลและมีอาการเลือดออก ก็เป็นอาการสามัญ ดังนั้น , งูกะปะกัดอยู่เสมอ อาการอาจร้ายแรง . งูกะปะกัดดิบ โดยเฉพาะชนิดที่มีขนาดใหญ่ มักจะร้ายแรง อย่างไรก็ตาม antivenin เมื่อใช้ในเวลา ลดอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่า 4 %
Death Adder
ที่มีชื่ออย่างเหมาะสม Adder ตายที่พบในออสเตรเลียและนิวกินี พวกเขาล่าและฆ่างูอื่น ๆรวมถึงบางส่วนในรายการนี้มักจะผ่านการซุ่มโจมตี เพิ่มเติมตาย ดูคล้ายกับงู ที่พวกเขามีรูปสามเหลี่ยมหัวสั้นและหมอบร่าง พวกเขามักจะฉีดรอบ 40-100mg พิษกับ LD ของ 0.4mg-0.5mg/kg . กัดตาย และนี้เป็นหนึ่งในที่อันตรายที่สุดของโลก พิษเป็นยาพิษ กัดทำให้เกิดอัมพาตและสามารถทำให้เกิดการตายภายใน 6 ชั่วโมง เนื่องจากระบบหายใจล้มเหลว อาการโดยทั่วไปสูงสุดภายใน 24-48 ชั่วโมง antivenin ประสบความสำเร็จมากในการรักษากัดจากความตายงูพิษ , โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากความก้าวหน้าค่อนข้างช้า อาการ แต่ก่อนการพัฒนา , งูเห่ากัดตายเป็นตายเท่ากัน 50% กับตีเร็วที่สุดในโลก ความตายนี้สามารถไปจากตีตำแหน่งโดดเด่นและการกลับมาอีกครั้งของภายใน 0.13 วินาที
Vipers
Vipers อยู่ตลอดเวลาส่วนใหญ่ของโลก แต่เนื้อหางูมีพิษมากที่สุด ไวเปอร์ปรับเลื่อยและงูไวเปอร์เชน พบส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางและเอเชียกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเดีย จีน และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Vipers มีอารมณ์อย่างรวดเร็ว และกลางคืนโดยทั่วไป ใช้งานมักจะหลังจากฝนตก พวกเขาจะรวดเร็วมาก ส่วนสายพันธุ์เหล่านี้มีพิษที่อาการสาเหตุที่เริ่ม มีอาการปวดบริเวณที่ถูกกัด ตามมา ด้วยอาการบวมของปลายได้รับผลกระทบทันที มีเลือดออกเป็นอาการทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเหงือก มีความดันโลหิตลดลง และอัตราการเต้นหัวใจอยู่ พองเกิดขึ้นบริเวณที่ถูกกัด พัฒนาตามแขนขาได้รับผลกระทบในกรณีที่รุนแรง เนื้อมักจะเป็นพื้นผิว และกล้ามเนื้อใกล้กัดจำกัด แต่อาจจะรุนแรงในกรณี อาเจียนและอาการบวมที่ใบหน้าเกิดขึ้นในหนึ่งในสามของทุกกรณี อาการปวดอย่างรุนแรงอาจนาน 2-4 สัปดาห์ มักจะ บวมท้องถิ่นยอดเขาภายใน 48-72 ชั่วโมง เกี่ยวข้องกับกิ่งได้รับผลกระทบ เปลี่ยนสีอาจเกิดขึ้นทั่วบริเวณบวมเป็นเม็ดเลือดแดงและพลาสมารั่วเข้าไปในเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ ตายจาก septicaemia ระบบทางเดินหายใจ หรือหัวใจล้มเหลวอาจเกิดขึ้น 1-14 วันกัดหลัง หรือหลังจาก
งูเห่าฟิลิปปินส์
งูเห่าพันธุ์ส่วนใหญ่จะทำให้รายการนี้ แต่ งูเห่าฟิลิปปินส์เป็นข้อยกเว้น ฝากสำหรับเลื่อน พิษของมันเป็นร้ายแรงทุกสายพันธุ์คอบร้า และสามารถคายถึง 3 เมตร พิษเป็น neurotoxin ซึ่งมีผลต่อหัวใจ และระบบทางเดินหายใจ และอาจทำให้เกิดพิษต่อระบบประสาท ระบบทางเดินหายใจเป็นอัมพาต และตายใน 30 นาที กัดทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อน้อยที่สุดเท่านั้น Neurotoxins ขัดขวางการส่งสัญญาณประสาทโดยผูกกับทางแยกใกล้กล้ามเนื้อระบบประสาทกล้ามเนื้อ อาการอาจมีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย มึน ยุบ และชัก
งูเสือ
พบในออสเตรเลีย เสืองูมีพิษต่อประสาทมีศักยภาพมาก ตายจากการกัดสามารถเกิดขึ้นได้ภายใน 30 นาที แต่มักจะใช้เวลา 6-24 ชั่วโมง ก่อนที่จะพัฒนาเฉพาะ อัตราการตายจากงูเสือเป็น 60-70% อาการอาจรวมถึงแปลความเจ็บปวดในคอและเท้าภูมิภาค มึนงง รู้สึกเสียวซ่า และเหงื่อ ออก ตาม ด้วยการโจมตีอย่างรวดเร็วเป็นธรรมของการหายใจลำบากและอัมพาต โดยทั่วไปจะหนีถ้าพบงูเสือ แต่จะกลายเป็นก้าวร้าวเมื่อจนมุม มันนัดแม่นยำ
งูแมมบาสีดำ
งูแมมบาดำกลัวพบหลายส่วนของทวีปแอฟริกา เขาจะก้าวร้าวสูง และตี ด้วยความแม่นยำมรณะ พวกเขายังมีงูดินที่เร็วที่สุดในโลก ความสามารถในการเข้าถึงความเร็วสูงสุด 20 กม./ ชม งูน่ากลัวเหล่านี้สามารถตีถึง 12 ครั้งในแถว การกัดครั้งเดียวจะสามารถฆ่าได้ทุกวัย 10-25 พิษเป็น neurotoxin รวดเร็ว การกัดให้พิษ ประมาณ 100 – 120 มิลลิกรัมโดยเฉลี่ย อย่างไรก็ตาม มันสามารถส่งถึง 400 mg ถ้าพิษถึงหลอดเลือดดำ 0.25 มิลลิกรัม/กิโลกรัมเพียงพอที่จะฆ่ามนุษย์ใน 50% ของผู้ป่วย อาการเริ่มต้นที่ถูกกัดจะปวดท้องถิ่นในพื้นที่กัด แม้ไม่รุนแรงเป็นงูที่มี hemotoxins เหยื่อ แล้วประสบการณ์ชา ๆ ในปากและแขนขา ค่ะ อุโมงค์วิสัยทัศน์ ความสับสนอย่างรุนแรง ไข้ ชัยนาท (รวมฟองของปาก และจมูก) และเด่นชัด ataxia (ขาดการควบคุมกล้ามเนื้อ) ถ้าเหยื่อไม่ได้รับการรักษาพยาบาล อาการความคืบหน้าไปอาการปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ และอาเจียน ธาตุ ช็อก พิษต่อไต ความเป็นพิษต่อหัวใจ และเป็นอัมพาตอย่างรวดเร็ว ในที่สุด เหยื่อประสบการณ์ชัก จับกุมหายใจ อาการโคม่า และตาย โดยเฉพาะ อัตราการตายได้เกือบ 100% ในสุดของงูพิษทั้งหมด ขึ้นอยู่กับลักษณะของการกัด ตายได้ผลตลอดเวลาระหว่าง 15 นาทีและ 3 ชั่วโมง
งูไทปัน
รายการอื่นจากออสเตรเลีย พิษของงูไทปันจะแข็งแรงพอที่จะฆ่าหนูตะเภาถึง 12,000 พิษ clots เลือดของเหยื่อ ปิดกั้นหลอดเลือดแดงหรือเส้นเลือด ประสาทสูงได้ ก่อนที่จะมีเฉพาะ มีผู้รอดชีวิตไม่รู้จักของกัดงูไทปัน และความตายมักเกิดขึ้นภายในหนึ่งชั่วโมง แม้จะ มีการบริหารงานที่ประสบความสำเร็จของเฉพาะ เหยื่อส่วนใหญ่จะมีการเข้าพักที่กว้างขวางในหออภิบาล มันได้ถูกกับงูแมมบาดำแอฟริกันในสัณฐานวิทยา นิเวศวิทยา และพฤติกรรม
งูสีฟ้าเอราบุ
มาลาหรืองูเอราบุสีฟ้าได้ มากมาย ร้ายแรงมากที่สุดของสายพันธุ์นี้ พบทั่วประเทศไทยและอินโดนีเซีย 50% ของการกัดจากงูเอราบุสีน้ำเงินมรณะจะร้ายแรง แม้จะ มีการดูแลเฉพาะ Kraits ตามล่า และฆ่างูอื่น ๆ แม้ cannibalizing Kraits อื่น ๆ พวกเขาเป็นสายพันธุ์กลางคืน และเชิงรุกมากขึ้น under the cover of ความมืด อย่างไรก็ตาม โดยรวมมีค่อนข้างขี้อาย และมักจะพยายามซ่อน มากกว่าต่อสู้ทาง พิษเป็น neurotoxin ครั้งที่ 16 มีศักยภาพมากกว่าที่เป็นงูเห่า มันได้อย่างรวดเร็วก่อให้เกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อ โดยการป้องกันความสามารถของประสาทจะปล่อยสารเคมีที่ส่งข้อความไปยังเส้นประสาทต่อไปอย่างถูกต้อง นี่คือตาม ด้วยระยะเวลาขนาดใหญ่มากกว่าการกระตุ้น (ปวด แรงสั่นสะเทือน การหดเกร็ง), ซึ่งเทลส์ก็ ปิดการอัมพาต โชคดี กัด Kraits จะหายากเนื่องจากธรรมชาติของพวกเขาออก ก่อนที่จะพัฒนาเฉพาะ อัตราการตายได้ 85% มหันต์ แม้ว่าจะมีจัดการเฉพาะในเวลา คุณอยู่ไกลจากรอดมั่นใจ ชีวิตมักจะเกิดขึ้นภายใน 6-12 ชั่วโมงกัดงูเอราบุ แม้ว่าผู้ป่วยให้ไปโรงพยาบาล ถาวรโคม่าและตายสมองได้จากกรณีอาจเกิดขึ้น กำหนดเวลาขนส่งยาวนานอาจจะได้รับการดูแลทางการแพทย์
งูสีน้ำตาลตะวันออก
อย่าปล่อยให้ชื่อ innocuous งูนี้หลอกลวง 1/14000 ของออนซ์ของพิษของมันเพียงพอที่จะฆ่ามนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่ มาหลากหลายสายพันธุ์ งูน้ำตาลตะวันออกเป็นพิษมากที่สุด อับ ที่อยู่อาศัยที่ต้องการได้ตามหลักศูนย์ประชากรของออสเตรเลีย งูสีน้ำตาลเคลื่อนไหวรวดเร็ว สามารถก้าวร้าวบางสถานการณ์ และได้รับทราบเพื่อไล่รุกราน และซ้ำ ๆ ตีที่พวกเขา แม้กระทั่งแต้มสามารถฆ่ามนุษย์ พิษประกอบด้วย neurotoxins และ coagulants เลือด โชคดีสำหรับมนุษย์ น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกัดประกอบด้วยพิษ และพวกเขาไม่ต้องกัดถ้าเป็นไปได้ทั้งหมด พวกเขาตอบสนองเฉพาะการเคลื่อนไหว จึงยืนนิ่งถ้าคุณเคยพบในป่า
งูร้ายหรือโพ้น
ในขณะที่ฉันได้พูดว่า ฉันจะมีหลายสายพันธุ์ย่อยในรายการนี้ โพ้นเหลือเชื่อควรเป็นสถานที่พักของตัวเอง มันมีพิษงูดินมีพิษมากที่สุดในโลก ผลผลิตสูงสุดที่บันทึกไว้สำหรับกัดหนึ่งคือ 110 มก. พอฆ่ามนุษย์ประมาณ 100 หรือหนู 250,000 มี LD/50 ของ 0.03 มิลลิกรัม/กิโลกรัม มันเป็น 10 เท่าเป็นพิษงูกะปะฟเน และ 50 ครั้งมากกว่างูเห่าทั่วไป โชคดี โพ้นทะเลไม่ก้าวร้าวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง และไม่ค่อยพบ โดยมนุษย์ในป่า เสียชีวิตไม่เคยถูกบันทึก แม้ว่ามันอาจไม่สามารถฆ่ามนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่ภายใน 45 นาที
งูทะเลของ belcher
งูมีพิษมากที่สุดในโลก กี่มิลลิกรัมแข็งแกร่งฆ่า 1000 คน น้อยกว่า 1 ใน 4 ของกัดจะประกอบด้วยพิษ และพวกเขามีฤทธิ์ค่อนข้าง ชาวประมงมักตกเป็นเหยื่อของเหล่านี้กัด ตามที่พวกเขาได้พบพันธุ์เมื่อพวกเขาดึงมุ้งจากมหาสมุทร ตลอดน่านน้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียเหนือ
10 สายพันธุ์งูที่น่าทึ่ง
10 อันดับสัตว์มีพิษ
10 อันดับสัตว์มีพิษ
10 อันดับสัตว์มีพิษ
อันดับที่ 10 ทากทะเล
ทะเลเป็นบ้านของสัตว์ต่างๆ ที่มีสารเคมีเป็นอาวุธ บางชนิดใช้มันเพื่อฆ่าเหยื่อ แต่บางชนิดใช้มันเพื่อขับไล่นักล่า สัตว์ชนิดนี้ไม่ได้สร้างพิษของมันเอง แต่มันใช้สารพิษจากดอกไม้ทะเล ดอกไม้ทะลมีสารพิษนิวโรท็อกซิน (Neurotoxin) อันทรงพลัง ซึ่งเก็บอยู่ในเซลล์เข็มจิ๋วจำนวนมาก เข็มพิษเหล่านี้สามารถเผยโฉมในเสี้ยววินาที แต่มีสัตว์ชนิดหนึ่งที่สามารถปลดอาวุธดอกไม้ทะเลนั่นก็คือทากทะเล ทากทะเลก็เหมือนหอยทากทะเล แต่ไม่มีเปลือกมาปกป้องตนเอง ดังนั้นสัตว์ชนิดนี้จึงต้องหาวิธีอื่นในการระวังตนเอง ทากทะเลไม่เพียงแค่กินดอกไม้ทะเล พวกมันยังขโมยเซลล์เข็มของดอกไม้ทะเลและเก็บเอาไว้ในปลายอวัยวะที่ยื่นออกมาจากปลายหลังของมัน นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้จริงๆ ว่าทากทะเลสามารถกลืนเซลล์เข็มของดอกไม้ทะเลโดยไม่เป็นอันตรายได้อย่างไร มีข้อสันนิษฐานว่า ในระบบการย่อยของมันทำให้สารพิษมีความเป็นกลางเมื่อย่อยแล้วเซลล์เข็มเหล่านี้ก็เดินทางไปสู่ส่วนปลายที่หลังของมัน ทากทะเลไม่สนเรื่องการพรางตัว มันแสดงความเป็นพิษของมันด้วยสีที่ฉูดฉาดและลวดลายที่เด่นชัด
อันดับที่ 9 กิ้งกือ ( Millipede)
มันเป็นสัตว์ที่รู้เรื่องแก๊สพิษเป็นอย่างดี ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่ากิ้งกือเป็นสัตว์กินพืชทีไม่มีอันตราย แต่ถ้ามันถูกคุกคามมันสามารถปล่อยกลิ่นที่แม้แต่นักล่าที่หิวโหยที่สุดยังต้องอุดจมูก ระบบป้องกันทางเคมีของกิ้งกือไม่ได้มาจากเท้าของมัน และทั้งๆที่มันมีเท้าถึง 750 ข้าง กิ้งกือก็ไม่สามารถวิ่งได้เร็วนัก ถ้ามันถูกคุกคามมันจะขดตัวม้วนเป็นก้อนกลม และปล่อยแก๊สพิษออกมาจากช่องข้างลำตัว กิ้งกือหนึ่งตัวสามารถผลิตแก๊สพิษที่เป็นสารไฮโดรเจนไซยาไนด์ได้เกือบ 1 ออนซ์ นั่นมากพอที่จะฆ่าสัตว์ที่มีขนาดเท่าๆกับหนูได้อย่างสบาย ที่แปลกก็คือตัวแบล็ก ลีเมอร์ (Black Lemur) แห่งมาดากัสการ์ พัฒนาจมูกให้สามารถป้องกันพิษของกิ้งกือ ก่อนอื่นมันจะแหย่กิ้งกือให้ปล่อยพิษออกมา จากนั้นก็จะจับกิ้งกือถูเข้ากับตัวเองไปมา มันค้นพบว่ากลิ่นของกิ้งกือช่วยป้องกันยุงได้ดี และพิษของกิ้งกือมีผลเพียงเล็กน้อยกับตัวแบล็ก ลีเมอร์หรือมนุษย์
อย่างไรก็ตามมนุษย์คนนึงค้นพบวิธีประหลาดที่ใช้สารเคมีจากแมลงชนิดหนึ่ง นับหลายร้อยปีมาแล้ว มนุษย์เคยได้ยินเรื่องพลังของยาโป๊วที่ชื่อว่า แมลงวันสเปน ตัวยาเกิดจากแมลงปีกแข็งก่อกวนแมลงวันสเปนแล้วมันจะหลั่งของเหลวมีพิษคล้ายกับเนย ซึ่งถ้ากินเข้าไปจะเพิ่มการหมุนเวียนของโลหิต และกระตุ้นความต้องการทางเพศ นั่นเป็นสาเหตุที่มาคีส์ เด เซด (Marquis De Sade) ผสมแมลงวันสเปนไปในของหวานให้กับแขกของเขา โชคร้ายที่พวกเขาทานมากเกินไป ดังนั้นแทนที่จะรู้สึกถึงอารมณ์แห่งรัก พวกเขากลับล้มป่วย มาคีส์ถูกจองจำและถูกตัดสินในฐานะนักโทษอุกฉกรรจ์ ไม่มีใครใช้สารเคมีจากกิ้งกือในการทำเสน่ห์ อาจเป็นเพราะการดมไฮโดรเจนไซยาไนด์อาจทำลายอารมณ์โรแมนติกใดๆ ก็ได้
อันดับที่ 8 ผีเสื้อโมนาร์ช (Monarch Butterfly)
เมื่อคุณมีพิษเต็มตัวก็ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนอีกแล้ว นั่นเป็นสาเหตุที่สัตว์ในอันดับที่ 8 มีสีส้มดำฉูดฉาด นี่คือผีเสื้อโมนาร์ช (Monarch) ทุกฤดูหนาวของภูเขาใน Central Mexico คุณสามารถพบเห็นผีเสื้อโมนาร์ช 20,000 ตัวบนกิ่งไม้ และออกันอยู่ในบริเวณนี้กว่า 220 ล้านตัว พวกมันปลอดภัยอย่างแท้จริง เพราะไม่มีสัตว์ตัวไหนกล้าแตะต้องพวกมัน ก็เพราะต้นไม้ที่ชื่อ มิลค์วีด (Milkweed) มีสารพิษที่ชื่ออัลคาลอยด์ที่มีพิษร้ายแรงขนาดปริมาณแค่ 1 ออนซ์ ก็สามารถฆ่าแกะได้ ผีเสื้อโมนาร์ชตัวเมียอาศัยต้นมิลค์วีดเหล่านี้เพื่อเลี้ยงดูลูกของมัน ดักแด้ของโมนาร์ชกินมิลค์วีดกันอย่างเดียว พวกมันจำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนักจากแรกเกิดอีก 15 เท่า พวกมันถึงจะพร้อมกลายเป็นผีเสื้อ พวกมันจะสะสมอัลคาลอยด์ในเนื้อเยื่อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะมันต้องกินยาพิษที่ช่วยปกป้องพวกมันจากนักล่าในช่วงที่พวกมันมีชีวิต ผีเสื้อโมนาร์ชเป็นสัตว์พิษในอันดับที่ 8 เพราะการกลืนอัลคาลอยด์จะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน และหัวใจหยุดเต้นได้
ผีเสื้อโมนาร์ชไม่ใช่สัตว์ชนิดเดียวที่ใช้สารพิษจากพืช มนุษย์ก็เช่นกัน ผู้ปกครองของโรมโบราณทราบดีถึงการใช้ต้นไม้มีพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นเบลลาดอนนา (Belladonna) หรือ เดธลี่ ไนท์เชด (Deathly Nightshade) ที่เต็มไปด้วยอัลคาลอยด์ที่เต็มไปด้วยอะโทรปิน (Atropine) ซึ่งเป็นสารพิษ ในปริมาณที่พอเพียงสิ่งนี้อาจทำให้หัวใจล้มเหลว หนึ่งในนักโทษที่อื้อฉาวในประวัติศาสตร์ ลิเวียพระชายาของจักรพรรดิ ออกุสตัส (Augustus) บางคนเชื่อว่าพระนางใช้เบลลาดอนนา เพื่อวางยาพิษเหยื่อที่ไม่ได้คาดคิดรวมถึงพระสวามีของพระนาง
เมื่อตัวเต็มวัยของผีเสื้อโมนาร์ชออกจากดักแด้ของมัน พิษของตัวเต็มวัยก็พอๆ กับในตัวดักแด้เพราะมันสะสมอัลคาลอยด์อยู่ในเกล็ดบนปีกของมัน อย่างไรก็ตามมีการศึกษาว่าพิษของผีเสื้อโมนาร์ชนั้นลดลงตามอายุของมัน ก็เพราะเวลาที่ล่วงเลยเกล็ดบนปีกของมันก็เริ่มจะร่วงหล่น
อันดับที่ 7 แมลงปีกแข็งบอมบาร์ดิเออ (Bombardier)
บางครั้งคุณไม่ต้องการห้องทดลองที่ใช้ผสมยาพิษที่ร้ายแรงที่สุดในโลก สัตว์ในอันดับ 7 ของเราสามารถผลิตระเบิดในบั้นท้ายของมันเอง มันคือแมลงปีกแข็งบอมบาร์ดิเออ (Bombardier) มันไม่รอให้นักล่ามาลิ้มรสเรือนร่างที่มีพิษของมัน เมื่อแมลงบอมบาร์ดิเออเจอปัญหา มันปกป้องตัวเองด้วยการพ่นสารเคมีที่แสบร้อนจากด้านหลังของมันเอง ต่อมที่อยู่ด้านหลังของแมลงบอมบาร์ดิเออ ผลิตไฮโดรควิโนน สารเคมีมีพิษที่เราใช้เหมือนกับน้ำยาล้างฟิล์ม ต่อมอีกต่อมหนึ่งสร้างสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ สารเคมีแบบเดียวกับที่เราใช้เป็นเชื้อเพลิงจรวด เมื่อสารเคมีทั้งสองอย่างถูกรวมเข้าไว้ด้วยกัน ปฏิกิริยาความร้อนมีมากถึง 212 องศาเซลเซียส ละอองพิษที่แสบร้อนถูกดันออกไปจากหัวฉีดเล็กๆ ด้วยแรงระเบิดที่รวดเร็วสุดๆ มันสามารถฉีดพิษได้ถึง 700 ครั้งต่อวินาที
อันดับที่ 6 คางคกเคน (Cane Toad)
สัตว์ตัวนี้ผลิตพิษที่ทรงพลังพอที่จะทำให้หัวใจหยุดเต้น คางคกเคนอาจดูอ่อนแอแต่มันเต็มไปด้วยพิษ ต่อมที่ผลิตสารพิษอยู่ในผิวหนัง แต่พวกมันมารวมตัวกันอยู่ในบริเวณตรงหัวไหล่ ต่อมพวกนี้อยู่ในตำแหน่งที่ดีเยี่ยมเพื่อให้พิษเข้าไปในปากของนักล่าได้รวดเร็ว มันเป็นสัตว์ที่รักสงบและปล่อยสารพิษเมื่อรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในอันตรายเท่านั้น ไม่เคยมีใครตายเพราะคางคกเคนในออสเตรเลีย แต่มีครั้งหนึ่งที่คางคกมีส่วนในการฆาตกรรม เมื่อนักโบราณคดีขุดพบที่ตั้งมายันโบราณในอเมริกากลาง เขาพบกระดูกของคางคกหลายพันตัว มีข้อสันนิษฐานว่า นักบวชมายันรีดพิษของคางคกเพื่อใช้มันในพิธีบูชายัญ มันคือยาวิเศษในพิธีบวงสรวงของพวกเขา เมื่อเสพยาพิษนี้เข้าไป เหยื่อบูชายัญจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และถูกสังเวยให้กับเทพเจ้าที่น่ากลัว
อันดับที่ 5 งูเห่า (Cobra)
สัตว์ชนิดนี้พบวิธีพิเศษเพื่อใช้พิษในการหลบหนีปัญหา เลื้อยมาสู่อันดับที่ 5 นั่นก็คืองูเห่า พิษงูเห่าน้อยกว่า 1/10 ช้อนชา ก็สามารถฆ่ามนุษย์ได้แล้ว และมันสามารถใช้พิษของมันโดยไม่ต้องกัดเหยื่อ ในการขู่ของมัน มันสามารถพ่นพิษออกไปได้ไกล 11 ฟุต อย่างแม่นยำ การวิจัยระบุว่างูเห่าจะเล็งไปที่เนื้อเยื่อดวงตาที่มีความรู้สึกไว ที่ซึ่งพิษดูดซึมอย่างรวดเร็วและสามารถทำให้ตาบอดถาวร ได้มีการจำลองติดดวงตาไว้ที่หุ่น และแม้ว่าจะเปลี่ยนตำแหน่งไปที่ไหน งูเห่าก็จะพ่นพิษไปที่ดวงตาทุกครั้ง ความลับในความแม่นยำของงูเห่าอยู่ในโครงสร้างของเขี้ยว ในงูส่วนใหญ่พิษเดินทางผ่านช่องโพรงภายในฟันด้วยแรงดันต่ำ แต่ในงูเห่าพ่นพิษ ช่องทางเปิดในมุมที่เหมาะสมที่ปลายเขี้ยว พ่นพิษออกไปด้วยแรงดัน ก็เหมือนกับงูทุกชนิดพิษของงูเห่าประกอบด้วยโปรตีนและเอนไซม์ที่แตกต่างกันหลายร้อยชนิด ขณะที่งูเห่าพ่นพิษใช้มันเพื่อให้นักล่าถอยห่าง
อันดับที่ 4 นกพิทุย (Pitohui Bird)
นี่คือสัตว์ที่นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้ว่ามีพิษจนกระทั่งปี 1989 ก่อนหน้านั้นไม่มีใครรู้ว่าหนึ่งในนกกว่า 9,000 ชนิดจะมีพิษ จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งใช้ตาข่ายจับนกในปาปัวนิวกินีเพื่อศึกษา หลังการตรวจสอบนกที่มีชื่อว่า พิทุย (Pitohui) นักวิจัยเอานิ้วเข้าไปแหย่ในปาก เขาไม่รู้ว่าเขาถูกวางยาจนกระทั่งริมฝีปากและลิ้นของเขาเริ่มชา เขาเก็บตัวอย่างจากนกเพื่อส่งกลับสู่ห้องทดลอง การทดสอบยืนยันว่าผิวหนังและขนของนกพิทุยมีพิษที่ชื่อว่า เบทรัคโคท็อกซิน (Batrachotoxin) สามารถฆ่าหนูในไม่กี่นาที และยิ่งกว่านั้นยิ่งพิษแรงแค่ไหนนกก็จะยิ่งมีสีสดเท่านั้น มีการค้นพบว่านกพิทุยมีพิษน้อยที่สุดในสามพันธุ์ นกพิทุยสลับสีมีพิษปานกลาง และนกพิทุยที่มีแผงคอสีสดมีพิษมากที่สุด เชื่อกันว่าพิษของนกพิทุยอาจช่วยป้องกันปรสิตและป้องกันตัวจากนักล่า พิาไม่แรงพอที่จะฆ่าคนแต่มันอธิบายได้ว่าทำไมชาวปาปัวนิวกินีถึงตั้งฉายานกพิทุยว่านกสวะ พวกเขารู้ดีว่าถ้ากินนกพิทุย กลิ่นปากของพวกเขาจะเหม็นสุดๆ เมื่อนักวิจัยไปเยี่ยมนักธรรมชาติวิทยาชาวนิวกินี เพื่อค้นหาว่านกมีพิษได้อย่างไร พวกเขาร่วมกันวิจัยค้นพบว่า แมลงปีกแข็งที่นกพิทุยกินเข้าไปนั้นมี เบทรัคโคท็อกซิน (Batrachotoxin) เช่นกัน ดูเหมอืนว่านกพิทุยเป็นดั่งคำฝรั่งที่ว่า You are wat you eat จริงๆ และเป็นเรื่องน่าแปลกที่ไม่เฉพาะนกพิทุยที่มีพิษชนิดนี้เท่านั้น เราจะพบพิษนี้ได้ในสัตว์พิษอันดับต่อไป
อันดับที่ 3 หมึกบลูริงก์ (Blue Ring Octopus)
มันเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย และขนาดเพียงแค่ลูกกอล์ฟก็สามารถฆ่าคนได้ถึง 10 คน มันก็คือหมึกบลูริงก์ (Blue Ring Octopus) ชื่อของมันมาจากวงแหวนสีฟ้าสดใสของมัน และจะเปล่งแสงเตือนเฉพาะเวลาที่มันถูกคุกคาม มันมีสารพิษที่ชื่อนิวโรท็อกซิน (Neurotoxin) ที่ร้ายแรงยิ่งกว่าไซยาไนด์ หมึกใช้สารพิษเพื่อป้องกันตัวเองและจู่โจมเหยื่อ หมึกชนิดนี้สร้างพิษของมันโดยต่อมน้ำลายที่ถูกดัดแปลงสองต่อม แต่ละต่อมใหญ่เท่ากับสมองของมัน ขณะที่มันล่าเหยื่อ อาจจะขาดความแม่นยำอย่างงูเห่าพ่นพิษ แต่มันสามารถพ่นน้ำลายพิษหรือฉีดพิษเข้าไปจากการกัดโดยจงอยปากอันทรงพลังของมัน สารพิษจะค้นหาเซลล์ประสาทและปิดกั้นการควบคุมแรงดันไฟฟ้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย ในชั่วเวลาแค่ไม่กี่วินาที เหยื่อเป็นอัมพาตทันที ระบบหายใจเริ่มหยุดทำงาน หมึกบลูริงก์ก็จะกินอาหารโดยไม่มีการต่อสู้ มันไม่ได้สร้างพิษของมันเอง นักวิจัยค้นพบว่ามันเป็นพวกแบ็คทีเรียที่ผลิตนิวโรท็อกซินที่ร้ายแรง แบคทีเรียเหล่านี้อาศัยอยู่ในต่อมน้ำลายของหมึก
อันดับที่ 2 ปลาปักเป้า (Puffer Fish)
มันไม่ได้ดูอ่อนแอเหมือนอย่างที่เห็น อาวุธของมันคือสารพิษเตตร้าด็อกซิน (Tetrodotoxin) หนึ่งในสารพิษที่ร้ายแรงที่สุดในโลก เหมือนกับหมึกบลูริงค์ปลาปักเป้ามีแบ็คทีเรียในร่างกายที่ผลิตสาร เตตร้าด็อกซิน ว่ากันว่าร้ายแรงกว่าไซยาไนด์ 275 เท่า และทำให้เส้นประสาทของระบบหายใจเป็นอัมพาตไปเลย ปลาปักเป้าสะสมเตตร้าดอกวินไว้ในตัวของพวกมันได้ เพราะมันพัฒนาระบบประสาทให้มีภูมิต้านพิษ อย่างไรก็ตามมนุษย์ไม่มีภูมิต้านทานพิษชนิดนี้อย่างแน่นอน การกลืนชิ้นเนื้อปลาปักเป้าที่มีพิษเพียงขนาดเพียงหัวเข็มหมุด สามารถทำให้ถึงตายได้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้บางคนหยุดยั้งที่จะกินมัน ในญี่ปุ่นปลาปักเป้าเรียกว่า ฟุกุ เนื้อปลาปักเป้าเป็นอาหารชั้นหนึ่งที่ต้องเตรียมโดยผู้เชี่ยวชาญ พิษเตตร้าด็อกซินมีอยู่หนาแน่นในรังไข่ ลำไส้ และตับปลา ดังนั้นอวัยวะเหล่านี้ต้องขจัดออกอย่างระมัดระวัง และเนื้อต้องล้างอย่างทั่วถึงก่อนการเสิร์ฟ
อันดับที่ 1 กบลูกดอกพิษ (Poison Dart Frog)
สัตว์ที่มีพิษมากที่สุดในโลกอยู่ลึกไปในป่าฝนของอเมซอน โชคดีที่หาตัวพวกมันได้ง่าย มันคือกบลูกดอกพิษ พวกมันมีขนาดเพียงแค่ราวหัวแม่มือเท่านั้น และกบเพียงตัวเดียวมีพิษในผิวหนังที่จะฆ่าคนได้ถึง 50 คน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเหล่านี้ได้ชื่อของพวกมันก็เพราะชาวพื้นเมืองทาสารหลั่งจากผิวหนังของกบชนิดนี้ไว้ที่ปลายลูกดอกที่ใช้ล่าสัตว์ พิษรุนแรงกว่าเตตร้าด็อกซินที่พบในปลาปักเป้าถึงสิบเท่า และทำงานโดยการปิดกั้นการส่งผ่านของการกระตุ้นของเส้นประสาท และที่น่าแปลกก็คือพิษที่อยู่ในผิวหนังของพวกมันคือสาร เบทรัคโคท็อกซิน (Batrachotoxin) สารตัวเดียวกับที่พบในนกพิทุย (Pitohui) ในปาปัวนิวกินีที่อยู่ไกลออกไป แต่สารนี้พบในนกพิทุยในปริมาณที่น้อยกว่ามาก เป็นเรื่องแปลกว่า กบลูกดอกพิษและนกพิทุยเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร จนเมื่อเร็วๆ นี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ค้นพบว่า แมลงปีกแข็งที่นกพิทุยกินในปาปัวนิวกินี ก็พบในโคลัมเบียที่ซึ่งกบอาศัยอยู่เช่นเดียวกัน
*** นิวโรทอกซิน (Neurotoxin) เป็นกลุ่มสารพิษที่มีผลต่อระบบประสาท ในสัตว์ทะเลที่มีพิษส่วนใหญ่จะเป็นสารพิษในกลุ่มนี้ ยกตัวอย่างเช่นสารพิษ Tetrodotoxin ที่พบในปลาปักเป้าและหมึกบลูริงก์ ***
แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่ จัดอันดับ
อันดับที่ 10 ทากทะเล
ทะเลเป็นบ้านของสัตว์ต่างๆ ที่มีสารเคมีเป็นอาวุธ บางชนิดใช้มันเพื่อฆ่าเหยื่อ แต่บางชนิดใช้มันเพื่อขับไล่นักล่า สัตว์ชนิดนี้ไม่ได้สร้างพิษของมันเอง แต่มันใช้สารพิษจากดอกไม้ทะเล ดอกไม้ทะลมีสารพิษนิวโรท็อกซิน (Neurotoxin) อันทรงพลัง ซึ่งเก็บอยู่ในเซลล์เข็มจิ๋วจำนวนมาก เข็มพิษเหล่านี้สามารถเผยโฉมในเสี้ยววินาที แต่มีสัตว์ชนิดหนึ่งที่สามารถปลดอาวุธดอกไม้ทะเลนั่นก็คือทากทะเล ทากทะเลก็เหมือนหอยทากทะเล แต่ไม่มีเปลือกมาปกป้องตนเอง ดังนั้นสัตว์ชนิดนี้จึงต้องหาวิธีอื่นในการระวังตนเอง ทากทะเลไม่เพียงแค่กินดอกไม้ทะเล พวกมันยังขโมยเซลล์เข็มของดอกไม้ทะเลและเก็บเอาไว้ในปลายอวัยวะที่ยื่นออกมาจากปลายหลังของมัน นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้จริงๆ ว่าทากทะเลสามารถกลืนเซลล์เข็มของดอกไม้ทะเลโดยไม่เป็นอันตรายได้อย่างไร มีข้อสันนิษฐานว่า ในระบบการย่อยของมันทำให้สารพิษมีความเป็นกลางเมื่อย่อยแล้วเซลล์เข็มเหล่านี้ก็เดินทางไปสู่ส่วนปลายที่หลังของมัน ทากทะเลไม่สนเรื่องการพรางตัว มันแสดงความเป็นพิษของมันด้วยสีที่ฉูดฉาดและลวดลายที่เด่นชัด
อันดับที่ 9 กิ้งกือ ( Millipede)
มันเป็นสัตว์ที่รู้เรื่องแก๊สพิษเป็นอย่างดี ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่ากิ้งกือเป็นสัตว์กินพืชทีไม่มีอันตราย แต่ถ้ามันถูกคุกคามมันสามารถปล่อยกลิ่นที่แม้แต่นักล่าที่หิวโหยที่สุดยังต้องอุดจมูก ระบบป้องกันทางเคมีของกิ้งกือไม่ได้มาจากเท้าของมัน และทั้งๆที่มันมีเท้าถึง 750 ข้าง กิ้งกือก็ไม่สามารถวิ่งได้เร็วนัก ถ้ามันถูกคุกคามมันจะขดตัวม้วนเป็นก้อนกลม และปล่อยแก๊สพิษออกมาจากช่องข้างลำตัว กิ้งกือหนึ่งตัวสามารถผลิตแก๊สพิษที่เป็นสารไฮโดรเจนไซยาไนด์ได้เกือบ 1 ออนซ์ นั่นมากพอที่จะฆ่าสัตว์ที่มีขนาดเท่าๆกับหนูได้อย่างสบาย ที่แปลกก็คือตัวแบล็ก ลีเมอร์ (Black Lemur) แห่งมาดากัสการ์ พัฒนาจมูกให้สามารถป้องกันพิษของกิ้งกือ ก่อนอื่นมันจะแหย่กิ้งกือให้ปล่อยพิษออกมา จากนั้นก็จะจับกิ้งกือถูเข้ากับตัวเองไปมา มันค้นพบว่ากลิ่นของกิ้งกือช่วยป้องกันยุงได้ดี และพิษของกิ้งกือมีผลเพียงเล็กน้อยกับตัวแบล็ก ลีเมอร์หรือมนุษย์
อย่างไรก็ตามมนุษย์คนนึงค้นพบวิธีประหลาดที่ใช้สารเคมีจากแมลงชนิดหนึ่ง นับหลายร้อยปีมาแล้ว มนุษย์เคยได้ยินเรื่องพลังของยาโป๊วที่ชื่อว่า แมลงวันสเปน ตัวยาเกิดจากแมลงปีกแข็งก่อกวนแมลงวันสเปนแล้วมันจะหลั่งของเหลวมีพิษคล้ายกับเนย ซึ่งถ้ากินเข้าไปจะเพิ่มการหมุนเวียนของโลหิต และกระตุ้นความต้องการทางเพศ นั่นเป็นสาเหตุที่มาคีส์ เด เซด (Marquis De Sade) ผสมแมลงวันสเปนไปในของหวานให้กับแขกของเขา โชคร้ายที่พวกเขาทานมากเกินไป ดังนั้นแทนที่จะรู้สึกถึงอารมณ์แห่งรัก พวกเขากลับล้มป่วย มาคีส์ถูกจองจำและถูกตัดสินในฐานะนักโทษอุกฉกรรจ์ ไม่มีใครใช้สารเคมีจากกิ้งกือในการทำเสน่ห์ อาจเป็นเพราะการดมไฮโดรเจนไซยาไนด์อาจทำลายอารมณ์โรแมนติกใดๆ ก็ได้
อันดับที่ 8 ผีเสื้อโมนาร์ช (Monarch Butterfly)
เมื่อคุณมีพิษเต็มตัวก็ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนอีกแล้ว นั่นเป็นสาเหตุที่สัตว์ในอันดับที่ 8 มีสีส้มดำฉูดฉาด นี่คือผีเสื้อโมนาร์ช (Monarch) ทุกฤดูหนาวของภูเขาใน Central Mexico คุณสามารถพบเห็นผีเสื้อโมนาร์ช 20,000 ตัวบนกิ่งไม้ และออกันอยู่ในบริเวณนี้กว่า 220 ล้านตัว พวกมันปลอดภัยอย่างแท้จริง เพราะไม่มีสัตว์ตัวไหนกล้าแตะต้องพวกมัน ก็เพราะต้นไม้ที่ชื่อ มิลค์วีด (Milkweed) มีสารพิษที่ชื่ออัลคาลอยด์ที่มีพิษร้ายแรงขนาดปริมาณแค่ 1 ออนซ์ ก็สามารถฆ่าแกะได้ ผีเสื้อโมนาร์ชตัวเมียอาศัยต้นมิลค์วีดเหล่านี้เพื่อเลี้ยงดูลูกของมัน ดักแด้ของโมนาร์ชกินมิลค์วีดกันอย่างเดียว พวกมันจำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนักจากแรกเกิดอีก 15 เท่า พวกมันถึงจะพร้อมกลายเป็นผีเสื้อ พวกมันจะสะสมอัลคาลอยด์ในเนื้อเยื่อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะมันต้องกินยาพิษที่ช่วยปกป้องพวกมันจากนักล่าในช่วงที่พวกมันมีชีวิต ผีเสื้อโมนาร์ชเป็นสัตว์พิษในอันดับที่ 8 เพราะการกลืนอัลคาลอยด์จะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน และหัวใจหยุดเต้นได้
ผีเสื้อโมนาร์ชไม่ใช่สัตว์ชนิดเดียวที่ใช้สารพิษจากพืช มนุษย์ก็เช่นกัน ผู้ปกครองของโรมโบราณทราบดีถึงการใช้ต้นไม้มีพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นเบลลาดอนนา (Belladonna) หรือ เดธลี่ ไนท์เชด (Deathly Nightshade) ที่เต็มไปด้วยอัลคาลอยด์ที่เต็มไปด้วยอะโทรปิน (Atropine) ซึ่งเป็นสารพิษ ในปริมาณที่พอเพียงสิ่งนี้อาจทำให้หัวใจล้มเหลว หนึ่งในนักโทษที่อื้อฉาวในประวัติศาสตร์ ลิเวียพระชายาของจักรพรรดิ ออกุสตัส (Augustus) บางคนเชื่อว่าพระนางใช้เบลลาดอนนา เพื่อวางยาพิษเหยื่อที่ไม่ได้คาดคิดรวมถึงพระสวามีของพระนาง
เมื่อตัวเต็มวัยของผีเสื้อโมนาร์ชออกจากดักแด้ของมัน พิษของตัวเต็มวัยก็พอๆ กับในตัวดักแด้เพราะมันสะสมอัลคาลอยด์อยู่ในเกล็ดบนปีกของมัน อย่างไรก็ตามมีการศึกษาว่าพิษของผีเสื้อโมนาร์ชนั้นลดลงตามอายุของมัน ก็เพราะเวลาที่ล่วงเลยเกล็ดบนปีกของมันก็เริ่มจะร่วงหล่น
อันดับที่ 7 แมลงปีกแข็งบอมบาร์ดิเออ (Bombardier)
บางครั้งคุณไม่ต้องการห้องทดลองที่ใช้ผสมยาพิษที่ร้ายแรงที่สุดในโลก สัตว์ในอันดับ 7 ของเราสามารถผลิตระเบิดในบั้นท้ายของมันเอง มันคือแมลงปีกแข็งบอมบาร์ดิเออ (Bombardier) มันไม่รอให้นักล่ามาลิ้มรสเรือนร่างที่มีพิษของมัน เมื่อแมลงบอมบาร์ดิเออเจอปัญหา มันปกป้องตัวเองด้วยการพ่นสารเคมีที่แสบร้อนจากด้านหลังของมันเอง ต่อมที่อยู่ด้านหลังของแมลงบอมบาร์ดิเออ ผลิตไฮโดรควิโนน สารเคมีมีพิษที่เราใช้เหมือนกับน้ำยาล้างฟิล์ม ต่อมอีกต่อมหนึ่งสร้างสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ สารเคมีแบบเดียวกับที่เราใช้เป็นเชื้อเพลิงจรวด เมื่อสารเคมีทั้งสองอย่างถูกรวมเข้าไว้ด้วยกัน ปฏิกิริยาความร้อนมีมากถึง 212 องศาเซลเซียส ละอองพิษที่แสบร้อนถูกดันออกไปจากหัวฉีดเล็กๆ ด้วยแรงระเบิดที่รวดเร็วสุดๆ มันสามารถฉีดพิษได้ถึง 700 ครั้งต่อวินาที
อันดับที่ 6 คางคกเคน (Cane Toad)
สัตว์ตัวนี้ผลิตพิษที่ทรงพลังพอที่จะทำให้หัวใจหยุดเต้น คางคกเคนอาจดูอ่อนแอแต่มันเต็มไปด้วยพิษ ต่อมที่ผลิตสารพิษอยู่ในผิวหนัง แต่พวกมันมารวมตัวกันอยู่ในบริเวณตรงหัวไหล่ ต่อมพวกนี้อยู่ในตำแหน่งที่ดีเยี่ยมเพื่อให้พิษเข้าไปในปากของนักล่าได้รวดเร็ว มันเป็นสัตว์ที่รักสงบและปล่อยสารพิษเมื่อรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในอันตรายเท่านั้น ไม่เคยมีใครตายเพราะคางคกเคนในออสเตรเลีย แต่มีครั้งหนึ่งที่คางคกมีส่วนในการฆาตกรรม เมื่อนักโบราณคดีขุดพบที่ตั้งมายันโบราณในอเมริกากลาง เขาพบกระดูกของคางคกหลายพันตัว มีข้อสันนิษฐานว่า นักบวชมายันรีดพิษของคางคกเพื่อใช้มันในพิธีบูชายัญ มันคือยาวิเศษในพิธีบวงสรวงของพวกเขา เมื่อเสพยาพิษนี้เข้าไป เหยื่อบูชายัญจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และถูกสังเวยให้กับเทพเจ้าที่น่ากลัว
อันดับที่ 5 งูเห่า (Cobra)
สัตว์ชนิดนี้พบวิธีพิเศษเพื่อใช้พิษในการหลบหนีปัญหา เลื้อยมาสู่อันดับที่ 5 นั่นก็คืองูเห่า พิษงูเห่าน้อยกว่า 1/10 ช้อนชา ก็สามารถฆ่ามนุษย์ได้แล้ว และมันสามารถใช้พิษของมันโดยไม่ต้องกัดเหยื่อ ในการขู่ของมัน มันสามารถพ่นพิษออกไปได้ไกล 11 ฟุต อย่างแม่นยำ การวิจัยระบุว่างูเห่าจะเล็งไปที่เนื้อเยื่อดวงตาที่มีความรู้สึกไว ที่ซึ่งพิษดูดซึมอย่างรวดเร็วและสามารถทำให้ตาบอดถาวร ได้มีการจำลองติดดวงตาไว้ที่หุ่น และแม้ว่าจะเปลี่ยนตำแหน่งไปที่ไหน งูเห่าก็จะพ่นพิษไปที่ดวงตาทุกครั้ง ความลับในความแม่นยำของงูเห่าอยู่ในโครงสร้างของเขี้ยว ในงูส่วนใหญ่พิษเดินทางผ่านช่องโพรงภายในฟันด้วยแรงดันต่ำ แต่ในงูเห่าพ่นพิษ ช่องทางเปิดในมุมที่เหมาะสมที่ปลายเขี้ยว พ่นพิษออกไปด้วยแรงดัน ก็เหมือนกับงูทุกชนิดพิษของงูเห่าประกอบด้วยโปรตีนและเอนไซม์ที่แตกต่างกันหลายร้อยชนิด ขณะที่งูเห่าพ่นพิษใช้มันเพื่อให้นักล่าถอยห่าง
อันดับที่ 4 นกพิทุย (Pitohui Bird)
นี่คือสัตว์ที่นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้ว่ามีพิษจนกระทั่งปี 1989 ก่อนหน้านั้นไม่มีใครรู้ว่าหนึ่งในนกกว่า 9,000 ชนิดจะมีพิษ จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งใช้ตาข่ายจับนกในปาปัวนิวกินีเพื่อศึกษา หลังการตรวจสอบนกที่มีชื่อว่า พิทุย (Pitohui) นักวิจัยเอานิ้วเข้าไปแหย่ในปาก เขาไม่รู้ว่าเขาถูกวางยาจนกระทั่งริมฝีปากและลิ้นของเขาเริ่มชา เขาเก็บตัวอย่างจากนกเพื่อส่งกลับสู่ห้องทดลอง การทดสอบยืนยันว่าผิวหนังและขนของนกพิทุยมีพิษที่ชื่อว่า เบทรัคโคท็อกซิน (Batrachotoxin) สามารถฆ่าหนูในไม่กี่นาที และยิ่งกว่านั้นยิ่งพิษแรงแค่ไหนนกก็จะยิ่งมีสีสดเท่านั้น มีการค้นพบว่านกพิทุยมีพิษน้อยที่สุดในสามพันธุ์ นกพิทุยสลับสีมีพิษปานกลาง และนกพิทุยที่มีแผงคอสีสดมีพิษมากที่สุด เชื่อกันว่าพิษของนกพิทุยอาจช่วยป้องกันปรสิตและป้องกันตัวจากนักล่า พิาไม่แรงพอที่จะฆ่าคนแต่มันอธิบายได้ว่าทำไมชาวปาปัวนิวกินีถึงตั้งฉายานกพิทุยว่านกสวะ พวกเขารู้ดีว่าถ้ากินนกพิทุย กลิ่นปากของพวกเขาจะเหม็นสุดๆ เมื่อนักวิจัยไปเยี่ยมนักธรรมชาติวิทยาชาวนิวกินี เพื่อค้นหาว่านกมีพิษได้อย่างไร พวกเขาร่วมกันวิจัยค้นพบว่า แมลงปีกแข็งที่นกพิทุยกินเข้าไปนั้นมี เบทรัคโคท็อกซิน (Batrachotoxin) เช่นกัน ดูเหมอืนว่านกพิทุยเป็นดั่งคำฝรั่งที่ว่า You are wat you eat จริงๆ และเป็นเรื่องน่าแปลกที่ไม่เฉพาะนกพิทุยที่มีพิษชนิดนี้เท่านั้น เราจะพบพิษนี้ได้ในสัตว์พิษอันดับต่อไป
อันดับที่ 3 หมึกบลูริงก์ (Blue Ring Octopus)
มันเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย และขนาดเพียงแค่ลูกกอล์ฟก็สามารถฆ่าคนได้ถึง 10 คน มันก็คือหมึกบลูริงก์ (Blue Ring Octopus) ชื่อของมันมาจากวงแหวนสีฟ้าสดใสของมัน และจะเปล่งแสงเตือนเฉพาะเวลาที่มันถูกคุกคาม มันมีสารพิษที่ชื่อนิวโรท็อกซิน (Neurotoxin) ที่ร้ายแรงยิ่งกว่าไซยาไนด์ หมึกใช้สารพิษเพื่อป้องกันตัวเองและจู่โจมเหยื่อ หมึกชนิดนี้สร้างพิษของมันโดยต่อมน้ำลายที่ถูกดัดแปลงสองต่อม แต่ละต่อมใหญ่เท่ากับสมองของมัน ขณะที่มันล่าเหยื่อ อาจจะขาดความแม่นยำอย่างงูเห่าพ่นพิษ แต่มันสามารถพ่นน้ำลายพิษหรือฉีดพิษเข้าไปจากการกัดโดยจงอยปากอันทรงพลังของมัน สารพิษจะค้นหาเซลล์ประสาทและปิดกั้นการควบคุมแรงดันไฟฟ้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย ในชั่วเวลาแค่ไม่กี่วินาที เหยื่อเป็นอัมพาตทันที ระบบหายใจเริ่มหยุดทำงาน หมึกบลูริงก์ก็จะกินอาหารโดยไม่มีการต่อสู้ มันไม่ได้สร้างพิษของมันเอง นักวิจัยค้นพบว่ามันเป็นพวกแบ็คทีเรียที่ผลิตนิวโรท็อกซินที่ร้ายแรง แบคทีเรียเหล่านี้อาศัยอยู่ในต่อมน้ำลายของหมึก
อันดับที่ 2 ปลาปักเป้า (Puffer Fish)
มันไม่ได้ดูอ่อนแอเหมือนอย่างที่เห็น อาวุธของมันคือสารพิษเตตร้าด็อกซิน (Tetrodotoxin) หนึ่งในสารพิษที่ร้ายแรงที่สุดในโลก เหมือนกับหมึกบลูริงค์ปลาปักเป้ามีแบ็คทีเรียในร่างกายที่ผลิตสาร เตตร้าด็อกซิน ว่ากันว่าร้ายแรงกว่าไซยาไนด์ 275 เท่า และทำให้เส้นประสาทของระบบหายใจเป็นอัมพาตไปเลย ปลาปักเป้าสะสมเตตร้าดอกวินไว้ในตัวของพวกมันได้ เพราะมันพัฒนาระบบประสาทให้มีภูมิต้านพิษ อย่างไรก็ตามมนุษย์ไม่มีภูมิต้านทานพิษชนิดนี้อย่างแน่นอน การกลืนชิ้นเนื้อปลาปักเป้าที่มีพิษเพียงขนาดเพียงหัวเข็มหมุด สามารถทำให้ถึงตายได้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้บางคนหยุดยั้งที่จะกินมัน ในญี่ปุ่นปลาปักเป้าเรียกว่า ฟุกุ เนื้อปลาปักเป้าเป็นอาหารชั้นหนึ่งที่ต้องเตรียมโดยผู้เชี่ยวชาญ พิษเตตร้าด็อกซินมีอยู่หนาแน่นในรังไข่ ลำไส้ และตับปลา ดังนั้นอวัยวะเหล่านี้ต้องขจัดออกอย่างระมัดระวัง และเนื้อต้องล้างอย่างทั่วถึงก่อนการเสิร์ฟ
อันดับที่ 1 กบลูกดอกพิษ (Poison Dart Frog)
สัตว์ที่มีพิษมากที่สุดในโลกอยู่ลึกไปในป่าฝนของอเมซอน โชคดีที่หาตัวพวกมันได้ง่าย มันคือกบลูกดอกพิษ พวกมันมีขนาดเพียงแค่ราวหัวแม่มือเท่านั้น และกบเพียงตัวเดียวมีพิษในผิวหนังที่จะฆ่าคนได้ถึง 50 คน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเหล่านี้ได้ชื่อของพวกมันก็เพราะชาวพื้นเมืองทาสารหลั่งจากผิวหนังของกบชนิดนี้ไว้ที่ปลายลูกดอกที่ใช้ล่าสัตว์ พิษรุนแรงกว่าเตตร้าด็อกซินที่พบในปลาปักเป้าถึงสิบเท่า และทำงานโดยการปิดกั้นการส่งผ่านของการกระตุ้นของเส้นประสาท และที่น่าแปลกก็คือพิษที่อยู่ในผิวหนังของพวกมันคือสาร เบทรัคโคท็อกซิน (Batrachotoxin) สารตัวเดียวกับที่พบในนกพิทุย (Pitohui) ในปาปัวนิวกินีที่อยู่ไกลออกไป แต่สารนี้พบในนกพิทุยในปริมาณที่น้อยกว่ามาก เป็นเรื่องแปลกว่า กบลูกดอกพิษและนกพิทุยเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร จนเมื่อเร็วๆ นี้ นักวิทยาศาสตร์ก็ค้นพบว่า แมลงปีกแข็งที่นกพิทุยกินในปาปัวนิวกินี ก็พบในโคลัมเบียที่ซึ่งกบอาศัยอยู่เช่นเดียวกัน
*** นิวโรทอกซิน (Neurotoxin) เป็นกลุ่มสารพิษที่มีผลต่อระบบประสาท ในสัตว์ทะเลที่มีพิษส่วนใหญ่จะเป็นสารพิษในกลุ่มนี้ ยกตัวอย่างเช่นสารพิษ Tetrodotoxin ที่พบในปลาปักเป้าและหมึกบลูริงก์ ***
แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่ จัดอันดับ
15 สายพันธุ์สัตว์โลกสวยงามที่ใกล้สูญพันธุ์
15 สายพันธุ์สัตว์โลกสวยงามที่ใกล้สูญพันธุ์
1. เสือดาวหิมะ (Snow Leopard)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Uncia uncia หรือ Panthera uncia
เสือดาวหิมะเป็นสายพันธุ์แมวขนาดปานกลาง มีถิ่นกำเนิดตามเทือกเขาในเอเชียกลาง มันมีจำนวนราวๆ 3,500 ถึง 7,000 ตัว
2. นกฟลามิงโก (Flamingos)
นกฟลามิงโกเป็นสัตว์ที่อยู่ในวงศ์ Phoenicopteridae และอยู่ในจำพวกPhoenicopterus มีนกฟลามิงโกอยู่ 4 สายพันธุ์ในอเมริกา
3. แพนด้ายักษ์ (Giant Panda)
ขณะนี้ทั่วโลกมีแพนด้ายักษ์อยู่ประมาณ 1,590 ตัว
4. หมีขั้วโลก (Polar Bear)
หมีขั้วโลกมีชื่อวิทยาสาสตร์ว่า Ursus maritimus มีถิ่นกำเนิดขนาดใหญ่อยู่ที่อาร์คติคเซอร์เคิลที่ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรอาร์คติค
5. ปลามังกร, ปลาตะพัด, ปลาอะโรวาน่า (Arowana)
ปลามังกรเป็นปลากระดูกแข็ง อาศัยในน้ำจืด อยู่ในวงศ์ Osteoglossidae บางครั้งเรียกว่าปลาลิ้นกระดูก (Bonytongues)
6. แพะป่ามาร์คอร์ (Markhor)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Capra falconeri มีถิ่นกำเนิดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอัฟกานิสถาน อินเดียเหนือ (ตะวันตกเฉียงใต้ของจัมมูและแคชเมียร์) ภาคเหนือและภาคกลางของปากีสถาน มีประชากรตัวเต็มวัยน้อยกว่า 2,500 ตัว ซึ่งยังลดลงอย่างต่อเนื่อง
7. เสือดาว (Leopard)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Panthera pardus วงศ์ Felidae
จัดเป็นสายพันธุ์แมวขนาดใหญ่แต่มีขนาดเล็กที่สุดจาก 4 สายพันธุ์ อีก 3 สายพันธุ์คือ เสือ สิงโต และเสือจากัวร์
8.เสือเบงกอล, เสือโคร่ง, เสือลายพาดกลอน (Bengal Tiger)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Panthera tigris tigris หรือ Panthera tigris bengalensis
เป็นเสือสายพันธุ์หนึ่งพบมากในอินเดีย ตามข้อมูลขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ กองทุนสัตว์ป่าโลก (World Wide Fund for Nature-WWF) พบว่ามีเสือเบงกอลตามธรรมชาติอยู่ประมาณ 2,000 กว่าตัวทั่วโลก (1,411 ตัวในอินเดีย, 450 ตัวในบังคลาเทศ, 150 ตัวในเนปาล, 100 ตัวในภูฏาน ที่เหลืออยู่ในพม่า ไทย และจีน
9. ฮิโรลา (Hirola)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Beatragus hunteri หรือ Damaliscus hunteri
เป็นละมั่งสายพันธุ์หนึ่งพบในที่ราบป่าหญ้าแห้งที่อยู่ตรงชายแดนระหว่างเคนยาและโซมาเลีย ฮิโรลามีจำนวนวิกฤตที่จะสูญพันธ์ อยู่ประมาณ 500 ถึง 1,200 ตัวในธรรมชาติ
10. หมาใน, หมาแดง (Dhole)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cuon alpinus
มีจำนวนประมาณ 2,000 ตัวที่อาศัยอยู่ในป่า
11. หมาจิ้งจอกแดง (Red Fox)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Vulpes vulpes
เป็นสายพันธุ์หมาป่าขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในอเมริกาเหนือ ยูเรเชีย และแอฟริกาเหนือ
12. เพนกวินมาเจลลัน (Magellanic penguin)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Spheniscus magellanicus
อาศัยอยู่ในอเมริกาใต้ เช่นชายฝั่งทะเลของอาร์เจนติน่า ชิลี และ หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ และบางส่วนที่ย้ายถิ่นฐานไปบราซิล
13. กระรอกบินนัมดาฟา (Namdapha Flying Squirrel)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Biswamoyopterus biswasi
มันอาศัยอยู่บนต้นไม้ ออกหากินกลางคืน มีถิ่นฐานที่อินเดีย
14. หมาป่าหิมาลายัน (Himalayan Wolf)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Canis himalayensis
เป็นสายพันธุ์หมาป่าที่กำลังวิกฤตสูญพันธุ์ มีจำนวนประมาณ 350 ตัว
15. นกเงือกนาร์คอนแดม (Narcondam Hornbill)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Rhyticeros narcondami อยู่ในวงศ์ Bucerotidae
เป็นสายพันธุ์หนึ่งของนกเงือก อาศัยอยู่เฉพาะที่เกาะอินเดีย ในหมู่เกาะอันดามัน
บทความแนะนำ
1. เสือดาวหิมะ (Snow Leopard)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Uncia uncia หรือ Panthera uncia
เสือดาวหิมะเป็นสายพันธุ์แมวขนาดปานกลาง มีถิ่นกำเนิดตามเทือกเขาในเอเชียกลาง มันมีจำนวนราวๆ 3,500 ถึง 7,000 ตัว
2. นกฟลามิงโก (Flamingos)
นกฟลามิงโกเป็นสัตว์ที่อยู่ในวงศ์ Phoenicopteridae และอยู่ในจำพวกPhoenicopterus มีนกฟลามิงโกอยู่ 4 สายพันธุ์ในอเมริกา
3. แพนด้ายักษ์ (Giant Panda)
ขณะนี้ทั่วโลกมีแพนด้ายักษ์อยู่ประมาณ 1,590 ตัว
4. หมีขั้วโลก (Polar Bear)
หมีขั้วโลกมีชื่อวิทยาสาสตร์ว่า Ursus maritimus มีถิ่นกำเนิดขนาดใหญ่อยู่ที่อาร์คติคเซอร์เคิลที่ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรอาร์คติค
5. ปลามังกร, ปลาตะพัด, ปลาอะโรวาน่า (Arowana)
ปลามังกรเป็นปลากระดูกแข็ง อาศัยในน้ำจืด อยู่ในวงศ์ Osteoglossidae บางครั้งเรียกว่าปลาลิ้นกระดูก (Bonytongues)
6. แพะป่ามาร์คอร์ (Markhor)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Capra falconeri มีถิ่นกำเนิดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอัฟกานิสถาน อินเดียเหนือ (ตะวันตกเฉียงใต้ของจัมมูและแคชเมียร์) ภาคเหนือและภาคกลางของปากีสถาน มีประชากรตัวเต็มวัยน้อยกว่า 2,500 ตัว ซึ่งยังลดลงอย่างต่อเนื่อง
7. เสือดาว (Leopard)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Panthera pardus วงศ์ Felidae
จัดเป็นสายพันธุ์แมวขนาดใหญ่แต่มีขนาดเล็กที่สุดจาก 4 สายพันธุ์ อีก 3 สายพันธุ์คือ เสือ สิงโต และเสือจากัวร์
8.เสือเบงกอล, เสือโคร่ง, เสือลายพาดกลอน (Bengal Tiger)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Panthera tigris tigris หรือ Panthera tigris bengalensis
เป็นเสือสายพันธุ์หนึ่งพบมากในอินเดีย ตามข้อมูลขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ กองทุนสัตว์ป่าโลก (World Wide Fund for Nature-WWF) พบว่ามีเสือเบงกอลตามธรรมชาติอยู่ประมาณ 2,000 กว่าตัวทั่วโลก (1,411 ตัวในอินเดีย, 450 ตัวในบังคลาเทศ, 150 ตัวในเนปาล, 100 ตัวในภูฏาน ที่เหลืออยู่ในพม่า ไทย และจีน
9. ฮิโรลา (Hirola)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Beatragus hunteri หรือ Damaliscus hunteri
เป็นละมั่งสายพันธุ์หนึ่งพบในที่ราบป่าหญ้าแห้งที่อยู่ตรงชายแดนระหว่างเคนยาและโซมาเลีย ฮิโรลามีจำนวนวิกฤตที่จะสูญพันธ์ อยู่ประมาณ 500 ถึง 1,200 ตัวในธรรมชาติ
10. หมาใน, หมาแดง (Dhole)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cuon alpinus
มีจำนวนประมาณ 2,000 ตัวที่อาศัยอยู่ในป่า
11. หมาจิ้งจอกแดง (Red Fox)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Vulpes vulpes
เป็นสายพันธุ์หมาป่าขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในอเมริกาเหนือ ยูเรเชีย และแอฟริกาเหนือ
12. เพนกวินมาเจลลัน (Magellanic penguin)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Spheniscus magellanicus
อาศัยอยู่ในอเมริกาใต้ เช่นชายฝั่งทะเลของอาร์เจนติน่า ชิลี และ หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ และบางส่วนที่ย้ายถิ่นฐานไปบราซิล
13. กระรอกบินนัมดาฟา (Namdapha Flying Squirrel)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Biswamoyopterus biswasi
มันอาศัยอยู่บนต้นไม้ ออกหากินกลางคืน มีถิ่นฐานที่อินเดีย
14. หมาป่าหิมาลายัน (Himalayan Wolf)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Canis himalayensis
เป็นสายพันธุ์หมาป่าที่กำลังวิกฤตสูญพันธุ์ มีจำนวนประมาณ 350 ตัว
15. นกเงือกนาร์คอนแดม (Narcondam Hornbill)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Rhyticeros narcondami อยู่ในวงศ์ Bucerotidae
เป็นสายพันธุ์หนึ่งของนกเงือก อาศัยอยู่เฉพาะที่เกาะอินเดีย ในหมู่เกาะอันดามัน
![]() |
| สั่งซื้อหนังสือ อาณาจักรสัตว์ Grand Atlas of Animals |
โลกของเรามีสิ่งมีชีวิตต่างๆมากกว่า 1,300,000
สปีชีส์ที่อาศัยอยูทุกมุมโลกทั้งบนบกและในน้ำ
อาณาจักรสัตว์เล่มนี้จะพาคุณไปรู้จักสัตว์ต่างๆที่หลากหลายและน่าทึ่ง
รวมถึงแสดงลักษณะทางกายวิภาค,สรีรวิทยาและพฤติกรรมของสัตว์เหล่านั้น
ปกแข็ง ภาพสี่สี่ทั้งเล่ม อ่านง่าย เปิดโลกการเรียนรู้
บทความแนะนำ
จักรวาลมีขนาดใหญ่เท่าไหร่
จักรวาลมีขนาดใหญ่เท่าไหร่
ขณะที่มีพัฒนาเทคโนโลยี นักดาราศาสตร์จะสามารถมองย้อนกลับไปในเวลาที่ช่วงเวลาหลังจากที่บิ๊ก นี้อาจดูเหมือนเป็นนัยว่า จักรวาลทั้งหมดที่อยู่ภายในมุมมองของเรา แต่ขนาดของจักรวาลขึ้นจากหลาย รวมทั้งรูปร่างและขยาย จักรวาลมีขนาดใหญ่เพียง ความจริงก็คือ นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถใส่ตัวเลขมัน
เอกภพ
ใน 2013 ภารกิจขององค์การอวกาศยุโรปของพลังค์พื้นที่ออกแผนที่ที่แม่นยำ และละเอียดมากที่สุดเคยแผนที่แสงที่เก่าแก่ที่สุดของจักรวาล แผนที่เปิดเผยว่า จักรวาลเป็น 13.8 พันล้านปี พลังค์คำนวณอายุ โดยศึกษาพื้นหลังของจักรวาล
"แสงพื้นหลังของจักรวาลเป็นผู้เดินทางไกล และนานมาแล้ว Charles Lawrence นักวิทยาศาสตร์โครงการสหรัฐอเมริกาสำหรับภารกิจที่ห้องปฏิบัติการพ่นของนาซ่าในพาซาดีน่า แคลิฟอร์เนีย กล่าวในแถลงการณ์ "เมื่อมันมาถึง มันบอกเราเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จักรวาลของเรา"
เนื่องจากการเชื่อมต่อระหว่างระยะทางและความเร็วของแสง ซึ่งหมายความว่า นักวิทยาศาสตร์สามารถค้นหาเขตพื้นที่ที่อยู่ light-years 13.8 ล้านห่างกัน เช่นการเดินเรือในมหาสมุทรว่างเปล่า นักดาราศาสตร์บนโลกสามารถเปิดของกล้องโทรทรรศน์ให้เพื่อน light-years 13.8 พันล้านในทุกทิศทาง ซึ่งทำให้โลกภายในของทรงกลมสังเกตได้มีรัศมี 13.8 พันล้าน light-years คำว่า "สังเกตได้" คือ คีย์ ทรงกลมจำกัดสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สามารถดูแต่ไม่มีอะไร
แต่ว่าทรงกลมปรากฏ เกือบ 28 พัน light-years เส้นผ่านศูนย์กลาง ใหญ่กว่า นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า จักรวาลกำลังขยาย ดังนั้น ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์อาจเห็นจุดที่วาง light-years 13.8 พันล้านจากโลกเวลาของบิ๊กแบง จักรวาลได้อย่างต่อเนื่องเพื่อขยายช่วงอายุการใช้งาน ถ้าอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในอัตราคงที่ตลอดชีวิตของจักรวาล จุดเดียวกันว่า light-years 46 ล้านห่างกันวันนี้ ทำเส้นผ่าศูนย์กลางของเอกภพทรงกลมประมาณ 92 ล้าน light-years [วิดีโอ: แสงที่เก่าแก่ที่สุดในจักรวาล: วิธีการเดินทางกับเรา]
ศูนย์กลางทรงกลมบนตำแหน่งของโลกในพื้นที่อาจดูเหมือนจะ นำมนุษยชาติในศูนย์กลางของจักรวาล อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับที่เรือเดียวกันในมหาสมุทร เราไม่สามารถบอกที่เราอยู่ในช่วงขนาดใหญ่ของจักรวาล เพียง เพราะเรามองไม่เห็นที่ดินหมายความว่า เราอยู่ในใจกลางของมหาสมุทร เพียง เพราะเรามองไม่เห็นขอบของจักรวาล ไม่ได้หมายความ เราอยู่ในศูนย์กลางของจักรวาล
ยิ่งใหญ่
นักวิทยาศาสตร์วัดขนาดของจักรวาลในวิธีต่าง ๆ มากมาย พวกเขาสามารถวัดคลื่นจากจักรวาลต้น เรียกว่าแกว่งเสียงสสาร ที่เติมพื้นหลังของจักรวาล นอกจากนี้พวกเขายังสามารถใช้เทียนมาตรฐาน เช่นชนิด 1A ซูเปอร์โนวา เพื่อวัดระยะทาง อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้แตกต่างกันของการวัดระยะทางสามารถให้คำตอบ
วิธีการเปลี่ยนแปลงอัตราเงินเฟ้อก็ลึกลับ ในขณะที่การประเมินของ light-years 92 พันล้านมาจากความคิดในอัตราคงที่ของอัตราเงินเฟ้อ นักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดว่า อัตราที่จะชะลอตัวลง ถ้าจักรวาลขยายความเร็วของแสงในช่วงเงินเฟ้อ ควร 10 ^ 23 หรือ 100 sextillion
แทนการวัดวิธีหนึ่ง ทีมนักวิทยาศาสตร์นำ โดย Mihran Vardanyan ที่มหาวิทยาลัย Oxford ได้ทำการวิเคราะห์ทางสถิติของผลลัพธ์ทั้งหมด โดยทฤษฎีแบบจำลองเฉลี่ย ซึ่งมุ่งเน้นรูปแบบว่าจะเป็นต้องให้ข้อมูล แทนที่ถามแบบว่าตัวเองเหมาะกับข้อมูล พวกเขาพบว่าน้อยครั้ง 250 ใหญ่กว่าเอกภพ หรืออย่างน้อย 7 ล้าน light-years ทั่วจักรวาล
"ที่เป็นใหญ่ แต่จริงอย่างใกล้ชิดยิ่งมีข้อจำกัดมากมายที่รุ่นอื่น ๆ ตามรีวิวเทคโนโลยี MIT แรกที่รายงานเรื่องราว 2011
รูปร่างของจักรวาล
ขนาดของจักรวาลอย่างมากขึ้นอยู่กับรูปร่างของ นักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์ความเป็นไปได้ที่ว่า จักรวาลอาจปิดเช่นทรงกลม อนันต์ และในเชิงลบเช่นอาน โค้ง หรือแบน และอนันต์
จักรวาลจำกัดมีขนาดจำกัดที่สามารถวัดได้ นี้จะเป็นกรณีที่ในจักรวาลทรงกลมปิด แต่จักรวาลอนันต์มีขนาดไม่คำ
ตามนาซ่า นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า เอกภพแบนมีเพียงประมาณร้อยละ 0.4 ขอบของข้อผิดพลาด (ณ 2556) และที่สามารถเปลี่ยนแปลงความเข้าใจของจักรวาลมีขนาดใหญ่เพียง
"นี้แสดงให้เห็นว่า จักรวาลมีอนันต์ในขอบเขต "อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจักรวาลมีอายุแน่นอน เราสามารถสังเกตเห็นปริมาณมีจำกัดของจักรวาล เท่านั้นนาซ่ากล่าวว่า เว็บไซต์ของพวกเขา "ทั้งหมดที่เราสามารถสรุปได้อย่างแท้จริงคือว่า จักรวาลมีขนาดใหญ่กว่าเสียงที่เราสามารถสังเกตได้โดยตรง"
ขณะที่มีพัฒนาเทคโนโลยี นักดาราศาสตร์จะสามารถมองย้อนกลับไปในเวลาที่ช่วงเวลาหลังจากที่บิ๊ก นี้อาจดูเหมือนเป็นนัยว่า จักรวาลทั้งหมดที่อยู่ภายในมุมมองของเรา แต่ขนาดของจักรวาลขึ้นจากหลาย รวมทั้งรูปร่างและขยาย จักรวาลมีขนาดใหญ่เพียง ความจริงก็คือ นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถใส่ตัวเลขมัน
เอกภพ
ใน 2013 ภารกิจขององค์การอวกาศยุโรปของพลังค์พื้นที่ออกแผนที่ที่แม่นยำ และละเอียดมากที่สุดเคยแผนที่แสงที่เก่าแก่ที่สุดของจักรวาล แผนที่เปิดเผยว่า จักรวาลเป็น 13.8 พันล้านปี พลังค์คำนวณอายุ โดยศึกษาพื้นหลังของจักรวาล
"แสงพื้นหลังของจักรวาลเป็นผู้เดินทางไกล และนานมาแล้ว Charles Lawrence นักวิทยาศาสตร์โครงการสหรัฐอเมริกาสำหรับภารกิจที่ห้องปฏิบัติการพ่นของนาซ่าในพาซาดีน่า แคลิฟอร์เนีย กล่าวในแถลงการณ์ "เมื่อมันมาถึง มันบอกเราเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จักรวาลของเรา"
เนื่องจากการเชื่อมต่อระหว่างระยะทางและความเร็วของแสง ซึ่งหมายความว่า นักวิทยาศาสตร์สามารถค้นหาเขตพื้นที่ที่อยู่ light-years 13.8 ล้านห่างกัน เช่นการเดินเรือในมหาสมุทรว่างเปล่า นักดาราศาสตร์บนโลกสามารถเปิดของกล้องโทรทรรศน์ให้เพื่อน light-years 13.8 พันล้านในทุกทิศทาง ซึ่งทำให้โลกภายในของทรงกลมสังเกตได้มีรัศมี 13.8 พันล้าน light-years คำว่า "สังเกตได้" คือ คีย์ ทรงกลมจำกัดสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สามารถดูแต่ไม่มีอะไร
แต่ว่าทรงกลมปรากฏ เกือบ 28 พัน light-years เส้นผ่านศูนย์กลาง ใหญ่กว่า นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า จักรวาลกำลังขยาย ดังนั้น ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์อาจเห็นจุดที่วาง light-years 13.8 พันล้านจากโลกเวลาของบิ๊กแบง จักรวาลได้อย่างต่อเนื่องเพื่อขยายช่วงอายุการใช้งาน ถ้าอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในอัตราคงที่ตลอดชีวิตของจักรวาล จุดเดียวกันว่า light-years 46 ล้านห่างกันวันนี้ ทำเส้นผ่าศูนย์กลางของเอกภพทรงกลมประมาณ 92 ล้าน light-years [วิดีโอ: แสงที่เก่าแก่ที่สุดในจักรวาล: วิธีการเดินทางกับเรา]
ศูนย์กลางทรงกลมบนตำแหน่งของโลกในพื้นที่อาจดูเหมือนจะ นำมนุษยชาติในศูนย์กลางของจักรวาล อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับที่เรือเดียวกันในมหาสมุทร เราไม่สามารถบอกที่เราอยู่ในช่วงขนาดใหญ่ของจักรวาล เพียง เพราะเรามองไม่เห็นที่ดินหมายความว่า เราอยู่ในใจกลางของมหาสมุทร เพียง เพราะเรามองไม่เห็นขอบของจักรวาล ไม่ได้หมายความ เราอยู่ในศูนย์กลางของจักรวาล
ยิ่งใหญ่
นักวิทยาศาสตร์วัดขนาดของจักรวาลในวิธีต่าง ๆ มากมาย พวกเขาสามารถวัดคลื่นจากจักรวาลต้น เรียกว่าแกว่งเสียงสสาร ที่เติมพื้นหลังของจักรวาล นอกจากนี้พวกเขายังสามารถใช้เทียนมาตรฐาน เช่นชนิด 1A ซูเปอร์โนวา เพื่อวัดระยะทาง อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้แตกต่างกันของการวัดระยะทางสามารถให้คำตอบ
วิธีการเปลี่ยนแปลงอัตราเงินเฟ้อก็ลึกลับ ในขณะที่การประเมินของ light-years 92 พันล้านมาจากความคิดในอัตราคงที่ของอัตราเงินเฟ้อ นักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดว่า อัตราที่จะชะลอตัวลง ถ้าจักรวาลขยายความเร็วของแสงในช่วงเงินเฟ้อ ควร 10 ^ 23 หรือ 100 sextillion
แทนการวัดวิธีหนึ่ง ทีมนักวิทยาศาสตร์นำ โดย Mihran Vardanyan ที่มหาวิทยาลัย Oxford ได้ทำการวิเคราะห์ทางสถิติของผลลัพธ์ทั้งหมด โดยทฤษฎีแบบจำลองเฉลี่ย ซึ่งมุ่งเน้นรูปแบบว่าจะเป็นต้องให้ข้อมูล แทนที่ถามแบบว่าตัวเองเหมาะกับข้อมูล พวกเขาพบว่าน้อยครั้ง 250 ใหญ่กว่าเอกภพ หรืออย่างน้อย 7 ล้าน light-years ทั่วจักรวาล
"ที่เป็นใหญ่ แต่จริงอย่างใกล้ชิดยิ่งมีข้อจำกัดมากมายที่รุ่นอื่น ๆ ตามรีวิวเทคโนโลยี MIT แรกที่รายงานเรื่องราว 2011
รูปร่างของจักรวาล
ขนาดของจักรวาลอย่างมากขึ้นอยู่กับรูปร่างของ นักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์ความเป็นไปได้ที่ว่า จักรวาลอาจปิดเช่นทรงกลม อนันต์ และในเชิงลบเช่นอาน โค้ง หรือแบน และอนันต์
จักรวาลจำกัดมีขนาดจำกัดที่สามารถวัดได้ นี้จะเป็นกรณีที่ในจักรวาลทรงกลมปิด แต่จักรวาลอนันต์มีขนาดไม่คำ
ตามนาซ่า นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า เอกภพแบนมีเพียงประมาณร้อยละ 0.4 ขอบของข้อผิดพลาด (ณ 2556) และที่สามารถเปลี่ยนแปลงความเข้าใจของจักรวาลมีขนาดใหญ่เพียง
"นี้แสดงให้เห็นว่า จักรวาลมีอนันต์ในขอบเขต "อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจักรวาลมีอายุแน่นอน เราสามารถสังเกตเห็นปริมาณมีจำกัดของจักรวาล เท่านั้นนาซ่ากล่าวว่า เว็บไซต์ของพวกเขา "ทั้งหมดที่เราสามารถสรุปได้อย่างแท้จริงคือว่า จักรวาลมีขนาดใหญ่กว่าเสียงที่เราสามารถสังเกตได้โดยตรง"
5 ปริศนาที่ไร้คำอธิบายของจักรวาล
กำเนิดดวงอาทิตย์
กำเนิดเอกภพ
7 สิ่งมหัศจรรย์ในระบบสุริยะจักรวาล
SPACE บนอวกาศอันไกลโพ้นยังมี ความจริงที่น่ารู้อีกแยะ!!!
สตีเฟ่น ฮอว์คิง (Stephen Hawking) กับคำถามสำคัญของเอกภพ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




+1.jpg)
+2.jpg)
.jpg)
+1.jpg)
+2.jpg)
+1.jpg)
+2.jpg)
+1.jpg)
+2.jpg)
+1.jpg)
.png)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)






