ขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูนออนไลน์ Youtube อ่านการ์ตูน Youtube มังงะออนไลน์ Youtube อ่านมังงะออนไลน์ Youtube การ์ตูนวังวนปรารถนา Youtube การ์ตูนโรแมนติก Youtube ขายการ์ตูนหมึกจีน Youtube การ์ตูนนางฟ้าซาตาน Youtube แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube การ์ตูนแกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก Youtube เกมรักพยาบาท Youtube GOLD รักนี้สีทอง Youtube เกาะนางพญาเงือก Youtube หนุ่มสุดขั้วบวกสาวสุดขีด Youtube วังวนปรารถนา Youtube คุณหนูไฮโซโยเยรัก Youtube เจ้าหญิงซ่าส์กับนายหมาบ้า Youtube รักทั้งตัวและหัวใจ Youtube หัวใจไม่ร้างรัก Youtube เหิรฟ้าไปคว้ารัก Youtube บินไปกับหัวใจสีชมพู Youtube princessหมึกจีน Youtube ฝ่าไปให้ถึงฝัน Youtube หวานใจองค์ชายมองโกล Youtube หน้ากากนักสืบ Youtube ราศีมรณะ Youtube THE B.B.B. ลงเอยที่ความรัก Youtube เกียรติยศรัก Youtube SAINT ADAM มารยาปรารถนา Youtube หนุ่มยักษ์รักสุดฤทธิ์ Youtube รักแรกแสนรัก Youtube รอรักสาวซากุระ Youtube รักโฮ่งๆ ตกลงมั้ย Youtube หนุ่มนักนวดนิ้วทอง Youtube รักแบบนี้...กิ๊กเลย Youtube ขอแก้เผ็ดหนุ่มหลายใจ Youtube บอดี้การ์ดเจ้าปัญหา Youtube อ้อมกอดทะเลทราย Youtube การ์ตูนรอรักในฝัน Youtube การ์ตูนหัวใจร่ำหารัก Youtube อุ่นไอรักหนุ่มออฟฟิศ Youtube การ์ตูนสองสาวสองรัก Youtube การ์ตูนรอเธอบอกรัก Youtube การ์ตูนรักระแวง Youtube การ์ตูนสุดแต่ใจของเธอ Youtube การ์ตูนหนามชีวิต Youtube ยอดรักเพชรในดวงใจ Youtube การ์ตูนวังวนในหัวใจ Youtube การ์ตูนรักแรกฝังใจ Youtube การ์ตูนกับดักหัวใจ Youtube การ์ตูนคุณชายที่รัก Youtube อ้อมกอดดาวเคล้าเกลียวคลื่น Youtube การ์ตูนเจ้าสาวเงินตรา Youtube การ์ตูนเพลงรักสองเรา Youtube การ์ตูนมนต์รักลมหนาว Youtube การ์ตูนโอมเพี้ยงเสี่ยงรัก Youtube ครูจอมซ่าส์หรือนายขาโจ๋ Youtube เล่ห์รักปักหัวใจ Youtube การ์ตูนคู่รักนิรันดร Youtube การ์ตูนชะตารัก Youtube แฝดหนุ่มมะรุมมะตุ้มรัก Youtube รูมินเทพบุตรซาตาน Youtube รักเทวดาท่าจะวุ่น Youtube รวมเรื่องสั้นMiwa Sakai Youtube Hot Love หมึกจีน Youtube การ์ตูนผีกุกกัก Youtube คุณหนูกับทาสหนุ่ม Youtube การ์ตูนเธอคือนางเอก Youtube หนุ่มเซ่อเจอสาวแซ่บ Youtube Extra Romance หมึกจีน Youtube เว็บขายการ์ตูนออนไลน์ Youtube

ชิมโจ๊ก-บะกุ๊ดเต๋รสเด็ดที่ “ร้านข้าวต้มสามชั้น” ระนอง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 มีนาคม 2555 13:41 น.
โจ๊กหมูเมนูถ้วยเด็ดของร้านข้าวต้มสามชั้น หรือ ร้านโจ๊กหลังอนุบาลระนอง
       หากมีโอกาสผ่านไปจังหวัดระนอง ก็อย่าลืมแวะชิม โจ๊ก เกาเหลาเลือดหมู และบะกุ๊ดเต๋ ที่ร้าน “ข้าวต้มสามชั้น” หรือ “ร้านโจ๊กหลังอนุบาลระนอง” หากต้องการทานบะกู๊ดเต๋ต้องไปก่อน 10 โมง เพราะร้านนี้ถ้าหมดแล้วหมดเลย
ร้านนี้ไม่มีป้ายร้าน แต่คนระนองรู้จักร้านข้าวต้มสามชั้นเป็นอย่างดี
       เป็นร้านข้าวต้มอีกร้านหนึ่งของจังหวัดระนอง ที่เปิดขายมานานถึง 35 ปี แต่ไม่มีป้ายชื่อร้าน เป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไปในนามชื่อว่า “ร้านข้าวต้มสามชั้น” หรือ “ร้านโจ๊กหลังอนุบาล” ที่ เรียกตามสถานที่ใกล้เคียง เนื่องจากร้านดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณสามแยกโรงแรมรัตนสิน หรือโรงแรมสามชั้น ริมถนนเรืองราษฎร์ตัดกับถนนลุวัง และอยู่ใกล้กับด้านหลังของโรงเรียนอนุบาลระนอง
เกาเหลาเลือดหมูอีกหนึ่งเมนูถ้วยเด็ดของร้าน
       อาหารถ้วยเด็ดของร้านที่ลูกค้าเข้าร้านแล้วต้องสั่งมารับประทาน คือ ข้าวต้มโจ๊กหมูสับ, เกาเหลาเลือดหมู และบะกุ๊ดเต๋ หรือซี่โครงหมูตุ๋นยาจีน ส่วนราคาก็ย่อมเยาอย่างข้าวต้มโจ๊กธรรมดาถ้วยละ 25 บาท โจ๊กใส่ไข่ 30 บาท เกาเหลาเลือดหมู และบะกุ๊ดเต๋ถ้วยละ 30-50 บาท เครื่องปรุงทุกชนิดจะไม่ใช้ผงชูรส โดยเฉพาะน้ำบะกุ๊ดเต๋ หรือน้ำหมูตุ๋นจะใช้อ้อยสดมาต้มปรุงรส และใช้เครื่องยาจีนแท้จากจังหวัดภูเก็ตทำให้มีรสชาติเข้มข้นหอมหวานในตัว
บะกุ๊ดเต๋อาหารจานเด็ดของร้านอีกหนึ่งเมนู
       นอกจากนี้ ยังใส่หมี่ซั่วของจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งซีอิ๊วถั่วเหลืองก็จะใช้ยี่ห้อที่ผลิตจากจังหวัดภูเก็ตเช่นกัน ซึ่งจะได้กลิ่นหอมน่ารับประทาน สำหรับพริกไทยป่นจะทำเองทุกวัน โดยเอาพริกแห้งมาคั่วก่อนจากนั้นจะเอาไปปั่น ทำให้มีกลิ่นหอม
เมนูเด็ดของร้านที่ลูกค้า้เ้ข้ามาแล้วต้องสั่ง
      
นางอรชา มโนภักดิ์ หรือ “เจ๊ซิ้ว”เจ้าของร้านข้าวต้มสามชั้น
       นางอรชา มโนภักดิ์ หรือ “เจ๊ซิ้ว”เจ้าของร้านที่สืบทอดต่อมา จากป้ากว่า 10 ปี บอกว่า จุดเด่นของร้านคือเน้นความเป็นระเบียบและความสะอาดของภาชนะ โต๊ะและหม้อข้าวต้มใช้แสตนเลสแท้ 100 % อย่างซี่โครงหมูตุ๋นเครื่องยาจีนทำปรุงเพียงวันละหม้อเท่านั้นใช้หมูประมาณ 7 กิโลกรัม หมดแล้วหมดเลย จะทานคู่กับข้าวสวยหรือข้าวต้มก็ได้ หากลูกค้าต้องการรับประทานบะกุ๊ดเต๋ต้องมาก่อน 10 โมงเช้า
ขนมไทยหลากที่ทางร้านจัดไว้ให้เลือก
       นอกจากนี้ ยังมีขนมสด ขนมไทยกว่า 20 ชนิด วางหน้าร้านให้บริการแกลูกค้าด้วย ส่วนเครื่องดื่มมีน้ำชา กาแฟ ทั้งร้อนและเย็น มีโต๊ะไว้รองรับลูกค้า 11 โต๊ะ รับได้ประมาณ 60 คน เปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลา 05.00-13.00 น.หยุดเฉพาะช่วงตรุษจีนและเทศกาลกินเจ โทร.สอบถามได้ที่หมายเลข 08-1891-5111
เช้าๆภายในร้านจะเต็มไปด้วยลูกค้า
      
ที่ตั้งของร้าน อยู่ใกล้กับด้านหลังโรงเรียนอนุบาลระนอง
      
ลูกค้าเข้ามาอุดหนุนไม่ขาดสาย
      
หลากหลายเมนูของร้าน
      
โจ๊ก-เกาเหลาเืลือดหมูที่ลูกค้าติดใจ

ข้าวผัดสับปะรด

ส่วนผสม

ข้าวสุก 1/2 ถ้วย

สับปะรดสับ 1 ช้อนโต๊ะ

ผักบุ้งหั่นซอย 1 ช้อนโต๊ะ

แครอตหั่นเต๋าเล็ก 1 ช้อนโต๊ะ

หอมใหญ่สับ 1 ช้อนชา

น้ำมันถั่วเหลือง 2 ช้อนชา

หมูสับ 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำซุปไก่ 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1.ผัดหอมสับกับน้ำมันถั่วเหลือง ใช้ไฟอ่อน พอสุกเหลือง ใส่แครอตผัดจนสุก ใส่หมูสับ ผัดรวนให้เข้ากัน

2.ใส่ผักบุ้ง สับปะรด น้ำซุปไก่ลงผัด จนผักสุก

3.ใส่ข้าวสุกผัดกับเครื่องปรุงทั้งหมด จนข้าวสุกนุ่ม

Tips :
ข้าวผัดสับปะรดครบคุณค่าอาหาร 5 หมู่ ผักบุ้ง
แครอตกับสับปะรดช่วยทำให้ข้าวผัดมีสีสันมีรสหวานจากผักผลไม้
คุณแม่อาจใส่บร็อกโคลี่หรือถั่วฝักยาวแทนได้ ข้าวผัดสำหรับคุณหนูวัยนี้
ควรผัดให้สุกนิ่ม ผักหั่นซอยเล็กๆ
ง่ายต่อการเคี้ยวการลวกผักก่อนนำมาหั่นซอยช่วยทำให้ผักนุ่มมากขึ้นเวลาผัด
กับข้าว

ปลากะพงนึ่งบ๊วย


ส่วนผสมที่ต้องเตรียม

ปลากะพงขาว 1 ตัว
บ๊วยดอง 2 เม็ด
น้ำบ๊วย 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำซุปไก่ ½ ถ้วยตวง
น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันงา 2 ช้อนชา
ซอสถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ้วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
ต้นหอมหั่นเป็นท่อนๆ ¼ ถ้วยตวง
ขิงหั่นฝอย ½ ถ้วยตวง
ขึ้นฉ่ายหั่นเป็นท่อนๆ ¼ ถ้วยตวง
พริกชี้ฟ้าหั่นฝอยตามยาว 2 เม็ด

ขั้นตอนในการทำเริ่มจากนำปลามาขอดเกล็ดออกให้หมด ควักไส้ออก แล้วบั้งตัวปลาข้างละ 2-3 บั้ง และล้างให้สะอาดผึ่งให้สะเด็ดน้ำ

จากนั้นนำปลามาใส่จานที่จะนึ่ง แล้วก็ใส่น้ำซุปลงไปพร้อมกับใส่บ๊วยดองบี้ให้แตก และก็ใส่น้ำมันงา น้ำมันหอย ซอสถั่วเหลือง ซีอิ้วขาว น้ำบ๊วย น้ำตาลทราย ราดให้ทั่วตัวปลา

แล้วก็นำต้นหอม ขึ้นฉ่าย ขิง และพริกชี้ฟ้าแดง มาคลุมให้ทั่วบนตัวปลาอีกที จากนั้นจึงนำไปนึ่งในลังถึง นึ่งจนปลาสุก ก็เป็นอันว่าเสร็จสรรพได้ "ปลากะพงนึ่งบ๊วย" ยกเสิร์ฟกินต้อนร้อนๆ เอร็ดอร่อยกันไปอีกหนึ่งมื้อ

เต้าหู้ราดแอปเปิ้ล

ส่วนผสม

แอปเปิ้ลปอกเปลือกหั่นสับ 1/4 ถ้วย

น้ำต้มกระดูก 1/2 ถ้วย

มันฝรั่งบด 2 ช้อนโต๊ะ

ไก่สับ 2 ช้อนโต๊ะ

แครอตสับ 1 ช้อนชา

น้ำมันถั่วเหลือง 1 ช้อนชา

เต้าหู้ไข่หั่นเป็นวงหนา 1/2 นิ้ว 4 วง

ต้นหอมหั่นฝอย 1 ช้อนชา

วิธีทำ

1.น้ำต้มกระดูก น้ำมันถั่วเหลือง กับแอปเปิ้ลใส่ถ้วยอุ่นในไมโครเวฟ 3 นาที ใช้ส้อมยีให้แหลก

2.ใส่มันฝรั่งบด ไก่สับ ลงคนให้เข้ากัน อุ่นในเตาไมโครเวฟ 1 นาที

3.เต้าหู้เรียงใส่จาน ตักซอสแอปเปิ้ลราดหน้า โรยด้วยต้นหอม แครอตสับ แอบในเตาไมโครเวฟ 2 นาที


Tips :
ควรใช้แอปเปิ้ลแดงเพราะมีรสเปรี้ยวน้อยกว่าแอปเปิ้ลเขียว
นึ่งต้นหอมซอยให้สุก จะช่วยลดกลิ่นฉุนและเพิ่มรสหวาน การใส่หอมใหญ่
จะช่วยเพิ่มความหวานของน้ำซุปต้มกระดูกด้วย
credit karnoi bloggang.com

สูตรไก่่ย่างวิเชียรบุรี


สวัสดีวันนี้เรามาแนะนำ สูตรอาหาร สูตรไก่ย่างวิเชียรบุรี กันครับเป็นอีกเมนูอาหารไทยที่ทุกคนต่างก็ชื่นชอบและเป็นที่รู้จักกันแบบแพร่หลายวันนี้เรามาเข้าครัวลุยกันเลยครับ



เครื่องปรุงรสและวัตถุดิบ สูตรอาหาร สูตรไก่ย่างวิเชียรบุรี
ไก่ 2 กิโลกรัม
ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
ใบเตย 2 ใบ
กระเทียม 20 กลีบ
ซีอิ๊วขาว 1 - 1/2 ช้อนโต๊ะ
หอมแดง 4 หัว
พริกไทยดำ 1 ช้อนโต๊ะ
รากผักชี 7 ราก
นมสด 1 กระป๋อง
เกลือ 1 ช้อนชา
ตะไคร้ 3 ต้น
วิธีทำและขั้นตอนในการทำ สูตรอาหาร สูตรไก่ย่างวิเชียรบุรี
ขั้นตอนเริ่มแรกเลยให้ล้างไก่ด้วยน้ำเปล่าให้สะอาดตากผึ่งไว้ให้สะเด็ดน้ำ ต่อจากนั้นให้นำหอมแดง รากผักชี พริกไทย ตะไคร้ กระเทียม ใบเตย มาปั่นร่วมด้วยกับนมสดให้ละเอียด
ขั้นตอนที่สองต่อจากนั้นให้นำส่วนผสมที่บดละเอียดแล้วมาเทใส่ภาชนะสำหรับหมักไก่ แล้วจึงผสมเครื่องปรุงต่างๆผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วค่อยนำไก่ลงไปในภาชนะหมักทิ้งไว้ 30 นาที
ขั้นสุดท้ายหลังจากหมักเสร็จเรียบร้อยแล้ว ค่อยนำไก่ไปย่างเวลาย่างไก่ควรใช้ไฟอ่อนๆ แล้วขณะที่ย่างให้ทาน้ำมันที่ไก่ตอนเรากลับด้านไก่ด้วย เพราะจะทำไห้ไก่มีสีเหลืองน่ารับประทาน
ในส่วนของน้ำจิ้ม สูตรอาหาร สูตรไก่ย่างวิเชียรบุรี จะมีด้วยกัน 2 สูตร

วัตถุดิบและเครื่องปรุงรส น้ำจิ้ม สูตรไก่ย่างวิเชียรบุรี สูตรหนึ่ง
ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 1 - 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะขามเปียกต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ
ข้าวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ
ผักชีฝรั่ง
น้ำปลา 2 - 3 ช้อนโต๊ะ
พริกป่่น 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปิ๊บ 1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนในการทำและวิธีทำ น้ำจิ้ม สูตรไก่ย่างวิเชียรบุรี สูตรหนึ่ง
ลำดับแรกให้นำน้ำ น้ำปลา น้ำตาลปิ๊บ มะนาว และน้ำมะขามเปียก มาผสมจนเข้ากันดีแล้วทดลองชิมรสเน้นให้ได้รส หวาน เปรี้ยว เค็ม แล้วจากนั้นให้ใส่พริกป่น ตามด้วยข้าวคั่ว แล้วค่อยคนให้เข้ากันแล้วตามด้วยโรยต้นหอมซอย และผักชีฝรั่ง
วัตถุดิบและเครื่องปรุงรส น้ำจิ้ม สูตรไก่ย่างวิเชียรบุรี สูตรสอง
น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วยตวง
กระเทียม 5 กลีบ
เกลือ 1 - 2 ช้อนชา
พริกชี้ฟ้าแดง 3 เม็ด
กระเทียมดอง 2 หัว
ขั้นตอนในการทำและวิธีทำ น้ำจิ้ม สูตรไก่ย่างวิเชียรบุรี สูตรสอง
นำเครื่องปรุงรสและวัตถุดิบทั้งหมดมาโขลกตำให้ละเอียด แล้วจึงนำไปตั้งไฟให้น้ำตาลละลายเป็นอันเสร็จเรียบร้อย

หวังว่า สูตรอาหาร สูตรไก่ย่างวิเชียรบุรี บทความนี้คงถูกอกถูกใจทุกคนเพราะว่าเป็นอีกหนึ่งเมนูที่คนไทยหลายคนชอบรับประทานรวมทั้งผมด้วยครับ

ที่มา http://www.xn--m3c2aazhl9ab1d.net/2012/03/blog-post_16.html

“สงวนยอดผัก” อร่อยเลิศ ราดหน้ายอดฝีมือ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 มีนาคม 2555 11:16 น.
บรรยากาศภายในร้าน
       หากถามว่าเวลาจะไปหาของร้านอาหารกินในถิ่นที่ไม่คุ้นเคย จะใช้อะไรตัดสินว่าร้านไหนอร่อยหรือไม่อร่อย อย่างแรกก็ดูที่ว่ามีลูกค้านั่งกินอยู่เยอะหรือไม่ อย่างที่สองก็ลองมองหาป้ายการันตี หรือจำนวนปีที่เปิดขาย ซึ่งร้านอาหารร้านไหนที่เปิดกันมานานหลายสิบปี ก็เป็นเครื่องการันตีได้ว่าต้องอร่อยอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นก็คงอยู่กันได้ไม่นานนมมาจนถึงทุกวันนี้
      
       อย่างร้านราดหน้าที่ “ผ่านมาแวะกิน” จะพาไปลองชิมในมื้อนี้ ร้านนี้มีชื่อว่า “สงวนยอดผัก” ตั้งอยู่ตรงข้ามกับธนาคารแห่งประเทศไทย แถวๆ เทเวศร์ คุณสงวน สงวนวุฒิธรรม เจ้าของร้านและเจ้าของความอร่อยเล่าให้ฟังว่า ถ้านับว่าเปิดขายมานานเท่าไหร่ ก็นับได้ประมาณ 50 ปี เฉพาะตรงนี้ก็เปิดมา 30 กว่าปีแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นไปขายในละแวกอื่นมาก่อน
คุณสงวน สงวนวุฒิธรรม เจ้าของร้าน
       เริ่มแรกนั้นเป็นลูกมือขายราดหน้าอยู่แถวเยาวราช ก่อนจะมาเปิดขายเองด้วยสูตรที่ปรับปรุงขึ้นเฉพาะตัว โดยเป็นราดหน้าสูตรกวางตุ้ง ที่ทำสดๆ จานต่อจาน เสิร์ฟร้อนๆ หอมอร่อย ที่ร้านก็มีราดหน้าให้ลิ้มรสเพียงอย่างเดียว แต่มีเส้นให้เลือก 3 อย่าง คือ เส้นใหญ่ เส้นหมี่ และหมี่กรอบ
      
       สูตรเด็ดของราดหน้าที่นี่ก็คือยอดผักตามชื่อร้าน ที่จะใช้ยอดคำน้าเลือกเฉพาะที่อ่อนๆ นำมาใช้ทั้งยอดลวกพอสุก ส่วนน้ำซุปที่นำมาทำราดหน้าก็เด็ดไม่แพ้กัน เพราะใช้น้ำซุปกระดูกหมูในส่วนที่เรียกว่าเอียวเล้งและคาตั๊ง มาต้มให้เปื่อยได้ที่ จนได้รสชาติหวานหอมกลมกล่อม
เส้นใหญ่ราดหน้า
       เส้นทั้งเส้นใหญ่และเส้นหมี่ก็จะนำไปผัดกับน้ำมัน และใส่ซีอิ้ว ผัดในกระทะเหล็กและใช้ไฟแรง ก็จะได้เส้นที่พร้อมกิน เหนียวนุ่ม แถมกลิ่นหอมๆ ชวนกิน ส่วนเส้นหมี่กรอบได้จากการเส้นหมี่ขาวไปทอดจนกรอบ
      
       ส่วนหมูชิ้นใหญ่ที่ใส่มาในราดหน้าก็เลือกใช้เนื้อสะโพกหมูส่วนขาหลัง หั่นเป็นชิ้นแล้วนำมาหมักด้วยสูตรเฉพาะของทางร้าน หมักค้างคืนจนเข้าที่ แล้วก็นำมาผัดกับน้ำซุปที่ปรุงกับเต้าเจี้ยวผสมกับกระเทียม พอเดือดแล้วก็ใส่แป้งมันให้เหนียวหนืดพอควร เวลาเสิร์ฟก็ตักเส้นใส่จาน ใส่ผักคะน้าที่ลวกแล้ว แล้วตัดน้ำราดหน้าร้อนๆ ราดลงมา
      
       เห็นราดหน้ายกมาเสิร์ฟถึงโต๊ะแล้วก็น้ำลายสอ กระเพาะเริ่มทำงานขึ้นมาทันที ต้องเริ่มชิมมาตั้งแต่จานแรก ราดหน้าเส้นใหญ่ (ธรรมดา 35 บาท พิเศษ 40 บาท) จานนี้เรียกว่าเป็นจานคลาสสิกที่ต้องลองลิ้ม เพราะความหอมหวนชวนกินของเส้นใหญ่ที่ลองชิมแล้วเหนียวนุ่มถูกใจ พร้อมกับความหอมจากการผัดใส่ซีอิ้วมาเล็กน้อย
เส้นหมี่ราดหน้า
       ส่วนน้ำราดหน้ารสชาติกลมกล่อม อร่อยแบบไม่ปรุงเพิ่มก็สุดยอดแล้ว เนื้อหมูก็นุ่มลิ้น เปื่อยละลายในปาก ชิ้นใหญ่เต็มคำ คะน้าลวกกรอบไม่ขม มาเป็นยอดผักจริงๆ ไม่ใช่ก้านแล้วหั่นสั้นๆ
      
       ส่วน เส้นหมี่ราดหน้า (ธรรมดา 35 บาท พิเศษ 40 บาท) จานนี้ก็อร่อยโดนใจไม่แพ้กัน น้ำราดหน้านั้นรสชาติเหมือนกัน เพียงแต่แตกต่างกันที่เส้นหมี่จะให้รสสัมผัสอีกแบบ แต่ก็หอมชวนกินเช่นเดิม
      
       จานสุดท้ายนี้ถือว่าเป็นของชอบของหลายคน ราดหน้าหมี่กรอบ (ธรรมดา 35 บาท พิเศษ 40 บาท) ความอร่อยที่แตกต่างจากจานอื่นอยู่ที่ความหอมกรอบของเส้นหมี่กรอบที่ทอดแล้ว นั้นกรอบอร่อย ไม่อมน้ำมัน ไม่มีกลิ่นหืน เมื่อโดนน้ำราดหน้าก็จะนิ่มลงเล็กน้อย กินแล้วน้ำราดหน้าเข้าไปผสมกลมกลืนอยู่ในเส้น อร่อยโดนใจ
ราดหน้าหมี่กรอบ
       ราดหน้าอร่อยๆ จากมือเก๋าที่เปิดขายกันมานานนม ต้องมาลองชิมกันให้ได้ที่ร้าน “สงวนยอดผัก” แห่งนี้เท่านั้น
      
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
      
       ร้าน “สงวนยอดผัก” ตั้ง อยู่ที่ 250/4 ถ.สามเสน แขวงบางขุนพรหม เขตกระนคร กทม. การเดินทางจากถนนสามเสน ตรงไปทางไปรษณีย์เทเวศร์ ร้านสงวนยอดผัก ตั้งอยู่ติดริมถนน ตรงข้ามไปรษณีย์เทเวศร์ และธนาคารแห่งประเทศไทย ร้านเปิดทุกวัน เวลา 09.00-20.00 น. โทร. 0-2281-0894

บะหมี่ต้มยำกุ้ง ซองไหนเด็ดสุด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 มิถุนายน 2547 19:15 น. 
       รู้ทั้งรู้ว่าบะหมี่สำเร็จรูปน่ะกินมาก ๆ มันไม่ดี มันให้แต่ความอิ่มท้อง หาสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไม่ได้ แต่เพราะราคาที่แสนถูก แค่ซองละ 5 บาท ทำก็ง่าย กินก็สะดวก รสชาติใช้ได้ และแก้หิวได้ทันใจ ใครต่อใครเลยไม่สามารถตัดบะหมี่ซองออกไปจากชีวิตประจำวันได้
      
       แถมตอนนี้มีให้เลือกกินหลายต่อยี่ห้อหลากรสชาติเหลือเกิน ถูกใจคนชอบลองของใหม่นักล่ะ อย่างนี้จะต้องมีการTest กันแล้วเพื่อเฟ้นหาสุดยอดบะหมี่ซองรสต้มยำกุ้ง อันเป็นรสที่คุ้นหูคุ้นลิ้นที่สุด
      
       ใครเป็นแฟนใครระหว่าง มาม่า ยำยำ ไวไวและเอฟเอฟ ก็ตามลุ้นกันได้เลย
       

       3 ยี่ห้อแรกมีต้องแนะนำตัวกันให้มาก ใครไม่รู้จักก็เชยแหลก แต่ยี่ห้อเอฟเอฟนี่สิ ทำเอาหลายคนงุนงงเพราะไม่เคยเห็น จนมีคนสะกิดให้นึกถึงโฆษณานักเรียนสอบตกได้เอฟ 2 ตัว แล้วมีคนเอาบะหมี่มาปลอบไง นั้นแหละ ถึงได้ร้องอ๋อกัน
       เทียบราคาและปริมาณ ซองต่อซอง
      
       ในราคา 5 บาท สนามนี้ต้องยกให้ยำยำ เพราะมีแต่ไซส์จัมโบ้ขนาด 70 กรัม หาซื้อไซส์ปกติไม่ได้เลย ส่วนยี่ห้ออื่นเทียบกับแล้ว ไวไวและเอฟเอฟ ขนาด 60 กรัมเท่ากัน ดังนั้น มาม่า พี่เบิ้มแห่งตลาดบะหมี่ซองเลยมีค่าตัวสูงกว่าเพื่อน เพราะมีเพียง 55 กรัม ถือว่าน้อยที่สุด
       เทียบสีสันและหน้าตาแล้ว ไวไวหลุดกระเด็นออกจากลุ่ม ซองออกโทนสีฟ้าจัด ขณะที่รายอื่นออกสีส้ม ๆ แดง ๆ สื่อถึงความเผ็ดร้อนของรสต้มยำกุ้ง
      
       มองดูจุดดึงดูด มาม่าเป็นเจ้าเดียวที่ชื่อยี่ห้อเด่นหราอยู่กลางซอง มีแถบข้อความตัวอักษรเล็กจิ๋วบอกว่ามีธาตุไอโอดีน เหล็ก และวิตามินเอ อย่างกับกลัวใครอ่านเห็น ส่วนยี่ห้ออื่น ๆ พากันแปะชื่อไว้ที่มุมบน เอ หรือว่าเป็นหลักฮวงจุ้ย
      
       สีของเส้น ก่อนถูกต้ม
       เปลือยก้อนบะหมี่ออกจากซอง จุดสังเกตแรกคือสีของเส้น ไวไวจะเข้มสุด มาม่าและยำยำสูสีใกล้เคียง ส่วนเอฟเอฟเป็นน้องจืดไปเลย
       ความแตกต่างอีกอย่างคือ เครื่องปรุง ดูเหมือนไวไวจะถนัดเรื่องสร้างความแปลกใจให้แงนักชิม เพราะมีเครื่องปรุงซองเดียวแต่ที่แปลกไม่แพ้กันคือ เอฟเอฟ ที่ซองเครื่องปรุงมาพร้อมซองน้ำมันเจียว น้ำพริกเผาหายไปไหน หรือว่าเอามาผิดรส พลิกหน้าซองกันให้วุ่น ส่วนมาม่ากับยำยำ มีครบเครื่องปรุงและพริกเผา
       เช็คสภาพหลังแช่น้ำเดือด
       กติกาคือ ชงน้ำเดือด 1 ถ้วยครึ่ง จับเวลา 3 นาที ดูหน้าตา สีสัน และความน่ากิน ก่อนจะใช้ตะเกียบตะกุยเส้นและเครื่องให้เข้ากันอีกสัก 1 นาที ค่อยเริ่มชิมทีละชาม
      
       ประเดิมกันที่เอฟเอฟโทษฐานที่นักชิมไม่คุ้นหน้า ข้อสำคัญคือไม่เคยกินกันเลย หลังเปิดฝาออก หน้าตาจืดสนิท ไม่ชวนโซ้ยเลย แต่กลิ่นเป็นต้มยำใช้ได้ โชยกลิ่นเปรี้ยวของมะนาวชัดเจน เมื่อใช้ตะเกียบพุ้ย เส้นกระจายเร็ว ขนาดของเส้นเรียวเล็ก
       คีบเส้นขึ้นมากินขณะร้อน เส้นไม่แข็งอย่างที่คาด ไม่เหนียวเกินไป มีกลิ่นกุ้ง น้ำซึปอร่อยกลมกล่อม ได้รสต้มยำแบบไม่เผ็ดจัดจ้าน มีความหวานติดปลายลิ้น เหมาะกับคนกินเผ็ดไม่เก่ง
       
       มาม่าและยำยำ 3 นาทีไม่สุกพอ
       
ชามที่สอง ยำยำ เส้นกลมใหญ่อย่างเห็นได้ชัด สีน่ากินเชียว มีน้ำพริกเผาสีแดงลอยคอ แต่พอใช้ตะเกียบขยุ้มเส้นมันยังเกาะกันเป็นก้อนแฮะ ยังไม่นิ่มเท่าไหร่ ลองสุดกลิ่นใกล้ ๆ ก็คล้ายก๋วยเตี๋ยวแกง รสชาติน้ำซุปออกเค็มนำ เข้มข้นสมเป็นต้มยำกุ้ง แต่เส้นนี่สิ ชวนผิดหวังมาก ยังกรอบอยู่ บางส่วนก็แข็ง และมีความเป็นแป้งมาก เราย้อนกลับไปกินเส้นเอฟเอฟที่ตอนนี้นอนแช่เกือบ 10 นาที เส้นยังอร่อยกว่าแบบเทียบไม่ได้
       มาต่อกันที่มาม่า สีสันใช้ได้ เส้นกลมเล็ก หอมกลิ่นต้มยำกุ้งที่คุ้นเคย แต่พอลงตะเกียบก็ต้องอึ้ง เพราะเส้นยังจับกันเป็นแพ ไม่นิ่มอย่างที่ควรเป็น ทอทดลองเคี้ยวก็ต้องร้องอี๋ เส้นยังไม่สุกเลย เหนียวและแข็ง ให้ความรู้สึกหยาบในลำคอ แต่ก็ไม่เป็นแป้งเหมือนยำยำ ส่วนน้ำซุปนั้นเค็ม เปรี้ยว และเผ็ดครบรสต้มยำ อร่อยไม่ผิดหวัง เป็นความได้เปรียบเพราะกินบ่อยกว่ายี่ห้ออื่น รสชาติเลยติดลิ้นแต่เส้นต้องปรับปรุงอย่างแรง
      
       
       
       ไวไว เธอคือต้มยำสมุนไพร
       ชามสุดท้ายไวไว ยังรักษาความแปลกไว้เหนียวแน่น เพราะกลิ่นโชยหนักไปทางเครื่องเทศ ตะไคร้ ใบมะกรูดแห้ง หน้าตาก็ใส๊ใส เป็นน้องจืดรองจากเอฟเอฟ พอถูกตะเกียบขยุ้มเท่านั้นแหละ เส้นที่เล็กได้รูปก็เริ่มขาด แสดงถึงความเปื่อย เมื่อนำเข้าปากจึงรู้ว่าเพราะเส้นสุกเร็วนั่นเองสมชื่อ แต่เค็มไปด้วยกลิ่นแป้ง
       น้ำซุป รสและกลิ่นประหลาด ออกหวาน ส่วนรสเปรี้ยวก็แหลมแปลก ๆ ไม่เหมือนรสของมะนาว ไม่น่าตะใช่ต้มยำกุ้งนะ หลายคนยกมือขอบาย ไม่อยากชิมต่อ
       อร่อยเด็ด เส้นเอฟเอฟผสมน้ำซุปยำยำ
       เวลาผ่านไปหลายสิบนาที การชิมก็มาถึงบทสรุป ตอนนี้บะหมี่แต่ละชามคลายความร้อนจนหมด เส้นก็เริ่มเปลี่ยนสภาพ แงนักชิมกลั้นใจชิมบะหมี่แต่ละชามเป็นครั้งสุดท้าย อยากรู้ว่าเมื่อกินตอนเย็นชืดมันจะเป็นอย่างไร
      
       เส้นของเอฟเอฟไม่คืนตัว ยังเรียวเล็กได้รูป มีเพียงความนิ่มที่เพิ่มขึ้น ส่วนน้ำซุปมีกลิ่นกุ้งชัดมาก เส้นยำยำทั้งอืดทั้งพอง บานเต็มชาม ไม่ต้องถามถึงสภาพเส้น มันเละ มันเหลว และเป็นแป้งสุด ๆ บอกได้แค่ว่าถ้าอยากกินบะหมี่ซองให้อิ่มสุด ๆ อยู่ท้องได้นาน ก็ต้องเลือกยำยำนี่เลย เพราะมันจะลงไปนอนพองเต็มกระเพาะ แต่มีข้อดีตรงน้ำซุปได้กลิ่นมันกุ้ง ได้ฟิลลิ่งของต้มยำกุ้งรสเด็ด
      
       ส่วนมาม่า แม้เส้นไม่อืดเท่ายำยำ แต่ความนิ่มสูสี สามารถไปพองต่อในท้องคุณเช่นกัน น้ำซุปเค็มและเปรี้ยว รสจัดเชียวล่ะ แต่ไม่มีความเป็นต้มยำกุ้งเท่าใด เพราะไร้กลิ่นกุ้ง ชามสุดท้าย ไวไว กลิ่นยังคงทะแม่งแปร่งจมูก พอเย็นลงกลิ่นใบมะกรูดก็นำหน้ามาเลย ส่วนเส้นยังคงความเป็นเส้นอยู่
      
       สรุปแล้ว ถ้ามองหาบะหมี่ต้มยำกุ้งที่อร่อยคุ้นลิ้น ให้มองข้ามไวไวไปได้เลย เว้นแต่ว่าคุณอยากรู้สึกแปลกลิ้นทุกครั้งที่ตักใส่ปาก แฟนมาม่าก็ภักดีกับมาม่ากันต่อไป เพราะมันเป็นฟิลลิ่งของบะหมี่ต้มยำกุ้งสมัยเมื่อยังเด็ก
       

       แต่ถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศต้องเลือก เอฟเอฟ แต่แนะนำให้ลองใส่น้ำแต่น้อยเพื่อให้ได้รสชาติที่จัดขึ้นหน่อย แต่เราก็มีวิธีง่าย ๆ ถ้าเอาเส้นเอฟเอฟมาชงกับเครื่องปรุงยำยำ รับรองต้องตะโกนว่าถูกใจใช่เลยเป็นแน่
       สูตรอร่อยเด็ด เราไม่สงวนอยู่อยู่แล้ว

ดื่มชาจีน...........แฟชั่นใหม่ของโลกตะวันตก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 มิถุนายน 2547 17:26 น. 
ปัจจุบันการดื่มชาแบบอังกฤษเริ่มจะเป็นที่นิยมลดลงสำหรับคนรุ่นใหม่ เพราะการดื่มชาแบบอังกฤษจะให้ความสำคัญกับการปรุงแต่งทั้งกลิ่นและรสด้วยพืช พรรณอื่นๆ และยังต้องมีการเสิร์ฟอาหารว่างชนิดต่างๆ ที่ปรุงจากแป้ง นม และเนยเป็นหลัก ซึ่งล้วนแต่เป็นศัตรูกับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและสัดส่วน
       และที่สำคัญคือกระแสของปรัชญาตะวันออกที่กำลังมาแรงในสหัสวรรษนี้ เป็นสิ่งที่หนุ่มสาวสมัยใหม่ให้ความสำคัญมากกว่าวิถีชีวิตแบบเดิมๆ และนี่เองคือแรงบันดาลใจให้ทายาทจากตระกูล Tseng หรือ Zeng อันเป็นตระกูลผู้ผลิตชาสำหรับราชสำนักจีน ที่เก่าแก่ที่สุดมาตั้งแต่เมื่อ 4,000 ปีมาแล้ว ได้เปิดร้านขายชาจีนทุกชนิดกลางมหานครปารีส เพื่อให้ผู้นิยมดื่มชาจีนจากทุกมุมโลก ได้มีโอกาสเลือกซื้อไปบริโภคพร้อมทั้งแนะนำการดื่มชาอย่างถูกวิธี
       Tseng Yu Hui เริ่มเปิดร้านขายใบชาที่นี่ เธอเริ่มมีลูกค้าที่ผ่านไปมามองด้วยความสนใจ บ้างก็เริ่มเข้ามาถามไถ่ถึงราคา บ้างก็ถามถึงความแตกต่างกับชาแบบอังกฤษ มักมีคำถามที่เธอต้องตอบเสมอๆ และเมื่อเธอให้คำตอบได้เป็นที่น่าสนใจ เธอก็เริ่มมีทั้งลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่ที่เพิ่มจำนวนอย่างน่าพอใจ และการดื่มชาแบบคนจีนน่าจะกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่สำหรับชาวตะวันตกในทศวรรษนี้
       เริ่มตั้งแต่คำถามง่ายๆแต่ตอบยากที่จะให้ลูกค้าเข้าใจในเวลาอันสั้น ถึงความแตกต่างระหว่างใบชาแห้งกับชาในถุง ที่มักเข้าใจกันว่าชาในถุงคือชาชั้นดี ซึ่งเธอต้องเพียรอธิบายว่าชาในถุงเป็นเพียง ผงชา ที่ได้มาจากการผสมของเศษชาต่างๆ ไม่ใช่ใบสดๆที่เก็บมาตากแห้ง และชาถุงนั้นยังผ่านการปรุงทั้งกลิ่นและสีจากพืชต่างๆเพื่อให้มีกลิ่นหอมที่ มิใช่กลิ่นธรรมชาติ หนำซ้ำยังมีการปรุงรสก่อนดื่มด้วยน้ำตาล นมสดหรือมะนาว เพื่อให้มีรสชาติคล่องคอและดื่มง่ายขึ้น ซึ่งนั่นคือการดื่มชาที่ไม่ใช่แบบจีน
       เพราะการดื่มชาจีนนั้นดื่มเพื่อรสชาติธรรมชาติที่แท้จริง กลิ่นก็เป็นกลิ่นที่ได้จากชนิดของต้นชา อายุที่ใช้ในการเก็บ การบ่มใบชาที่ถูกวิธี รวมถึงการชงชาที่ถูกต้องทั้งในการใช้อุปกรณ์ที่มาจากธรรมชาติ น้ำที่มาจากแหล่งที่บริสุทธิ์และอุณหภูมิที่พอเหมาะและถ้วยที่ใช้ดื่ม ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้คือหัวใจสำคัญของการดื่มชาจีนขนานแท้
       มักมีผู้เชื่อว่าป้านชาที่ดีที่สุดต้องทำจากเหล็กหล่อ ซึ่งเธอต้องให้คำอธิบายว่าเหล็กก็เป็นวัสดุที่เป็นโลหะซึ่งต้องได้จากการถ ลุง ต้องผ่านกรรมวิธีทางเคมี ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเป็นวัสดุที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่เหมาะกับการที่จะนำมาเป็นป้านชา ซึ่งควรเป็นป้านชาที่ทำจากดินเผาเนื้อละเอียดเท่านั้น และนอกจากนั้นการเลือกป้านชายังต้องเลือกเนื้อดินให้เหมาะสมกับชนิดของชา ด้วย เช่นชาขาว เขียวหรือ เหลืองนั้นเหมาะกับดินชนิดหนึ่ง และดื่มจากถ้วยกระเบื้องที่เรียกว่า Zhong ซึ่งจะให้กลิ่นที่หอมจัดและไม่เพี้ยน ส่วนชาสีเขียวเข้มหรือชาดำนั้นควรใช้ป้านชาที่ทำจากดินเผาเนื้อแกร่งอีกชนิด หนึ่งที่เรียกว่า Yixing จึงจะเหมาะกัน
       และที่สำคัญคือการต้มชานั้นต้องไม่ต้มจนน้ำเดือดพล่านเป็นฟอง เพราะน้ำที่ร้อนจัดจนเกินไปจะไปขับรสของชาให้ขมจัดไม่รื่นรมย์ในการจิบ และมีผลต่อชาในการดื่มถ้วยต่อๆไป ส่วนป้านชานั้นเมื่อดื่มเสร็จก็ทำความสะอาดเพียงด้วยน้ำเปล่าเท่านั้น ปล่อยให้คราบตะกรันคงไว้ที่ก้นป้านไม่ต้องแคะออก และห้ามทำความสะอากด้วยสารเคมีใดๆทั้งสิ้น
       เธอกล่าวว่าชาจีนที่ดีนั้นมีอยู่ตามภูเขาในดินแดนตะวันออก ซึ่งเธอต้องใช้เวลารอนแรมไปตามทิวเขาทางตอนใต้ของจีนและไต้หวัน เพื่อทำการชิมและคัดเลือกซื้อใบชากลิ่นและพันธุ์ต่างๆ ซึ่งแต่ละชนิดก็จะเหมาะสมกับการดื่มในแต่ละโอกาส และตามรสนิยมของผู้บริโภครวมถึงวัยและสุขภาพและสภาพดินฟ้าอากาศด้วย
       ดังนั้นการดื่มชาจึงเป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์ที่คู่กับชาวจีนมาเป็นเวลานับพันปี ผู้ที่จะมีความเชี่ยวชาญต้องเป็นผู้ที่ศึกษามาจากบรรพบุรุษ ต้องศึกษาจากผู้รู้ ด้วยการดื่มชานั้นเริ่มมาจากความรู้ที่ได้จากการสังเกตุ และบอกเล่าต่อกันมาไม่ได้มีผู้ที่เขียนเป็นตำราเฉพาะอย่าง นอกจากเพียงข้อควรรู้และข้อควรปฏิบัติเท่านั้น
      
       ละนี่คือสิ่งที่ใหม่สำหรับชาวตะวันตก ทั้งที่ความรู้ในการดื่มชานั้นเป็นความรู้พื้นฐานสำหรับแทบทุกบ้านของชาวจีน ซึ่งบรรดาสมาชิกในครอบครัวจะเริ่มเรียนรู้และซึมซับทีละเล็กละน้อยจาก บุพการี จนกลายเป็นความรู้ประจำตัว เช่นเดียวกับความรู้ในเรื่องของไวน์ที่ชาวตะวันตกส่วนใหญ่มักมีความรู้อยู่ แล้วในทุกคน แต่กลับเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้จากตำรับตำราของชาวตะวันออกที่เพิ่งเริ่ม มานิยมบริโภคเช่นเดียวกัน
      
       ชาจีนซึ่งเป็นที่นิยมทางซีกโลกตะวัน ออกมาเป็นเวลาหลายพันปี กำลังจะขยายความนิยมสู่อีกซีกโลกหนึ่งพร้อมๆกับปรัชญาตะวันออก อันเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตแนวใหม่ ต่างไปจากแนวเดิมคือการแสวงหาอาณานิคม บางทีปรัชญาแนวใหม่อาจให้แนวความคิดที่ต้องสุขุม รอบคอบ อดทน ละเมียดละไม เช่นเดียวกับการดื่มชาแบบจีน........ที่ยังคงไม่เคยเปลี่ยนแปลงมานานแสนนาน

ผัดวุ้นเส้นเห็ด 3 อย่าง...มังสวิรัติ

credit คนใหญ่ในห้องแคบๆ bloggang.com




ส่วนประกอบ
1. เห็ด 3 อย่าง วันนี้มี เห็ดเปาฮื้อ เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดฟาง
2. แครอทหั่นเป็นเส้น
3. ต้นหอม
4. กระเทียมสับ 1 หัว
5. วุ้นเส้นแช่น้ำแล้ว 1 ถ้วย
6. เครื่องปรุงรส ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย
7. น้ำมันสำหรับผัด


เห็ดเปาฮื้อ เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดฟาง นำมาล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ




เตรียมวัตถุดิบเสร็จแล้ว




วิธีทำ
1. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันเจียวกระเทียมพอเหลือง



2. ใส่เห็ดและแครอทลงไปผัดจนสุก



3. ตามด้วยวุ้นเส้น



4. ปรุงรสชาติ ด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาล เติมน้ำเปล่าเล็กน้อยให้พอท่วมวุ้นเส้น การ์ตูนโรแมนติก เพื่อวุ้นเส้นจะได้นุ่ม เส้นใส ผัดต่อจนน้ำซุปแห้ง จึงใส่ต้นหอม



5. เสร็จแล้ว