ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

ผัดพริกแกงไก่

ผัดพริกแกงไก่


เครื่องปรุง

เนื้ออกไก่ หั่นชิ้นพอคำ 150 กรัม
พริกแกงเผ็ด 1 ช้อนโต๊ะ
ถั่วฝักยาว 150 กรัม
พริกชี้ฟ้า หั่นชิ้น 3 เม็ด
ใบมะกรูดหั่นฝอย 4 ใบ
กระเทียมสับ 1 หัว
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 2 ช้อนชา

วิธีทำ1. ตั้งกระทะ ไฟปานกลาง เจียวกระเทียมให้พอหอม ใส่ไก่ที่หั่นไว้ลงผัดให้สุก เติมพริกแกงเผ็ดและน้ำสะอาดลงไปนิดหน่อย ผัดให้เข้ากัน (ควรชิมเพราะพริกแกงเผ็ดแต่ละแห่งมีความเผ็ดและความเค็มไม่เท่ากัน หากไม่เผ็ดพอให้เติมพริกแกงเพิ่ม)
2. เติมถั่วฝักยาวลงผัด แล้วเติมซีอิ๊วขาวและน้ำตาล ผัดให้เข้ากัน แล้วเติมพริกและใบมะกรูดหั่นฝอย ผัดพอเข้ากัน เสิร์ฟ

หมายเหตุ
- ถ้าหากอยากให้มีรสเผ็ดของพริกชี้ฟ้าให้นำลงผัดกับกระเทียม
- สามารถเติมน้ำลงไปอีกหากชอบรับประทานแบบขลุกขลิก และให้ชิมรส ปรุงรสเพิ่ม

ขอบคุณ  โหระพาดอทคอม

ทาร์ตผลไม้




ส่วนผสมคัสตาร์ดครีมซอส

ผงคัสตาร์ดสำเร็จรูป 3 ช้อนโต๊ะ
นมสด 1 1/4 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
เนยสด 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. ละลายนมสด 1/4 ถ้วยตวง กับผงคัสตาร์ดเข้าด้วยกัน เตรียมไว้
2. นำนมสดที่เหลือตั้งไฟ เติมน้ำตาลทรายและเนยสดคนจนส่วนผสมเดือด
3. เติมส่วนผสมคัสตาร์ดที่เตรียมไว้ กวนต่อจนส่วนผสมข้น ยกลง

ส่วนผสมแป้งทาร์ต
ไข่ไก่ 1 ฟอง
ไข่แดง 1 ฟอง
น้ำตาลทราย 75 กรัม
เนยสด 150 กรัม
แป้งเค้ก 250 กรัม
ผลไม้สด
วานิลลาครีมสำหรับตกแต่ง

วิธีทำ
1. ใช้มือผสมแป้งเค้กและเนยสดเข้าด้วยกัน จึงเติมน้ำตาลทราย
2. เติมไข่ไก่และไข่แดงลงไปผสมจนส่วนผสมกลายเป็นเนื้อเดียวกัน
3. กรุใส่พิมพ์ทาร์ตและใช้ส้อมเจาะให้เป็นรู
4. นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นาน 15 นาที หรือจนทาร์ตเป็นสีเหลืองอ่อน
5. ตกแต่งด้วยการบีบวานิลลาครีมลงในทาร์ตและจัดเรียงด้วยผลไม้ต่างๆให้น่ารับประทาน
(สามารถทาแยมแอพริคอตเพื่อเพิ่มรสชาติและความสวยงามได้ค่ะ)

ขอบคุณ  โหระพาดอทคอม 

ขนมโตเกียว


ส่วนผสม
แป้งสาลีร่อนแล้ว 2 ถ้วยตวง
เกลือ 1/4 ช้อนชา
ไข่ไก่ 2 ฟอง
เนยละลาย 2 ช้อนโต๊ะ
ผงฟู 5 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 11/2 ถ้วยตวง
นมสด 2 ถ้วยตวง
วานิลา 1 ช้อนโต๊ะ
ไส้ครีม
นมข้นจืดระเหย 1 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 11/2 ถ้วยตวง
เกลือ 1/4 ช้อนชา
เนยสด 1/4 ถ้วยตวง
น้ำ 1 ถ้วยตวง
ไข่ไก่ 2 ฟอง
แป้งข้าวโพด 3/4 ถ้วยตวง
วานิลา 2 ช้อนชา
ไส้เผือก
เผือกนึ่งแล้วบด 500 กรัม
น้ำมัน 1/4 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 11/2 ถ้วยตวง

วิธีทำ ตัวแป้ง 1. แป้งสาลีร่อนแล้วตวงผสมผงฟูเกลือแล้วร่อนอีก 2 ครั้งพักไว2. ตีไข่ให้ขึ้นฟูใส่น้ำตาลทีละน้อยจนหมดไข่ขึ้นฟู3. ใส่แป้งสลับกับนมจนหมดผสมให้เข้ากันใส่เนยละลายวานิลาผสมพอเข้ากันพักไว้ประมาณ 20 นาที
4. ตั้งกระทะแบนบนเตาใช้ไฟอ่อนพอกระทะร้อน หยอดแป้งให้เป็นแผ่นกลม พอเหลืองใส่ไส้ม้วนให้กลม กดหัวท้ายให้สวย

ไส้ครีม ตีไข่กับน้ำตาลให้ขึ้น ใส่เกลือ น้ำ นม แป้งข้าวโพด เนยสด วานิลา คนให้เข้ากัน ใส่หม้อตุ๋น ตั้งไฟตุ๋นจนข้นยกลง ทิ้งไว้ให้เย็น
ไส้เผือก เผือกนึ่งสุกบดให้ละเอียด ผสมน้ำตาล น้ำมัน กวนจนแป้ง ทิ้งไว้ให้เย็น
ขอบคุณ  โหระพาดอทคอม

ความรู้เรื่องการทำเค้ก


เค้ก เป็นขนมชนิดหนึ่งมักจะทำจากส่วนผสมหลัก 4 อย่าง คือแป้ง น้ำตาล ไข่ และไขมัน มีลักษณะเนื้อละเอียดนุ่มรสชาติอร่อย นิยมใช้ในงานปีใหม่ วันเกิดเป็นต้น
ชนิดของเค้กโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ1.เค้กที่มีส่วนผสมของไขมันเป็นหลัก เช่น เค้กเนย
2.เค้กที่มีไข่เป็นส่วนผสมเป็นหลัก เช่นเค้กถ้วย เค้กญี่ปุ่นที่ 1 และชนิดที่ที่ 2 ผสมกันเช่น ซิฟฟอนเค้กเทคนิคในการทำเค้กทั่วๆ ไป
เทคนิคการทำเค้กทั่วไป1.ควรร่อนแป้งทุกครั้งก่อนนำมาตวงเพื่อให้อากาศเข้าแทรกระหว่างเนื้อแป้งทำให้แป้งฟูและเบา ถ้าจะใช้วิธีชั่งก็ต้องร่อนก่อนชั่ง
2.เนย หรือเนยเทียม ถ้าเป็นเนยสดจะตีหรือคนได้โดยง่ายต้องนำออกจากตู้เย็นก่อนนำมาใช้ แต่ไม่ควรนำไปตั้งไฟเพื่อเร่งให้อ่อนตัวเร็วขึ้นเพราะจะทำให้เนยสดละลายและ เหลวเกินไปซึ่งไม่สามารถตีให้ขึ้นฟูได้ ถ้าเป็นเนยเทียมหรือมากกลิ่นไม่เก็บในตู้เย็น
3.ใน กรณีที่ทำเค้กที่มีปริมาณน้ำตาลสูง มักนิยมตีแป้งกับเนยก่อนจึงเติมส่วนผสมอื่นๆ สำหรับน้ำตาลทรายควรละลายในส่วนผสมของ ของเหลวก่อนแล้วจึงเติมลงในส่วนผสมเพราะจะทำให้เปลือกขนมที่อบแล้วนุ่มขึ้น
4.การ ตีส่วนผสมเค้กชนิดที่มีไขมันเป็นหลัก ควรใช้พายยางปาดข้างอ่างผสมและที่ตีเสมอๆ เพื่อช่วยให้ส่วนผสมเข้ากับได้ง่ายขึ้นนอกจากนี้ควรหยุดเครื่องตีก่อนจึงใช้ พายปาดทุกครั้ง
5.การ เติมไข่หรือส่วนผสมที่เป็นของเหลวควรค่อยๆ เติมลงไปทีละน้อยหรือแบ่งเติมไปทีละส่วน ไม่ควรใส่หมดในทีเดียว ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ไขมันแยกตัวออกจากส่วนผสม
6.ใน การผสมเค้กในช่วงสุดท้าย มักจะเป็นการผสมนมหรือของเหลวอื่นสลับกับแป้งเป็นส่วนผสมสุดท้ายเพื่อ ป้องกันการแยกตัวของไขมัน ในส่วนผสมอื่นและเพื่อให้แป้งดูดซึมของเหลวบางส่วนไว้
7.ไข่ไก่ที่เหมาะในการทำขนมเค้กควรเป็นไข่ไก่สด และต้องไม่แช่ตู้เย็น
8.ใน การทำเค้กชนิดที่มีส่วนผสมของไข่เป็นหลัก ควรร่อนแป้งลงในส่วนผสมอื่นๆ หรือใช้วิธีตะล่อมแป้งให้เข้ากันทีละน้อย เพราะจะทำให้แป้งค่อยๆ ดูดซึมของเหลวและไม่จับตัวเป็นก้อน ทำให้ผสมกันได้มากขึ้น
9.ใน การตีไข่ขาวหรือไข่แดง สำหรับเค้กชนิดที่ต้องตีไข่ให้ขึ้นฟูควรตีด้วยความเร็วสูง จนไข่เริ่มตั้งยอดอ่อนๆ จึงเติมน้ำตาลลงทีละน้อยและเมื่อส่วนผสมของไข่ขาวและน้ำตาล เริ่มฟูเป็นฟองขึ้นจึงลดความเร็วลง ใช้ความเร็วปานกลางเพื่อให้ฟองอากาศยังคงอยู่ในส่วนผสม ข้อควรระวังการตีไข่ขาวนั้นอุปกรณ์เครื่องใช้ทุกอย่างได้แก่อ่างผสมที่ตี พายยางจะต้องสะอาดและแห้งสนิท ไม่เปื้อนไขมัน ไข่ขาวไม่ควรมีส่วนของไข่แดงปนอยู่แม้แต่น้อย
10.ใน การอบเค้กทุกชนิด ควรจุดเตาอบให้อุณหภูมิของเตาอบได้ตามความต้องการ ถ้าอบขนมให้มีลักษณะดีเหลือง สม่ำเสมอผู้ทำต้องศึกษาการใช้เตาอบนั้นๆ จนเกิดความเคยชิน
11.การ ทดสอบว่าเค้กที่อบสุกหรือยังนั้น ทำได้โดย ใช้ไม้ปลายแหลมจิ้มตรงกลางขนมถ้าไม่มีเศษขนมติดไม้ออกมาแสดงว่าสุกและสัง เกตุว่าขอบขนมร่อนออกจากพิมพ์โดยรอบ
12.การอบ เค้กควรวางพิมพ์ให้อยู่กึ่งกลางเตาอบให้มากที่สุด หรือเมื่อต้องการอบอบพร้อมกันสองพิมพ์ หรือมากกว่านั้น ควรจัดวางพิมพ์ห่างกันประมาณ 1 นิ้ว ไม่ควรวางพิมพ์ชิดหรือติดผนังเตาอบถ้าอบทั้งสองชั้น ก็ควรวางสับหว่างกัน
13.ในการรองเค้ก ไม่ควรเปิดเตาอบขณะขนมกำลังขึ้น ถ้าจำเป็นจะต้องเปิดเตาอบดูขนบ ควรเปิดอย่างช้าๆ มิฉะนั้นขนมจะไม่ขึ้น และยุบได้

ลักษณะของเค้กที่ดี
1.สีของผิวรอบนอกควรเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาลอ่อนสม่ำเสมอ
2.สีของเนื้อใน เป็นไปตามส่วนผสมเช่นเค้กเนยก็เป็นสีเหลืองอ่อน เค้กช็อคโกแลตก็เป็นสีน้ำตาล
3.ลักษณะของ ของรอบนอก เรียบสม่ำเสมอกัน
4.การขึ้นฟูเป็นไปตาม ปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ผลิตได้ น้ำหนักเบาเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณของขนม
5.ลักษณะของหน้าขนม มัน เรียบ ไม่นูนเป็นแห่งๆ
6.กลิ่นหอม ชวนรับประทาน เป็นไปตามส่วนผสมที่ใส่แต่ต้องไม่มีกลิ่นหืน
7.ลักษณะของเนื้อในต้องละเอียด ไม่แน่น หนัก มีความชื้น ไม่ร่วนหรือแฉะ
8.มีความนุ่มนวล นิ่มเมื่อเอามือแตะเบาๆ จะสปริงหรือหยุ่นกลับที่เดิม เนื้อจะไม่แน่น
9.รสชาติกลมกล่อมเป็นไปตามส่วนผสมไม่ควรมีรสชาติผิดแผก แปลกออกไป เช่น รถเฝื่อนเป็นต้น

สาเหตุที่ทำให้เค้กเสียและวิธีการแก้ไข
การ ทำเค้กที่ดีจะต้องอาศัยเทคนิคแล้วยังต้องมีประสบการณ์ สัดส่วนและสิ่งที่ทำอย่างถูกต้อง ข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นเสมอและวิธีแก้ไขดังนี้
1.เค้กหน้าไม่เรียบ ฟู และแตก วิธีแก้ไข ก็คือใช้ที่ปาด(สแปดตูส่ง)แตะน้ำมันพืชทาบนเนื้อขนมก่อนเข้าอบ
2.เค้ก ยุบตรงกลางเป็นเพราะอุณหภูมิในการอบไม่ถูกต้องใช้ไฟอ่อนหรือไฟแรงเกินไป ควรปรับอุณหภูมิให้ถูกต้อง หรืออาจใส่ผงฟูหรือน้ำตาลมากเกินไป เป็นเพราะเคลื่อนย้ายเค้ก หรือเปิดเตาอบขณะเค้กกำลังขึ้น
3.ผิวหน้าเค้กแฉะ เป็นเพราะอบไว้ไม่สุกดี วิธีแก้ไขควรอบให้สุก ตรวจสอบอุณหภูมิของเตาอบ
4.เค้ก ที่มีรูใหญ่ๆ เป็นเพราะส่วนผสมแห้งเกินไป ผสมกันไม่ทั่ว เทเค้กลงในพิมพ์ไม่ต่อเนื่อง วิธีแก้ไขควรผสมให้เข้ากันอย่างทั่วถึง เทเค้กลงพิมพ์ให้ต่อเนื่องกัน ไล่อากาศก่อนเข้า เตาอบโดยเคาะพิมพ์เบาๆ หรือใช้พายยางลากไปมาในเนื้อขนมก่อนนำเข้าเตาอบ
5.เนื้อ เค้กแห้ง เป็นเพระตีไข่ขาวนานเกินไป หรืออบนานเกินไปวิธีแก้ไขควรตีไข่ขาวถึงจุดที่ต้องการเท่านั้นไม่ควรอบนาน เกินไปตรวจสอบอุณหภูมิอย่างถูกต้อง
ขอบคุณ โหระพาดอทคอม

ขนมปังฝรั่งเศส


frenchbread.jpg
ส่วนผสมสปองจ์

แป้งสาลีทำขนมปัง 3 1/2 ถ้วยตวง
น้ำ 1 ถ้วยตวง
ยีสต์ 1 1/2 ช้อนชา
ส่วนผสมโด
แป้งสาลีสำหรับทำขนมปัง 1 ถ้วยตวง
น้ำเย็น 1/4 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 1 1/2 ช้อนชา
เกลือ 1 1/2 ช้อนชา
เนยขาว 1 1/2 ช้อนชา
วิธีทำ
1.  ผสมส่วนผสมของสปองจ์ ให้เข้ากันแล้วหมักไว้ 3 ชั่วโมง
2.  เติมส่วนผสมของโด ยกเว้นเนยขาวลงในแป้งที่หมัก ผสมจนเข้ากันดี
3.  เติมเนยขาวลงไป นวดแป้งจนเหนียวได้ที่ พักแป้งไว้ประมาณ 15 นาที
4.  ตัดแบ่งแป้งออกเป็น 3 ส่วน แต่ละส่วนหนัก 270 กรัม ปั้นเป็นรูปหมอน พักแป้งไว้ประมาณ 15 นาที
5.  คลึงแป้งออกเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หนาประมาณ 1/4 นิ้ว ม้วนแบบแยมโรลเป็นท่อนยาวประมาณ 15 นิ้ว วางบนถาดโรยแป้งไว้
6.  รอให้ขนมปังขึ้นประมาณ 30 นาที หรือขึ้นประมาณ 3/4 ของแป้งที่ขึ้นได้เต็มที่
7
.  ย้ายแป้งออกจากถาดมาวางบนตะแกรงลวด ทาผิวขนมปังด้วยน้ำให้ทั่ว ใช้มีดบั้งเป็นเส้นทแยงมุม 4-5 บั้ง นำเข้าอบไฟ 350 องศาฟาเรนไฮต์ ประมาณ 30 นาที หรือจนกระทั่งผิวแข็งกรอบ นำออกจากเตาอบ

================================================
โด (Dough) หมายถึง ส่วนผสมดิบที่มีลักษณะเหนียว เกิดจากการผสมแป้งของเหลวและส่วนผสมอื่นๆ
สปองจ์ (Sponge) หมายถึง การเตรียมส่วนผสมขั้นแรกในการทำขนมปังแบบ 2 ขั้นตอน โดยส่วนผสม แป้ง น้ำ ยีสต์ แล้วหมักแป้งโฮลวีทหรือแป้งรำ คือ แป้งที่โม่จากเมล็ดข้าวสาลี ซึ่งล้างสะอาดทั้งเมล็ด และมีส่วนประกอบต่าง ๆ ของเมล็ดข้าวสาลี ในปริมาณตามธรรมชาติครบถ้วน
เอ็มเพล็กซ์ (Emplex) เป็นตัวช่วยให้ขนมปังเนื้อนุ่มละเอียด และทำให้เก็บขนมไว้ได้สดนานขึ้น 
ขอบคุณ  โหระพาดอทคอม

ข้าวห่อสาหร่ายทอดกรอบ


saraitod.jpgส่วนประกอบ
- ข้าวหอมมะลิ 4 ถ้วยตวง
- ข้าวเหนียว 3/4 ถ้วยตวง
- น้ำเปล่า 4 1/2 ถ้วยตวง
- น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
- น้ำส้มสายชู 6 ช้อนโต๊ะ
- น้ำเปล่า 1/4 ถ้วยตวง
- เกลือป่น 1/8 ช้อนชา
- สาหร่าย 3 แผ่น
- แผ่นเปาะเปี๊ยะ 6 แผ่น
- ปูอัด 6 แท่ง
- ซุกคินีหั่นแท่งยาว 6 แท่ง
- ชีสแผ่น 6 แผ่น
- น้ำมันพืช 3 ถ้วยตวง
- น้ำสลัด 1/2 ถ้วยตวง
- วาซาบิ 1 ช้อนโต๊ะ
- ผักสลัดตามชอบ

วิธีทำ 
- ผสมข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียวเข้าด้วยกัน ซาวน้ำ 1 ครั้ง รินน้ำออกให้หมด
- ผสมข้าวกับน้ำเปล่า นำไปหุงจนสุก
- ทำน้ำปรุงข้าวโดยผสมน้ำตาลทราย น้ำเปล่า น้ำส้มสายชู เกลือป่น เข้าด้วยกัน นำไปตั้งไฟเคี่ยวพอเหนียวเล็กน้อย ยกลงพักไว้ให้เย็น
- ตวงข้าวสุก 3 ถ้วยตวง ใส่ลงในภาชนะผึ่งข้าวพอให้อุ่น ตวงน้ำปรุงข้าวในข้อที่ 3 ประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงในข้าวให้ทั่ว คลุกข้าวกับน้ำปรุงให้เข้ากัน ปิดภาชนะพักไว้ให้ข้าวอิ่มน้ำ
- วางแผ่นเปาะเปี๊ยะลงในภาชนะ วางแผ่นสาหร่ายซ้อนทับ เกลี่ยวข้าวให้กระจายออก หนาบางเท่าๆ กัน โดยให้เหลือพื้นที่ริมขอบประมาณ 1 นิ้ว
- วางแผ่นชีส ปูอัด ซุกคินี ห่อแผ่นเปาะเปี๊ยะโดยการม้วนด้านบนลงมา พับริมทั้ง 2 ข้าง ม้วนทับจนหมดแท่ง ทาริมขอบแผ่นแป้งด้วยแป้งเปียก ม้วนให้กลมแน่น
- ตั้งน้ำมันให้ร้อน ไฟกลาง ใส่ข้าวห่อสาหร่ายทอดพอให้เหลืองกรอบ ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน
- จัดเสิร์ฟคู่กับน้ำสลัดผสมวาซาบิ และผักสลัดตามชอบ
ขอบคุณ  โหระพาดอทคอม

ส้มตำ 18 นางฟ้ากับหนึ่งมารร้าย

credit HORAPA.COM
สรรพคุณ- ป้องกันการเกิดมะเร็ง
- ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งในร่างกาย
- ลดไขมันในร่างกาย
- ควบคุมน้ำหนักตัว
- ยับยั้งกระบวนการเสื่อมในร่างกายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ชะลอความชรา
- ใช้เป็นอาหารในเมนูเจได้

ชื่ออื่น
"ส้มตำผลไม้เจ"
"ส้มตำผลไม้ต้านมะเร็ง"

เครื่องปรุง
18 นางฟ้า
สาลี่ ฝรั่งสาลี่
แครอท องุ่นแดง
มะเฟือง องุ่นเขียว
ชมพู่แดง แห้วจีนต้ม
แก้วมังกร สตรอเบอรี่
พุทรายักษ์ แอปเปิ้ลแดง
แอปเปิ้ลเขียว ถั่วลิสงคัด คั่วเอง
สับปะรดกรอบ มะม่วงมันอมเปรี้ยว
มะเขือเทศราชินี มะละกอดิบหรือห่าม

หนึ่งมารร้าย พริกขี้หนูสวนเม็ดเล็ก
น้ำปรุงส้มตำเกลือ
น้ำผึ้ง
มะนาว
น้ำตาลทราย
น้ำมะขามเปียก
น้ำตาลปี๊บอย่างดี

วิธีทำและเคล็ดลับ
- เครื่องปรุงทุกชนิดต้องสดและเป็นชนิดที่กำหนด
- ล้างให้สะอาด หั่นเป็นลูกเต๋าเท่าๆกัน แช่เย็นรอปรุง
- ปอกเปลือกเฉพาะที่จำเป็นเพราะสารต้านมะเร็งอยู่ที่เปลือกมาก
- ผลไม้ที่หั่นแล้วดำ ให้แช่น้ำเย็นปนเกลือเล็กน้อย

น้ำส้มตำ
เคี่ยว น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย น้ำมะขามเปียก เกลือ ชิมให้รสชาติเข้มข้น เปรี้ยว เค็ม หวาน เมื่อปิดไฟแล้วเติมมะนาวและน้ำผึ้ง เพื่อความหอม น่ารับประทาน ชิมให้แน่ใจในรสชาติที่ต้องการ

วิธีรับประทาน
- ตักนางฟ้าทั้ง 18 องค์ องค์ละเท่าๆกัน ลงในชามคลุก
- เติมหนึ่งมารร้าย ให้เผ็ดเท่าที่ต้องการ หรือไม่ใส่ก็ได้
- ตักน้ำส้มตำปริมาณพอเหมาะ คลุกรวมทั้งหมด
- เสิร์ฟ รับประทานทันที ไม่คลุกทิ้งไว้

อภินิหารต้านมะเร็งมาจากไหน?อาหาร จากพืช ผัก ผลไม้ ธัญพืช เครื่องเทศ เห็ดและใบชา เป็นแหล่งให้สารอาหารต้านมะเร็งที่สำคัญ เพราะมีใยอาหาร มีวิตามิน A C E และสารผัก  Phytochemical/Phytonutrient มากมาย ออกฤทธิ์เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์และออกฤทธิ์ผ่านขบวนการต่างๆ ทำให้สามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งและการเจริญของเซลล์มะเร็ง โดยสามารถหาข้อมูลการวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่ทั้งในประเทศและต่างประเทศอ่านได้

ส้มตำ 18 นางฟ้าและหนึ่งมารร้าย ประกอบด้วยสารสำคัญทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น จะเรียบเรียงลงเพื่อให้มีความเข้าใจง่าย โดยมีคำย่อดังต่อไปนี้
A = วิตามินเอ B = เบต้าแคโรทีน
C = วิตามินซี E = วิตามินอี
F = ใยอาหาร P = สารป้องกันมะเร็งในผัก
T = Tonic อายุวัฒนะ

ผัก ผลไม้ ธัญพืช โดยทั่วไปจะมี A B C F P อยู่แล้วเป็นหลัก จึงอนุมานได้ว่า ตำรับส้มตำผลไม้นี้อุดมไปด้วยสารป้องกันมะเร็ง ผลไม้ใด/เครื่องปรุงใด มีสารที่ควรรู้จักเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษจาก A B C F P จะบอกไว้ในตารางดังต่อไปนี้
ลำดับ
นางฟ้ากับมารร้าย
สารต้านมะเร็ง
1
สับปะรด
A B C F P
2
ฝรั่ง
A B C F P
3
แครอท
A B C F P
4
มะเขือเทศ
ไลโคปีน
5
แห้วจีน
A F
6
แอปเปิ้ลแดง
A B C F P
7
แอปเปิ้ลเขียว
A B C F P
8
พุทรายักษ์
A B C F P
9
สาลี่
A B C F P
10
แก้วมังกร
A B C F P
11
มะม่วง
A B C F P
12
องุ่นแดง
ไบโอเฟลโวนอยด์
13
องุ่นเขียว
A B C F P
14
ชมพู่แดง
A B C F P
15
มะละกอ
ฟาลาซิน
16
มะเฟือง
A B C F P
17
สตรอเบอรี่
A B C F P
18
ถั่วลิสง
E F
19
พริกขี้หนูสวน
แคบไซซิน
20
มะนาว
ลิโมนีน
21
น้ำมะขามเปียก
C F
22
น้ำผึ้ง
T
รู้ป้องกัน รู้หลีกเลี่ยง ไม่ต้องเสี่ยงกับมะเร็ง

ขอบคุณข้อมูลจากเอกสารเผยแพร่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ลูกชิ้นหมู

credit HORAPA.COM


ส่วนผสม
หมูสันนอก 300 กรัม
เกลือ 2 ช้อนชา
แป้งสาลี 2 ช้อนชา
พริกไทยดำ 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ
1. ล้างเนื้อหมู แล้วปล่อยให้สะเด็ดน้ำ
2. นำเนื้อหมูมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
3. นำมาบดด้วยเครื่องบดอาหาร จนเนื้อละเอียด
4. ผสมเกลือ แป้งสาลี และพริกไทยดำ แล้วเคล้าจนเข้ากัน จึงนวดจนเนื้อเนียนดี
5. หมักไว้ประมาณ 2 -3 ชั่วโมง
6. นำหมูที่หมักได้ที่แล้วมาบีบ โดยนำหมูกำไว้ในมือแล้วบีบให้ออกทางด้านบน จะเห็นเป็นก้อนกลมๆ แล้วใช้ช้อนตักลงในน้ำที่เดือด ลูกชิ้นที่สุกแล้วจะลอยขึ้นด้านบน

นกลองทำแล้วก็อร่อยดีนะคะ ถ้าอยาก ให้เป็นหมูพริกไทยดำ ให้ใช้พริกไทยเม็ดแล้วนำมาบดให้พอแตก จึงนำมาเคล้ากับหมูบด ทำทานเองไม่ต้องกลัวสารปนเปื้อน และยังสะอาดอีกด้วยนะคะ ทำไม่ยากด้วยนะคะ

ต้มจับฉ่าย

credit  HORAPA.COM


ส่วนผสม
ผักคะน้า 400 กรัม
กะหล่ำปลี 500 กรัม
กวางตุ้ง 700 กรัม
แครอท 200 กรัม
หัวไชเท้า 100 กรัม
ปีกบนไก่ 7 ชิ้น
รากผักชี 5 ราก
พริกไทยขาว (เม็ด) 2 ช้อนชา
น้ำสะอาด 3 ลิตร
ซีอิ๊วขาว 1 ถ้วย
เกลือ 1/2 ช้อนโต๊ะ
หมายเหตุ
สามารถ เพิ่มผักอื่นๆ และลดปริมาณผักที่อยู่ในสูตรลงได้ตามชอบค่ะ จะใช้ปีกไก่บนเยอะหน่อยก็ได้นะคะ ถ้าชอบทานเนื้อสัตว์ ให้เพิ่มหมูสามชั้นได้ค่ะ

วิธีทำ
1. ล้างผักให้สะอาด แช่ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที (ผสมเกลือลงไปเพื่อทำความสะอาด)
2. ต้มน้ำให้เดือดไว้รอ
3. นำผักมาหั่น ให้ได้ขนาดพอดีคำ แครอทและหัวไชเท้าหั่นแว่น
4 นำรากผักชีและพริกไทยเม็ดมาตำให้เข้ากัน
5. ผักรากผักชีและเม็ดพริกไทยที่ตำมาผัดกับน้ำมันเล็กน้อยให้พอหอม จากนั้นนำปีกบนไก่ หรือหมูสามชั้นลงมาผัดให้เข้ากัน
6. เมื่อน้ำเดือดให้นำส่วนผสมในข้อ 5 ลงไปต้ม
7. ลดไฟเหลือไฟปานกลาง ให้นำผักลงไปต้ม
8. ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและเกลือ จากนั้นให้หรี่ไฟลง ต้มไว้ประมาณ 20 นาที

เพิ่มเติม
ต้ม จับฉ่ายหม้อนี้ทานได้หลายวันค่ะ เวลาอุ่นให้ใช้ไฟอ่อนๆ จนเดือดแล้วปิดไฟ ไม่ควรปล่อยไว้นาน ถ้าน้ำงวดลงไปมากจะเค็ม , ผักต่างสามารถเพิ่มหรือลดได้ตามชอบ ใครที่ชอบกลิ่นหอมของขึ้นฉ่ายก็สามารถใส่ลงไปได้ค่ะ
พิเศษ
สามารถ นำจับฉ่ายแทนน้ำซุปสำหรับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้ด้วยค่ะ ได้ประโยชน์จากผักและเนื้อไก่ คุณยายของนกมักจะนำมาประกอบกันเสมอค่ะ ท่านไม่ค่อยชอบทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่อยากจะลอง ก็เลยนำจับฉ่ายนี่ล่ะมาเพิ่มด้วย ในครอบครัวก็เลยลองทานกัน ปรากฎว่าอร่อยถูกใจค่ะ ลองดูนะคะ

อาจจะดูเหมือนว่าเยอะ แต่ว่าเวลาเราได้ซดน้ำซุปร้อนๆ จะรู้สึกคล่องคอ ไม่ต้องทานข้าวเยอะเลยค่ะ ทานแต่จับฉ่ายก็ได้นะคะ ในช่วงนี้หมูแพงก็ใช้ไก่แทน

ซี่โครงหมูต้มผักดอง

credit HORAPA.COM
เครื่องปรุง
- ซี่โครงหมู 150 กรัม
- น้ำเปล่า 1 ลิตร 
- รสดี 1 ช้อนโต๊ะ
- รากผักชี 3 ราก 
- กระเทียมบุบ 3 กลีบใหญ่ 
- ผักกาดดองโรซ่า
 หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ 3 กระป๋อง
- เกลือ พอประมาณ
- พริกไทย พอประมาณ
- ผักชีเด็ดเป็นใบ
 หรือขึ้นฉ่ายหั่น โรยหน้า
- กระเทียมเจียว โรยหน้า

วิธีทำ
1. เปิดเตาแม่เหล็กของโตชิบาให้ร้อน นำหม้อหางใส่น้ำ รากผักชี กระเทียมบุบ ตั้งไฟให้ร้อน
2. ใส่ซี่โครงหมูลงไปต้มให้ซี่โครงหมูสุกนุ่ม ใส่ผักกาดดองที่หั่นไว้ลงไปต้มให้เดือด
3. ปรุงรสด้วย รสดี เกลือ พริกไทย ชิมรสตามชอบ
4. ตักใส่ถ้วย โรยหน้าด้วย ขึ้นฉ่าย และกระเทียม เจียว เสิร์ฟร้อน ๆ
Tip: - การต้มผักกาดดอง ควรใส่น้ำผักกาดดองลงไปด้วย จะช่วยชูรสให้ดีขึ้น
- ผักกาดดองควรจะต้มแค่พอสุก ร้อนและกรอบอยู่ ถึงจะอร่อย

ปลาหมึกยัดไส้ทอดพริกไทยกระเทียม

credit HORAPA.COM


เครื่องปรุง-ส่วนผสม

1. ปลาหมึก ตัวขนาดกลาง
2. ไก่สับ หรือหมูสับ
3. วุ้นเส้น
4. รากผักชี กระเทียม และพริกไทย
5. ซีอิ๊วขาว

ลงมือเข้าครัว
1. นำปลาหมึก ที่ลอกหนังออกเรียบร้อยแล้ว มาล้างให้สะอาด ควักไส้ออกให้เรียบร้อย
2. จากนั้นนำไก่สับ(หรือหมูสับ)ไปคลุกกับรากผักชี กระเทียม พริกไทยที่โขลกแล้ว ตามด้วยวุ้นเส้นที่ลวกแล้ว ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวเล็กน้อย
3. เมื่อส่วนผสมของไส้เข้ากันดีแล้ว ก็นำส่วนผสมยัดไปในตัวปลาหมึก
4. ตั้งกระทะให้ร้อน ก่อนจะใส่รากผักชี กระเทียม พริกไทยที่โขลกจนเข้ากัน(ในการโขลกครั้งที่ 2 นี้ ควรใส่กระเทียมหลังสุด เพราะเนื้อกระเทียมจะได้ไม่เละจนเกินไป) และตามด้วยปลาหมึก ใช้ไฟอ่อน(มิฉะนั้น อาจะทำให้กระเทียมของคุณไหม้ก่อนที่ปลาหมึกจะสุกได้) เพื่อให้เนื้อในของไส้สุกอย่างทั่วถึง ที่สำคัญ ควรใช้ไม้จิ้มฟัน เจาะลงไปตามตัวของปลาหมึก เพื่อให้ความร้อนกระจาย ไส้ภายในปลาหมึกจะได้สุกอย่างทั่วถึง
5. ลองนำไม้จิ้มฟันจิ้มดูอีกครั้ง ถ้าไม่มีน้ำในตัวปลาหมึก หรือเนื้อไก่ที่เป็นไส้ด้านในติดขึ้นมา แสดงว่าใช้ได้แล้ว ก่อนที่จะจัดใส่จาน เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ

น้ำสลัดเพื่อสุขภาพ

credit HORAPA.COM
1.มันฝรั่ง 100 กรัม
2.แครอทต้มสุก 50 กรัม
3.ฟักทองต้มสุก 50 กรัม
4.น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง
5.นมสดพร่องมันเนย 1/4 ถ้วยตวง
6.น้ำตาล 2 ช้อนชา
7.เกลือป่น 2 ช้อนชา
8.น้ำมันพืช 1 ช้อนชา

จากนั้น ลงมือปรุง...
- นำมันฝรั่ง แครอท และฟักทองปั่นรวมกัน
- เติมนมสดพร่องมันเนย และน้ำเปล่า
- นำส่วนผสมที่ได้ขึ้นตั้งไฟ พอเริ่มอุ่นให้ปรุงรสได้ตามต้องการ

ง่ายๆ แค่นี้ แถมยังใช้เวลาเพียงน้อยนิด คุณก็จะได้น้ำสลัดมาทานกับผักสด ช่างเป็นเมนูที่น่าอร่อย ได้สุขภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลด หรือควบคุมน้ำหนัก เพราะทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน (ถ้าทำตามสูตร) หากทำแล้วทานไม่หมด สามารถนำไปแช่ตู้เย็นเก็บไว้ได้นานอีกต่างหาก

สลัดผลไม้

credit  HORAPA.COM

ส่วนผสม
- ผลไม้ตามฤดูกาล แนะนำว่าให้ใช้ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเล็กน้อย เพื่อเพิ่มรสชาติ
- น้ำส้มคั้น 1/4 ถ้วย
- น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือ 1 ช้อนชา

ลงมือเข้าครัว
- นำผลไม้ที่เตรียมไว้มาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอคำ ถ้าเป็นแอปเปิ้ล หลังจากหั่นแล้ว ก็นำไปแช่น้ำเกลือ เพื่อไม่ให้เนื้อแอปเปิ้ลดำ หรือถ้าเป็นองุ่นก็แค่แกะเป็นเม็ด ๆ พอค่ะ
 
- นำน้ำส้มคั้น น้ำผึ้ง เกลือ และน้ำมะนาว มาผสมให้เข้ากัน ชิมรส จากนั้นก็เทใส่แก้ว พักไว้เตรียมเป็นน้ำสลัด
 
- นำผลไม้ที่เตรียมไว้จัดใส่ชาม จัดเสิร์ฟพร้อมน้ำสลัดที่ทำจากน้ำส้มคั้น หรือถ้าจะรับประทานเลย ก็ราดน้ำสลัดที่เตรียมไว้ลงไปได้เลย

เมนูจานนี้ นอกจากจะให้วิตามินที่ช่วยป้องกันโรคหวัดแล้ว ยังเหมาะกับสาวๆ ที่ต้องการจะลด หรือควบคุมน้ำหนักด้วยนะคะ

ยำตำลึงทอดกรอบ

credit  HORAPA.COM


ส่วนผสม
ยอดตำลึงเด็ดเป็นใบ 300 กรัม
กุ้งชีแฮ้ตัวเล็ก 100 กรัม
น้ำมันสำหรับทอด 3 ถ้วยตวง

ส่วนผสมน้ำยำ
น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 5 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ  1 1/2 ช้อนโต๊ะ
กะทิ (มะพร้าว 100 กรัม น้ำ 3 ช้อนโต๊ะ) 1/2 ถ้วยตวง
พริกขี้หนูซอย 5 เม็ด

ส่วนผสมแป้งชุบ
แป้งทอดกรอบ 1 ถ้วยตวง
แป้งข้าวเจ้า 1/2 ถ้วยตวง
น้ำเย็นจัด 1-2 ถ้วยตวง

วิธีทำ 1. ล้างยอดและใบตำลึง ใส่ตะแกรงพักให้สะเด็ดน้ำ
2. ล้างกุ้งทั้งเปลือก ตัดหนวดกุ้งออก พักในตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ
3. ทำแป้งชุบโดยใส่แป้งทอดกรอบ แป้งข้าวเจ้า น้ำเย็นจัด ลงอ่างผสม ผสมด้วยตะกร้อจนเข้ากันดี นำไปแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาจนส่วนผสมเย็นจัด
4. ทำน้ำยำโดยผสมน้ำพริกเผา น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ น้ำมะนาว กะทิเข้าด้วยกันในถ้วย ใส่พริกขี้หนูซอยคนพอทั่วพักไว้
5. ตั้งกระทะน้ำมันด้วยไฟกลางจนร้อน นำใบและยอดตำลึงชุบแป้งให้ทั่ว ใส่ลงทอดให้สุกกรอบ ตักขึ้นบนกระดาษซับน้ำมัน กุ้งก็ชุบแป้งทอดเช่นเดียวกัน
6. ตักน้ำยำราดใส่จาน ใส่ใบตำลึงทอดกรอบ ตามด้วยกุ้งทอดกรอบ ราดน้ำยำแล้วเสิร์ฟทันที หรือจะแยกเสิร์ฟก็ได้ค่ะ
เกร็ดน่ารู้
ตำลึง อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์สูง เช่น สารเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง และหัวใจขาดเลือด มีแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูกและฟัน และยังมีฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินซี และอื่นๆ อีกมากมาย จากการค้นคว้า พบว่าตำลึงมีเส้นใยอาหารที่สามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ในกระเพาะอาหาร อีกด้วย

เย็นตาโฟ

credit HORAPA.COM


เย็นตาโฟ หรือ ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ที่เราชอบกินกันนั้น ภาษาจีนแต้จิ๋ว เรียกว่า ยี่อ่องเต่าฝู่ เป็นอาหารคาวใส่ผักบุ้ง เต้าหู้ เลือดหมู ภาษาอังกฤษพูดว่า brewed bean curd คนไทยติดปากเรียกกันว่า  เย็นตาโฟ

เย็นตาโฟ ที่คนไทยกินอยู่เวลานี้ ใส่ซอสแดง ปลาหมึกกรอบ บางร้านใส่แมงกะพรุน แต่ระยะหลังมีคนใช้เห็ดหูหนูขาวแทน เห็ดหูหนูขาวเคี้ยวเพลิน ให้สัมผัสเหมือนแมงกะพรุน แต่ไม่เหม็นคาวเท่าแมงกระพรุน นิยมใช้เส้นได้หลายแบบที่นิยม คือ
- เส้นใหญ่ มีขนาดความกว้างกว่าเส้นเล็ก ประมาณ 3-4 เท่าตัว เมื่อลวกเสร็จแล้วจะนิ่ม รับประทานง่าย เป็นเส้นที่นิยมมาทำเย็นตาโฟ
- เส้นเล็ก ลักษณะกว้างกว่าเส้นหมี่ และตัดเป็นท่อนๆ เพื่อความง่ายในการรับประทาน เมื่อลวกเสร็จแล้วจะเหนียวกว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวอื่นๆ
- เส้นหมี่ หรือภาษาท้องถิ่นบางที่เรียก "หมี่ขาว" หรือ "เส้นหมี่ขาว" เป็นเส้นเรียวเล็ก ยาว มักใช้เครื่องจักรผลิต ก่อนนำมาทำอาหาร ต้องนำไปแช่น้ำเสียก่อน
- บะหมี่ ลักษณะเฉพาะตัวคือจะมีส่วนผสมของไข่จึงมีสีเหลือง ก่อนนำมาลวกจะต้องยีให้ก้อนบะหมี่คลายออก เพื่อไม่ให้เส้นติดกันเป็นก้อน ถ้าเป็นสีเขียว จะเรียกว่า บะหมี่หยก
- วุ้นเส้น เป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ทำจากแป้งถั่วเขียว ลักษณะเด่นคือมีความใสคล้ายวุ้น

วิธีทำก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ
น้ำซอสสีแดง ผักบุ้งไทยก้านอวบลวกพอสุก ปลาหมึกกรอบ เลือดหมู พร้อมกับสารพัดลูกชิ้น สารพัดเต้าหู้ ที่โหมกระหน่ำใส่กันเข้าไปอย่างไม่ต้องยั้งมือ แถมบางร้านยังมีแมงกะพรุน หนังปลากรอบโรยหน้า เสริมเข้ามาอีก
ต้มน้ำซุป
เอา กระดูกสันหลังหมูที่เค้าเรียกว่า "เอียวเล้ง"สักครึ่งกิโลกับกระดูกขาตั้ง 1 ขา รากผักชี 5 ราก หัวไชเท้าหั่นเป็นแว่นหนา ๆ สัก 1 หัว เกลือป่นนิดหน่อย ต้มบนไฟอ่อน ๆ เคี่ยวไปสัก 2 - 3 ชั่วโมง ก็จะได้น้ำซุปอร่อย ที่มีรสหวานจากหัวไชเท้าและน้ำต้มกระดูกหมู สำหรับปรุงก๋วยเตี๋ยว

เครื่องปรุงซอสแดง
ซอสแดง 1 / 2 ถ้วย เต้าหู้ยี้อย่างดี 3 ก้อน เหล้าจีน 1-2 ช้อนโต๊ะ น้ำเชื่อม 5 ช้อนโต๊ะ ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา นำมาบดรวมกัน

ส่วนกากหมูกับ กระเทียมเจียวที่ใช้โรยหน้า ให้นำหมูสามชั้นมาหั่นเล็กๆเท่าข้อนิ้ว หมักกับซีอิ้วขาวและเหล้าจีนเพื่อให้หอม กากหมูสูตรนี้ต้องทอดสองครั้ง ครั้งแรกนำไปทอดไฟอ่อนเพื่อให้น้ำมันในหมูออกมา พักออกให้สะเด็ดน้ำมัน แล้วเอาลงทอดอีกครั้ง กากหมูจะฟูเหลืองกรอบ แล้วถึงเอากระเทียมเจียวมาคลุกให้เข้ากัน กระเทียมเจียวกากหมูจึงเป็นลักษณะขลุกขลิก ไม่มีน้ำมันเยิ้ม
เครื่องปรุงรสอีก อย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ สำหรับเย็นตาโฟก็คือ น้ำส้มพริกตำ ให้ใช้พริกขี้หนูสีแดง กระเทียม เกลือป่น น้ำส้มสายชู จะนำไปตำหรือปั่นก็แล้วแต่ถนัด ให้ส่วนผสมทั้งหมดละเอียดและเข้ากัน
ส่วนบรรดาลูกชิ้น หรือเครื่องเคราต่าง ๆ สำหรับใส่ในเย็นตาโฟจะเยอะแยะ มากมาย หลากหลายขนาดไหน ก็หาซื้อเอาตามตลาดสดหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต ตามใจชอบหรือตามกำลังทรัพย์ที่มีในกระเป๋าก็แล้วกัน
เวลาจะรับประทานก็ เอาเส้นก๋วยเตี๋ยวกับผักบุ้งลงไปลวกในน้ำเดือด ประโคมใส่สารพัดลูกชิ้น สารพัดเต้าหู้ ปลาหมึกกรอบ ฯลฯ ลงไป ปรุงรสด้วยน้ำส้มพริกตำ 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา น้ำปลาสัก 1 / 2 ช้อนชา แล้วตักน้ำซุปราดลงไป โรยกระเทียวเจียวกากหมู 1 ช้อนโต๊ะ ใส่หนังปลากรอบ

เต้าหู้บอลไส้บรอกโคลี

CREDIT  HORAPA.COM

ส่วนผสม
บรอกโคลี (ดอกละ 100 กรัม) 2 ดอก
เต้าหู้ชนิดแข็งปานกลาง (ก้อนละ 150 กรัม) 4 ก้อน
มายองเนส 1 ช้อนชา
พริกไทยดำป่น 1 ช้อนชา
แป้งทอดกรอบ 3/4 ถ้วย
ไข่แดง 2 ฟอง
ไข่ไก่ 2 ฟอง
เกล็ดขนมปัง 2 ถ้วย
น้ำมันพืช 4 ถ้วย
** ตีไข่แดงกับไข่ไก่เข้าด้วยกัน

มายองเนส (ปริมาณ 3/4 ถ้วย)
น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทรายชนิดไม่ฟอก 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
เกลือสมุทร 1/2 ช้อนชา
พริกไทยดำบด 1/4 ช้อนชา
ไข่แดงของไข่ไก่ 1 ฟอง
ดิจองมัสตาร์ด 1 ช้อนชา
น้ำมันถั่วเหลือง 1/2 ถ้วย

วิธีทำ1. ทำมายองเนสโดยผสมน้ำส้มสายชู น้ำมะนาว น้ำตาล เกลือ และพริกไทย เข้าด้วยกันในถ้วย จากนั้นตีไข่แดงในชามแก้วจนมีสีครีมนวล ใส่ดิจองมัสตาร์ด ตีจนเข้ากัน ค่อยๆใส่น้ำมันทีละน้อย สลับกับน้ำส้มสายชูที่ผสม จบด้วยการใส่น้ำมัน
2. ล้างบรอกโคลี หั่นเป็นดอกเล็กๆใส่ลงลวกในหม้อน้ำเดือดที่ใส่เกลือเล็กน้อยจนสุกเขียว ตักขึ้นแช่น้ำแข็งจนเย็น สงขึ้นพักไว้
3. ต้มเต้าหู้ในหม้อน้ำเดือดจนสุกลอย ตักขึ้นแช่น้ำเย็น ซับให้แห้ง ใส่ในอ่างผสม ยีให้ละเอียด ใส่มายองเนส เกลือ พริกไทยดำ ผสมเข้ากันดี ปั้นเป็นก้อน 25 ก้อน
4. นำเต้าหู้ที่ทำแต่ละก้อนมาหุ้มบรอกโคลีลวก จากนั้นคลุกแป้งทอดกรอบให้ทั่วแล้วชุบไข่ จากนั้นคลุกเกร็ดขนมปังจนทั่ว นำเข้าแช่ในตู้เย็น (เพื่อให้เกล็ดขนาปังเกาะดี)
5. ตั้งกระทะน้ำมันบนไฟกลางจนร้อน ใส่เต้าหู้บอลไส้บรอกโคลีลงทอด ลดเป็นไฟอ่อน ทอดจนเหลืองทั่ว ตักใส่กระดาษซับน้ำมัน จัดใส่จานที่รองด้วยผักการดแก้วและกะหล่ำปลี ตกแต่งด้วยเลมอน เสิร์ฟร้อนๆ

ลาบวุ้นเส้น



ส่วนผสม
วุ้นเส้น 40 กรัม
เนื้อหมูบดละเอียด 150 กรัม
หัวปลี 100 กรัม
แครอทซอย 50 กรัม
หอมแดงซอย 50 กรัม
ข้าวคั่วบดละเอียด 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมหั่นละเอียด 1 ต้น
ใบสะระแหน่ น้ำมะนาว น้ำปลา พริกขี้หนูป่น
ผักสดต่างๆ เช่น กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว แตงกวา ผักกาดขาวปลี

วิธีทำ1. แช่วุ้นเส้นให้นิ่ม ตัดเป็นท่อน นำไปลวกในน้ำร้อนจนสุก ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำ
2. รวนเนื้อหมูให้สุก พักไว้
3. หัวปลีปอกเปลือกผ่าซีกหั่นบางๆตามขวาง แช่น้ำมะนาวหรือน้ำมะขามเปียกไว้จะได้ไม่ดำ
4. ผสมวุ้นเส้น เนื้อหมูบด หัวปลี แครอท น้ำมะนาว น้ำปลา คลุกเคล้าให้เข้ากัน ชิมรส
5. ใส่พริกขี้หนูป่น ข้าวคั่ว หอมแดงซอย ต้นหอม คลุกพอเข้ากัน ตักใส่จานโรยด้วยใบสะระแหน่ รับประทานกับผักสดต่างๆ

ยำสามกรอบ

credit HORAPA.COM


ส่วนผสม

กระเพาะปลาทอดกรอบ          50 กรัม
เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบและปลาหมึกวงทอดกรอบ อย่างละ              20 กรัม
ต้นหอมหั่นท่อน หอมหัวใหญ่หั่นเสี้ยว และพริกขี้หนูซอย อย่างละ      10 กรัม
ขึ้นฉ่ายหั่นท่อน                     5 กรัม
มะเขือเทศลูกใหญ่หั่นชิ้น         20 กรัม
รากผักชีสับหยาบ                  3 กรัม
กระเทียมสับหยาบ                 5 กรัม
น้ำปลา                              4 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว                            4 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย                        2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. ผสมน้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาล พริกขี้หนู รากผักชี กระเทียม หอมใหญ่ และมะเขือเทศ คนให้เข้ากัน
2. ใส่กระเพาะปลา เม็ดมะม่วงหิมพานต์และปลาหมึกวง จากนั้นใส่ต้นหอมและขึ้นฉ่าย คลุกเร็วๆพอเข้ากัน ตักใส่จาน เสิร์ฟทันที

ยำสามกรอบ


credit  HORAPA.COM


ส่วนผสม

กระเพาะปลาทอดกรอบ          50 กรัม
เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบและปลาหมึกวงทอดกรอบ อย่างละ              20 กรัม
ต้นหอมหั่นท่อน หอมหัวใหญ่หั่นเสี้ยว และพริกขี้หนูซอย อย่างละ      10 กรัม
ขึ้นฉ่ายหั่นท่อน                     5 กรัม
มะเขือเทศลูกใหญ่หั่นชิ้น         20 กรัม
รากผักชีสับหยาบ                  3 กรัม
กระเทียมสับหยาบ                 5 กรัม
น้ำปลา                              4 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว                            4 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย                        2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. ผสมน้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาล พริกขี้หนู รากผักชี กระเทียม หอมใหญ่ และมะเขือเทศ คนให้เข้ากัน
2. ใส่กระเพาะปลา เม็ดมะม่วงหิมพานต์และปลาหมึกวง จากนั้นใส่ต้นหอมและขึ้นฉ่าย คลุกเร็วๆพอเข้ากัน ตักใส่จาน เสิร์ฟทันที

ทำก๋วยเตี๋ยวเนื้อกิน

credit  คุณ ต้นข้าวรวงรัก  bloggang.com
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=pannaporn&month=10-08-2011&group=4&gblog=11





เบื่อๆข้าวก็หันมากินเส้น
เมื่อวานเลยทำก๋วยเตี๋ยวเนื้อไกลบ้านกิน
เครื่องปรุงน้ำซุบก็ค้นๆในครัวมีเครื่องเทศอะไรบ้างก็จับมาใส่ๆ
ไม่มีสูตรตายตัวแล้วแต่จะหาได้ค่ะ




เอาเครื่องเทศใส่ถุงชา ใครมีผ้าขาวบางก็ใช้ผ้าขาวบางก็ได้แล้วแต่สะดวก เครื่องเทศจะได้ไม่ลอยกระจัดกระจายในหม้อน้ำซุบ






สิ่งสำคัญขาดไม่ได้กระดูกหมูหรือเนื้อน้ำซุบจะได้เข้มข้น





คราวนี้ก็ไปตั้งหม้อน้ำให้เดือดแล้วใส่กระดูกหมูลงไป
ปรุงรสให้นัวให้แซบ คอยช้อนฟองสกปรกออกจากน้ำซุบด้วยนะจ๊ะ






ผักเท่าที่หาได้ ในสวนตอนนี้มีตั้งโอ๋ คะน้า ผักบุ้ง หัวไชเท้าไว้สำหรับใส่น้ำซุบ





ตั้งโอ๋ โหระพา สำหรับโรยหน้าก๋วยเตี๋ยวให้หอม





เนื้อวัวหั่นบางๆแล้วก็ลูกชิ้นแช่แข็ง กินคนเดียวแค่นี้ก็พอค่ะ






ต้มน้ำให้เดือดลวกเส้น





ลวกผัก





ลวกเนื้อให้ลวกในหม้อน้ำซุบจะได้เข้มข้น




เครื่องปรุงก็สำคัญ ปรุงรสตามชอบสำหรับเราเปรี้ยวหวาน





เสร็จแล้วก๋วยเตี๋ยวเนื้อสดไกลบ้าน






ปรุงเสร็จแล้วหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ อร่อยมากๆ


“ปลาสเตอร์เจี้ยนย่างทอปปิ้งด้วยพาร์สลีเลมอนการ์ลิก” และอื่นๆ อีกมากมาย








เมนูปลาสุขภาพเพื่อคุณแม่




“ปลาสเตอร์เจี้ยนย่างทอปปิ้งด้วยพาร์สลีเลมอนการ์ลิก” ซึ่งเขานำ ปลาสเตอร์เจียน เป็นปลาที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และนิยมนำมาประกอบอาหารชั้นดี เป็นปลาสายพันธุ์เดียวกับที่นำไข่มาทำไข่ปลาคาร์เวียร์ด้วย ซึ่งแต่เดิมเป็นปลาที่พบอยู่ในบริเวณซีกโลกเหนือที่มีอากาศหนาวเย็นเท่านั้น


แต่ตอนนี้มูลนิธิโครงการหลวงที่ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ได้ทดลองเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนพันธุ์ Siberian Sturgeon เป็นผลสำเร็จ ทำให้คนไทยมีโอกาสรับประทานเนื้อปลาสเตอร์เจียนชั้นดีโดยไม่จำเป็นต้องสั่ง จากต่างประเทศในราคาสูงเกินไปแล้ว


ถ้าใครอยากพาคุณแม่ไปลิ้มรสเนื้อปลาพันธุ์ดีนี้ ต้องรีบกันหน่อย เพราะซิซซ์เลอร์ เขาจะบริการเมนูดังกล่าวนี้เพียง 10 ชิ้น หรือ 10 จานต่อวันและต่อสาขาเท่านั้น! สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0-2381-5123





มื้อบรันช์กับแชมเปญชั้นดี



แชมเปญ บรันช์ ของห้องอาหารฟิฟตี้ ไฟว์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ที่จัดเฉพาะวันแม่นี้เท่านั้น ให้คุณกับคุณแม่อร่อยเมนูนานาชาติพร้อมดื่มแชมเปญ MUMM Cordon Rouge จากฝรั่งเศสและฟรี ช่อกุหลาบสีชมพูแด่คุณแม่ โทรศัพท์ 0-2100-6255





รสชาติไทยๆ ถูกใจคุณแม่



รส ชาติระดับเหรียญทอง กับเมูนต้มยำทะเลแห่งห้องอาหาบางกอกสกาย ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากงาน THAIFEX & HALFEX ทั้งซีฟู้ดสดๆ และน้ำต้มยำแสนเข้มข้น ที่คุณไม่ควรพลาดพาคุณแม่ไปชิมที่ชั้น 78 โรงแรมใบหยก สกาย โทรศัพท์ 0-2656-3939





บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำเมนูเลิศ



โรง แรมเพนนินซูล่า กรุงเทพฯ ชวนคุณมาฉลองวันแม่ ด้วยบุฟเฟ่ต์มื้อค่ำในบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้คุณได้ปรนนิบัติคุณแม่ด้วยสารพัดเมนูอร่อยนานาชาติจากทั่วมุมโลก ทั้งเนื้อแกะออสเตรเลีย ตับห่านจากฝรั่งเศส อิตาเลียนแฮม


เนื้อ สะโพกวัวเม็กซิกัน ปลาทูน่าครีบเหลือง หอยเชลล์ฮอกไกโด ปลาแซลมอนจากนอร์เวย์ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ปลาทูน่า ซุปบุยยาเบส กุ้งลายเสือ สลัดเฟด้าชีส มะกอกเค้มแบบกรีซ มุมพาสต้า ซูชิญี่ปุ่น มองโกเลี่ยนบาร์บีคิว

รวมไปถึงอาหารไทย อาหารจีนและของหวานต่างๆ ที่ห้งอาหารริเวอร์ คาเฟ่ แอนด์ เทอร์เรส ในราคาท่านละ 1,800 บาทถ้วน และราคาพิเศษสำหรับคุณแม่ลด 50% พร้อมรับของขวัญพิเศษ โทรศัพท์ 0-2861-2888




อิ่มอร่อยในราคามงคล



มอบ ประสบการณ์อันแสนประทับใจให้กับคุณแม่ด้วยเมนูอาหารจีน ของห้องซัมเมอร์พาเลส ของโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ที่เขาจัดเป็นเมนูพิเศษในราคา ที่แสนจะเป็นมงคลด้วยเลข 8 อย่าง 888++ บาท กับอาหารจีนมื้อเที่ยงแบบ All-You-Can-Eat ที่มีให้เลือกทั้งซุปประจำวัน ติ่มซำสไตล์กวางตุ้ง กุ้งทอดอัลมอนด์ราดน้ำซอสแมงโก้ซัลซ่า ลูกชิ้นซีฟู้ดนึ่งโรยไข่ปลาคาเวียร์ รวมไปถึงอาหารจานหลักและขนมหวานที่คุณทานได้ไม่อั้น ซึ่งพิเศษสำหรับคุณแม่ที่มาทานในวันแม่นั้นจะได้รับกระเป๋าผ้าไหมกลับไปเป็น ของที่ระลึก โทรศัพท์ 0-2656-0444





สานสายใยด้วยอาหารเกาหลี



สำหรับ ลูกๆ คนไหน ที่มีคุณแม่ชอบทานอาหารเกาหลี วันแม่นี้ต้องพาไปที่ ห้องอาหารคองจู โรงแรมปทุมวันปริ๊นเซส ที่เขาจัดเมนูเซ็ทอาหารที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางอาหารที่เป็นประโยชน์สำหรับ คุณแม่ด้วยรสชาติเข้มข้นสไตล์เกาหลีแท้ อาทิ ซุปโสมไก่ ปลาซาบะย่าง กิมจิ บาร์บีคิว ฯลฯ ในราคาเพียงชุดละ 799 บาทถ้วน ซึ่งในโอกาสพิเศษนี้ เขายังได้จัดกุญแจสุดหรูจากประเทศเกาหลีให้เป็นที่ระลึกด้วย โทรศัพท์ 0-2216-3700





ชิมเทปันพร้อมชมโชว์เด็ดๆ จากเชฟ



ห้อง อาหารเบนิฮานา โรงแรมแมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา พัทยา ให้คุณได้ฉลองวันแม่แบบพิเศษๆ ด้วยการพาท่านมารับประทานอาหารญี่ปุ่นแบบเทปันยากิพร้อมชมลีลาสนุกสนานจาก เชฟแสนซนที่มีลีลาการปรุงอาหารพร้อมเอนเตอร์เทนที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร และที่สำคัญเมื่อพาคุณแม่มาฉลองแบบครอบครัวครบ 4 ท่านต่อ 1 โต๊ะ เขาจัดเมูนสเต็กปลาแซลมอนฟรีสำหรับคุณแม่ เฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคมนื้เท่านั้น โทรศัพท์ 038 412 120 ต่อ 1395



ขอขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์

ข้าวตะไคร้+กุ้งราดซอสมะขาม


 



เครื่องปรุงข้าวตะไคร้
    - ข้าวสาร                  1         ถ้วย
    - ตะไคร้                  2          ต้น หั่นเป็นท่อนสั้น ๆ ทุบพอแตก
    - น้ำสะอาด                1 ½        ถ้วย
    - น้ำมันมะกอก              1          ช้อนโต๊ะ
    - เกลือ                   1         ช้อนชา

วิธีทำ

  1. ผัดตะไคร้ในน้ำมันร้อนสักครู่
  2. ใส่ข้าวสารลงผัด ใส่เกลือผัดจนน้ำมันเคลือบทั่วเมล็ดข้าว
  3. เติมน้ำ แล้วนำไปหุงในหม้อหุงข้าวจนสุก


เครื่องปรุง กุ้งราดซอสมะขาม

    - กุ้งแม้น้ำ                   5 - 6       ตัว
    - พริกแห้งหั่นท่อนสั้นทอด          ¼          ถ้วย
    - หอมแดงเจียว                ¼          ถ้วย
    - ใบมะกรูดทอด                3 - 4      ใบ
    - เส้นหมี่ทอด                  ¼         ถ้วย
    - น้ำตาลปี๊บ                   ¼         ถ้วย
    - น้ำปลา                     2         ช้อนโต๊ะ
    - น้ำมะขามเปียก                ¼          ถ้วย
    - น้ำ                       2         ช้อนโต๊ะ
    - น้ำมันสำหรับทอดกุ้ง             4         ถ้วย

วิธีทำ

  1. ทอดกุ้งด้วยไฟร้อนปานกลาง พักไว้
  2. ตั้ง กระทะให้ร้อน ใส่น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ ใส่น้ำตาลเคี่ยวจนเริ่มมีสีเข้มและข้นขึ้น ใส่น้ำปลา น้ำมะขามเปียก น้ำ เคี่ยวต่ออีกสักครู่ เป็นซอสมะขาม
  3. จัดหอมแดงเจียว กระเทียวเจียว พริกแห้งทอด ใบมะกรูดทอด เส้นหมี่ทอด กุ้งทอดเรียง รับประทานพร้อมข้าวตะไคร้
 credit  link  http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=africa&month=10-08-2011&group=4&gblog=6

ก๊วยเตี๊ยววัดน้อยแสงจันทร์@แม่กลอง

 credit  คุณ SHeR-vy  Bloggang.com

เคยไปทานเมื่อหลายปีก่อน อร่อยมากค่ะ มาครั้งนี้ ไม่เหมือนเมื่อก่อน แต่ก็พอทานได้ค่ะ
เริ่มด้วยจานแรก ลวกจิ้ม
จานนี้อร่อยเหมือนเดิมค่ะ

น้ำจิ้ม

มาดูก๊วยเตี๊ยวกันค่ะ แอบคลุกไปหน่อยเลยดูไม่น่ากิน
รสไม่เหมือนเดิม

คลุกอีกเหมือนเดิม

นอกจากก๊วยเตี๊ยวน้ำแดงแล้วยังมีข้าวแกงด้วยนะ

ร้านอยู่ริมน้ำ

บรรยากาศในร้าน

ถ้าใครไปแนะนำจานนี้ค่ะ

 credit link  http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=shervy&month=11-08-2011&group=5&gblog=2

การล้างผักสดให้สะอาด




วันนี้จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับวิธีการล้างผักสดที่ถูกต้อง เพื่อความมั่นใจในการรับประทานว่าสะอาดและปลอดภัย

เนื่องจากผักสดชนิดต่าง ๆ ที่เรานำมาใช้รับประทานและประกอบอาหารนั้น

ไม่ สามารถทราบได้ว่าผ่านอะไรมาบ้าง ทั้งยาฆ่าแมลง เชื้อโรค ดังนั้นก่อนนำไปใช้ จึงต้องล้างให้สะอาดเสียก่อน แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าวิธีที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพียงพอแล้ว จึงขอแนะนำการล้างผักที่ถูกวิธีดังต่อไปนี้

วิธีแรกที่แนะนำคือ การล้างแบบน้ำไหล คือการเปิดก๊อกน้ำให้น้ำไหลผ่านผักที่ต้องการ โดยเด็ดผักเป็นใบ ๆ ใส่ตะกร้าโปร่ง เปิดน้ำไหลแรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผัก ล้างนาน 2 นาที วิธีนี้ค่อนข้างเปลืองน้ำ จึงควรรองน้ำที่ผ่านการใช้แล้ว ไว้ใช้ทำประโยชน์อื่น ๆ ต่อไป เช่น รดน้ำต้นไม้ เป็นต้น

ผักก่อนนำมาปรุงอาหารควรแช่น้ำทิ้งไว้ ไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง และควรเปลี่ยนน้ำหลายครั้ง โดยรอบแรกให้เด็ดผักออกเป็นใบ ๆ แช่ในอ่างน้ำนาน 15 นาที หรือผสมด่างทับทิม 5 เกล็ดต่อน้ำ 4 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ ถ้าไม่มีด่างทับทิม หรือตัวช่วยอื่น ๆ ให้ใช้น้ำผสมกับเกลือป่นในอัตรา เกลือ 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร แล้วนำผักมาแช่ก็สะอาดได้เหมือนกัน หรือจะนำของที่อยู่ในครัวหาได้ง่าย ๆ เช่น น้ำส้มสายชู 0.5% 1 ขวด ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที ก็ได้ผลเช่นกัน

อีกวิธีหนึ่งให้ใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต หรือโซดาทำขนมปัง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที วิธีนี้ปลอดภัยสุด ๆ เพราะสามารถลดสารพิษได้สูงสุดถึง 95% หรือผสมผงปูนคลอรีน 1/2 ช้อนชากับน้ำ 20 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15-30 นาที จะฆ่าเชื้อโรคได้ดีมาก.
http://www.dailynews.co.th/

กรุบๆวุ้นเส้นสาหร่ายแก้ว ก๋วยเตี๋ยวเส้นแปลก เชียงใหม่



คอลัมน์ อิ่มอร่อย

ร้าน ก๋วยเตี๋ยวเส้นแปลก ตั้งอยู่เลขที่ 45/5 ม.5 ต.ช้างเผือก ถนนซูเปอร์ไฮเวย์ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เจ้าของสูตรยืนยันว่าเป็นเจ้าแรกและแห่งแรกในประเทศไทยเปิดร้านอยู่ใจกลาง เมืองเชียงใหม่

กรีน น.ส.กันยากร พชรกองคำกุล อายุ 35 ปี เล่าให้ฟังว่าเป็นคนชอบรับประทานอาหารที่แปลกๆ จะเข้าไปชิมร้านที่ชื่อแปลกๆ หรือมีเมนูแปลกๆ จะลองกินดู

จน กระทั่งไปศึกษารู้ว่า อาหารที่มีประโยชน์ต้องมาจากส่วนประกอบอาหารที่ดีหายาก จนพบวุ้นเส้นสาหร่ายแก้ว ซึ่งเพื่อนที่โคราชเป็นเจ้าของผลิต จึงใช้วุ้นเส้นนี้มาทำอาหารทั้งคาวและหวาน

วุ้นเส้นสาหร่ายดังกล่าว ผลิตมาจากสาหร่ายทะเลสีน้ำตาล เป็นสาหร่ายน้ำลึกพบมากที่ไต้หวัน แต่สกัดที่โคราช ขั้นตอนการสกัดทำแบบเดียวกับการทำเส้นขนมจีน แต่ต้องต้มสาหร่ายให้ได้น้ำสาหร่ายก่อนถึงจะนำน้ำสาหร่ายที่มีประโยชน์มาส กัด

เมื่อได้เส้นมาแล้วก็ทำอาหารได้เลย โดยแช่ในถุงให้มีน้ำสะอาดบริสุทธิ์ 100% เลี้ยงตัวเองไว้ แล�วปิดถุงเก็บแช่เย็น พร้อมรับประทานก็แกะถุงมาประกอบอาหารทันที โดยไม่ต้องลวกหรือต้มหรือแช่อีกต่อไป ที่สำคัญได้มาตรฐานจากองค์การอาหารและยาแล้ว

วุ้นเส้นนี้กินแล้วไม่ อ้วน เพราะสาหร่ายสีน้ำตาล หลังจากแปรรูปแล้วจะไม่มีสี ไม่มีแป้งคาร์โบไฮเดรต แต่มีแร่ไอโอดีน มีวิตามีน โปรตีน และมีใยอาหาร ไม่มี คอเลสเตอรอล เป็นอาหารที่ควบคุมน้ำหนัก

สาหร่ายนี้มีคุณสมบัติเหมาะกับการทำอาหารต่างๆ เพราะเวลากินจะสัมผัสถึงความกรอบกรุบ นุ่ม เหนียวในเส้นเดียวกัน

เริ่ม จาก "สุกี้" ต้มลวกสาหร่ายแก้ว กินกับน้ำจิ้มสุกี้ อร่อยอย่างจุใจ หรือหากจะทำ "ยำ" ก็ใช้สาหร่ายแก้วคลุกเคล้ากับเครื่องยำได้ทันที โดยไม่ต้องลวกเส้นจะได้รสชาติถูกใจ

กรณีทำ "ก๋วยเตี๋ยว" ใช้สาหร่ายแก้วใส่แทนเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ทันที เหมาะกับสาวๆ ที่กลัวอ้วน ส่วน "กุ้งอบวุ้นเส้นสาหร่าย" ใช้สาหร่ายแก้วกับส่วนผสมที่เตรียมไว้ใส่ภาชนะที่ใช้สำหรับอบพร้อมกับกุ้ง เท่านี้ก็เสร็จ

สำหรับเมนู "ผัดไทย" และ "ผัดขี้เมา" ให้ผัดเครื่องปรุงทั้งหมดก่อนแล้ว จึงใส่สาหร่ายแก้วลงไปผัดคลุกเคล้าในขั้นตอนสุดท้าย

ส่วน "แกงจืด" ให้ใส่สาหร่ายแก้วในแกงจืดในขั้นตอนสุดท้ายจะได้แกงจืดที่อร่อยถูกหลักอนามัย

ด้าน "ราดหน้า" ก็ทำได้โดยนำสาหร่ายแก้วไปลวก ผัดเครื่องปรุงนำมาราดบนสาหร่ายแก้วจะได้ราดหน้าที่เอร็ดอร่อย

อีกเมนู "ส้มตำสาหร่ายแก้ว" คลุกเคล้าสาหร่ายแก้วกับเส้นมะละกอ แค่นี้ก็ได้ส้มตำที่อร่อยดีต่อสุขภาพ

นอก จากนี้ ทางร้านยังใช้สาหร่ายแก้วทำขนมหวานได้ด้วย โดยใช้เม็ดสาหร่ายหรือเส้นสาหร่ายมาผสมกับน้ำเฮลซ�บลูบอยเลือกสีตามที่ชอบ ทิ้งไว้ 5 นาที เม็ดสาหร่ายและเส้นสาหร่ายจะออกสี แล้วตักใส่ถ้วยเติมน้ำเชื่อม กะทิ น้ำแข็งไสตามใจชอบ

อาหารที่ร้านราคาเริ่มต้นที่ 20-35 บาท และยังมีสาหร่ายแก้ว จำหน่ายเป็นกิโลให้นำกลับไปปรุงอาหารรับประทานเองที่บ้านได้อีกด้วย

ผู้ ที่ต้องการสูตรปรุงอาหารด้วยวุ้นเส้นสาหร่ายหรือต้องการชิมก๋วยเตี๋ยวเส้น แปลงจากสาหร่ายธะนา หรือแวะมาที่ร้าน ตรงข้ามศาลปกครองเชียงใหม่ (หลังเก่า) ใกล้แยกอมารี รินคำ มุ่งหน้าไปทางเหนือ อยู่ปากทางเข้าหมู่บ้านสนสวย ร้านก๋วยเตี๋ยวจะอยู่หน้าร้านอาหารหมูจุ่มรสแซบ ติดต่อสอบถามได้ที่โทร.08-9265-6535

 http://www.khaosod.co.th/

“น้ำพริก” ฝ่าวิกฤติ! ภูมิปัญญาทางเลือกยุคของแพง





เนื้อ หมูและราคาสินค้าบริโภคที่พุ่งสูงบ่งบอกถึงวัฒนธรรมการบริโภคของคนไทยอย่าง ชัดเจน แต่ในวิกฤติย่อมมีโอกาส เพราะเมื่อหันไปสำรวจตลาดพบว่าร้านขายน้ำพริกสดมีเพิ่มมากขึ้นในกรุงเทพฯ แม้ว่าราคาข้าวของจะพุ่งสูงแค่ไหน แต่ราคาน้ำพริกยังไม่ขยับตัวสูงขึ้นมากนัก ซึ่งในวิกฤติข้าวยากหมากแพง “น้ำพริก” ถือเป็นภูมิปัญญาตกทอดให้ลูกหลานได้รู้ซึ้งถึงคุณค่า และคุณประโยชน์ได้เป็นอย่างดี

ผศ.พงษ์ ศักดิ์ ทรงพระนาม อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวว่า สำหรับในกรุงเทพฯ การเพิ่มขึ้นของร้านน้ำพริกสดมีมากอย่างเห็นได้ชัด เป็นผลมาจากการที่คนต่างจังหวัดส่วนใหญ่เข้ามาทำงานมากขึ้น แต่ในทางกลับกันต่างจังหวัดหลายคนกลับบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นกว่าการทาน น้ำพริกเหมือนแต่ก่อน ซึ่งในภาวะวิกฤติที่ข้าวของแพง น้ำพริกเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่บรรพบุรุษได้สร้างมาให้คนรุ่นหลังได้นำไปใช้ ได้อย่างดี อดีตน้ำพริกถือเป็นอาหารยามยาก หมายความถึง เป็นอาหารที่สามารถเก็บไว้ได้นานหรือพกไปขณะเดินทางไกลได้อย่างสะดวกนั่น

น้ำพริก สูตรแรก คือ พริกกะเกลือ โดยนำพริกป่นและเกลือผสมกันคลุกด้วยมะพร้าวขูดคั่ว สามารถพกไปกินได้ระหว่างเดินทางไกล เครื่องเคียงต่างๆ สามารถเด็ดผักได้ตามทางหรือหาปลาตามคลองหนองบึง และด้วยความที่หลายคนหันมารักษาสุขภาพมากขึ้นจึงทำให้น้ำพริกได้รับความนิยม โดยผู้บริโภคเริ่มนิยมร้านน้ำพริกที่ทำสดมากกว่าน้ำพริกที่บรรจุอยู่ใน กระปุกหรือกล่อง

น้ำพริกสดที่ขายตามท้องตลาดขายอยู่ที่ราคา 20 – 30 บาทต่อถุง ถ้ามอง 5 ปีย้อนหลังคนขายยังคงราคาเดิมไว้แม้สินค้าอื่นๆ จะราคาสูงขึ้น ด้วยความที่น้ำพริกใช้เนื้อสัตว์น้อยจึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ถ้ามองในราคาต้นทุนแล้วน้ำพริกหนึ่งครกจะตกอยู่ที่ราคา 5 – 7 บาท โดยราคาเครื่องเคียงเช่นผักหรือปลาทูและปลาย่างอาจผันผวนตามราคาตลาดในแต่ละ ช่วงบ้าง

สำหรับการทำน้ำพริกที่ผสมเนื้อสัตว์ในภาวะวิกฤติราคาแพง สามารถนำวัตถุดิบอื่นมาผสมแทนได้เช่น ถั่วประเภทต่างๆ ฟักทอง มัน ใบชะคราม เห็ด ข้าวกล้อง ข้าวสังข์หยด และโปรตีนเกษตร คุณค่าอาจแทนเนื้อหมูไม่ได้ แต่ในการกินผสมกับน้ำพริกให้ความรู้สึกไม่ต่างกันขึ้นอยู่กับวิธีทำ

อย่าง น้ำพริกอ่องที่ต้องใช้เนื้อหมูมาก สามารถนำโปรตีนเกษตรมาทำแทนเนื้อหมูได้ โดยต้องหั่นโปรตีนเกษตรให้เป็นชิ้นเล็กเหมือนลูกเต๋าแล้วแช่น้ำไว้ 20 นาที ซึ่งพอนำขึ้นจากน้ำโปรตีนเกษตรจะหนืดๆ เหมือนเนื้อหมูและนำไปทำเป็นน้ำพริกอ่องได้ตามปกติ เช่นเดียวกับเต้าหู้แผ่นถ้าจะเอามาทำต้องหั่นเป็นชั้นเล็กๆ นำไปทอดแล้วนำมาปรุงเป็นน้ำพริกอ่อง

ขณะเดียวกันเครื่องเคียงอย่าง ผักต่างๆ ไม่ควรบริโภคผักที่เป็นพืชเศรษฐกิจ แต่ควรเน้นบริโภคผักริมรั้วและผักที่ออกตามฤดูกาล ซึ่งการปลูกผักริมรั้วคนที่มีเนื้อที่น้อยสามารถปลูกได้อย่างคนที่มีห้องพัก อยู่ในคอนโดสามารถปลูกในกระถางริมระเบียงได้อย่าง ดอกโสน ดอกแค ดอกขจร ต้นกระถิน โดยการปลูกต้องหมั่นเด็ดยอดเพื่อให้แตกยอดใหม่และลำต้นไม่สูงมาก ส่วนผักบุ้งสามารถปลูกในอ่างน้ำเล็กๆ ได้ถ้ามีพื้นที่เพียงพอ

“การ เลือกซื้ออาหารที่ออกตามฤดูกาลสำคัญอย่างมาก อย่างหน้าฝนช่วงนี้มะขามอ่อนออกมากเราก็สามารถนำมะขามเหล่านั้นมาทำน้ำพริก มะขาม ถ้าทานไม่หมดสามารถนำน้ำพริกมาทอดและเก็บไว้กินวันหลังได้ หลายคนยังมองว่าน้ำพริกบางอย่างมีกลิ่นแรงเช่น น้ำพริกกะปิ ความจริงแล้วคนโบราณมีวิธีการทำให้กะปิไม่เหม็นโดยต้องนำกะปิไปย่างให้สุก ก่อนทุกครั้ง ยิ่งคนสมัยใหม่ที่อยู่ในคอนโดยิ่งง่ายแค่เอากะปิเข้าไมโครเวฟให้เนื้อกะปิ ไม่แฉะ ขณะเดียวกันความร้อนจากการปิ้งจะทำให้แคลเซียมในเนื้อกะปิทำงานได้ดีขึ้น”

หาก มองถึงนัยยะของน้ำพริกที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภาคจะเห็นคุณค่าต่างๆ ที่ซ่อนอยู่อย่าง ในภาคกลาง เด่นในเรื่อง น้ำพริกกะปิ น้ำพริกลงเรือ น้ำพริกหลน เครื่องเคียงจะเป็นปลาทู ปลาช่อนย่าง ปลาดุกฟู ปลาสลิดทอด ด้วยความที่ไม่ไกลจากทะเลมากนักโดยรสชาติจะเน้น 3 รส ส่วนผักต้มต่างๆ จะราดด้วยหัวกะทิเพื่อเพิ่มความมันซึ่งตามหลักโภชนาการจะทำให้วิตามินเอใน ผักทำงานได้ดียิ่งขึ้นเมื่อทาน

ภาคเหนือ มีน้ำพริกอ่อง น้ำพริกหนุ่ม กินคู่กับหมูปิ้งและแคบหมู ด้วยความที่เป็นเมืองหนาวน้ำพริกจึงเน้นให้มีไขมันซึ่งจะทำให้ร่างกายอุ่น ขึ้น ส่วนภาคอีสาน มีคลองมากจึงจับปลามาทำน้ำพริกปลาร้า และน้ำพริกกุ้งจ่อม รสชาติเน้นเค็มเพราะทำให้เหงื่อออกง่ายในเขตเมืองร้อน ภาคใต้ ติดทะเลจึงมี น้ำพริกกุ้งเสียบ ไตปลา คู่ผักสดเน้นรสเค็มเผ็ดให้เหงื่ออกเพื่อดับความร้อน

หลายคนมองว่า การทานน้ำพริกแล้วทำให้ท้องเสีย จริงแล้วความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการทำน้ำพริกตั้งแต่การล้างพริก ถึงการตำน้ำพริก ซึ่งการจะให้คนที่ไม่เคยกินน้ำพริกหันมาทานในระยะแรกควรลดความเผ็ดลงในระดับ ที่ทานได้ ส่วนเครื่องเคียงไม่ควรให้ทานผักที่ขมๆ ควรให้ทานกับแตงกวาหรือผักบุ้งก่อน พอทานได้แล้วค่อยให้ลองผักที่มีรสขม

น้ำพริก ถือเป็นอีกเมนูที่ควรแก่การอนุรักษ์ไว้เพราะตอนนี้น้ำพริกหลายอย่างเริ่มหา ยากเต็มที เนื่องจากวัตถุดิบที่นำมาทำไม่มีขายในท้องตลาดเพราะไม่มีคนกิน การอนุรักษ์น้ำพริกต้องเริ่มจากครอบครัวตั้งแต่พ่อแม่กินเป็นตัวอย่างและ ถ่ายทอดสู่ลูก และพอลูกโตขึ้นจะถ่ายทอดเป็นช่วงๆ เมื่อครอบครัวทำแบบนี้น้ำพริกต่างๆ จะไม่สูญหายแถมยังช่วยให้ประหยัดเงินแม้ข้าวของจะแพงได้อีกด้วย

ถึง ยุคสมัยจะเปลี่ยนผ่านไปเช่นไร สิ่งที่บรรพบุรุษได้คิดขึ้นและสั่งสมด้วยประสบการณ์ย่อมเป็นอีกสิ่งที่ไม่ ควรมองข้าม เช่นเดียวกับน้ำพริกถือเป็นอาหารที่อยู่ท้องและทานได้ไม่ว่าประเทศไทยจะต้อง ผจญกับวิกฤติข้าวยากหมากแพงมากี่ยุคกี่สมัยก็ตาม

..............................

วิธีเลือกซื้อน้ำพริก

1. ดูที่ความสดภายนอกสีจะต้องไม่คล้ำจนเกินไป หรือถ้ามีมะเขือพวงหรือพริกเป็นส่วนประกอบต้องไม่มีสีคล้ำเข้ม ถ้ามีสีคล้ำแสดงว่าน้ำพริกได้ตำมานานแล้ว

2. ดมกลิ่นว่าเหม็นหืนหรือไม่ ถ้ามีกลิ่นแสดงว่าทำไว้นานแล้ว โดยเฉพาะน้ำพริกแห้งที่บรรจุกล่องพิจารณาเป็นพิเศษ
ที่มา  http://www.dailynews.co.th/