สารคดีเรื่อง The dark side of AI นำเสนออีกด้านหนึ่งของปัญญาประดิษฐ์ที่หลายคนมองข้าม โดยเจาะลึกถึงเบื้องหลังความสะดวกสบายที่เราได้รับว่าต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง ดังนี้:
แรงงานที่ถูกมองข้าม ระบบ AI ไม่ได้ทำงานด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์ แต่ต้องพึ่งพาแรงงานมนุษย์หลายล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา (Global South) เพื่อทำหน้าที่ติดป้ายกำกับข้อมูล (Data Annotation) และคัดกรองเนื้อหาที่รุนแรงและเป็นอันตรายเพื่อให้ AI เรียนรู้ แรงงานเหล่านี้มักได้รับค่าจ้างต่ำ ทำงานภายใต้สภาวะที่กดดัน และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพจิต (เช่น ภาวะ PTSD)
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐานของ AI เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data centers) ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล ทั้งกระแสไฟฟ้า พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และน้ำจำนวนมากในการหล่อเย็น รวมถึงการขุดเจาะแร่ธาตุหายากที่สร้างมลพิษให้กับโลก
อุดมการณ์เบื้องหลัง นำเสนอแนวคิด Long-termism และ Tescril (กลุ่มความเชื่อของเหล่าผู้บริหารใน Silicon Valley) ที่เชื่อว่าความก้าวหน้าของ AI จะนำไปสู่การสร้างอนาคตที่ยิ่งใหญ่ในอีกหลายพันปีข้างหน้า ซึ่งคนกลุ่มนี้ใช้เป็นข้ออ้างในการมองข้ามความทุกข์ยากของมนุษย์และผลกระทบทางนิเวศวิทยาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ความเหลื่อมล้ำและอำนาจ บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มีอิทธิพลและอำนาจทางการเงินสูงมาก ทำให้สามารถกำหนดทิศทางของโลกและหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบต่อแรงงานได้อย่างแยบยล โดยวิดีโอสรุปว่าเทคโนโลยีเหล่านี้อาจไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติทุกคนอย่างที่กล่าวอ้างเสมอไป แต่เป็นระบบที่สร้างขึ้นบนความเปราะบางของคนกลุ่มหนึ่งเพื่อผลกำไรของคนอีกกลุ่มหนึ่ง
เบื้องหลังความล้ำสมัยของ AI นั้นต้องอาศัยการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาล ซึ่งสามารถแบ่งผลกระทบหลักๆ ออกได้เป็น 3 ด้าน ดังนี้:
1. การใช้ไฟฟ้าและการปล่อยมลพิษ:
การประมวลผลของ AI ในศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ต้องการพลังงานไฟฟ้าสูงมาก โดยคาดการณ์ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นจนกินสัดส่วนถึง 3% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งโลกภายในปี 2030 ทั้งนี้ การใช้งาน AI ในแต่ละคำสั่ง (Prompt) ยังใช้พลังงานสูงกว่าการค้นหาข้อมูลทั่วไปบนเสิร์ชเอนจินหลายเท่าตัว ซึ่งหากแหล่งที่มาของพลังงานยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ก็จะเป็นการเร่งปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง
2. การใช้น้ำอย่างมหาศาล:
ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องใช้ระบบหล่อเย็นเพื่อป้องกันเซิร์ฟเวอร์ร้อนเกินไป โดยอาจใช้น้ำได้สูงถึง 5 ล้านแกลลอนต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับความต้องการใช้น้ำของเมืองขนาดกลาง นอกจากนี้ยังมีการใช้น้ำทางอ้อมในการผลิตไฟฟ้าเพื่อจ่ายเข้าสู่ระบบด้วย ส่งผลให้ในหลายพื้นที่ที่มีปัญหาภัยแล้ง การตั้งศูนย์ข้อมูลอาจกลายเป็นการแย่งชิงทรัพยากรน้ำกับชุมชนในท้องถิ่น
3. การขุดเจาะแร่ธาตุหายาก:
ฮาร์ดแวร์ที่ใช้สำหรับ AI (เช่น ชิปประมวลผล GPU และหน่วยความจำ) ต้องใช้แร่ธาตุหายากและโลหะสำคัญมากมาย อาทิ ทองแดง, ลิเธียม, โคบอลต์ และแร่ธาตุในกลุ่ม Rare Earth Elements กว่า 30 ชนิด
กระบวนการผลิต: การขุดเจาะและสกัดแร่เหล่านี้ทำให้เกิดการทำลายระบบนิเวศ การปนเปื้อนของน้ำ และการสร้างของเสียที่เป็นพิษ
ผลกระทบทางสังคม: มักพบปัญหาการขุดเจาะที่ไม่ได้มาตรฐานและสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยในพื้นที่ทำเหมือง ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุนทางสังคมที่สูงมากเพื่อให้ได้มาซึ่งชิ้นส่วนอิ
เล็กทรอนิกส์เหล่านี้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น